เมื่อมองไปที่พื้นก็พบว่าร่างของพระและมู่เทียนมีไอเท็มดรอปลงมา โดยที่ของของมู่เทียนเป็เกราะเหล็กอุปกรณ์ระดับเขียวซึ่งเทียบไม่ได้กับเกราะธรณีของผมในขณะที่ไอเท็มของพระเป็เกราะป้องกันส่วนขาซึ่งส่องแสงสว่างแวววาวอยู่ที่พื้น พอหยิบขึ้นมาก็พบว่าของชิ้นนี้เป็อุปกรณ์ระดับทองแดงที่ดูไม่เลวเลยและผมยังขาดอุปกรณ์ชิ้นนี้อยู่พอดี
[สนับแข้งหมีป่า] (อุปกรณ์ระดับทองแดง)
ประเภท :เกราะเหล็ก
พลังป้องกัน:65
พละกำลัง:+15
เพิ่มเติม:เพิ่มพลังป้องกันให้กับผู้สวมใส่ 20 พอยต์
เลเวลที่สามารถใช้งานได้ :30
……
เมื่อได้สวมใส่แล้วพลังการป้องกันของผมก็จะเพิ่มขึ้นทะลุ 500 พอยต์สักที จากนี้ไปหากต้องเผชิญหน้ากับมู่เทียนการโจมตีของอีกฝ่ายก็จะไม่ทำให้เืของผมลดลงไปมากกว่า 200 พอยต์ หลังจากเก็บของบนพื้นแล้วผมก็เดินเข้าไปในป่าก่อนจะออกตามหาไอเท็มที่อาจจะถูกดรอปตามพื้นทันใดนั้นหลินหว่านเอ๋อร์ก็ส่งข้อความมา “นี่ ออกไปหามื้อค่ำกินกันไหม?พวกเราหิวแล้ว”
“ได้ เดี๋ยวผมจะลงไปเดี๋ยวนี้แหละ”
“อื้อ”
ผมทำการออกจากระบบทันที หลังจากถอดหมวกออกผมก็สังเกตเห็นว่ามีสายตาของใครบางคนกำลังจ้องมองมาซึ่งเ้าของดวงตาคู่นั้นก็คือเ้าแว่นถางกู่นี่เอง!
“อะไรของนายเนี่ย ใหมด!” ผมขมวดคิ้วเข้าหากัน
ถางกู่ยังคงจ้องผม “เ้าหลี่ฉันได้ยินมาว่านายไปทะเลาะกับหลิวอิงมาเหรอ? แถมยังจัดการคนของเขาจนสะบักสะบอมเื่จริงรึเปล่าเนี่ย?”
ผมหัวเราะ “นายไปฟังใครมา ไร้สาระน่า”
“ไม่ใช่นายจริงดิ? หลิวอิงไม่ยอมรับว่าเป็นายแต่คนอื่น ๆ บอกว่าเห็นตอนที่นายซัดหมอนั่นด้วย”
“ฉันออกไปหาอะไรกินก่อนนะ นายก็เดาต่อไปแล้วกัน”
หลังจากสวมเสื้อคลุมแล้วผมก็รีบออกจากห้องเพื่อไปที่หอพักหญิงทันทีที่มาถึงก็พบว่าสองสาวกำลังยืนรอผมอยู่พร้อมกับกระโปรงตัวสั้นจู๋ที่พลิ้วไปตามสายลมขาเรียวยาวของพวกเธอนี่สวยงามราวกับหยกเลยนะเนี่ย
“วันนี้จะไปกินที่ไหนดี?” ผมถาม
หลินหว่านเอ๋อร์ยิ้ม “วันนี้นายเลี้ยงพวกเราสินะ”
ผมตบหน้าขาตัวเอง “ให้ตายเถอะลืมเอากระเป๋าเงินลงมา คุณช่วยจ่ายให้ผมก่อนได้ไหมเนี่ย เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมคืนให้”
“หน้าไม่อายจริง ๆ เลยนายเนี่ย......”
“แค่ก ๆ”
“……”
……
เมื่อมาถึงร้านอาหารแล้วพวกผมก็สั่งอาหารทันทีพร้อมกับซุปร้อน ๆ อีกหนึ่งถ้วยซึ่งเป็อะไรที่ดีต่อใจเสียเหลือเกินสำหรับมื้อดึก และแน่นอนว่ามีสองสาวคนงามที่นั่งอยู่ตรงหน้าอีกด้วยเฮ้อ...บอดี้การ์ดอย่างผมนี่ช่างโชคดีจริง ๆ เลยนะเนี่ยผมมองหญิงสาวที่ทานอาหารไปหัวเราะไปก็รู้สึกเพลิดเพลินตา และอดไม่ได้ที่จะนึกถึงงานที่ผมทำเมื่อก่อนหน้านี้
งานแรกของผมเป็บอดี้การ์ดให้กับผู้อำนวยการท้องถิ่นทางฝั่งชายแดนผมทำหน้าที่เป็คนขับรถ แถมยังต้องหาสาว ๆ มาประเคนให้เขาทุกวี่วัน ขณะผมขับรถเขายังมิวายนั่งลูบคลำกับสาวๆ อยู่ที่หลังรถโดยไม่แคร์สายตาผมสักนิด ทำอย่างกับผมเป็พระอิฐพระปูนอย่างไรอย่างนั้น
งานที่สองผมเป็บอดี้การ์ดให้กับเ้าพ่อค้ายาซึ่งได้รับเงิน 5000หยวนต่อวัน เป็เพราะอาชีพค้ายาของเขาทำให้ผมต้องดูเขาฆ่าคนต่อหน้าต่อตาไปไม่รู้ตั้งกี่คนหลังจากนั้นไม่นานเขาก็ถูกศัตรูลอบสังหาร ตอนนั้นผมเห็นะุปืน M9 เจาะเข้าที่กลางกะโหลกเขาต่อหน้าต่อตาเลยละเฮ้อ...หลังจากนั้นผมก็ตัดสินใจออกจากงาน
ส่วนงานที่สามก็คือหลินหว่านเอ๋อร์นี่เป็ครั้งแรกของผมเลยนะที่มีผู้ว่าจ้างสาวสวย ซึ่งมันดีต่อใจผมมากจริง ๆ
“นี่หลี่เซียวเหยา เหม่ออะไรของนายอยู่เนี่ย?” หลินหว่านเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นมองผม
“เปล่านี่ ก็แค่...”
“แค่อะไร?” เธอใช้ดวงตากลมโตที่มาพร้อมกับขนตางอนยาวมองมาที่ผม
“ผมก็แค่กังวลว่ามีคนจากเมืองปาหวางจ้องจะเล่นงานผมเยอะขนาดนี้ ไม่รู้ว่าจะอัปเวลตัวเองได้รึเปล่าเพราะถ้าถูกฆ่าตาย เวลผมก็ต้องลดลงมาเรื่อย ๆ แน่ เฮ้อ...ถ้าเป็แบบนั้นจริง ๆผมก็คงจะกากลงเรื่อย ๆ สินะเนี่ย”
“จะเป็แบบนั้นได้ยังไง? เมื่อกี้ฉันเปิดกระทู้ขึ้นมาดูก็เห็นมีกระทู้เขียนไว้ว่านายฆ่าคนที่มาเป็กลุ่มถึง 7 คนด้วยตัวคนเดียวตอนนี้มีคนเรียกนายว่าเป็เทพแห่งความตายของเมืองปาหวางไปแล้ว”
ผมหน้าแดงขึ้นมา “ใช่ที่ไหนกันล่ะก็แค่ดิ้นรนเอาตัวรอดเท่านั้นแหละ”
หลินหว่านเอ๋อร์หรี่ตามอง “แต่นายเองก็ต้องระวังตัวนะ”
“คุณจะบอกผมเื่เจี้ยนเฟิงหานคนนั้นสินะ?”
“ใช่”
หลินหว่านเอ๋อร์พยักหน้า “ฉันเคยดวลกับเจี้ยนเฟิงหานมาก่อนคนคนนี้ถือเป็ตัวแทนของพวกที่เก่งกาจ มีการลากและวางรูปแบบตำแหน่งของคนและสัตว์เลี้ยงเพื่อต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามอีกอย่างเจี้ยนเฟิงหานถือว่าเป็คนที่บ้าการต่อสู้และเืร้อนมากคนนึงเลยนะยังไงเขาก็ไม่มีทางยอมให้ใครแข็งแกร่งกว่าตัวเองแน่ ๆนายลองคิดดูสิว่าตอนนี้นายกำลังเป็ที่พูดถึงของเมืองปาหวาง แถมค่าหัวก็สูงมากขนาดนั้นนายคิดว่าเจี้ยนเฟิงหานจะไม่ไปจัดการนายเหรอ?”
ตงเฉิงเยว่ที่กำลังจิบชาอยู่ก็พูดขึ้นมาว่า “ฉันว่าถ้าไม่ใช่อยากจะสู้กับนายก็คงอยากจะสั่งสอนนายสักหน่อยนั่นแหละ”
พูดจบเธอก็ยืดตัวขึ้นจนทำให้เผยให้เห็นสรีระส่วนบนที่ดูเหมือนจะเป็คัพ C ขึ้นมา “นี่เซียวเหยาฉันว่าฉันกับหว่านเอ๋อร์ไปช่วยคุ้มกันนายให้เอาไหมล่ะ? อันที่จริงฉันก็ยังไม่เคยเห็นเจี้ยนเฟิงหานคนนี้มาก่อนฉันเองก็อยากจะรู้ฝีมือการประลองของเขาเหมือนกัน”
ผมรู้ว่าอันที่จริงเธอก็แค่อยากจะมาช่วยผมจากศัตรู และสิ่งที่เธอพูดมันก็เป็แค่ข้ออ้างเท่านั้นแหละ
“ไม่ต้องหรอก ให้ฉันจัดการเองดีกว่า เื่พวกนี้เกิดขึ้นก็เป็เพราะฉันไปยั่วเ้าหลิวอิงอันที่จริงฉันก็เตรียมตัวไว้บ้างแล้ว ถ้าหากเจี้ยนเฟิงหานมาจริง ๆก็ปล่อยให้เขามาเถอะ เื่จะถูกเขาฆ่าตาย ฉันไม่ยอมให้เป็แบบนั้นง่าย ๆ หรอก”
“ตามใจ ถ้างั้นเราก็จะรอนายเลี้ยงข้าวต่อไปนะ”
“……”
……
หลังจากกินมื้อค่ำเสร็จพวกผมก็กลับมาที่หอพักทันทีพร้อมกับเข้าระบบต่อ ยังไงก็ต้องเก็บเวลให้มากกว่านี้อย่างน้อย ๆ ถ้าเพิ่มถึงเวล 40 แล้วผมก็สามารถเปลี่ยนเป็คลาส 2 ได้ และยังสามารถเรียนรู้สกิลเพิ่มขึ้นเพราะถ้ายังปล่อยให้เป็แบบนี้ต่อไป เกิดเจอพวกเทพขึ้นมาคงจะถูกฆ่าตายนับครั้งไม่ถ้วนแน่
สวบ!
หลังจากเข้าสู่ระบบแล้วผมก็เรียกเ้าจุกนมออกมาก่อนที่จะเช็กสถานการณ์รอบข้างอย่างระมัดระวังนอกจากหนูน้ำแข็งเลเวล 39 แล้ว ก็ไม่พบว่ามีผู้เล่นอื่นที่อยู่แถวนี้ส่วนมู่เทียนที่เพิ่งโดนผมฆ่าตายไปก็ดูเหมือนว่าจะล้มเลิกความคิดที่จะฆ่าผมเพื่อเอาเงินรางวัลแล้วการแลกกับเลเวลที่ลดลงถือเป็การสูญเสียที่ยิ่งใหญ่พอสมควรสำหรับผู้เล่นในเมื่อไม่สามารถฆ่าผมได้ คนพวกนั้นก็ไม่เต็มใจที่จะเสี่ยงชีวิตตัวเองเพื่อลองฆ่าผมอีกครั้ง
อีกอย่างภายในไม่กี่วันมานี้ผมเองก็ฆ่าคนมีฝีมือไปจำนวนไม่น้อย ถือว่าทำให้ได้เป็ที่รู้จักของคนภายนอกแล้วทุกคนต่างก็คิดว่าเซียวเหยาจื้อจ้ายคือพวกฮีลเลอร์ระยะประชิดที่มีฝีมือคนหนึ่งแต่ไม่มีใครรู้ความสามารถทั้งหมดของผม คงจะมีแค่ผมคนเดียวนั่นแหละที่เข้าใจความสามารถที่แท้จริงของตัวเองการสู้กับเยี่ยนจ้าวอู๋ซวงตัวต่อตัว โอกาสที่ผมจะชนะยังคงไม่มากไปกว่า 40% เช่นเดิม แถมอีกฝ่ายก็ดูเหมือนว่าจะมีเลเวลที่สูงขึ้นภายในเวลาอันรวดเร็ว และอุปกรณ์ที่ใช้ก็ถูกเปลี่ยนเป็ว่าเล่นที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือเขาเป็ผู้ดูแลกิลด์ปราก ซึ่งมันเป็อะไรที่ยากเกินกว่าที่ผมจะเอาชนะได้อยู่แล้ว
ตอนนี้ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการเก็บเลเวลให้ถึง 40 โดยเร็วที่สุด หลังจากนั้นก็เรียนรู้สกิลใหม่ๆ
……
ผมยังคงตามเก็บหนูน้ำแข็งอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ฆ่ามอนสเตอร์จนยันเที่ยงคืนในกระเป๋าเก็บของก็เต็มไปด้วยสาหร่ายสีคราม เมื่อกลับไปที่เมืองผมก็จะสามารถหลอมโอสถสาหร่ายเลเวล5 ได้แล้ว
ระหว่างที่เดินออกจากจุดที่ฆ่ามอนสเตอร์ ผมก็รู้สึกเสียวสันหลัง และเกิดอาการเย็นวาบขึ้นมาอย่างกะทันหันทันทีที่เงยหน้าขึ้น ห่างออกไปราว ๆ 20 เมตรผมก็เห็นชายวัยกลางคนสวมเกราะเหล็กสีดำถือดาบพิงอยู่บนผาหินก้อนหนึ่งดวงตาของเขาที่จ้องมองมาเต็มไปด้วยความท้าทาย...
ID :เจี้ยนเฟิงหาน เลเวล 37 อาชีพ นักดาบ
……
นี่มันหัวหน้ากิลด์เฟิงหมางนี่ เป็คนที่หลินหว่านเอ๋อร์บอกว่าเก่งกาจมากๆ ดูเหมือนคนผู้นี้จะต้องมีฝีมือสูงส่ง และมีความเป็ไปได้ว่าอาจจะเก่งกว่าเยี่ยนจ้าวอู๋ซวงด้วย
เจี้ยนเฟิงหานมองมาที่ผม “เฮ้ เซียวเหยาจื้อจ้ายน่าสนใจดีนี่ เอาชนะการโจมตีของหลาย ๆ คนได้ แถมยังฆ่ามอนสเตอร์ระดับสูงด้วยตัวคนเดียวไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ นะเนี่ย”
“ว่าไงเพื่อน มีอะไรรึเปล่า? ดูเหมือนว่าฉันจะไม่รู้จักนายมาก่อนนะ”
“ฮีโร่มีตั้งเยอะแยะ นายจะรู้จักทุกคนได้ยังไงล่ะว่าไหม? ฉันมาที่นี่แน่นอนว่าย่อมมีเหตุผล”
สายตาของอีกฝ่ายแสดงความเ็าพร้อมกับพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ “ฉันมาที่นี่ก็เพื่อจะเอาชนะนายไงล่ะ”
……
ผมไม่พูดอะไร ทว่ายกดาบชิงเฉิงขึ้นมาช้า ๆ ยังไงตอนนี้ผมก็หนีไปไหนไม่ได้ถ้าไม่ใช่ผม ก็ต้องเป็เขานั่นแหละที่ต้องตาย
เจี้ยนเฟิงหานหัวเราะออกมาก่อนจะยกดาบในมือขึ้นพร้อมกับแสงที่สาดส่องอยู่ใต้เท้าเขาเรียกสัตว์เลี้ยงของตัวเองออกมา มันคือสุนัขตัวใหญ่สีแดงซึ่งกำลังหมอบอยู่กับพื้นและจ้องมองมาที่ผม
ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะรู้ความคิดของผม เจี้ยนเฟิงหานจึงหัวเราะออกมา “ไม่ต้องทำหน้างง เ้านี่คือเฮลฮาวนด์ พลังการโจมตี 4.5 ดาว ความว่องไว 4.5ดาว ดูเหมือนว่าจะด้อยกว่าสัตว์เลี้ยงของนายเล็กน้อย แต่ไม่สำคัญหรอก เพราะการโจมตีของสัตว์เลี้ยงมันไม่ได้สำคัญอะไรสิ่งสำคัญกว่าคือคนที่ควบคุมพวกมันต่างหากเล่า! เอาละเซียวเหยาจื้อจ้าย ขอฉันดูความเก่งกาจของนายหน่อยซิว่าสมคำร่ำลืออย่างที่คนในเมืองปาหวางพูดถึงกันรึเปล่า!”
พูดจบอีกฝ่ายก็ะโลงมาที่พื้นก่อนจะชักดาบของตัวเองออกมาในเวลาเดียวกันเฮลฮาวนด์ของเขาก็เปล่งเสียงร้องแล้วพุ่งตัวมาด้านหน้า
ฟึบ!
ผมยกดาบขึ้นมารับกับดาบของเขาได้ทันจนทำให้เจี้ยนเฟิงหานแสดงอาการใขึ้นมาวูบหนึ่งก่อนที่เขาจะกระทืบเท้าเพื่อหยุดไม่ให้ตัวเองไถลออกไปไกล
ในเวลาเดียวกันดาบชิงเฉิงของผมก็เกิดแสงสีทองพร้อมกับกระบวนท่าเลเวล 4ที่ถูกเรียกใช้งาน
เคร้ง!
การปะทะได้เกิดขึ้นอีกครั้ง ทว่าร่างกายของเจี้ยนเฟิงหานแข็งแกร่งราวกับคิงคองที่มีความแข็งแรงอย่างมากหลังจากการโจมตีครั้งแรกถูกส่งออก การโจมตีครั้งที่สองก็ตามไปติด ๆ
“เคร้ง!”
“-301!”
ทันใดนั้นผมก็ถูกโจมตีเข้าที่ตัวจนทำให้สกิลที่เรียกใช้งานชะงัก ในเวลาเดียวกับที่กรงเล็บของเฮลฮาวนด์ก็ถูกส่งมาตรงหน้าอย่างรวดเร็ว
เ้าจุกนมรีบเข้ามาประจำตำแหน่งและรับมือกับเฮลฮาวนด์อย่างรวดเร็ว ส่วนผมก็สไลด์เท้าเพื่อหลบการโจมตีครั้งที่3 ของเจี้ยนเฟิงหานคิดไม่ถึงเลยว่าการโจมตีของอีกฝ่ายจะดูไร้ขอบเขตและไม่มีที่สิ้นสุดถึงเพียงนี้
ไม่ได้การละ ถ้าปล่อยไปแบบนี้ ผมต้องตายด้วยการโจมตีเป็ชุดของคนคนนี้แน่
การโจมตีปะทะเข้าที่บ่าของผมอย่างต่อเนื่องถึง 2 ครั้ง ในขณะที่ผมกำลังก้าวถอย
“-341!”
“-297!”
“-174!”
หลังจากที่ถอยออกไปได้เกือบเมตรผมก็รีบหยุดการเคลื่อนไหวพร้อมกับเงยหน้ามองอีกฝ่าย “การโจมตีลักษณะนี้...มาจากกระบวนท่าการโจมตีแบบต่อเนื่องของทงปี้เฉวียน(มวยที่เลียนแบบท่วงท่าการเหวี่ยงแขนแบบชะนี) สินะ?”
“ที่แท้นายเองก็ดูออกเหมือนกันสินะ...หึ ๆ...แต่โทษทีนะ ยังไงนายก็หนีไม่พ้นอยู่ดี”
“สวบ!”
ผมใช้สกิลรักษาชีวิตเพื่อเพิ่มเืขึ้นมา 600 พอยต์ ก่อนที่จะกินยาเพิ่มอีก1 ขวดจนเต็มหลอด
ร่างของเจี้ยนเฟิงหานราวกับิญญาที่พุ่งตัวมาด้านหน้าอย่างรวดเร็วจนมองแทบไม่ทันก่อนที่เขาจะใช้หมัดซึ่งเป็วิธีของทงปี้เฉวียนมาที่ผม
……
หึ!
ผมยังคงยืนอยู่ที่เดิมก่อนจะวาดดาบในมือไปด้านหน้าจนปะทะเข้ากับดาบยาวของอีกฝ่ายเกิดเป็เสียงดังในเวลาเดียวกันก็ก้าวเท้าไปอีกหนึ่งสเต็ปก่อนจะใช้หมัดซ้ายชกไปที่ท้องของอีกฝ่าย
ผัวะ!
“-179!”
หลังจากนั้นผมก็เริ่มทำการใช้สกิลอัศวินผู้ชนะสิบทิศทันที
“เวร!”
เจี้ยนเฟิงหานเกิดอาการตกตะลึง ทว่าด้วยการโจมตีของผมจึงทำให้ทั้งส่วนท้องและหน้าอกของอีกฝ่ายถูกปะทะอย่างแรงในตอนที่กระบวนท่าอัศวินผู้ชนะสิบทิศของผมเดินทางมาถึงกระบวนท่าที่สี่ซึ่งเป็การชนร่างของเจี้ยนเฟิงหานก็ผงะ ก่อนที่เขาจะใช้มือยันกับพื้นไว้แล้วตีลังกาถอยไปด้านหลัง
สวบ!
จึงทำให้สกิลดาบวายุของผมถูกส่งไปกลางอากาศก่อนที่จะเด้งตัวอักษร MISS ขึ้นมา
