เฟิ่งสือจิ่นฟังอย่างจดจ่อ “พูดว่าอะไร?”
จวินเชียนจี้ตอบ “บอกว่าท่านชายหลิวทุบตีเ้า”
“เขาทุบตีข้าจริงๆ หรือ?”
“เื่นั้น มีแค่เ้าเท่านั้นที่รู้คำตอบ”
เฟิ่งสือจิ่นหมุนตัวแล้วเดินจากไปทันที นางถกแขนเสื้อขึ้นพลางบ่นไม่หยุด “หน็อยแน่ หลิวอวิ๋นชู กล้าอัดข้างั้นหรือ คอยดูเถอะ เราได้เห็นดีกันแน่!”
ท่ามกลางแสงตะวันยามเช้า จวินเชียนจี้หรี่ตามองตามร่างบางที่กำลังเดินไกลออกไปเรื่อยๆ ของเฟิ่งสือจิ่น
เมื่อไปถึงวิทยาลัยหลวง เฟิ่งสือจิ่นก็นั่งรอการมาถึงของหลิวอวิ๋นชูอย่างใจเย็น ในขณะเดียวกัน เสียงก่นด่าของหลิวอวิ๋นชูดังเข้ามากระทบหูก่อนที่เ้าตัวจะมาถึงเสียอีก อีกด้าน เมื่อหลิวอวิ๋นชูเข้ามาในวิทยาลัยหลวงแล้วพบว่าเฟิ่งสือจิ่นกำลังนั่งอยู่ ความหงุดหงิดที่เคยมีก็มลายหายไปจนหมดสิ้น เขาเดินเข้าไปนั่งข้างเฟิ่งสือจิ่นด้วยรอยยิ้ม “เอ๋ เฟิ่งสือจิ่น ทำไมวันนี้เ้าถึงมาเช้าขนาดนี้!”
เฟิ่งสือจิ่นหันไปหา เตรียมจะเริ่มอาละวาด ทว่าสายตากลับไปเห็นรอยฟกช้ำที่แสนโดดเด่นบนใบหน้าของหลิวอวิ๋นชูเสียก่อน นางถามโดยสัญชาตญาณ “หน้าเ้าไปโดนอะไรมาหรือ?”
เฟิ่งสือจิ่นถามอย่างตรงไปตรงมา หลิวอวิ๋นชูเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็อะไรไป ถึงได้รู้สึก... รู้สึกเขินอายเพราะสายตาและคำถามของเฟิ่งสือจิ่น เขายกมือขึ้นมาปิดบังใบหน้าพลางพูดอย่างกลัดกลุ้ม “อย่าพูดถึงมันเลย ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน พอตื่นเช้ามาก็พบว่าหน้าเป็เช่นนี้แล้ว” เขากัดฟันอย่างโกรธแค้น “อย่าให้ข้ารู้นะว่าใครเป็คนทำ ไม่เช่นนั้น ข้าจะหั่นมันเป็ชิ้นๆ เลยคอยดู!”
เฟิ่งสือจิ่นใบหน้ากระตุกขึ้นเบาๆ ตอนออกจากจวนวันนี้ อาจารย์บอกว่าเมื่อคืนนางกลับมาฟ้องว่าถูกหลิวอวิ๋นชูตี นางมองรอยฟกช้ำจางๆ ที่ประทับอยู่ตามลำตัว แม้นางจะมีรอยฟกช้ำอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้หนักหนาเท่ากับหลิวอวิ๋นชู อย่างน้อยใบหน้าของนางก็ยังสะอาดสะอ้าน ไม่มีร่องรอยอะไร หรือว่า... นางเป็คนสร้างรอยแผลเหล่านี้แก่หลิวอวิ๋นชูหรือ? นางชอบเล่นงานคนที่ใบหน้าเสมอ แถมยังต่อยตีชนะหลิวอวิ๋นชูมาโดยตลอด
ก่อนมา เฟิ่งสือจิ่นเตรียมจะมาเอาคืนหลิวอวิ๋นชูให้สาสม แต่ตอนนี้ ดูเหมือนจะไม่จำเป็แล้ว
หลิวอวิ๋นชูปิดบังใบหน้าราวกับหญิงวัยรุ่นที่กำลังเขินอาย “เลิกมองข้าเสียทีได้ไหม มันดูอัปลักษณ์มากเลยใช่หรือเปล่า?”
เฟิ่งสือจิ่นส่ายหน้า “เปล่านี่ เ้าดูดีออก”
หลิวอวิ๋นชูปรายตามองเฟิ่งสือจิ่นแวบหนึ่ง “เลิกปลอบใจข้าได้แล้ว”
“แม้ใบหน้าของเ้าจะมีรอยฟกช้ำ แต่รัศมีที่แผ่ออกมาจากภายในก็ยังทำให้เ้าทั้งหล่อทั้งเท่อยู่ดี”
หลิวอวิ๋นชูยืดอกขึ้น คล้ายคำพูดของเฟิ่งสือจิ่นทำให้เขากลับมามั่นใจได้อีกครั้ง “จริง... จริงหรือ?”
ถึงกระนั้น ใบหน้าของหลิวอวิ๋นชูก็ทำให้นักศึกษาไม่น้อยพากันหัวเราะเยาะเขา แต่หลิวอวิ๋นชูไม่สนใจสายตาของคนเ่าั้เลยสักนิด จนกระทั่งกงเยี่ยนชิวกับเจี่ยนซืออินเดินผ่านไป จู่ๆ กงเยี่ยนชิวที่มักจะนิ่งขรึมและเ็าอยู่เสมอก็หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ในขณะที่เจี่ยนซืออินกลับเดินเข้ามาถามไถ่ด้วยความเป็ห่วงเป็ใยจนเกินเหตุ “พี่อวิ๋นชู นี่มันเกิดอะไรขึ้นหรือ?”
ซูเหลียนหรูที่หายหน้าหายตาไปจากวิทยาลัยหลวงหลายวันเอง ก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในเวลาเดียวกัน นางเดินเข้ามาในห้องอย่างใจเย็น กระโปรงสีชมพูยาวลากดินจนเกือบจะกลายเป็พรมอยู่แล้ว นางหันไปมองหลิวอวิ๋นชูกับเฟิ่งสือจิ่นแวบหนึ่ง พลางประกายรอยยิ้มเย้ยหยันขึ้นและสบถเสียงอย่างเย่อหยิ่ง “ชิ ไม่รู้จักประมาณกำลังตนเอง”
หลิวอวิ๋นชูเคาะด้ามพู่กันลงบนโต๊ะอย่างสบายอารมณ์ เขามองซูเหลียนหรูจนกระทั่งอีกฝ่ายเดินไปนั่งประจำที่ จากนั้นจึงพูดขึ้นลอยๆ “เอ๊ะ... องค์หญิงเจ็ดถูกพักการเรียนแล้วไม่ใช่หรือ ได้ข่าวว่าองค์หญิงไร้มารยาท ไม่เคารพผู้หลักผู้ใหญ่ ทุ่มเถียงกับไทเฮาจนเป็เื่ใหญ่โต ศึกษาในวิทยาลัยหลวงมาตั้งนานแล้ว แม้แต่การให้เกียรติผู้ใหญ่และเมตตาผู้น้อยก็ยังทำไม่ได้ ที่มาวิทยาลัยหลวงคงเพราะอยากเล่นไปวันๆ เท่านั้นสินะ เมื่อเป็เช่นนี้ ต่อให้จะอยู่อีกนานแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์อยู่ดี”
ซูเหลียนหรูตอกกลับอย่างไม่เกรงใจ “ต่อให้จะไร้ประโยชน์ ก็ยังดีกว่าท่านชายหลิวที่เรียนมาสามปีแล้วแต่ก็ยังสอบไม่ผ่านเสียที ต่อให้ข้าจะไร้ประโยชน์ด้านการเรียนแค่ไหน อย่างน้อยก็มีประโยชน์กว่าเ้าไม่ใช่หรือ?” แม้จะพูดเช่นนั้น แต่ซูเหลียนหรูก็ยังก่นด่าในใจอย่างอดไม่ได้... ฝากไว้ก่อนเถอะ อย่าให้ถึงทีข้าบ้างก็แล้วกัน!
หลายวันต่อจากนั้น พวกเขาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ไม่ได้มีเื่มีราวอะไร หลิวอวิ๋นชูกับเฟิ่งสือจิ่นยังคงมาเรียนด้วยท่าทางเกียจคร้านเหมือนทุกวัน ทางด้านของซูเหลียนหรูกับพวกเองก็ไม่ได้ออกมาท้าทายหรือหาเื่อะไร เพียงพูดประชดแดกดันเป็ครั้งคราวเท่านั้น ทั้งสองเกือบจะลืมเื่ที่เกิดขึ้นในงานประกวดยอดบุปผาลงจนหมดแล้ว แถมยังไม่เคยครุ่นคิดเื่เ่าั้ให้เสียเวลาเลยด้วยซ้ำ ผิดกับซูเหลียนหรูที่ยังจดจำเหตุการณ์ในวันนั้นได้อย่างขึ้นใจ
ประจวบเหมาะกับวันนี้ มีเพียงอาจารย์วัยชราทั้งหลายเท่านั้นที่สอนอยู่ในวิทยาลัยหลวง เมื่อซูกู้เหยียนไม่อยู่ นักศึกษาทั้งหลายก็เริ่มออกลายทันที อาจารย์ในวิทยาลัยหลวงถูกนักศึกษาปั่นป่วนก่อกวนให้โกรธจนแทบจะะเิทั้งวันเลยก็ว่าได้
พลบค่ำ เมื่อเลิกเรียน เหล่านักศึกษาก็กรูออกจากห้องเรียนอย่างรีบร้อน หลิวอวิ๋นชูกับเฟิ่งสือจิ่นบอกลากันที่หน้าประตูวิทยาลัย ั้แ่ที่หลิวอวิ๋นชูมีเื่กับองค์หญิงเจ็ดในวิทยาลัยหลวงคราวก่อน ท่านโหวอันกั๋วก็สั่งให้เกี้ยวของจวนหยุดรับส่งเขาั้แ่นั้นเป็ต้นมา เขาจึงต้องเดินมาวิทยาลัยหลวงและกลับบ้านเองทุกวันเหมือนกับเฟิ่งสือจิ่น แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด สิ่งนี้กลับทำให้เขารู้สึกอุ่นใจมากขึ้นเสียอย่างนั้น คนเป็เพื่อนกันย่อมต้องมีทุกสิ่งเสมอกันเป็ธรรมดา เฟิ่งสือจิ่นเดินกลับบ้านทุกวัน เขาก็ควรเดินกลับบ้านเหมือนนางเช่นกัน
แต่หลังบอกลา หลังจากที่มองเฟิ่งสือจิ่นหมุนตัวแล้วเดินจากไปอย่างไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์ หลิวอวิ๋นชูมองตามแผ่นหลังโดดเดี่ยวใต้แสงตะวันยามเย็นที่ค่อยๆ ไกลออกไปของเฟิ่งสือจิ่น จู่ๆ เขาก็รู้สึกปวดใจจนทนไม่ไหว “เฟิ่งสือจิ่น ให้ข้าส่งเ้ากลับบ้านเถอะ อย่างไรเสียนี่ก็เป็ทางผ่านของข้าอยู่แล้ว”
เฟิ่งสือจิ่นหันกลับมามอง ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้ม “บ้านเ้าอยู่ทางตะวันออก ส่วนบ้านข้าอยู่ทางตะวันตก ไหนลองบอกมาหน่อยว่ามันเป็ทางผ่านของเ้าได้อย่างไร?”
หลิวอวิ๋นชูยังทำใจจากไปไม่ได้ “แต่ข้ากลัวว่าเ้ากลับบ้านคนเดียวจะไม่ปลอดภัย”
เฟิ่งสือจิ่นโบกมือเบาๆ แล้วเดินจากไปโดยไม่ได้หันกลับมาอีก หลิวอวิ๋นชูยืนอยู่ที่เดิม มองตามเฟิ่งสือจิ่นจนแผ่นหลังของนางหายไปสุดถนน จึงเดินก้มหน้า มุ่งหน้าไปที่บ้านของตนในที่สุด
ทางกลับบ้านของเฟิ่งสือจิ่นปลอดภัยเป็อย่างมาก สองข้างทางเป็บ้านเรือนของชาวบ้าน ถัดจากนั้นก็เป็ถนนที่ครึกครื้นและเจริญรุ่งเรือง เพราะชอบความสงบ ในยามปกติ เฟิ่งสือจิ่นจะไม่ออกไปเดินบนถนนเส้นใหญ่ที่ครึกครื้นและเต็มไปด้วยผู้คน แต่จะเดินไปตามทางเดินในซอยแทน แต่เพิ่งเดินไปได้ไม่ไกล จู่ๆ ก็มีเด็กคนหนึ่งวิ่งออกมาขวางทางเอาไว้ ดูเหมือนจะเป็ลูกของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ละแวกนี้ เด็กตรงหน้ามองสำรวจเฟิ่งสือจิ่นอย่างระมัดระวัง จากนั้นจึงถามขึ้น “ไม่ทราบว่าท่านเป็นักศึกษาของวิทยาลัยหลวงหรือเปล่า?”
เฟิ่งสือจิ่นพยักหน้าเบาๆ เด็กตรงหน้ายื่นจดหมายฉบับหนึ่งมาให้พลางบอก “มีคนบอกให้ข้านำจดหมายนี้มาให้” เมื่อส่งจดหมายเสร็จ เด็กคนดังกล่าวก็วิ่งหนีไปทันที
เฟิ่งสือจิ่นยืนอยู่ที่เดิม นางหยิบจดหมายออกมาอ่าน บนนั้นมีตัวอักษรสั้นๆ แค่ไม่กี่คำเท่านั้น แต่เมื่ออ่านจบ นางก็ขมวดคิ้วมุ่น พลางกำกระดาษในมือจนกลายเป็ก้อน แล้วโยนมันเข้าไปในพงหญ้าที่อยู่ไม่ไกลอย่างส่งๆ เมื่อทำเสร็จจึงหมุนตัว วิ่งกลับทางเดิมอย่างรีบร้อน
นางวิ่งกลับไปที่วิทยาลัยหลวง ประตูวิทยาลัยยังไม่ล็อก แต่ดูเหมือนนักศึกษาจะกลับบ้านกันหมดแล้ว นางวิ่งเข้าไปในวิทยาลัย แล้วมุ่งตรงไปที่ป่าหลังวิทยาลัยทันที หลังเดินเข้าไปในป่าได้สักพัก ในที่สุดนางก็มาหยุดอยู่หน้าอาคารร้างแห่งหนึ่ง
เพราะศึกษาในวิทยาลัยหลวงมาเป็เวลานานแล้ว นางจึงคุ้นเคยกับวิทยาลัยแห่งนี้เป็อย่างดี อาคารตรงหน้าก็คือสถานที่ที่ซูเหลียนหรู ‘สานสัมพันธ์’ กับนางเป็ครั้งแรกนั่นเอง
แสงตะวันสีแดงฉานที่ริมขอบฟ้าส่องลงบนหลังคาสีดำเกรียมที่แสนผุพังของอาคารร้าง เถาวัลย์ที่เลื้อยพันอยู่ตามผนังเริ่มกลายเป็สีเหลือง คล้ายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ จึงเหี่ยวเฉาและกำลังจะตายลงเช่นนั้น อาคารทั้งหลังเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความรกร้างและเย็นะเื น่าขนลุก
เฟิ่งสือจิ่นยืนอยู่หน้าประตู นางหายใจหอบไม่หยุด หลังเงยหน้ามองด้านในของอาคารอย่างชั่งใจ ในที่สุดนางก็ก้าวเข้าไปในนั้นจนได้ ใบไม้ที่ทับถมอยู่ในอาคารถูกแสงแดดอบจนแห้ง เมื่อเหยียบลงบนนั้น ใบไม้สีน้ำตาลก็แหลกเป็เสี่ยงๆ เสียงกรอบแกรบของใบไม้ทำให้อีกาหลายตัวที่เกาะอยู่ไม่ไกลใและบินหนีไป เสียงร้องของอีกาไกลห่างออกไปเรื่อยๆ ก่อนจะเงียบหายไปในที่สุด
