วันต่อมา
” แย่แล้ว แย่แล้ว! คุณชายสามอาเจียนเป็เื...” สาวใช้นางหนึ่งของจวนชางติ้งโหวพุ่งออกมาจากประตูห้องด้วยสีหน้าร้อนรน ยกชายกระโปรงกระวีกระวาดวิ่งไปยังเรือนฮูหยินผู้เฒ่า
“อะไรนะ? หลิงเอ๋อร์อาเจียนเป็เื?” น้ำชาและน้ำแกงล้ำค่าพลันกระฉอกหกลงไปที่พื้น ฮูหยินผู้เฒ่าไม่สนใจชายชุดที่เปียกชื้นของตน สีหน้าซีดขาวลงโดยพลัน “เร็ว รีบไปตามหมอ!”
เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าชางติ้งโหวมาถึง หมอในจวนกำลังจับชีพจรให้เฟิ่งหลิง นางเข้าไปใกล้ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล “เป็อย่างไรบ้าง? ตกลงเป็อย่างไรกันแน่? มิใช่กล่าวว่าอาการของหลิงเอ๋อร์ไม่ร้ายแรงหรือ? เหตุใดจึงได้อาเจียนเป็เืได้?”
ใบหน้าของหมอไม่น่ามองนัก “ฮูหยินผู้เฒ่าขอรับ เดิมทีอาการป่วยของคุณชายสามก็แปลกประหลาดอยู่แล้ว ข้าพยายามเต็มที่แล้วขอรับ!”
“ไร้สาระ! เมื่อวานหลิงเอ๋อร์ยังดีๆ อยู่เลย หาสาเหตุของอาการไม่พบหรือ?” ฮูหยินผู้เฒ่าร้อนใจ หันไปมองเฟิ่งหลิงที่ดูอิดโรยในห้อง รู้สึกปวดใจจนยากจะเอ่ยคำใด พริบตาเดียวก็เกิดโทสะแล่นพล่านไปถึงสมอง “หากเกิดอะไรไม่คาดคิดขึ้นกับหลิงเอ๋อร์ ข้าจะให้จวนโหวลงโทษพวกเ้าอย่างสาสม!”
“ฮูหยินผู้เฒ่าขอรับ...” ท่านหมอมีใบหน้าหวาดผวา สีหน้าซีดขาวโดยพลัน
เมื่อเฟิ่งฉีได้ยินข่าวก็รีบมายังห้องของเฟิ่งหลิง เห็นฮูหยินผู้เฒ่ากำลังตำหนิท่านหมอ ในใจพลันมืดครึ้ม
แต่ไหนแต่ไรมา อาการของพี่สามก็ชัดเจนยิ่งแล้ว แต่ว่าเหตุใดจึงได้รุนแรงถึงขั้นนี้? หรือครั้งนี้จะป่วยจริง? เมื่อคิดเช่นนี้เฟิ่งฉีจึงรีบเดินเข้าไปที่เตียง
“พี่สาม? พี่สาม? ท่านไม่เป็ไรใช่ไหม?” เขาเขย่าบุรุษงดงามนั้นเบาๆ พลางเรียกออกมาอย่างร้อนรน
ใบหน้าของเฟิ่งหลิงขาวราวกระดาษ ดวงตาที่ปิดนิ่งไม่มีการตอบสนอง แต่ทว่ามือกลับแอบยื่นออกมาดึงแขนเสื้อของเขา
เฟิ่งฉีมึนงง แล้วจึงโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง ใบหน้าหล่อเหลางดงามมีแววเ้าเล่ห์ขำขันวาบผ่าน นึกย้อนไปถึงเื่ราวครั้งก่อน หรือพี่สาม้าใช้อาการป่วยของตนทำให้เื่ดำเนินไปอีกขั้น? เขาถอยไปด้านหนึ่งอย่างแเีทั้งยังเปลี่ยนท่าทางเป็กังวลใจเหลือประมาณ
สงสัยเื่ของคุณหนูหกในคราวนี้จะทำให้พี่สามร้อนใจ มิฉะนั้นเขาคงไม่คิดวิธีการเช่นนี้ออกมาแน่
“ออกไปก่อนเถิด!” เฟิ่งฉีกล่าวกับหมอ ท่านหมอนั้นแม้จะลังเล แต่หลังจากที่เขาพยักหน้าเป็สัญญาณให้อีกครั้ง จึงรีบเก็บข้าวของของตนแล้วออกจากห้องไปอย่างหวาดกลัว
ฮูหยินผู้เฒ่ากระวนกระวายใจยิ่งนัก เห็นท่าทางวิ่งหัวซุกหัวซุนอย่างไม่น่ามองของท่านหมอก็ยิ่งทำให้โมโห “หมอพวกนี้นี่ เมื่อวานหลิงเอ๋อร์ยังดีอยู่ เหตุใดจึงกลายเป็เช่นนี้ได้?”
“ท่านย่าขอรับ อาการของพี่สามไม่ใช่ว่าจะหายได้ในวันสองวัน!”
“ไม่ต้องพูดจาไร้สาระให้มันมากนัก” แม้ในใจของฮูหยินผู้เฒ่าจะรู้เื่นี้ดี แต่ว่ายังคงมิอาจรับได้
“ใช่ๆๆ ข้าพูดไร้สาระเอง!” เฟิ่งฉีรีบกล่าว “แม้ว่าอาการป่วยของพี่สามจะแปลกประหลาดไปบ้าง แต่ว่าข้ารู้ว่ามีคนผู้หนึ่งจะช่วยพี่สามได้แน่!”
“อะไรนะ? เ้าพูดจริงหรือ?” ฮูหยินผู้เฒ่าพลันดวงตาเปล่งประกาย “ผู้ใด? พี่สามของเ้าเป็เช่นนี้แล้วยังไม่รีบไปเชิญคนผู้นั้นมาอีก!”
“ท่านย่าขอรับ คนผู้นั้นคือคุณหนูหกจวนชางหรงโหว ท่านให้ข้าไปตามเกรงว่าจะไม่เหมาะ?”
ได้ยินเช่นนั้นฮูหยินผู้เฒ่าพลันขมวดคิ้ว นางลืมไปได้อย่างไร ก่อนหน้านี้ที่วัดเทียนฝูก็เป็คุณหนูหกผู้นี้ที่ช่วยนาง เพียงแต่ให้คุณหนูจวนโหวมารักษาหลิงเอ๋อร์ ดูจะไม่เหมาะสมอยู่บ้าง
“ท่านย่าขอรับ?” เฟิ่งฉีกล่าวขัดการใคร่ครวญของฮูหยินผู้เฒ่า “อาการของพี่สามวิกฤตถึงเพียงนี้ หากท่านย่าคิดเพื่อพี่สามจริงๆ ก็ถือโอกาสเชิญคุณหนูหกมาดีกว่าขอรับ!”
“เชิญ! ไปเชิญมาเดี๋ยวนี้!” ฮูหยินผู้เฒ่าหันไปสั่งหงเหมยข้างๆ “เร็วเข้า ไปรายงานท่านโหว ให้เขาสั่งคนให้ไปเชิญคุณหนูหกจวนชางหรงโหวมาที่จวน!”
หงเหมยตอบรับแล้วรีบจากไป
เมื่อชางติ้งโหวได้ยินคำว่าอาการทรุดหนักก็พลันกระวนกระวายยิ่ง รีบเขียนเทียบเชิญฉบับหนึ่งให้คนนำไปยังจวนชางหรงโหว
อีกด้านหนึ่ง หลังจากชางหรงโหวอ่านเทียบเชิญ พลันรู้สึกแปลกใจ คุณชายสามจวนชางติ้งโหวเป็ที่รู้จักกันดีว่าเป็ถังยา เหตุใดพวกเข้าจึงได้มั่นใจนักว่าอวิ๋นซูจะช่วยรักษาได้?
อย่างไรตาม แม้ในใจจะสงสัย ทว่าชางหรงโหวก็ไม่ได้ปฏิเสธการเชื้อเชิญของอีกฝ่าย รีบสั่งคนให้ไปส่งอวิ๋นซูที่จวนชางติ้งโหว
ตลอดทาง ท่าทางของอวิ๋นซูเจือความสงสัยอยู่หลายส่วน กระทั่งรู้สึกว่าเป็ไปไม่ได้ที่เขาจะ้าให้ตนเองไปรักษา หรือจะเกิดเื่อะไรขึ้น? คุณชายสามผู้นั้นไม่ใช่คนบุ่มบ่าม หากไม่ใช่เื่ร้ายแรง เขาคงไม่เชิญนางไปท่ามกลางสายตาผู้คนเช่นนี้ ทั้งยังทำให้ผู้คนแตกตื่นกันยกใหญ่
“คุณหนูหก ในที่สุดท่านก็มาแล้ว!” อวิ๋นซูเพิ่งลงจากเกี้ยว พ่อบ้านชราที่รออยู่หน้าประตูจวนอย่างกังวลใจอยู่ตลอดก็รีบเข้ามาต้อนรับ
“เร็วเถิดขอรับ ฮูหยินผู้เฒ่ารอคุณหนูอยู่ที่เรือนแล้วขอรับ!”
อวิ๋นซูขมวดคิ้วแล้วพยักหน้าตอบรับไป ทว่าตอนนี้เองนางเห็นเฟิ่งฉีที่ยกยิ้มเ้าเล่ห์อยู่ด้านหลังพ่อบ้าน
ภายในเรือน ใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าดูจริงจัง เมื่อเห็นเงาร่างรางๆ จากที่ไกลๆ จึงรีบลุกขึ้นยืน
“อวิ๋นซูคารวะฮูหยินผู้เฒ่า!” คารวะอย่างมีมารยาทไปครั้งหนึ่ง ทว่ากลับถูกอีกฝ่ายจับแขนเบาๆ
ในใจของฮูหยินผู้เฒ่าเป็ห่วงหลานชาย ย่อมไม่มีใจไปคิดเื่อื่น “คุณหนูหก ครั้งนี้ก็ลำบากเ้าอีกแล้ว!”
“ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวหนักไปแล้วเ้าค่ะ”
ตอนนี้เอง เฟิ่งฉีที่ตามหลังมาติดๆ ขวางฮูหยินผู้เฒ่าเอาไว้ “ท่านย่าขอรับ ท่านอย่ารั้งตัวคุณหนูหกเลย รีบให้นางเข้าไปดูพี่สามเถิด!”
“ใช่ๆๆ!” ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวติดๆ กัน “ดูความจำข้าสิ...คุณหนูหก วันนี้ไม่ทราบว่าเพราะอะไรจู่ๆ หลิงเอ๋อร์ก็อาเจียนเป็เื ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ลำบากคุณหนูหกแล้ว!”
“อวิ๋นซูเข้าใจแล้วเ้าค่ะ!”
จากนั้นสตรีน้อยนางนี้ก็ถูกนำตัวเข้าไปในห้องของเฟิ่งหลิง อวิ๋นซูมองไปยังผู้ป่วยบนเตียงก็รู้สึกว่าแปลกประหลาดนัก สีหน้าขาวซีดนั้นต่างกับที่นางเคยเห็นเมื่อก่อนราวฟ้ากับเหว!
ไม่รอให้นางเข้ามาใกล้ เฟิ่งฉีก็ชิงกล่าวขึ้นมาก่อน “ท่านย่าขอรับ ตอนคุณหนูหกตรวจอาการไม่ชอบให้มีผู้อื่นอยู่ ไม่สู้พวกเราออกไปรอด้านนอกเถิด!”
“แต่ว่า...”
“เฮ้อ...ท่านย่าโปรดวางใจ! วิชาแพทย์ของคุณหนูหกสูงส่งยิ่งนัก ครั้งนี้พี่สามจะต้องพ้นภัยแน่นอน!”
ฮูหยินผู้เฒ่ามองอวิ๋นซูด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวล จากนั้นจึงเดินออกไปด้วยการประคองของเฟิ่งฉีอย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
เวลานี้ ห้องอันกว้างขวางเหลือเพียงอวิ๋นซูและเฟิ่งหลิงบนเตียง
อวิ๋นซูสาวเท้าเดินเข้าไปด้วยท่าทางเรียบเฉยราวเทพเซียนที่ไม่ข้องเกี่ยวเื่ราวของมนุษย์ ส่งเสียงเรียกครั้งหนึ่ง เห็นบุรุษบนเตียงไม่มีทีท่าว่าจะรู้สึกตัวแม้แต่น้อย นางขมวดคิ้วเบาๆ จากนั้นจึงหยิบเข็มทองออกมาจากแขนเสื้อ ปักลงไปอย่างแรง
บุรุษบนเตียงมีปฏิกิริยาทันที เขาขยับแขนข้างหนึ่งอย่างรวดเร็วเพื่อหลบเข็มเงินของอวิ๋นซู ดวงตาทีปิดสนิทมาตลอดพลันลืมตาขึ้น
ใบหน้าของเฟิ่งหลิงยังคงซีดขาว เมื่อเจอเข้ากับเข็มอันไร้ไมตรีของอวิ๋นซูจึงอดไม่ได้ที่จะสนใจขึ้นมา “ปกติคุณหนูหกรักษาคนเช่นนี้หรือ?”
อวิ๋นซูหัวเราะ เก็บเข็มทองที่ปักอยู่บนฟูกขึ้นอย่างไม่รีบร้อน “ย่อมไม่อาจเทียบกับการแสดงอันแเีไร้ที่ติของคุณชายหรอกเ้าค่ะ”
“เ้าดูออกเลยหรือ?” เฟิ่งหลิงลูบดวงหน้าหล่อเหลาอย่างประหลาดใจ เขาคิดว่าตนเองแสดงได้แเีแล้วเสียอีก
สตรีน้อยพลันแสดงท่าทางเอือมระอาออกมา “คุณชายสามหลอกอวิ๋นซูมาที่นี่ เพื่อกล่าวเช่นนี้หรือ?”
“คุณหนูหกโปรดอภัย!” ดวงตาของเฟิ่งหลิงเข้มขึ้น เขายันกายลุกขึ้นมา มองไปยังใบหน้าเรียบเฉยของนาง น้ำเสียงเจือไปด้วยการขอโทษอย่างจริงใจ “เพราะอับจนหนทางจึงต้องใช้วิธีการเช่นนี้ให้คุณหนูหกมาที่นี่!”
อวิ๋นซูปรายตามอง คาดเดาอะไรได้บางส่วน “ตกลงเกิดอะไรขึ้นหรือเ้าคะ?”
“หลิงเอ๋อร์ได้ข่าวจากองค์หญิงหย่งหนิง ดูเหมือนว่าแม่ทัพเวยหย่วนไปเข้าเฝ้าฝ่าา ้าส่งเ้าไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ที่แคว้นอี้” เขาสังเกตสีหน้าอวิ๋นซูอย่างละเอียด “ข้าคิดว่าเื่นี้คุณหนูหกคงจะรู้เป็คนสุดท้าย ดังนั้นจึง้ากล่าวเตือนก่อน”
“แต่งงานเชื่อมสัมพันธ์?” ใบหน้าขาวสะอาดหมดจดของอวิ๋นซูพลันเกิดประกายความสงสัย แต่ก็เดาได้ว่าจะต้องเป็ความคิดของเหลยซื่อแน่นอน หรือนี่จะเป็วิธีการสุดท้ายของนาง ส่งตนออกนอกแคว้นเฉิน? ทว่าความคิดนี้ออกจะน่าขันไปบ้าง ตอนนี้องค์หญิงแคว้นเฉินที่ถึงวัยแต่งงานไม่ได้มีแค่คนเดียว จะให้นางที่เป็บุตรีอนุภรรยาของจวนโหวไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ได้อย่างไร?
ต่อให้นางเต็มใจ แต่แคว้นอื่นจะต้องคิดว่าแคว้นเฉินตัดสินใจได้น่าขันเกินไปหรือไม่?
เฟิ่งหลิงลุกขึ้นยืน เดินไปนั่งบนเก้าอี้ข้างโต๊ะกลม แขนเสื้อวาดไปยังอีกด้านของโต๊ะ เกิดเสียงที่ค่อนข้างบาดหู “อีกอย่าง จากคำพูดขององค์หญิงหย่งหนิง ที่จักรพรรดิเฉินทรงไม่ได้ปฏิเสธความคิดของแม่ทัพเวยหย่วนทันที สาเหตุสำคัญเป็เพราะหลังจากงานพระราชพิธีเฉลิมฉลองวันนั้น ดูเหมือนจักรพรรดิเซียวจะสนใจคุณหนูหก...”
จักรพรรดิเซียว?
ใบหน้าของอวิ๋นซูพลันเปลี่ยนไป ใบหน้างดงามอันไร้ความปรานีปรากฏขึ้นในหัว มือเรียวบางในแขนเสื้อกำแน่น เกร็งไปทั่วทั้งร่าง!
สนใจหรือ? เขาเพียงแต่เคยชินกับการที่สตรีใต้หล้าไล่ตามเขา เมื่อพบคนที่เ็าต่อเขา ย่อมเกิดความรู้สึกแปลกใจก็เท่านั้น
ในใจของอวิ๋นซูราวกับมีอารมณ์อันสลับซับซ้อนอัดแน่น ความเกลียดชังแผ่ขยายดุจใยแมงมุมผูกรัดนางเอาไว้แน่น จากนั้นฉีกขาดอย่างโหดร้าย เตือนสตินางถึงความโเี้ไร้ปรานีของคนผู้นั้น ช่างเป็เหตุผลที่น่าขันดีแท้!
เฟิ่งหลิงไม่ทราบความคิดที่แท้จริงในใจของอวิ๋นซู เพียงรู้สึกว่านางได้ยินข่าวนี้จนตกตะลึงไปเท่านั้น หลังจากลังเลครู่หนึ่ง เขามองใบหน้างดงามตรงหน้า สุดท้ายจึงคิดไปถึงความเป็ไปได้ที่แย่ที่สุดแล้วกล่าวออกมา “ไม่สู้ให้ข้าสู่ขอเ้ากับชางหรงโหว ให้เ้าเข้าพิธีชงสี่เป็อย่างไร?”
เมื่อกล่าวจบ ใจของเฟิ่งหลิงเต้นตึกตักราวกับป่วยไข้ สตรีตรงหน้างดงามเช่นนี้ ทว่าเขากลับมองไม่ออก เขาคาดเดาไม่ได้ว่านางจะตอบรับหรือไม่ แต่เขารู้ดีว่าใจของตนกำลังรอคอยคำตอบนั้นอยู่
แม้ว่าคำพูดของเขาจะฟังดูเหมือน้าแต่งงานตามสัญญาก็ตาม
เฟิ่งหลิงรออยู่นาน ทว่าอวิ๋นซูกลับยังคงยืนอยู่ที่เดิม เหม่อมองไปยังมุมหนึ่งโดยไม่ขยับเขยื้อน...
ใบหน้างดงามของเขาแขวนไว้ด้วยรอยยิ้มบางๆ อยู่ตลอด ทว่าความขมขื่นซึมลึกไปถึงใจ “คุณหนูหก ความจริงเ้าไม่ต้องกังวลให้มากไป ข้าไม่ฝืนใจเ้าแน่ เพียงแต่ข้ารู้สึกว่าเ้ากับข้าเข้าอกเข้าใจกัน จึงออกแรงช่วยเหลือนิดหน่อยเท่านั้น!”
ในที่สุดอวิ๋นซูก็ตอบสนอง นางมองไปยังเฟิ่งหลิง ในใจเกิดความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก บุรุษผู้นี้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่นางไม่สามารถมองออก มิหนำซ้ำความคิดทั้งหมดของนางล้วนอยู่บนเส้นทางแห่งความแค้น นางไม่้าพัวพันกับบุรุษใดๆ มากเกินไป แม้ว่าอีกฝ่ายจะเพียง้าช่วยเหลือนางก็ตาม
นางหันกายเดินไปยังประตูช้าๆ “ขอบคุณสำหรับเจตนาดีของคุณชายสามเฟิ่ง ขอข้ากลับไปทบทวนก่อนได้หรือไม่เ้าคะ?”
