เฟิ่งสือจิ่นพูดด้วยเสียงราบเรียบ“ถ้าเ้าเห็นกับตา ได้ฟังกับหูแล้วก็ควรจะรู้ว่าพวกเราสองคนไม่ได้มีความสัมพันธ์ลับหลังเ้าอีกไม่นานเ้ากับหลิวอวิ๋นชูก็จะแต่งงานกัน สิ่งเดียวที่ข้าทำได้ก็คืออวยพรให้เขามีความสุขถ้าเ้าคิดว่าแบบนี้คือการมีใจให้กัน เช่นนั้นก็เรียกมันว่าการมีใจให้กันเถอะข้าไม่ถือสา”
“เป็เพราะเ้าคนเดียว!” จู่ๆเจี่ยนซืออินก็ร้องคำรามออกมา นางก้าวเข้ามาหาเฟิ่งสือจิ่นทีละก้าวๆ พร้อมกับน้ำตาแห่งความเสียใจ“ถ้าไม่ใช่เพราะเ้าเข้ามา พี่อวิ๋นชูจะชอบเ้าได้อย่างไร ถ้าไม่ใช่เพราะเ้าพี่อวิ๋นชูจะหาทางช่วยเหลือ เข้าข้างเ้าทุกเื่เช่นนี้หรือ ถ้าไม่ใช่เพราะเ้าพี่อวิ๋นชูจะมีเื่กับองค์หญิงเจ็ดเช่นนี้หรือ ถ้าไม่ใช่เพราะเ้า ข้ากับพี่อวิ๋นชูคงไม่เป็แบบนี้หรอก! เฟิ่งสือจิ่น จนถึงขั้นนี้แล้วเ้ายังกล้านัดพบกับสามีของข้าอย่างหน้าไม่อายเช่นนี้อีกหรือ? เ้ามันไร้ยางอายสิ้นดี!”
พูดจบ เจี่ยนซืออินที่ตัวเล็กกว่าเฟิ่งสือจิ่นก็เขย่งเท้าแล้วเหวี่ยงฝ่ามือไปที่ใบหน้าของเฟิ่งสือจิ่นสุดแรง เพียะ...เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างชัดก้อง
เดิมที เฟิ่งสือจิ่นสามารถหลบฝ่ามือนี้ได้ไม่ยากแต่หลังครุ่นคิดเพียงชั่วครู่ นางก็ล้มเลิกความคิดที่จะทำเช่นนั้นเพราะนางสมควรถูกตบเช่นนี้อยู่แล้ว ในเมื่อหลิวอวิ๋นชูทนลงมือตบนางไม่ได้ก็ให้เจี่ยนซืออินเป็คนทำแทนเถิด
เจี่ยนซืออินเกลียดนางเข้ากระดูกดำคิดไม่ถึงว่าคนตัวเล็กอย่างเจี่ยนซืออินจะมีเรี่ยวแรงมากมายเช่นนี้แรงตบของนางทำให้เฟิ่งสือจิ่นหันหน้าไปอีกทาง แถมยังรู้สึกชาไปทั่วใบหน้า
เจี่ยนซืออินกัดฟันกรอด “เ้ามันก็เป็แค่ลูกสาวที่ถูกไล่ออกมาจากตระกูลถ้าข้าเป็เ้า ถ้ายังมีศักดิ์ศรีอยู่แม้แต่น้อยข้าไม่มีทางกลับมาถูกหยามที่นี่หรอก! ถูกของนางเ้ามันเป็ตัวซวย ทุกคนที่อยู่ใกล้เ้า ล้วนจบไม่ดีสักคน! เ้ารู้หรือไม่ ว่าเ้าเป็คนทำลายความสุขและความงดงามทั้งหมดในชีวิตของข้าลงเ้าเป็คนแย่งพี่อวิ๋นชูของข้าไป! ถ้าไม่เจอเ้าสักวันเขาต้องรักข้า ต้องอยู่กับข้าอย่างมีความสุขไปตลอดชีวิต! เ้ามันเป็ตัวซวย นังคนต่ำช้า!”
เจี่ยนซืออินร้องคำรามสุดเสียง สองมือยื่นเข้าไปดึงทึ้งเฟิ่งสือจิ่นอย่างบ้าคลั่งเมื่อถูกเฟิ่งสือจิ่นจับข้อมือเอาไว้ เจี่ยนซืออินก็หอบหายใจอย่างหมดแรงเครื่องสำอางบนใบหน้าถูกน้ำตาชะล้างจนเลอะเปื้อนไปหมด เส้นผมยุ่งเหยิงดูสะบักสะบอมไม่น้อยไปกว่าเฟิ่งสือจิ่นเลย
เฟิ่งสือจิ่นพูดขึ้น “ที่ข้าปล่อยให้เ้าตบ เพราะข้าติดค้างหลิวอวิ๋นชู แต่ไม่ได้ติดค้างเ้าเ้าเองก็ติดค้างหลิวอวิ๋นชูเช่นกัน แล้วเช่นนี้ เ้ามีสิทธิ์อะไรมาว่าข้า?”
เจี่ยนซืออินมีใบหน้าซีดเผือด ริมฝีปากสั่นเทา เมื่อเฟิ่งสือจิ่นปล่อยมือเจี่ยนซืออินก็เดินเซไปหลายก้าว คล้ายกำลังจะล้มลงเช่นนั้น นางร้องไห้สะอึกสะอื้น“เพราะอะไร... ทำไมพวกเราถึงกลายเป็แบบนี้...” วินาทีที่เงยหน้าขึ้นดวงตาที่แฝงไปด้วยความเ็ปอ่อนล้าก็เปลี่ยนมาเป็แค้นเคืองอีกครั้งนางมองเฟิ่งสือจิ่นตาเขม็งพลางยื่นมือออกไปข้างหน้า “คืนมา!”
“อะไร?”
“ไม่ต้องแสร้งทำเป็ไขสือ พี่อวิ๋นชูมอบหยกครามสมุทรให้เ้าไปแล้วนี่”
เฟิ่งสือจิ่นพูดด้วยเสียงราบเรียบ “เ้าก็เห็นด้วยตาของตัวเองแล้วนี่ข้าไปแย่งมาหรือไง หรือไปขโมยมา? เขาเป็คนมอบให้ข้าด้วยความเต็มใจในเมื่อของสิ่งนั้นเป็ตัวแทนมิตรภาพระหว่างเรา ข้าจะมอบมันให้คนอื่นได้อย่างไร”
เจี่ยนซืออินกัดฟันด้วยความเกลียดแค้น“คนอย่างเ้าหรือจะคู่ควรกับหยกชิ้นนั้น? เ้าถือเป็ตัวอะไรข้าต่างหากที่เป็ภรรยาอย่างถูกต้องตามประเพณีของเขา! พี่อวิ๋นชูเลอะเลือนจึงมอบมันแก่เ้า แต่ข้าจะปล่อยให้สมบัติประจำตระกูลไปอยู่ในมือของคนนอกอย่างเ้าได้อย่างไร?”
เฟิ่งสือจิ่นเอ่ย “เช่นนั้นก็ไปหาหลิวอวิ๋นชูบอกให้เขามาทวงกลับไปด้วยตนเองสิ เมื่อถึงตอนนั้น ข้าจะคืนให้อย่างแน่นอน”
“เ้า!”
“ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว ให้ข้าส่งเ้ากลับไปหรือไม่เดินกลับบ้านกลางดึกคนเดียวมันอันตราย”
เจี่ยนซืออินสบถเสียงเย็นเฉียบ “ใครบอกว่าข้ามาคนเดียวข้าไม่ได้ตกต่ำและน่าเวทนาเหมือนเ้าเสียหน่อย” หลิวอวิ๋นชูเดินทางมาด้วยเกี้ยวนางเองก็เหมือนกัน เกี้ยวของนางจอดรออยู่อีกด้านของหินเื้ั
เฟิ่งสือจิ่นเดินไปข้างหน้าเพียงไม่กี่ก้าวก็พูดขึ้นอีกครั้ง“ในเมื่อเป็เช่นนี้ งั้นข้าไม่ไปส่งแล้ว ขอลาตรงนี้เลยแล้วกัน”
“เฟิ่งสือจิ่น ข้ายังพูดไม่จบเลย หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
เฟิ่งสือจิ่นไม่อยากเสียเวลาอีก นางชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อย แล้วพูดขึ้นเบาๆโดยไม่ได้หันกลับไปมอง “จริงสิ ในเมื่อเ้าแต่งงานกับหลิวอวิ๋นชูแล้วเช่นนั้นก็รักและดีกับเขาให้มากๆ ถ้าเ้ารักเขาอย่างจริงใจเขาเองก็ไม่ใช่คนใจไม้ใจหิน สักวัน เ้าต้องละลายหัวใจของเขาได้แน่นอน”
เจี่ยนซืออินชะงักลงเล็กน้อย เพียงพริบตาเดียวเฟิ่งสือจิ่นก็เดินออกไปไกลแล้ว นางหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดน้ำตาเบาๆนิ้วเรียวขาวจิกผ้าในมือแน่น นางพูดพึมพำขึ้นเบาๆ“อย่าคิดว่าพูดแบบนี้แล้วข้าจะซาบซึ้ง”
ไม่ว่าเฟิ่งสือจิ่นจะกลับบ้านเร็วหรือช้าเพียงใด จวินเชียนจี้ก็มักจะอยู่รอนางเสมอเขามักจะจุดตะเกียงเอาไว้ อาจเป็ในห้องหลอมสมุนไพรหรืออาจจะเป็ในห้องของนางก็ได้ คล้ายกำลังจุดไฟนำทางชี้ทางกลับบ้านให้นางเช่นนั้น
เมื่อมาถึงจวนแสงเทียนที่ส่องลงบนใบหน้าของเฟิ่งสือจิ่นเผยให้เห็นความอ่อนล้าและกลัดกลุ้มของนางภาพตอนที่หลิวอวิ๋นชูจับมือของนางเอาไว้แล้วร้องไห้อย่างปวดร้าวฉายอยู่ในหัวซ้ำแล้วซ้ำอีกมีหรือที่นางจะไม่รู้สึกผิด เจี่ยนซืออินพูดถูก ทั้งหมดเป็ความผิดของนางนางแค่ปากแข็งต่อหน้าคนนอก แค่ไม่อยากยอมรับเท่านั้น
ขณะที่กำลังเหม่อลอย จู่ๆ ร่างของใครคนหนึ่งก็บดบังแสงสว่างส่วนมากลงเบื้องหน้าจึงมืดลงอย่างกะทันหัน เฟิ่งสือจิ่นล้มตัวลงไปในอ้อมแขนของจวินเชียนจี้แล้วกอดร่างของเขาเอาไว้แน่น
มีแค่กลิ่นอายของคนคนนี้เท่านั้นที่ทำให้นางรู้สึกวางใจได้เสมอ...เฟิ่งสือจิ่นคิด
จวินเชียนจี้เบิกตากว้าง ก่อนสีหน้าจะกลับมาราบเรียบดังเดิมอย่างช้าๆ
อาจารย์ ข้าอาจจะเป็ตัวซวยก็ได้ข้าทำให้คนรอบข้างต้องพบกับจุดจบที่เลวร้าย เมืองหลวงยิ่งใหญ่รุ่งเรืองแต่ข้าเหนื่อยล้ากับชีวิตที่นี่เหลือเกิน คนที่จริงใจและดีกับข้าจากใจจริงไม่ควรมาพบเจอ ไม่ควรรู้จักกับข้าเสียั้แ่ตอนแรกใช่หรือไม่เพราะข้าทำได้แค่นำพาความโชคร้ายมาสู่พวกเขาเท่านั้น ท่านแม่เป็เช่นนี้หลิวอวิ๋นชูก็เป็เช่นกัน... นางมีเื่สงสัยมากมาย มีสิ่งที่อยากจะถามหลายอย่างแต่เมื่ออยู่ต่อหน้าจวินเชียนจี้ นางไม่อาจพูดคำเ่าั้ออกไปได้เลย คนที่สนิทและใกล้ชิดกับนางมากที่สุดในตอนนี้ก็คือจวินเชียนจี้สักวัน อาจารย์ก็จะต้องเดือดร้อนเพราะนางเหมือนกันใช่หรือไม่?
นางไม่กล้าคิด และไม่กล้าพูดมันออกไปนางยึดติดกับความอบอุ่นในเสี้ยววินาทีนี้ นางกลัวว่าหากพูดมันออกไปอาจารย์จะไปจากนางจริงๆ... ในตอนที่จวินเชียนจี้ค่อยๆ โน้มตัวลงตอนที่แขนเสื้อหลวมๆ ลูบผ่านแผ่นหลังของนางไป ตอนที่เขาโอบกอดนางเอาไว้ในอ้อมแขนตอนที่เส้นผมยาวๆ นุ่มๆ ร่วงลงมาจากไหล่ของจวินเชียนจี้คล้อยตกลงมาที่ใบหูของเฟิ่งสือจิ่น และลูบผ่านใบหน้าของนางไปอย่างแ่เบาความอบอุ่นในวินาทีนั้นแทบจะทำให้นางร้องไห้ออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
จวินเชียนจี้เอ่ย “สือจิ่น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เ้ายังมีข้าอยู่เสมอ”
“อาจารย์จะอยู่เคียงข้างข้าไปตลอดชีวิตเลยใช่หรือไม่?”
“ถ้านั่นคือสิ่งที่เ้า้าอาจารย์ย่อมอยู่ข้างเ้าไปทั้งชีวิตอยู่แล้ว”
“อาจารย์ ท่านพูดถูก ศิษย์ผิดเอง ผิดที่โง่เกินไปผิดที่เข้าใจทุกอย่างสายเกินไป”
“แต่ยังไม่สายจนเกินไป เส้นทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล เ้ายังมีเวลาอีกนานสือจิ่นของข้าจะค่อยๆ เข้าใจ และััถึงมันเอง”
สือจิ่นของข้า...คำพูดนี้ทำให้เฟิ่งสือจิ่นรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นในหัวใจโดยไม่ทราบสาเหตุ
อาจเป็เพราะงานมงคลช่วยให้คนสดชื่นขึ้นก็เป็ได้ ทั้งที่หลายวันก่อนเจี่ยนซืออินยังมีสภาพอ่อนแอคล้ายกำลังจะสิ้นใจอยู่เลยแต่มาตอนนี้กลับดูดีขึ้นมามาก แม้ใบหน้ายังมีความกลัดกลุ้มและหม่นหมองซ่อนอยู่บ้างแถมร่างกายในตอนนี้ก็อ่อนแอกว่าแต่ก่อนไม่น้อยทว่าท่วงท่าในการก้าวเดินของนางกลับดูอ่อนช้อยงดงามปานต้นหลิวในลมหนาวรูปร่างอรชรงามตามเหลือเกิน
ก่อนวันงานเพียงหนึ่งวัน ่บ่ายคิดไม่ถึงว่าเจี่ยนซืออินจะมาที่จวนราชครู เพื่อขอพบเฟิ่งสือจิ่นโดยเฉพาะ
