ไป๋อวิ๋นซีได้รับโทรศัพท์กลางดึกจากมู่หว่านผู้เป็ยาย
“ตื่นๆ!!!” ไป๋อวิ๋นซีใช้มือผลักเย่ฝาน
เย่ฝานลืมตาตื่นทั้งๆ ที่ยังง่วงอยู่มาก “ทำไมเหรอ นายอยากนอนกับฉันเหรอ?” มาสิๆ ฉันอุ่นที่นอนให้นายแล้ว นึกไม่ถึงเลยว่านายจะคิดได้เร็วขนาดนี้ ฉันรูปหล่อและสง่างามขนาดนี้ หากปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป ก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสอีกเมื่อไรนะ” เย่ฝานลืมตาไม่สุด เห็นได้ชัดว่าสติยังไม่ตื่นเต็มที่
เย่ฝานดึงแขนของไป๋อวิ๋นซี ร่างของไป๋อวิ๋นซีล้มลงบนเตียง
“อย่าแกล้งสิ!”
เย่ฝานคร่อมตัวเหนือร่างไป๋อวิ๋นซีดั่งพญาอินทรีกำลังจะขย้ำลูกเจี๊ยบ ไป๋อวิ๋นซีรู้สึกถึงลมหายใจร้อนผ่าวของเย่ฝาน หูของเขาแดงเถือกขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
“หยุดแกล้งได้แล้ว คุณตาเกิดเื่แล้ว!”
“คุณตา? เขาอยู่ในเขตทหารไม่ใช่เหรอ? ใครๆ ก็บอกว่าที่นั่นปลอดภัยมากนี่นา!” เย่ฝานบ่นพึมพำ
“มีผู้สอดแนมแฝงตัวเข้าไปในนั้น เป้าหมายคือ้าเอาชีวิตคุณตา”
“คุณตาของนายได้รับาเ็หรือเปล่า?”
“เปล่า หยกคุ้มภัยที่นายให้ไว้ใช้ได้ผลดีมาก แต่เสียหายไปเก้าชิ้น ดีที่นายให้ไว้มากพอ เสียไปเก้าชิ้นก็ยังเหลืออีกหกชิ้นที่ใช้ได้” ไป๋อวิ๋นซีเล่า
“หยกที่ฉันให้ไว้มันสามารถสะท้อนการจู่โจมกลับไปหาคนร้ายเมื่อถูกโจมตี นึกไม่ถึงเลยว่าจะเสียหายไปถึงเก้าชิ้น แสดงว่ามือสังหารที่้าเอาชีวิตคุณตาไม่ธรรมดาเลย!”
ไป๋อวิ๋นซีพยักหน้าแล้วบอกว่า “พวกมันเป็กลุ่มนินจา”
“เป็เพราะอะไรกันนะ! คุณตาของนายไม่ใช่บุคคลสำคัญขนาดนั้น แต่ทำไมถึงมีคนมากมายอยากจะฆ่าเขาแบบกัดไม่ปล่อยล่ะ”
“ฉันไปสืบมาได้ความว่า งานที่คุณตาแปลอยู่ใน่นี้คืออักษรโบราณหยุนฮวง ในประเทศมีศาสตราจารย์ด้านอักษรโบราณอ่านออกเพียงสามคนเท่านั้น สองในสามคนเสียชีวิตไปแล้ว คุณตาคือคนสุดท้ายที่อ่านมันออก” ถึงแม้ศาสตราจารย์ทั้งสองคนจะไม่อยู่แล้ว แต่งานในส่วนที่พวกเขาได้รับผิดชอบนั้นก็ทำเสร็จเกือบทั้งหมดแล้ว
เซี่ยวฉือเป็ศาสตราจารย์คนสุดท้ายในประเทศที่เข้าใจตัวอักษรโบราณหยุนฮวง หากคุณตาเป็อะไรไป แม้จะได้สิ่งนั้นไปก็คงไม่มีประโยชน์แล้ว
“เพราะอะไร?” เย่ฝานถามด้วยความไม่เข้าใจ
“คัมภีร์วิทยายุทธโบราณชิ้นนี้เดิมทีเป็สมบัติของประเทศจีน ต่อมาถูกโจรกรรมไปที่รัฐวะ จากนั้นมีเหตุบังเอิญให้ถูกนำเข้ามาในประเทศจีนอีกครั้ง คนของรัฐวะไม่้าให้คนในประเทศเรารู้เนื้อความในคัมภีร์ เพราะหากวิทยายุทธโบราณนั้นถูกใช้กันอย่างแพร่หลาย ประเทศเราก็จะสามารถสร้างกลุ่มทหารที่แข็งแกร่งสุดยอดได้สำเร็จ”
เย่ฝานเหลือบตามองบนก่อนพูดว่า “มันเป็วิทยายุทธที่ตื้นเขิน หากจะใช้ในการฝึกฝนกลุ่มทหารให้มีความแข็งแกร่งสุดยอด คงจะพึ่งพาคัมภีร์เล่มนี้ไม่ได้”
ไป๋อวิ๋นซี “…” เย่ฝานเ้าหมอนี่ หัวสูงจริงๆ “ได้ยินว่าเป็วิทยายุทธที่ตกทอดมาั้แ่ยุคโบราณ แต่นายกลับมองไม่เห็นค่าของมัน”
เย่ฝานยักไหล่ แล้วกล่าวว่า “ไม่ใช่ฉันมองไม่เห็นค่าของวิทยายุทธนั่น แต่วิทยายุทธมันไม่เห็นจะวิเศษตรงไหน!”
ไป๋อวิ๋นซี “…”
ไป๋อวิ๋นซีมองดูเย่ฝาน แล้วเอ่ยว่า “นายไปเยี่ยมคุณตาที่โรงพยาบาลกับฉันนะ”
เย่ฝานกลอกตาไปมาแล้วตอบว่า “ไปตอนนี้เหรอ! ตาเฒ่าเซี่ยวปลอดภัยดีไม่ใช่หรือไง? พวกเรานอนให้เต็มที่แล้วค่อยไปเถอะ!”
ไป๋อวิ๋นซี “…”
“นายไปเป็เพื่อนฉันเถอะนะ ถ้านายรู้สึกเหนื่อยฉันขับรถเองก็ได้ นายไปหลับต่อบนรถดีไหม” ไป๋อวิ๋นซีกัดฟันพูด ในใจของเขารู้สึกแปลกๆ ไม่น้อย นับวันเขายิ่งต้องพึ่งพาเย่ฝานมากขึ้น การอาศัยคนคนหนึ่ง สำหรับไป๋อวิ๋นซีแล้วมันเป็ประสบการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
แต่ว่าพอมีเย่ฝานอยู่ข้างกาย ไป๋อวิ๋นซีรู้สึกว่าความกดดันของเขาน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
เย่ฝานลืมตามองไป๋อวิ๋นซี พร้อมกล่าวว่า “ฉันขับเองดีกว่า นายทำงานเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ดึกขนาดนี้ยังต้องไปเยี่ยมตาเฒ่าอีก”
ไป๋อวิ๋นซี “ฉันขับเองน่ะดีแล้ว...” ไป๋อวิ๋นซีเคยเห็นฝีมือการขับรถของเย่ฝานมาแล้ว เขาไม่อยากให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นระหว่างทางไปโรงพยาบาล
...
เย่ฝานเดินตามไป๋อวิ๋นซีเข้าไปในโรงพยาบาล เมื่อเฉินเอี๋ยนเห็นไป๋อวิ๋นซี ความละอายใจก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา
“คุณชายไป๋ ผมต้องขออภัยด้วยครับ มันเป็ความผิดของผมเอง”
ไป๋อวิ๋นซีโบกมือ สีหน้าเผยความหนักใจ “ไม่ต้องขอโทษหรอก แล้วคุณตาเป็ยังไงบ้าง?”
เฉินเอี๋ยนขมวดคิ้วก่อนตอบ “อาจารย์เซี่ยวไม่เป็อะไรมากครับ แต่เหมือนจะเสียขวัญมากกว่า”
เย่ฝานเหลือบตามองบนแล้วพูดว่า “ตาแก่นั้นขี้ขลาดตาขาวจริงๆ! เจอมือสังหารแค่ไม่กี่คนก็ใซะขนาดนี้”
ไป๋อวิ๋นซีพูดอย่างจนใจ “คุณตาอายุมากแล้ว เจอเหตุการณ์ลอบสังหารถึงสามครั้ง ย่อมต้องเสียขวัญเป็ธรรมดา”
เย่ฝานยืนอยู่หน้าประตูแล้วพูดว่า “นายเข้าไปเถอะ ตาเฒ่าไม่ค่อยถูกชะตากับฉัน ฉันกลัวว่าเข้าไปข้างในแล้วเขาจะโมโหขึ้นมา”
ไป๋อวิ๋นซี “…”
เย่ฝานยืนอยู่หน้าประตู มองไปที่เฉินเอี๋ยนแล้วพูดว่า “นายบอกไม่ใช่เหรอว่าเขตทหารปลอดภัยมาก? ทำไมถึงเกิดเื่ได้?”
เฉินเอี๋ยนพูดด้วยน้ำเสียงประหม่า “ผมคาดไม่ถึงว่าในเขตทหารของเราจะมีคนของรัฐวะแฝงตัวอยู่ พวกมันอำพรางตัวตนเป็เวลานานจนแทรกซึมเข้าไปลึกมาก ถึงกับสามารถไต่เต้าขึ้นไปยังตำแหน่งระดับสูง โดนเล่นงานคราวนี้พวกเราเจอทั้งศึกภายนอกและภายในจนพวกเรารับมือเกือบไม่ทัน ยังดีที่อาจารย์เซี่ยวมีหยกที่คุณมอบให้คอยคุ้มภัย” เพื่อทำความเข้าใจข้อมูลของเซี่ยวฉือ คนของรัฐวะยอมลงทุนอย่างมาก แม้แต่หมากตัวสำคัญที่แฝงตัวอยู่หลายปียังต้องเผยตัวลงมือทำงานนี้ด้วยตนเอง
หยกคุ้มภัยของเซี่ยวฉือสามารถป้องกันะุและสะท้อนกลับไปได้ มันน่าอัศจรรย์มาก ตอนที่สถานการณ์สงบลงแล้ว ผู้นำของเขตทหารอยากยืมหยกของเขาไปวิจัยเพื่อตรวจสอบ แต่ตอนนั้นเซี่ยวฉือคงจะใจนขวัญหนีดีฝ่อ ให้ตายอย่างไรก็ไม่ยอมให้ทางเรายืมหยกคุ้มภัย
“ก็ฉันรู้ไงว่าคนที่นั่นพึ่งพาไม่ได้ ยังดีที่ฉันคาดเดาเหตุการณ์ล่วงหน้าเอาไว้!” เย่ฝานกล่าวอย่างภาคภูมิใจ
เฉินเอี๋ยน “…”
กลุ่มคนในเครื่องแบบทหารเดินเข้ามา ผู้ที่เป็หัวหน้ามองเย่ฝานแวบหนึ่ง ในแววตาปรากฏความซับซ้อนอยู่หลายส่วน
เฉินเอี๋ยนเดินไปข้างกายเฉินกวนฉือ เอ่ยถามเบาๆ ว่า “คุณพ่อครับ เบื้องบนมีมติลงมาหรือยังครับ?”
เฉินกวนฉือส่ายหน้าพลางพูดว่า “เย่ฝานมีบันทึกเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศเด็กสาว เบื้องบนมีความเห็นว่าคุณสมบัติด้านความประพฤติของเขามีปัญหา ถึงแม้ว่าความสามารถจะโดดเด่นเพียงใด แต่ไม่สามารถรับเข้าทีมได้ เบื้องบนเห็นว่าความประพฤติสำคัญกว่าความสามารถ”
เฉินเอี๋ยนขมวดคิ้ว แล้วกล่าวว่า “ดูไปแล้วเย่ฝานไม่เหมือนคนแบบนั้นเลยนะครับ!” เขารู้จักไป๋อวิ๋นซีดี หากความประพฤติของเย่ฝานมีปัญหาจริงๆ ไป๋อวิ๋นซีคงไม่อาจฝากชีวิตของคุณตาตัวเองให้เย่ฝานดูแลได้
“นี่เป็การตัดสินใจจากเบื้องบน! พ่อเองก็จนใจ” เฉินกวนฉือกล่าว
เฉินเอี๋ยนพยักหน้าแล้วพูดว่า “เข้าใจแล้วครับ”
เมื่อทราบการตัดสินใจของเบื้องบน เฉินเอี๋ยนมองหน้าเย่ฝานอีกหนึ่งครั้งด้วยความรู้สึกอับอาย
“เมื่อกี้ผมเหมือนได้ยินคุณพูดถึงชื่อผม พวกคุณพูดถึงผมเื่อะไรเหรอ?”
"ผมแนะนำคุณเข้าทีมั แต่ว่าเบื้องบนเหมือนจะไม่เห็นด้วย!”
“ทีมั เป็กลุ่มที่มีคนประหลาดเยอะๆ ใช่ไหม?”
“คุณชายเย่รู้เหรอครับ?”
เย่ฝานพยักหน้า แล้วพูดว่า “ผมได้ยินอวิ๋นซีพูด ดีแล้วล่ะที่ไม่รับผมเข้าทีม ผมไม่มีเวลาทำงานเพื่อประเทศชาติหรอก ผมว่าคุณนี่ชอบยุ่งเื่ชาวบ้านจริงๆ อยู่ดีๆ แนะนำผมเข้าทีมทำไมกัน?”
“ผมคิดว่าคุณชายเย่เป็คนที่มีความสามารถ หากพลาดโอกาสทำงานเพื่อประเทศชาติ ก็คงจะน่าเสียดายแย่” เฉินเอี๋ยนกล่าว
“บนหน้าของผมเขียนว่าชอบอุทิศตัวโดยไม่หวังผลตอบแทน หรือเขียนว่าจะดำรงสันติสุขให้กับโลกใบนี้เหรอ?” เย่ฝานพูดพร้อมหัวเราะแห้งๆ
“ไม่มีครับ”
เย่ฝานพยักหน้าแล้วพูดว่า “ก็เพราะว่าผมไม่ชอบไงล่ะ! งานอดิเรกของผมคือการหาเงิน หาเงิน แล้วก็หาเงินเยอะๆ!”
เฉินเอี๋ยน “…”
“คนของทีมัใช่ว่าจะทำงานอุทิศตนให้ประเทศชาติโดยไม่หวังผลตอบแทน ทุกภารกิจที่เข้าร่วมปฏิบัติการล้วนมีค่าตอบแทนให้ นอกจากนี้คนในทีมัยังสามารถอ้างอิงแต้มสะสมการสร้างคุณงามความดี ขอเข้าไปในคลังสมบัติของประเทศ เพื่อเสาะหาวัตถุที่้าตามเวลาที่กำหนดไว้” เฉินเอี๋ยนบอก
เย่ฝานขมวดคิ้ว ก่อนที่จะพูดว่า “อ่อ ดูไปแล้วก็มีข้อดีเหมือนกันนะ!” เย่ฝานคาดว่าค่าตอบแทนที่รัฐบาลจะให้นั้นคงไม่มากมายเท่าไร แต่วัตถุนี่สิที่ทำให้เขาใจเต้น ในบรรดาวัตถุที่หามาจากทั่วประเทศ น่าจะมีของที่โดดเด่นและหายากอยู่ไม่น้อย
เย่ฝานพยักหน้าแล้วเอ่ยว่า “ช่างเถอะฉันชอบหากินกับคนรวยๆ มากกว่า”
เฉินเอี๋ยน “…”
...
ไป๋อวิ๋นซีเดินออกมานอกห้องแล้วพูดว่า “คุณตาอยากพบนาย!”
เย่ฝานกะพริบตาปริบๆ พลางถามว่า “ในเมื่อตาเฒ่าอยากเจอฉัน ถ้าอย่างนั้นฉันไปพบหน่อยก็แล้วกัน”
เซี่ยวฉือเอนตัวตรงอยู่บนเตียงผู้ป่วย พอมองเห็นเย่ฝาน ใบหน้าของเขาก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมา “นายมาแล้วเหรอ”
แรกเริ่มเดิมที เซี่ยวฉือไม่รู้เกี่ยวกับระดับความอันตรายของภารกิจการแปลนี้ จนเขาต้องมาเจอกับการลอบสังหารถึงสามครั้ง เซี่ยวฉือจึงตระหนักถึงความรุนแรงของเื่นี้ขึ้นมา
หลังจากที่เซี่ยวฉือแสดงความโกรธเกรี้ยวออกมา ในที่สุดเบื้องบนก็ยอมบอกความจริงทั้งหมดกับเขา
ด้านรัฐวะได้ใช้เวลายาวนานในการวิจัย และสามารถแปลเนื้อหาบนศิลาจารึกได้สำเร็จแล้ว พวกเขากำลังวางแผนจะพัฒนากองทัพทหารที่ไร้เทียมทานเพื่อบรรลุความฝันที่จะครองโลก แต่ตอนนี้เนื้อหาบนศิลาจารึกกลับถูกขโมยไป รัฐวะและประเทศจีนมีความแค้นที่ฝังแน่นต่อกันมายาวนาน พวกเขาย่อมไม่้าให้ประเทศจีนได้อาวุธที่ร้ายกาจนี้เช่นเดียวกัน
ดังนั้นฝ่ายตรงข้ามจึงมุ่งเป้ามาที่ผู้เชี่ยวชาญด้านอักษรโบราณในประเทศจีน หลังจากได้รู้เื่นี้ เขาโกรธจนแทบกระอักเืตาย ด้านเบื้องบนปลอบใจเซี่ยวฉือว่า ขอเพียงเขาแปลอักษรโบราณทั้งหมดได้สำเร็จ คนของรัฐวะก็จะตระหนักว่าพวกเขาไม่สามารถแก้ไขอะไรได้แล้ว ก็จะไม่ลอบสังหารเซี่ยวฉืออีก
แต่เซี่ยวฉือกลับคิดว่าถ้าเขาแปลอักษรโบราณสำเร็จ ฝ่ายตรงข้ามไม่น่าจะยุติการโจมตี ดีไม่ดีอาจสังหารเขาเพื่อระบายความแค้นเสียด้วยซ้ำ
เซี่ยวฉือรู้สึกว่าทหารพวกนั้นเลวจริงๆ เขาตกอยู่ในสภาพย่ำแย่ขนาดนี้แล้ว ยังจะกล้าขอหยกไปทำการวิจัยอีก! นี่มันเป็ของที่ใช้คุ้มครองชีวิตของเขานะ
เมื่อเซี่ยวฉือเห็นเย่ฝาน เขาก็แย้มยิ้มพร้อมพูดว่า “เย่ฝาน ครั้งนี้ต้องขอบคุณนายจริงๆ!”
เย่ฝานโบกมือปฏิเสธ แล้วกล่าวว่า “ไม่เป็ไร! คุณเป็คุณตาของอวิ๋นซี ถึงแม้ว่าคุณจะโมโหร้าย แต่ผมจะทำเป็ไม่สนคุณก็ไม่ได้”
เซี่ยวฉือหลับตาลง แล้วคิดว่าทุกครั้งที่เขาเริ่มซาบซึ้งใจในตัวเย่ฝาน เย่ฝานจะต้องพ่นคำพูดที่ทำให้ความซาบซึ้งนั้นมลายไปเสมอ “ตาเฒ่า ดูคุณก็ไม่ได้เจ็บป่วยตรงไหน! แต่คงจะใมากสินะ อายุปูนนี้แล้วยังฝึกฝนความกล้าหาญในจิตใจไม่ได้อีกเหรอ”
“ฉันสู้คนหนุ่มอย่างพวกนายไม่ได้หรอก!” เซี่ยวฉือพูดพลางถอนหายใจ
“ตาเฒ่า คุณดูเหนื่อยมากจริงๆ! รีบนอนหลับพักผ่อนเถอะครับ” เย่ฝานเอ่ย
เซี่ยวฉือพูดด้วยความลำบากใจ “คนของรัฐวะ ไม่รู้ว่าจะกลับมาฆ่าฉันอีกเมื่อไร ถึงฉันอยากจะหลับยังไงก็หลับไม่ลงอยู่ดี”
เย่ฝานมองเซี่ยวฉือก่อนพูดปลอบโยนว่า “วางใจเถอะ คุณไม่ได้มีเสน่ห์ดึงดูดใจขนาดนั้น พวกเขาคงจะไม่เกาะติดคุณไปตลอดหรอก...”
เซี่ยวฉือ “…”
ไป๋อวิ๋นซีเดินออกมาจากห้องผู้ป่วยในเขตทหาร ฟ้าสว่างเล็กน้อยแล้ว “ฉันจะเข้าไปที่บริษัทเลย นายจะไปกับฉันไหม?”
เย่ฝานส่ายหน้า แล้วพูดว่า “ตอนนี้ฉันยังไม่ไป ฉันจะไปจัดการพวกคนรัฐวะก่อน คุณตาของนายจะได้ไม่กระวนกระวายใจอย่างนี้ทั้งวัน”
ไป๋อวิ๋นซีถามด้วยความสงสัยว่า “นายรู้เหรอว่าพวกนั้นอยู่ที่ไหน?”
“น่าจะรู้นะ คราวก่อนที่มือสังหารลงมือกับคุณตาของนาย ฉันได้ติดยันต์ติดตามไว้ที่รถของมันด้วย แต่พอฉันมาอยู่กับคุณตาทั้งวัน ฉันก็ลืมเื่นี้ไปเลย!” เย่ฝานตอบ
“นายระวังตัวด้วยนะ!” ไป๋อวิ๋นซีพูดอย่างไม่วางใจ
เย่ฝานยิ้มพร้อมพูดว่า “วางใจเถอะ ฉันไม่มีทางเป็อะไรไปแน่นอน”
