“ไม่เช่นนั้นจะให้ข้าทำอย่างไร?” ซูกู้เหยียนพูดแทรก เขาถามกลับ “จะให้ข้าดูนางถูกไฟคลอกตายต่อหน้าต่อตาหรือ?” เฟิ่งสือหนิงพูดไม่ออก นางเพิ่งตระหนักขึ้นมาได้ว่าตนใช้น้ำเสียงไม่ถูกต้อง ซึ่งนั่นก็ทำให้นางร้อนใจคล้ายถูกไฟเผา นางมองไปยังเฟิ่งสือจิ่น ขณะที่เสียงของซูกู้เหยียนก็ดังขึ้นข้างหู “สือหนิง นี่ก็ดึกมากแล้ว ให้ข้าส่งนางกลับไปก่อน แล้วค่อยกลับมาพูดเื่นี้กับเ้าอย่างละเอียดดีหรือไม่? เ้ากลับไปพักก่อนเถอะ” พูดจบก็อุ้มเฟิ่งสือจิ่นก้าวยาวๆ ไปข้างหน้า เดินผ่านเฟิ่งสือหนิงไปทันที
“กู้เหยียน!” เฟิ่งสือหนิงโพล่งออกไปโดยสัญชาตญาณ ทำให้ซูกู้เหยียนชะงักฝีเท้าลงอีกครั้ง นางมองแผ่นหลังของซูกู้เหยียนอยู่นาน ในที่สุดก็กลับมามีสีหน้าโอบอ้อมสดใสดังเดิม เฟิ่งสือหนิงพูดอย่างอ่อนโยน “นางเป็น้องสาวของข้า ท่านดูแลและช่วยเหลือนางก็เป็เื่สมควรแล้ว รีบไปรีบกลับ ข้าจะกลับไปรอท่านที่จวน”
“ได้”
เฟิ่งสือหนิงมองซูกู้เหยียนเดินห่างออกไปเรื่อยๆ ต่อหน้าต่อตา นิ้วทั้งสิบกำแขนเสื้อเอาไว้แน่น เล็บแหลมๆ ก็เผลอจิกลงบนนั้นอย่างไม่รู้ตัว
ทำไมเขาต้องอุ้มเฟิ่งสือจิ่นกลับบ้านในสภาพเช่นนี้โดยจงใจหลบหน้านางด้วย? ทำไมซูกู้เหยียนถึงไม่หลุดพ้นจากเฟิ่งสือจิ่นเสียที?
ซูกู้เหยียนยังไม่ทันไปถึงจวนราชครูเลยด้วยซ้ำ ก็บังเอิญเจอกับจวินเชียนจี้ระหว่างทางพอดี เขาหยุดนิ่งอยู่กับที่ รอให้จวินเชียนจี้เดินเข้ามาหาเอง เมื่อได้เห็นเฟิ่งสือจิ่นในสภาพสะบักสะบอมซึ่งนอนอยู่ในอ้อมแขนของซูกู้เหยียนชัดๆ ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยนิ่งเรียบของจวินเชียนจี้ก็ะเิโทสะมหาศาลออกมา เขาปรี่เข้าไปแย่งเฟิ่งสือจิ่นออกมาจากอ้อมแขนของซูกู้เหยียน จากนั้นก็เหวี่ยงฝ่ามือเข้าไปโจมตีซูกู้เหยียนอย่างรวดเร็ว
ซูกู้เหยียนคิดไม่ถึงว่าราชครูที่ใจเย็นมาโดยตลอดจะลงไม้ลงมือกับตนอย่างกะทันหันเช่นนี้ เขาถูกดันจนเซถลาออกมาโดยไม่มีโอกาสอธิบายเลยด้วยซ้ำ หน้าอกส่วนที่ถูกโจมตีเริ่มเ็ปขึ้นมาทันที
จวินเชียนจี้กระจายรังสีสังหารที่เย็นสะท้านแถมยังเต็มไปด้วยแรงกดดันออกมาจากร่างกาย เขาจ้องซูกู้เหยียนเขม็งพลางเค้นพูดทีละพยางค์ “ศิษย์ของข้า จวินเชียนจี้ เป็คนที่พวกเ้าแตะต้องได้งั้นหรือ?”
วินาทีนั้น ซูกู้เหยียนรู้สึกพูดไม่ออกขึ้นมาชั่วขณะ ดูเหมือนว่าเขาจะเข้าใจแล้วว่าเฟิ่งสือจิ่นสำคัญกับจวินเชียนจี้เพียงใด
เฟิ่งสือจิ่นตื่นตั้งนานแล้ว การเข้าข้างอย่างโจ่งแจ้งของจวินเชียนจี้ทำให้นางรู้สึกอบอุ่นในหัวใจจนอธิบายไม่ถูก ท่อนแขนเปลือยเปล่าโอบเอวของจวินเชียนจี้เอาไว้เบาๆ นางกระตุกชายเสื้อของจวินเชียนจี้ด้วยแขนอีกข้างพลางพูดด้วยเสียงอ่อนหวาน “อาจารย์ องค์ชายสี่เป็คนช่วยข้าออกมาจากกองไฟ และส่งข้ากลับมาที่จวน”
จวินเชียนจี้ชะงักลงเล็กน้อย กลิ่นอายที่น่ากดดันค่อยๆ หายไปอย่างช้าๆ เขาดึงแขนของเฟิ่งสือจิ่นกลับมา แล้วคลุมร่างบางของนางด้วยชุดคลุมชั้นนอกของตน “เมื่อครู่ ข้ารีบร้อนเกินไปจนลืมเื่มารยาทและกฎระเบียบไปจนหมดสิ้น หวังว่าองค์ชายสี่จะไม่ถือสา ว่าแต่ ทำไมจู่ๆ วิทยาลัยหลวงถึงมีไฟไหม้ แถมคนที่ติดอยู่ข้างในยังเป็นางอีก...” เฟิ่งสือจิ่นแอบดึงชายเสื้อของจวินเชียนจี้เบาๆ เขาชะงักลงเล็กน้อยแต่ก็ยังพูดต่อไป “องค์ชายสี่เป็อาจารย์ในวิทยาลัยหลวง ข้าเชื่อว่าท่านต้องให้ความยุติธรรมกับนางอย่างแน่นอน”
ซูกู้เหยียนพยักหน้าเบาๆ “เื่นี้ ท่านราชครูวางใจได้ ข้าจะสืบต้นสายปลายเหตุของเื่ทั้งหมดเอง”
เมื่อพูดจบ จวินเชียนจี้ก็อุ้มเฟิ่งสือจิ่นและเดินจากไปทันที ทว่าซูกู้เหยียนกลับยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม เขามองตามแผ่นหลังของจวินเชียนจี้ มองเท้าเปลือยเปล่าที่ยาวออกมานอกชุด ซึ่งกำลังโยกส่ายอยู่กลางอากาศเบาๆ ของเฟิ่งสือจิ่นจนมันหายไปลับตา ไม่ต่างไปจากที่เฟิ่งสือหนิงมองตามแผ่นหลังของเขาเมื่อครู่นี้
เมื่อซูกู้เหยียนกลับมาถึงจวนองค์ชายสี่ เขาพบว่าจวนยังมีไฟส่องสว่างอยู่ทั่วทุกแห่ง เฟิ่งสือหนิงกำลังรอเขาอยู่ในห้องนอน ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป เขาก็เห็นเฟิ่งสือหนิงยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับที่หางตาอย่างรีบร้อน แถมขอบตาของนางก็แดงไปหมด ดูน่าสงสารเหลือเกิน
ซูกู้เหยียนยืนอยู่ที่หน้าประตูด้วยความรู้สึกผิด เฟิ่งสือหนิงลุกขึ้นยืน แล้วฝืนฉีกยิ้มออกมาทั้งน้ำตา นางเดินเข้าไปหาซูกู้เหยียน “องค์ชายกลับมาแล้วหรือ”
ในยามปกติ หากนางเรียกซูกู้เหยียนว่าองค์ชายเมื่อใด เขาก็จะรู้ทันทีว่าเฟิ่งสือหนิงรู้สึกน้อยใจและกำลังโกรธตนอยู่
เขาเดินเข้าไปในห้อง จากนั้นก็จับมือของเฟิ่งสือหนิงเอาไว้ทั้งสองข้าง ดึงนางเข้ามากอด แล้วลูบจับใบหน้าของนางอย่างแ่เบา “ทำไมถึงร้องไห้เช่นนี้”
เฟิ่งสือหนิงส่ายหน้า “ไม่มีอะไร ข้าแค่เป็ห่วงองค์ชายเท่านั้น”
“ยังโกรธข้าอยู่หรือ?”
เฟิ่งสือหนิงปากก็บอกว่ามิกล้า แต่น้ำตากลับพรั่งพรูออกมาไม่หยุด นางพูดขึ้น “คนหนึ่งก็เป็สามีของข้า ส่วนอีกคนก็เป็น้องสาวแท้ๆ ต่อให้จะโมโหแค่ไหน ข้าก็โกรธพวกท่านไม่ลงอยู่ดี หากพวกท่านมีอะไรก็บอกข้ามาตรงๆ ได้เลย ไม่จำเป็ต้องหลบๆ ซ่อนๆ เพื่อปิดบังข้าเช่นนี้...” นางร้องห่มร้องไห้ด้วยความน้อยใจ น้ำตาไหลท่วมใบหน้าไปหมดแล้ว ซูกู้เหยียนเห็นดังนั้นก็ปวดใจเป็อย่างมาก “แม้สือจิ่นจะหน้าตาเหมือนกับข้าทุกส่วน แต่นางก็ไม่ได้เหมือนข้าไปเสียทุกอย่างอยู่ดี หากนางเข้าตาท่าน...”
ซูกู้เหยียนพูดแทรก “พูดอะไรเช่นนั้น สือหนิง อย่าพูดไปเรื่อยเปื่อยได้หรือไม่?”
เฟิ่งสือหนิงพูดทั้งน้ำตา “แต่ข้าเห็นท่านกับนางโอบกอดกันทั้งที่นุ่งอาภรณ์แค่ไม่กี่ชิ้น ท่าทางสนิทชิดเชื้อแบบนั้น จะไม่ให้ข้าคิดได้อย่างไร...”
ซูกู้เหยียนโอบไหล่ของนางเอาไว้แล้วเล่าเื่ราวทั้งหมดให้เฟิ่งสือหนิงฟังอย่างละเอียด
ทั้งที่ผ่านเดือนหกมาแล้วแท้ๆ แต่เฟิ่งสือจิ่นกลับยังเหน็บหนาวเหลือเกิน ความเย็นะเืแทรกซึมเข้าไปในร่างกายั้แ่หัวจรดเท้า จวินเชียนจี้อุ้มนางเอาไว้ในอ้อมแขน ระหว่างทาง นางรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าร่างของจวินเชียนจี้ก็ทั้งเกร็งและแข็งกระด้างไม่ต่างไปจากนาง จนถึงตอนนี้ เขายังอุ้มนางในท่าเดิม ไม่เคยขยับแขนเลยด้วยซ้ำ
ฝ่ามือใหญ่แนบลงที่เอวด้านหลังของเฟิ่งสือจิ่น ให้ความรู้สึกเย็นสบายเหลือเกิน
เป็เวลานานกว่าจวินเชียนจี้จะพูดขึ้น “สือจิ่น เ้าไม่มีอะไรจะพูดกับข้าเลยหรือ?”
เฟิ่งสือจิ่นนอนอยู่ในอ้อมแขนของเขา กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไหวอันเป็เอกลักษณ์ของจวินเชียนจี้แทรกซึมเข้ามาในลมหายใจของนาง เฟิ่งสือจิ่นเกร็งหลังเอาไว้ ไม่กล้าขยับร่างกายเลยแม้แต่น้อย ด้วยเกรงว่าชุดเปื้อนดินบนร่างจะเคลื่อนและเผยเรือนร่างด้านในออกมานั่นเอง แค่คิดนางก็รู้สึกเหมือนเป็การล่วงเกินอาจารย์แล้ว
เฟิ่งสือจิ่นตอบด้วยเสียงแหบพร่า “ข้าเป็คนสั่งให้หลิวอวิ๋นชูจุดไฟเผาวิทยาลัยหลวงเอง หากไม่ทำเช่นนั้น พรุ่งนี้เช้า หากทุกคนในวิทยาลัยมาเห็น ข้ากับหลิวอวิ๋นชูต้องแย่แน่”
จวินเชียนจี้ไม่ได้ถามอะไรต่อ เมื่อมาถึงจวนราชครู เขาก็อุ้มเฟิ่งสือจิ่นตรงไปที่ห้องของนางทันที ตะเกียงสีอ่อนส่องสว่างที่ใต้ชายคา เ้าสามมัดนอนม้วนตัวอยู่ที่หน้าต่าง กำลังสัปหงกรอการกลับมาของเ้านาย
เมื่อมาถึงหน้าห้อง เฟิ่งสือจิ่นก็ขยับร่างกายเบาๆ จวินเชียนจี้จึงยอมปล่อยมือ ปล่อยให้นางยืนอยู่บนพื้นด้วยเท้าเปลือยเปล่า เฟิ่งสือจิ่นรีบกระชับเสื้อผ้าบนร่างให้แน่น แล้วหมุนตัวไปอีกทาง ไม่กล้ามองสบตากับจวินเชียนจี้ และไม่กล้าเผชิญหน้ากับเขาเช่นกัน ต้องเป็เพราะต่อมแห่งสามัญสำนึกและยางอายเริ่มทำงานแน่ๆ นางจึงรู้สึกเขินอาย ตื่นตระหนก และทำตัวไม่ถูกเช่นนี้ ใบหน้าของนางเริ่มร้อนผ่าวมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว
เสื้อผ้าของชายทั้งสองคนดูใหญ่เหลือเกินเมื่ออยู่บนร่างเล็กๆ ของนาง เมื่อดึงเสื้อที่ไหล่ขวา เสื้อที่ไหล่ซ้ายก็เริ่มคล้อยลงต่ำ เมื่อดึงเสื้อที่ไหล่ซ้าย เสื้อที่ไหล่ขวาก็หลุดอีก ชุดคลุมสีเขียวของจวินเชียนจี้แฝงไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ชวนให้สดชื่น มันคล้อยตกลงมาจากไหล่ของนาง เผยหัวไหล่กลมสวยออกมา ผิวพรรณของนางเปล่งประกายเรียบเนียน เมื่ออยู่ในสภาพกึ่งปิดกึ่งเปิดเผยเช่นนี้ เส้นโค้งที่บริเวณลำคอก็ยิ่งดูสวยงามและน่าดึงดูดยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า
นางเพิ่งวิ่งขึ้นไปบนบันไดได้แค่สามขั้น ยังมองเห็นสองขาที่ขยับเดินอยู่ใต้ชุดคลุมได้อย่างเลือนราง มันเป็เรียวขาที่ทั้งยาวสวยแถมยังมีผิวพรรณเปล่งปลั่งงดงามอีกด้วย ในตอนนั้นเอง จู่ๆ จวินเชียนจี้ก็พูดขึ้น “เ้าคิดว่าข้าจนปัญญา หรืออาจจะนิ่งดูดายในเื่ของเ้า ดังนั้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เ้าจึงไม่ยอมบอกให้ข้ารู้ใช่หรือไม่?”
เท้าสวยของเฟิ่งสือจิ่นหยุดชะงักลง ความเย็นจากพื้นบันไดส่งผ่านมาทางปลายเท้า นางดึงเสื้อผ้าขึ้นมาคลุมหัวไหล่เอาไว้ก่อนจะตอบด้วยเสียงแหบพร่า “ข้าแค่ไม่อยากให้อาจารย์ต้องลำบากใจ ตอนนี้อาจารย์เข้าใจหรือยัง แค่ข้ากลับมาที่นี่ คนพวกนั้นก็ไม่มีทางปล่อยข้าไปแล้ว ไม่ว่าข้าจะตอบโต้กลับไปอย่างสุดกำลังหรือเลือกที่จะไม่ทำอะไรเลย ไม่ว่าอย่างไรผลสุดท้ายก็ยังเป็เหมือนเดิม ตราบใดที่ข้ายังไม่ถูกเหยียบย่ำให้จมดินจนไม่อาจลุกขึ้นมาได้อีก พวกนั้นไม่มีทางหยุดแน่”
