ภาพยิ่งใหญ่อลังการเช่นนี้ไม่ได้ทำให้รู้สึกประหลาดใจมากเกินไปนัก อวิ๋นซูหลุบตาลงแล้วจิบชา เฟิ่งหลิงข้างกายกินขนมอย่างเบื่อหน่าย “พี่ซู ได้ยินองค์หญิงหย่งหนิงบอกว่าไทเฮาทรงมีนิสัยแปลกประหลาด บางทีก็อ่อนโยนมีเมตตามาก บางทีก็เข้มงวดเ็า!”
อวิ๋นซูมองไปพลางคีบขนมชิ้นหนึ่งตรงหน้าตนเองไปไว้ในจานของเฟิ่งหลิง “หลิงเอ๋อร์ ที่นี่คนมาก ย่อมมีคำพูดมากมายเป็ธรรมดา” หากคนมีใจคิดไม่ซื่อมาได้ยินเข้า อาจจะเกิดเื่อะไรขึ้นก็เป็ได้
เฟิ่งหลิงย่อมไม่โง่ นางแลบลิ้นออกมาแล้วหัวเราะเบาๆ “หลิงเอ๋อร์ก็พูดกับพี่ซูคนเดียว ไม่บอกคนอื่นหรอก!”
รอบข้างมีสายตามองมาเป็ระยะ อวิ๋นซูทำเหมือนไม่เห็น นางผ่านสถานการณ์เช่นนี้มามาก ทั้งยังเคยชินกับสายตาของผู้คนแล้ว วันนี้นางเพียงแค่ได้รับเชิญมา ไม่ได้มีแผนที่จะแย่งชิงความโดดเด่น
ตงฟางซวี่บนพระที่นั่งได้รับความสนใจจากผู้คน แต่เขากลับมองไปยังร่างบางในชุดสีเขียวอย่างสำราญใจ
นิสัยของคุณหนูหกไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ในสถานการณ์เช่นนี้ยังคงความสงบอยู่ได้ ในหูเต็มไปด้วยเสียงแห่งความรื่นเริง ทว่าในหัวของตงฟางซวี่รู้สึกราวกับรอบกายเหลือเพียงพวกเขาสองคน
“พี่ซู ท่านดูคนนั้นสิ!”
เสียงประหลาดใจของเฟิ่งหลิงดังขึ้น อวิ๋นซูมองไปตามทิศทางที่นางชี้ เห็นบุรุษผู้หนึ่งสวมชุดฮว๋าฝูสีเงินนั่งอยู่บนที่นั่งสำคัญ บนร่างของเขามีกลิ่นอายความเ็าและทะนงตน ใบหน้างามดุจหยกสลัก คิ้วหนาราวกระบี่ ดวงตาดุจดวงดารา ล้อมรอบด้วยการประจบสอพลอของเหล่าขุนนางใหญ่ เขาปรายตามองมาโดยบังเอิญ เมื่อสบตาก็แย้มยิ้ม จากนั้นจึงดื่มเหล้าอย่างโดดเดี่ยว ราวกับผู้คนรอบตัวไม่มีผลกระทบอะไรต่ออารมณ์ของเขา
คนผู้นี้อาจจะเคยพบที่งานพระราชพิธีเฉลิมฉลองกระมัง? อวิ๋นซูคิดไม่ออก ไม่ทราบว่าเมื่อใดที่มีคนผู้นี้เพิ่มเข้ามา
“ฮึ” ข้างกายมีเสียงแค่นอย่างเ็าแว่วมาเบาๆ อวิ๋นซูหันไปมอง พบว่าชางหรงโหวผู้มีร่างกายโดดเด่น สายตาลุกโชนดั่งเปลวไฟ บุรุษในชุดฮว๋าฝูสีเงินก็ส่งสายตาเ็าออกมา ระหว่างทั้งสองคล้ายมีกลิ่นของดินปืนฟุ้งกระจายบางๆ
“ท่านพ่อขอรับ” หลิ่วอวิ๋นเฟิงสังเกตเห็นถึงบรรยากาศที่รุนแรงตรงระหว่างพวกเขา จึงรินเหล้าให้ชางหรงโหวด้วยตนเอง ค่อยๆ มองไปยังบุรุษฝั่งตรงข้าม ข้างกายมีเสียงของเฟิ่งหลิงดังขึ้น “พี่ใหญ่หลิ่ว ท่านรู้หรือไม่ว่าคนตรงข้ามนั้นเป็ใคร?”
หลิ่วอวิ๋นเฟิงตกตะลึงเล็กน้อย ถึงกับมีคนไม่รู้จักอัครมหาเสนาบดีจี้ผู้โด่งดังเชียวหรือ? เขาพลันนึกขึ้นมาได้ คุณหนูเจ็ดสกุลเฟิ่งเป็คุณหนูในห้องหอ ไม่สนใจเื่ในราชสำนักก็เป็เื่ธรรมดา
“คนผู้นั้นคืออัครมหาเสนาบดีที่อายุน้อยที่สุดของแคว้นเฉิน”
อัครมหาเสนาบดี? อวิ๋นซูเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สายตาตกอยู่บริเวณเอวของบุรุษในชุดฮว๋าฝูสีเงินผู้นั้น ไม่มีกระบี่ เห็นได้ชัดว่าเป็ข้าราชการฝ่ายเหวิน เมื่อมองไปยังนิ้วที่ขาวนวลของเขาอีกครั้ง มีบรรยากาศความสง่าผ่าเผยเจืออยู่ ในยามปกติจะต้องรำกระบี่น้อยมากเป็แน่ แม้แต่ในหนังสือประวัติศาสตร์ของแคว้นอี้ก็ไม่เคยมีบันทึกไว้
อย่างไรก็ตามเมื่อมองลักษณะเช่นนี้แล้ว อัครมหาเสนาบดีอายุน้อยผู้นี้คงมีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดากับชางหรงโหว
เฟิ่งหลิงราวกับคิดอะไรขึ้นมาได้ “พี่ซู ท่านคิดว่าอัครเสนาบดีคนนั้นหล่อเหลาหรือไม่? หล่อกว่าพี่สามของข้าหรือไม่?”
อวิ๋นซูมองใบหน้าแย้มยิ้มที่ดูจริงจังนั้นพลันรู้สึกหัวเราะไม่ออก แต่เมื่อย้อนคิดดู หากต้องเทียบกันจริงๆ ย่อมเป็ใบหน้าของคุณชายสามเฟิ่งที่โดดเด่นกว่า งานใหญ่เช่นวันนี้ คุณชายสามที่มีข่าวลือว่าร่างกายอ่อนแอย่อมไม่สามารถเข้าร่วมได้เป็ธรรมดา ด้วยเหตุนี้ตำแหน่งของจวนชางติ้งโหวจึงมีเพียงท่านโหวและคุณชายเฟิ่งอวี่นั่งกันอยู่สองคน ส่วนเฟิ่งหลิงมานั่งข้างตน
ในสมองราวกับมีภาพหน้ากากสีเงินวาบผ่าน อวิ๋นซูขมวดคิ้ว ภาพนี้แม้เนิ่นนานก็ยังสลัดไม่ออกเสียที
บนพระที่นั่ง ไทเฮาทอดพระเนตรการแสดงร่ายรำประกอบบทเพลงเบื้องพระพักตร์ ถอนพระปัสสาสะอย่างเหนื่อยหน่าย “ฝ่าา ข้าเหนื่อยแล้ว จะไปฟังเพลงที่สวนบุปผาด้านหลังเสียหน่อย”
เงาร่างของไทเฮาที่ทรงหยัดพระวรกายแล้วเสด็จจากไปด้วยการประคองของผู้อื่น ดึงดูดสายตาของคนจำนวนไม่น้อย เหลยซื่อรีบมองส่งสายตาให้หลิ่วอวิ๋นฮว๋า ตอนนี้จะมัวสนใจเื่นังสารเลวนั่นไม่ได้แล้ว ทุกอย่างได้ตระเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว อีกครู่หนึ่งจะเป็เวลาที่สำคัญ
อวิ๋นซูย่อมสังเกตเห็นถึงการเคลื่อนไหวนี้ นางปรายตามอง ไม่ว่าอีกฝ่ายคิดจะทำอะไร ล้วนไม่อาจก่อนคลื่นในใจนางได้มากนัก
ทุกคนล้วนเปลืองสมองเพื่อสิ่งที่ตน้า มนุษย์มีร้อยพันท่าทางก็เท่านั้น
“หลิงเอ๋อร์!” ทันใดนั้นมีเสียงไพเราะเสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง นางข้าหลวงน้อยคนหนึ่งตบบ่าเฟิ่งหลิง ดรุณีน้อยผู้นั้นใไปครู่หนึ่งจึงได้สติกลับมา มองใบหน้าเปิดเผยดื้อรั้นที่ดูคุ้นเคย “หย่ง...หนิงเอ๋อร์...” เป็ชุดนางข้าหลวงอีกแล้ว หลิงเอ๋อร์เข้าใจเจตนาขององค์หญิงหย่งหนิงโดยพลัน
“คนนี้คือพี่ซูหรือ?” นางข้าหลวงน้อยผู้นั้นเงยหน้าขึ้น มองไปยังใบหน้างดงามสุขุมของอวิ๋นซู ดวงตาพลันสว่างวาบ เหมือนกับที่นางจินตนาการเอาไว้ไม่มีผิด! คนที่หลิงเอ๋อร์ชอบจะต้องไม่ทำให้นางผิดหวังแน่นอน เมื่อวันงานพระราชพิธีเฉลิมฉลอง นางมาไม่ทันเห็นใบหน้าของคุณหนูหก วันนี้ได้มามองใกล้ๆ ทำให้รู้สึกถึงความพิเศษ เมื่อเทียบกับเหล่าคุณหนูตระกูลอื่นๆ ที่ผัดหน้าทาแป้งแล้ว คุณหนูหกดูดีกว่ามากนัก
อวิ๋นซูได้ยินน้ำเสียงของนางข้าหลวงน้อยจึงมองไปยังผิวขาวเรียบเนียนของนาง พลันคาดเดาอะไรได้หลายส่วนจึงพยักหน้ายิ้มๆ
“ใช่แล้ว เมื่อครู่ที่สวนด้านหลังข้าเห็นคนน่าสนใจหลายคนเชียว ราวกับคณะงิ้วที่ไหน นอกจากนี้ยังมีคนในตำหนักของเสด็จ...ไทเฮากำลังจัดเตรียมเวทีด้วย ใช่แล้ว เห็นคุณหนูรองจวนชางหรงโหวด้วย...”
องค์หญิงหย่งหนิงนั่งลงจับมือเฟิ่งหลิง ดรุณีน้อยทั้งสองกล่าวกระซิบกระซาบกันเสียงเบา
“คณะงิ้วที่ไทเฮาเชิญมาจะต้องไม่ธรรมดาแน่ พวกเราแอบไปดูความครึกครื้นกันดีหรือไม่?” เฟิ่งหลิงเสนอขึ้นอย่างกระตือรือร้น หย่งหนิงเองก็สนใจขึ้นมาแล้ว เทียบกับการร่ายรำที่ดูมานานจนเบื่อเหล่านี้ ดูงิ้วยังน่าสนใจมากกว่า
“พี่ซูก็ไปด้วยกันเถิด”
เฟิ่งหลิงอดไม่ได้ที่จะกล่าวออกมา นางเข้าไปพัวพันอย่างออดอ้อน ชางหรงโหวเก็บสายตากลับมาจากร่างของอัครมหาเสนาบดีฝั่งตรงข้าม ได้ยินเสียงห้ามปรามของหลิ่วอวิ๋นเฟิงจึงหันไปมองทางอวิ๋นซู “ซูเอ๋อร์ ไปเป็เพื่อนคุณหนูเจ็ดเถิด คอยดูแลพวกนางให้ดีๆ”
อวิ๋นซูย่อมเข้าใจความหมายของเขา ดูแลคุณหนูเจ็ดเฟิ่งให้ดีๆ ที่ดีที่สุดคืออย่าให้นางก่อเื่อะไรในวันนี้
“ขอบคุณเ้าค่ะท่านโหว!” หลิงเอ๋อร์ยิ้มเจิดจ้าให้ชางหรงโหว แล้วจึงดึงมืออวิ๋นซูเดินตามองค์หญิงหย่งหนิงออกไปจากที่นั่ง
...
“ที่นี่แหละ!”
เมื่อเห็นดรุณีน้อยทั้งสองที่กระตือรือร้น อวิ๋นซูจึงทำได้เพียงตามไปเงียบๆ เสียงเพลงอันไพเราะดังขึ้นมาจากทางไหนสักทาง “เช่นนี้นะ ข้าเคาะสามครั้ง พวกเ้าก็เริ่มร้องได้”
เสียงเคาะเบาๆ ดังขึ้นสามครั้ง ตามมาด้วยเพลงที่มีจังหวะสูงต่ำไพเราะเป็เอกลักษณ์
“ท่านแม่เ้าคะ เช่นนี้ได้หรือไม่?”
เสียงนี้? เฟิ่งหลิงหันมาสบตากับหลิ่วอวิ๋นซู ค่อยๆ เข้าไปใกล้อย่างระมัดระวัง เห็นนายช่างหลายคนกำลังก่อสร้างเวทีอยู่ มีสตรีนางหนึ่งเดินออกมาจากใต้เวที ค้อมกายพยักหน้าให้หลิ่วอวิ๋นฮว๋าและเหลยซื่ออย่างเคารพ
นี่มันเกิดอะไรขึ้น? ทั้งสามสงสัย
“วางใจเถิด แค่ทำท่าร้องเพลงออกมาให้ดีๆ จะต้องไม่ถูกพบแน่!” เหลยซื่อกุมมือหลิ่วอวิ๋นฮว๋าเบาๆ ส่งเสียงเรียกสตรีด้านหลัง “รอบสุดท้าย!”
“เ้าค่ะ ฮูหยิน”
สตรีนางนั้นเข้าไปใต้เวที หลิ่วอวิ๋นฮว๋ายืนจัดท่าทางให้เรียบร้อย เหลยซื่อเคาะท่อนไผ่สามครั้งเบาๆ จากนั้นจึงมีเสียงเพลงไพเราะมีเอกลักษณ์ดังขึ้น
“หลิงเอ๋อร์ พวกเขากำลังทำอะไรกัน?” หย่งหนิงมองไม่ค่อยชัดเจนนัก เหตุใดสตรีนางนั้นต้องเข้าไปใต้เวทีด้วย
หลิ่วอวิ๋นฮว๋าร้องเพลงพลางวาดมือทั้งสองไปในอากาศ กลายเป็ท่าทางงดงามประกอบเสียงเพลง ดวงหน้าประดับไปด้วยความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า ผ่านไปครู่หนึ่ง เหลยซื่อจึงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “อวิ๋นฮว๋า อีกสักครู่ก็ไม่ต้องตื่นเต้น”
สตรีใต้เวทีโผล่ออกมาอีกครั้ง บ่าวที่อยู่ด้านหลังเหลยซื่อส่งน้ำชาให้นาง “ดื่มมากๆ หน่อย จะต้องเตรียมคอให้พร้อม”
อวิ๋นซูมองถึงตรงนี้พลันเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น คนที่ร้องเพลงเมื่อครู่ไม่ใช่หลิ่วอวิ๋นฮว๋า แต่เป็สตรีที่อยู่ใต้เวที พวกนางทำการแสดงได้เหมือนจริงมาก เพียงแต่เหตุใดต้องทำถึงขนาดนี้?
“ฮูหยินเ้าคะไทเฮาทรงมีรับสั่งเชิญเ้าค่ะ”
ไทเฮา? หย่งหนิงพลันคิดอะไรขึ้นมาได้ มิน่าเล่านางจึงรู้สึกว่าเพลงนี้คุ้นหู นี่มันเพลงพื้นบ้านที่มีชื่อเสียงที่สุดของบ้านเกิดเสด็จย่ามิใช่หรือ? นางเคยได้ยินเสด็จย่าฮัมเพลงนี้อยู่สองประโยค
มองคนทั้งหลายเก็บกวาดจนเรียบร้อยแล้วจากไป หย่งหนิงพลันมุ่ยปากเล็กๆ ของนาง “คงมิใช่ว่าเสด็จย่าอยากฟังเพลงหรอกกระมัง?”
“หลิ่วอวิ๋นฮว๋าคนนั้นร้องได้ดีขนาดนั้นจริงๆ หรือ?” เฟิ่งหลิงเอียงศีรษะ ในใจเต็มไปด้วยความสงสัย เมื่อเงยหน้าก็เห็นท่าทางแฝงความหมายของหวิ๋นซู พลันสมองสว่างวาบ “เอ๋ หรือพวกนางวางแผนที่จะหลอกลวงไทเฮา?!”
หย่งหนิงได้ยินพลันตอบสนองในทันที “หรือคนที่ร้องเพลงเมื่อครู่นี้เป็สตรีที่อยู่ใต้เวที?” แม่นางน้อยทั้งสองพลันรู้สึกเคียดแค้นไม่เป็ธรรม ถึงกับต้องใช้วิธีน่ารังเกียจเช่นนี้เชียว!
อวิ๋นซูกำลังคิดจะดึงดรุณีน้อยทั้งสองไว้ ทว่าไม่ทันเสียแล้ว ความไร้ยางอายของหลิ่วอวิ๋นฮว๋าได้กระตุ้นความโกรธของพวกนางทั้งสอง “ไป หลิงเอ๋อร์ อย่าให้เสด็จย่าถูกพวกนางหลอกเอา!”
“...องค์หญิง!” เมื่อเห็นดรุณีน้อยจากไปด้วยท่าทางฮึดฮัด อวิ๋นซูจึงทำได้เพียงตามไปอย่างทอดถอนใจ
ตำหนักของไทเฮามีเสียงหัวเราะเบาๆ ดังแว่วมา “คิดถึงเื่เมื่อปีนั้น ช่างอันตรายจริงๆ เวลาพริบตาเดียว พวกเราสองคนก็อายุปูนนี้แล้ว”
ภายในศาลา ไทเฮาและฮูหยินแม่ทัพเวยหย่วนนั่งอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน เกียรติเช่นนี้ไม่ใช่ว่าทุกคนจะได้รับ
“ด้วยพระบารมีของจักรพรรดิองค์ก่อน วันหน้าพระองค์ย่อมทรงพระเกษมสำราญแน่นอนเพคะ”
เมื่อกล่าวถึงจักรพรรดิองค์ก่อน พระพักตร์ของไทเฮาปรากฏท่าทางหวนรำลึก พระองค์เงยพระพักตร์ทอดพระเนตรไปยังท้องฟ้าไร้ขอบเขต พระเนตรเจือแววโศกเศร้าอาดูร
ฮูหยินแม่ทัพเวยหย่วนใจกระตุก “ไทเฮาเพคะ หลานสาวของหม่อมฉันทราบว่าพระองค์ทรงรำลึกถึงบ้านเกิด จึงไปร่ำเรียนมาโดยเฉพาะ หวังว่าไทเฮาจะทรงเปิดพระทัย ขออย่าได้ทรงพระสรวลนางไปเลยเพคะ”
“หือ? คุณหนูรองจวนชางหรงโหว? ฮ่าๆๆ มีความตั้งใจดีจริงๆ!” พระเนตรของไทเฮาสว่างวาบ พระสุรเสียงเจือแววคาดหวัง คนที่ได้รับสัญญาณรีบพานายช่างหลายคนมาประกอบเวที สตรีผู้มีดวงหน้างดงามดั่งดอกท้อผู้หนึ่งเดินเข้ามาอย่างสดใส ไทเฮาทรงรู้สึกดั่งมีสายลมฤดูใบไม้ผลิพัดมาปะทะพระพักตร์ พริบตาเดียว กลุ่มเมฆเรืองรองสีชมพูก็มาถึงเบื้องพระพักตร์
“ถวายพระพรไทเฮาเพคะ!”
“ตามสบายเถิด” พระพักตร์ของไทเฮาแลดูอ่อนโยน ทรงทอดพระเนตรสำรวจสตรีเบื้องหน้า ท่าท่างดงามหยาดเยิ้มพอประมาณ มีลักษณะของผู้เยาว์เจืออยู่หลายส่วน ทำให้ผู้คนรู้สึกคิดถึงและชื่นชอบได้ไม่ยาก “ท่าทางดีจริงๆ เห็นแล้วทำให้ข้ามีความสุขมาก!”
หลิ่วอวิ๋นฮว๋ารู้สึกยินดี “ขอบพระทัยไทเฮาเพคะ”
เหลยซื่อที่อยู่ข้างๆ ได้ยินจึงอดไม่ได้ที่จะมีสีหน้าภาคภูมิใจขึ้นมา เชื่อคำท่านแม่นับว่าไม่ผิดจริงๆ วันนี้การแต่งกายของอวิ๋นฮว๋าถูกใจไทเฮายิ่งนัก
“ได้ยินว่า เ้าไปเรียนร้องเพลงมาเพื่อข้าหรือ?”
หลิ่วอวิ๋นฮว๋าคารวะอีกครั้ง “อวิ๋นฮว๋าโง่เขลา หากร้องได้ไม่ดี หวังว่าไทเฮาจะไม่ทรงตำหนิเพคะ”
“ฮ่าๆๆ ข้าไม่ตำหนิเ้าหรอก จะว่าไปแล้ว คนที่ร้องเพลงนี้ได้ก็มีไม่มาก” นักขับร้องที่เชิญมาจากเมืองหลวงก็ยังไม่สามารถร้องได้เหมือนกับบ้านเกิดพระองค์
เหลยซื่อพยักหน้าให้หลิ่วอวิ๋นฮว๋าน้อยๆ นางจึงขึ้นไปยืนบนเวทีที่เพิ่งประกอบเสร็จ
