ซูจื่อฉินไม่เคยตำหนินางอย่างจริงจังและรุนแรงเช่นนี้มาก่อนซูเหลียนหรูได้ยินดังนั้นก็ทั้งเสียใจและโกรธแค้นมากยิ่งขึ้น “แล้วอย่างไร! ท่านไม่เคยโทษข้าเพราะเื่เช่นนี้เลยสักครั้งทำไมตอนนี้จู่ๆ ท่านก็เปลี่ยนไป อะไรๆ ก็เข้าข้างแต่หลิวอวิ๋นชูกับเฟิ่งสือจิ่น? ข้าเป็คนทำเองแล้วอย่างไรที่ข้าทำเช่นนี้ก็เพราะถูกสองคนนั้นบีบบังคับทั้งนั้นหากพวกเขาไม่ทำตัวเป็อริกับข้า ข้าก็คงไม่ทำเช่นนี้หรอกท่านมองเห็นแค่ตอนที่พวกเขาถูกทำร้าย แล้วเคยเห็นตอนที่ข้าถูกรังแกในวิทยาลัยหลวงบ้างหรือไม่ถ้าหลิวอวิ๋นชูไม่เข้าข้างเฟิ่งสือจิ่น และฉีกหน้าข้าต่อหน้าคนมากมายเช่นนั้นข้าก็คงไม่เกลียดชังเขาเช่นนี้หรอก ทั้งหมดนี้ เป็เพราะเขารนหาที่เองทั้งนั้น เขาควรขอบคุณ์ที่ครั้งนี้เขาหนีรอดกลับมาได้ถือเป็การสั่งสอนเขาไปก่อนก็แล้วกัน”
“เ้าเป็ผู้วางแผนหรือ?” ซูจื่อฉินกล่าว“เกรงว่าคงมีคนอื่นวางแผนแทนเ้าสินะ เขาเห็นว่าเ้าเป็องค์หญิง ต่อให้ถูกจับได้จริงก็มีคนออกมาปกป้องเ้าเองจึงบอกแผนการที่ชั่วร้ายเช่นนี้แก่เ้า เหลียนหรู เ้าเป็คนวู่วามและเอาแต่ใจพี่รองจึงอยากเตือนสติเ้า อย่าหลงเชื่อคนบางคนมากเกินไปจนกลายเป็หมากบนกระดานของผู้อื่น”
ซูเหลียนหรูไม่พอใจ “พี่รอง ท่านอยากหมายถึงใครก็บอกชื่อมาตรงๆ เลยเถอะเลิกพูดแดกดันเสียที ท่านหมายถึงสือจาวสินะ?”
“เ้ารู้ดีกว่าข้า ว่าข้ากำลังหมายถึงใครเ้ากับเฟิ่งสือจิ่นไม่มีความเกี่ยวข้องกันมาก่อนหากไม่ใช่เพราะถูกเฟิ่งสือจาวเป่าหู ทำไมเ้าถึงเกลียดแค้นเฟิ่งสือจิ่นขนาดนี้?เ้าดูไม่ออกเลยหรือว่าเฟิ่งสือจาวหลอกใช้เ้าที่เป็องค์หญิงเพื่อแก้แค้นเฟิ่งสือจิ่นอยู่?”
ซูเหลียนหรูพูดอย่างโกรธเกรี้ยว “ต่อให้ไม่มีสือจาวข้าก็เกลียดเฟิ่งสือจิ่นอยู่ดี ข้ากับสือจาวเป็เพื่อนกันมานานหลายปีน้องชายของนางต้องตายด้วยน้ำมือของเฟิ่งสือจิ่น ผิดด้วยหรือที่นางจะเกลียดแค้นเฟิ่งสือจิ่นส่วนข้าที่เป็เพื่อนก็แค่อยากช่วยเพื่อนเท่านั้น แล้วมันผิดตรงไหน?”
“เ้าเห็นว่านางเป็เพื่อนแต่เกรงว่านางคงเห็นเ้าเป็เครื่องมือแก้แค้นเท่านั้น”
“นางไม่ใช่คนแบบนั้น!” ซูเหลียนหรูพูดค้านอย่างเกรี้ยวกราด“ไม่ว่าจะเป็ในวังหลวงหรือนอกวัง ข้าก็มีนางเป็เพื่อนแค่คนเดียวเท่านั้นมีแค่นางที่ยอมอยู่เป็เพื่อนข้า และพูดคุยกับข้าอย่างจริงใจ! พี่รอง ท่านไม่อยากเห็นข้ามีเพื่อนใช่หรือไม่ถึงได้บอกว่าทุกคนที่เข้าใกล้ข้าล้วนมีเป้าหมายแอบแฝง และไม่บริสุทธิ์ใจเช่นนี้!”
ซูจื่อฉินกล่าวต่อ “หากเ้าลดความเอาแต่ใจลงสักหน่อยก็คงไม่มีเพื่อนแค่คนเดียวเช่นนี้หรอก” ซูเหลียนหรูอยากพูดค้านแต่ซูจื่อฉินกลับปรายตามองนางและพูดขึ้นอีก “ข้าขอถามเ้า เ้ารู้ได้อย่างไรว่าคนกลุ่มนั้นหมายตาท่านชายหลิว?”
ซูเหลียนหรูอ้าปากหลายครั้ง ก่อนจะนิ่งเงียบลงชั่วครู่ในที่สุดนางก็พูดขึ้น “สำคัญด้วยหรือว่าข้ารู้ได้อย่างไร?”
“พี่รองหวังดีกับเ้าจึงถามเ้าเช่นนี้ เ้าคิดว่าพี่รองจะทำร้ายเ้าหรืออย่างไร?เฟิ่งสือจาวเป็คนบอกเ้าใช่หรือไม่” ซูเหลียนหรูพูดไม่ออกซูจื่อฉินจึงพูดต่อ “จากที่คนพวกนั้นสารภาพพวกเขาหมายตาท่านชายหลิวั้แ่งานประกวดยอดบุปผาแล้ว ตอนนั้นเ้าไม่ได้สังเกตเห็นเื่นี้ แต่เฟิ่งสือจาวกลับสังเกตเห็นแค่นี้ก็รู้แล้วว่านางละเอียดอ่อนและเ้าเล่ห์แค่ไหน อีกอย่างเ้าติดต่อกับคนพวกนั้นได้อย่างไร?”
ซูเหลียนหรูพูดไม่ออกอีกครั้ง
ซูจื่อฉินจึงกล่าว“เป็เฟิ่งสือจาวอีกสินะที่บอกเ้าว่าควรติดต่อกับคนพวกนั้นอย่างไรนางรู้วิธีติดต่อ แต่กลับให้เ้าเป็คนทำแทน ส่วนตัวเองก็สลัดตัวออกจากเื่นี้อย่างสิ้นเชิงเพราะอะไร? ถ้านางเห็นว่าเ้าเป็เพื่อนจริงๆทำไมถึงไม่เลือกยืนอยู่ข้างเ้า และเผชิญหน้ากับทุกสิ่งไปพร้อมกับเ้า?” เขาเว้นวรรคลงครู่หนึ่งเพื่อให้ซูเหลียนหรูครุ่นคิด ท้ายที่สุดจึงพูดขึ้น “พี่รองกลัวว่าเ้าจะถูกหลอกใช้เกรงว่าเ้าจะทำเื่โง่ๆ เลยมาเตือนเ้าด้วยความหวังดี เ้าลองคิดตรองดูเถิดเื่ในครั้งนี้ ข้าจะไม่กราบทูลเสด็จพ่อ และจะเก็บเป็ความลับตลอดไป”พูดมาถึงตรงนี้ ซูจื่อฉินก็คิดภาพใบหน้าของเฟิ่งสือจิ่นขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ เพราะเื่นี้นอกจากเขาและซูเหลียนหรูแล้ว ยังมีเฟิ่งสือจิ่นอีกคนที่รู้เื่ “แล้วก็ ต่อไปอย่าทำเื่เช่นนี้อีกเด็ดขาด หากยังมีครั้งต่อไป ข้าจะไม่ละเว้นเ้าอย่างแน่นอนอีกอย่าง อยู่ห่างจากท่านชายหลิวและเฟิ่งสือจิ่นเข้าไว้ อย่าไปหาเื่หรือวางแผนทำร้ายพวกเขาอีก เข้าใจหรือไม่?”
คำพูดก่อนหน้านั้น ซูเหลียนหรูรับฟังอย่างตั้งใจมาโดยตลอดแต่คำพูดประโยคสุดท้ายของซูจื่อฉินกลับทำให้นางโกรธเป็ฟืนเป็ไฟขึ้นมาอีกครั้ง“พี่รอง ที่พูดมาทั้งหมดก็เพื่อยุให้ข้ากับสือจาวแตกคอกันและช่วยพูดแทนเฟิ่งสือจิ่นกับหลิวอวิ๋นชูเท่านั้นสินะ? ทำไมท่านถึงลำเอียงให้สองคนนั้นเช่นนี้ลำเอียงจนไม่สนใจน้องสาวแท้ๆ ของตัวเองเลยด้วยซ้ำ?”
ซูจื่อฉินหันไปจ้องหน้านาง พลางเค้นพูดทีละพยางค์ “เพราะข้าหวงแหนเ้าจึงพูดตักเตือนเ้าเช่นนี้ อย่าไปยุ่งกับเฟิ่งสือจิ่นอีก เข้าใจหรือยัง?”
“เพราะอะไร!” ซูเหลียนหรูคำรามด้วยเสียงแหลม“ที่ท่านพูดมาทั้งหมด ข้าเกือบจะคิดว่าท่านหวังดีกับข้าอยู่แล้วเชียวทั้งที่ความจริงแล้ว ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเฟิ่งสือจิ่นสินะ! ท่านเพิ่งรู้จักนางแค่ไม่กี่วันก็เข้าข้างนางขนาดนี้แล้วหรือ!”
ซูจื่อฉินจัดระเบียบเสื้อผ้าแล้วเดินออกจากศาลา“ข้าพูดสิ่งที่ควรพูดออกไปจนหมดแล้วหวังว่าเ้าจะจดจำบทเรียนในวันงานประกวดยอดบุปผาเอาไว้ให้ขึ้นใจเฟิ่งสือจิ่นไม่ใช่คนที่เ้าจะต่อกรด้วยได้ เ้าไม่มีทางเอาชนะนางได้แน่เมื่อถึงตอนนั้น เ้าต้องเสียใจทีหลังอย่างแน่นอน”
ซูเหลียนหรูเบิกตากว้าง นางมองซูจื่อฉินเดินไกลออกไปเรื่อยๆ จนเขาลับสายตาไปเมื่อได้สติกลับมาอีกครั้ง ความโกรธในหัวใจก็มีมากจนแทบจะะเิ นางโบกมือกวาดข้าวของบนโต๊ะลงพื้นจนหมดเศษแก้วแตกเกลื่อน น้ำชาสาดกระเซ็นไปทั่วทิศทาง
ต่อมา เฟิ่งสือจาวมาขอพบนางที่ตำหนัก เพราะยังโกรธอยู่แถมคำพูดของซูจื่อฉินก็ยังค้างคาอยู่ในใจ หลังคนรับใช้เข้าไปรายงานไม่นานก็กลับออกมาอีกครั้ง และบอกกับเฟิ่งสือจาวดังนี้ “เรียนคุณหนูเฟิ่งองค์หญิงทรงพระประชวร จึงยังไม่อยากพบใครในตอนนี้ เชิญท่านกลับไปเถิด”
เฟิ่งสือจาวแสดงความเป็ห่วงออกมาทางสีหน้า “องค์หญิงทรงพระประชวรหรือเป็อะไรมากหรือไม่?”
คนรับใช้เป็คนเฉลียวฉลาด นางตอบ “คุณหนูเฟิ่ง วางใจเถิดองค์หญิงไม่ได้ประชวรด้วยโรคหนักหนาอะไร แต่หมอหลวงสั่งเอาไว้ว่าองค์หญิงควรพักผ่อนให้มากจะได้หายดีในเร็ววัน”
เฟิ่งสือจาวพยักหน้า “ในเมื่อเป็เช่นนี้ ข้าก็วางใจแล้ว เช่นนั้นขอให้องค์หญิงพักรักษาตัวต่อเถิด ไว้ข้าจะมาวันหลังก็แล้วกัน”
“ขอส่งคุณหนูเฟิ่ง”
ตกดึก เฟิ่งสือจิ่นกับจวินเชียนจี้กินอาหารร่วมกันอย่างที่มักจะทำเป็ประจำเฟิ่งสือจิ่นยังเป็เหมือนทุกวัน นางชอบยกเท้าข้างหนึ่งขึ้นมาเหยียบบนเก้าอี้ไม่มีความเรียบร้อยในแบบของสตรีเลยสักนิด จวินเชียนจี้คอยเตือนอยู่เสมอแต่นางเปลี่ยนท่านั่งได้เพียงครู่เดียวก็ลืมตัวอีกแล้ว จนในที่สุดจวินเชียนจี้ก็คร้านจะตักเตือนนางอีกต่อไป
นางกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อยพลางใช้ตะเกียบคีบข้าวสวยลงไปหยอกเล่นกับเ้าสามมัดที่ใต้โต๊ะเ้าสามมัดอยากกินอาหาร จึงยกเท้าหน้าขึ้นมา และนั่งอยู่ในท่ากึ่งยืนกำลังมองเฟิ่งสือจิ่นตาละห้อย
เฟิ่งสือจิ่นเล่นจนพอใจแล้วจึงยื่นตะเกียบไปเบื้องหน้าเ้าสามมัดเ้าสามมัดเห็นดังนั้นก็เข้ามาเลียกินข้าวสวยบนตะเกียบอย่างหิวโหยจากนั้นเฟิ่งสือจิ่นก็ใช้ตะเกียบคู่เดิมกินอาหารต่อหน้าตาเฉย
จวินเชียนจี้ที่เฝ้ามองอยู่ขมวดคิ้วมุ่น “เลิกป้อนมันได้แล้วไปเปลี่ยนตะเกียบคู่ใหม่”
เฟิ่งสือจิ่นตอบ “แต่เ้าสามมัดชอบกินนี่นาอีกอย่างตะเกียบก็ไม่ได้สกปรกเสียหน่อย ทำไมต้องเปลี่ยนคู่ใหม่ด้วย”
จวินเชียนจี้หันไปจ้องเ้าสามมัด “่นี้มันโตเร็วใช้ได้เลยนี่อีกไม่นานก็เอามาต้มเป็ซุปได้แล้ว”
อาจเพราะสายตาของจวินเชียนจี้ดุดันเกินไปเ้าสามมัดจึงเข้าใจความหมายของเขาได้ในทันทีมันหนีไปหลบอยู่ที่มุมโต๊ะด้วยร่างสั่นเทา ไม่ว่าเฟิ่งสือจิ่นจะเรียกอย่างไรก็ไม่ยอมกลับออกมา
