ความไร้มารยาทของซูเหลียนหรูทำให้พระสนมเต๋อโกรธเกรี้ยวขึ้นมาจนได้นางแสดงความโมโหออกมาทางสีหน้า “เหลียนหรู เ้ากำลังพูดบ้าอะไรของเ้า! ที่ฝ่าาให้เ้าไปแต่งงานเพื่อสานสัมพันธ์กับแคว้นเป่ยหรงก็เพราะไม่มีทางเลือกข้ามีเ้ากับจื่อฉินแค่สองคน พวกเ้าช่วยเหลือเกื้อหนุนซึ่งกันและกันก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ? จื่อฉินรักใคร่เอ็นดูเ้ามาั้แ่เด็กหากเ้าช่วยเขาเสียหน่อย ในอนาคต ถ้าเขาประสบความสำเร็จ ต่อให้เ้าอยากได้แผ่นดินเขาก็ยอมแบ่งแผ่นดินให้เ้าอยู่แล้ว!”
ซูเหลียนหรูส่ายหน้าพลางเดินออกไปด้านนอก “โกหกพวกท่านอยากกล่อมให้ข้ายอมแต่งงาน ลูกชายของท่านจะได้รับผลประโยชน์ละสิท่า! ท่านไม่เคยเห็นข้าอยู่ในสายตาเลย ท่านใส่ใจแค่ลูกชายของตัวเองเท่านั้น! ในเมื่อท่านรักลูกชายนัก เช่นนั้นท่านก็ไปแต่งงานเองเถอะ ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ไม่มีทางแต่งงานเด็ดขาด!”
“เ้า! ลูกทรพี!”พระสนมเต๋อโกรธจนตัวสั่น “เป็ความผิดของข้าเองที่เอาใจเ้ามากเกินไปเ้าถึงได้แล้งน้ำใจ ใจไม้ไส้ระกำเช่นนี้! ทหารจับตัวนางเอาไว้ ขังนางเอาไว้ในตำหนักหลิงเต๋อนี่แหละหากสำนึกผิดเมื่อใดค่อยปล่อยออกมา!”
ทั้งสองทะเลาะกันจนกลายเป็เื่ใหญ่โต ซูเหลียนหรูใจแข็งเริ่มอดอาหารเพื่อต่อต้านพระสนมเต๋อ ฮ่องเต้ก็เคร่งเครียดเพราะเื่นี้ไม่ต่างกัน
ซูเหลียนหรูอดอาหารติดต่อกันถึงสามวัน จนร่างกายอ่อนล้าเต็มทีในตอนนั้นเอง จวินเชียนจี้ ราชครูแห่งแคว้นจิ้นแสดงตัวออกมาเสนอความคิดเห็นในท้องพระโรงความหมายโดยรวมก็คือ หากยังปล่อยไว้เช่นนี้ต้องไม่ดีแน่ ไม่แน่แคว้นจิ้นกับแคว้นเป่ยหรงอาจมีเื่บาดหมางกันเพราะเื่นี้ก็ได้อีกไม่นานก็จะเป็การสอบจอหงวนและการสอบวัดผลของวิทยาลัยหลวงแล้วสู้ดูแลต้อนรับทูตจากแคว้นเป่ยหรงไปก่อน รอให้การสอบจอหงวนจบสิ้นลงแล้วค่อยตัดสินใจว่าจะให้องค์หญิงพระองค์ใดสมรสเพื่อสานสัมพันธ์ก็ยังไม่สายเมื่อเป็เช่นนี้ องค์หญิงเจ็ดก็จะมีเวลาไตร่ตรองด้วยเช่นกัน
ฮ่องเต้พิจารณาแล้วพบว่าความคิดนี้ไม่เลวจึงยอมรับความคิดเห็นของจวินเชียนจี้และสั่งให้พระสนมเต๋อเลิกกักตัวซูเหลียนหรูในที่สุดซูเหลียนหรูยังคงไปเรียนที่วิทยาลัยหลวงเป็ประจำทุกวัน รอให้การสอบจอหงวนจบลงก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที
ในวิทยาลัยหลวง ซูเหลียนหรูมีสีหน้าบึ้งตึง ซึมเศร้าอยู่หลายวันหลิวอวิ๋นชูจึงเดินไปพูดกับนางซึ่งหน้าอย่างไม่เกรงใจ “เห็นเ้าเคร่งเครียดเช่นนี้พวกข้าก็สบายใจแล้ว รอให้เ้าแต่งไปอยู่ที่แคว้นเป่ยหรงก่อนเถอะอยากรู้นักว่าเ้ายังจะทะนงเช่นนี้ได้อีกหรือไม่!”
ซูเหลียนหรูทั้งกลุ้มและเกลียดหลิวอวิ๋นชูจนเข้ากระดูกดำพอดีกับที่นางได้ยินมาว่า ่นี้หลิวอวิ๋นชูกับเฟิ่งสือจิ่นมักจะโดดเรียนออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกบ่อยๆต้องไปทำเื่ไม่ดีแน่
ทั้งสองไปเที่ยวที่โรงดนตรีหลานเยว่เป็ประจำแต่ซูเหลียนหรูยังไม่เคยไปที่นั่นเลยสักครั้งนางได้ยินนักศึกษาทั้งชายและหญิงบอกว่า คุณชายหลานเยว่เป็ผู้ที่น่าสนใจไม่น้อยนอกจากจะร้องเพลงเพราะแล้ว ยังบรรเลงเพลงได้น่าฟังแถมยังให้คำแนะนำแก่ผู้อื่นได้อีกด้วย เหตุนี้จึงมีคนต่อแถวอยากไปฟังเพลงที่โรงดนตรีหลานเยว่ทุกวัน
แต่ซูเหลียนหรูไม่ยอมเชื่อ นางถือว่าไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วไม่ว่าอย่างไรก็จะไปที่โรงดนตรีหลานเยว่ให้ได้ เพราะประการที่หนึ่งนางมีนิสัยหยิ่งทะนงมาั้แ่กำเนิด ดังนั้น ั้แ่นางมีเื่มีราวกับหลิวอวิ๋นชูและเฟิ่งสือจิ่นนางก็ถูกกำหนดให้เป็ศัตรูและคู่แข่งกับทั้งสองไปตลอดชีวิตแล้ว ดังนั้นสองคนนั้นไปที่ใด นางก็จะไปด้วย ประการที่สอง เพราะนางอยากทำให้ชื่อเสียงในการเป็องค์หญิงของตนป่นปี้นั่นเองดูซิว่าเสด็จพ่อกับเสด็จแม่จะบังคับให้นางแต่งงานได้อย่างไร และประการที่สามเพราะนางเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าคุณชายหลานเยว่ที่มีชื่อเสียงจะเก่งกาจเพียงใดจะหล่อเหลา มีพร์ และรู้ใจอย่างที่เล่าลือกันจริงหรือไม่
แต่วินาทีแรกที่ได้พบกับคุณชายหลานเยว่นางที่เคยปากเก่งเมื่อวินาทีก่อนก็พูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียวคุณชายหลานเยว่ถามนางว่าอยากฟังเพลงอะไร แต่นางกลับเอาแต่เงียบ ไม่ยอมตอบเสียทีคุณชายหลานเยว่จึงพูดขึ้น “ในเมื่อแม่นางไม่ยอมเลือกเพลง เช่นนั้น ข้าขอเสียมารยาทเลือกบรรเลงบทเพลงที่สนุกสนานสักหน่อยก็แล้วกัน”
พูดจบก็เริ่มบรรเลงเพลง ทำนองเพลงสนุกสนานร่าเริง เมื่อรวมกับเสียงขับขานของคุณชายหลานเยว่แล้วเพลงนี้ก็เป็ดั่งเพลง์เลยทีเดียว เสียงของเขาไพเราะมากเหลือเกินแววตาคู่นั้นแฝงไปด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่น ซึ่งรอยยิ้มนั้นก็ถูกส่งผ่านมาทางเสียงของเขาซูเหลียนหรูได้รับผลกระทบจากเขา จึงรู้สึกอารมณ์ดีมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน
ดูท่า โรงดนตรีหลานเยว่จะเป็สถานที่พักผ่อนที่ยอดเยี่ยมสมคำร่ำลือจริงๆ
เมื่อสิ้นบทเพลงมุมปากของซูเหลียนหรูก็ประดับประดาไปด้วยรอยยิ้มที่สดใสและเคลิบเคลิ้ม คุณชายหลานเยว่กล่าว“ยิ้มได้ก็ดีแล้ว แม่นางยังอยู่ในวัยที่งดงามเช่นนี้ แทนที่จะทำใบหน้าบึ้งตึงขมวดคิ้วเป็ปม สู้ปล่อยวางอารมณ์ ปลดปล่อยความทุกข์ออกมาไม่ดีกว่าหรือเมื่อปล่อยวางได้แล้ว สิ่งที่เคยเป็ปัญหาก็จะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป”
ซูเหลียนหรูหลุดออกมาจากภวังค์ นางมองหน้าหลานเยว่แล้วยิ้มอย่างเย่อหยิ่ง“ทำไมเ้าถึงคิดว่าข้าไม่มีความสุขล่ะ? อย่าคิดว่าตัวเองเข้าใจคนอื่นไปเสียทุกเื่เลยทำอย่างกับรู้ว่าข้ากำลังคิดอะไรอยู่เช่นนั้น คุณชายหลานเยว่ที่แท้ก็ไม่ได้เก่งกาจอะไร ทำได้เพียงเล่นลิ้น เอาใจลูกค้าไปวันๆ เท่านั้นเช่นนี้แล้ว จะได้มีคนมาอุดหนุนเ้าทุกวันสินะ”
คุณชายหลานเยว่เพียงหัวเราะเบาๆแล้วเริ่มบรรเลงบทเพลงที่สองขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ เมื่อเทียบกับเพลงแรกเพลงที่สองนี้มีจังหวะที่ค่อนข้างช้า ทำนองเพลงค่อนข้างสงบ ทำให้ผู้ฟังรู้สึกใจเย็นลงได้อย่างน่าอัศจรรย์ซูเหลียนหรูเคยเรียนพิณกับอาจารย์ในวิทยาลัยหลวงมานานจึงฟังความพิเศษและล้ำเลิศของบทเพลงนี้ออก แต่เมื่อจิตใจเริ่มจมดิ่งลงสู่บทเพลงนางก็ไม่มีอารมณ์มาชื่นชมทักษะการดีดพิณของอีกฝ่ายอีกต่อไปเพราะอารมณ์ของนางถูกชักจูงให้คล้อยตามจังหวะขึ้นและลงของบทเพลงไปอย่างสิ้นเชิง
ซูเหลียนหรูฟังบทเพลงไปได้ไม่นาน เมื่อลองนึกย้อนมาถึงสิ่งที่นางพบเจอ่หลายวันมานี้จู่ๆ นางก็ร้องไห้ออกมาเสียอย่างนั้น
นางร้องไห้หนักขึ้นเรื่อยๆ คุณชายหลานเยว่หยุดบรรเลงเพลงแล้วถามขึ้น “หากไม่มีเื่อะไรในใจไยต้องร้องไห้ด้วย?”
ซูเหลียนหรูสูดน้ำมูกแล้วจ้องเขม็งไปที่เขา “เลิกพูดมากเสียทีข้าสั่งให้เ้าดีดเพลง เ้าก็แค่ดีดมันต่อไปเงียบๆ ก็พอ”
คุณชายหลานเยว่เริ่มบรรเลงเพลงขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้เขาไม่ได้หยุดลงง่ายๆแต่กลับบรรเลงดนตรีเพลงแล้วเพลงเล่าคล้ายไม่มีที่สิ้นสุดเมื่อเห็นว่าซูเหลียนหรูร้องไห้หนักขึ้นเรื่อยๆ เขาจึงพูดขึ้นอีกครั้ง “แม่นางหากเท่านี้ยังไม่สมใจ ลองดื่ม ‘สุราคลายทุกข์’ ที่โรงดนตรีเพิ่งหมักเสียหน่อยดีหรือไม่”
ซูเหลียนหรูร้องไห้จนตาแดงไปหมด “ในโลกใบนี้มีสุราที่ช่วยคลายความทุกข์ได้ด้วยหรือ?”
“สุราคลายทุกข์สามารถคลายทุกข์ของคนได้เป็บางคนเท่านั้นหากแม่นางลองแล้วพบว่าความทุกข์ยังอยู่ หลานเยว่จะไม่เก็บเงินค่าสุรา”
ซูเหลียนหรูเชื่อในสิ่งที่หลานเยว่บอก จึงสั่งสุราคลายทุกข์มาหนึ่งไหนางฟังเพลงของหลานเยว่ พลางดื่มสุราในมือไปด้วย ในตอนแรก นางยังพอมีสติอยู่บ้างแต่เมื่อดื่มไปเรื่อยๆ ความกลัดกลุ้มในใจก็ยิ่งมากขึ้นกว่าเดิมนางะโด่าหลานเยว่ “คนโกหก สุราคลายทุกข์บ้าบออะไรกัน ข้า...ข้ายิ่งดื่มก็มีแต่ยิ่งทุกข์!”แต่ต่อมา เมื่อดื่มจนมึนเมา นางก็จำไม่ได้เสียแล้วว่าตนเคยทุกข์เื่ใดรู้แค่ว่าเสียงของหลานเยว่ช่างไพเราะเหลือเกิน จึงกอดไหสุราพลางหัวเราะไม่หยุด
ซูเหลียนหรูเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าตนอยู่ในรถม้าคันหนึ่งรถม้าโยกคลอนและเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องเหนือร่างนางมีเสื้อคลุมห่มทับอยู่หนึ่งตัว บนนั้นแฝงไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆของดอกกล้วยไม้ ซูเหลียนหรูลุกขึ้นนั่งด้วยความปวดหัวพลันเสียงของชายคนหนึ่งก็ดังขึ้นที่ข้างกาย “แม่นาง รู้สึกดีขึ้นหรือไม่?”
ซูเหลียนหรูชะงักอึ้งไปชั่วขณะ นางพบว่าในรถม้าที่ค่อนข้างมืดนี้มีเงาของใครอีกคนนั่งอยู่ด้วย เมื่อลองสังเกตดีๆ ก็พบว่าเป็คุณชายหลานเยว่นั่นเองนางถาม “เ้าจะพาข้าไปที่ใด?”
คุณชายหลานเยว่ส่งเสียงหัวเราะเบาๆเขางดงามไม่ต่างไปจากกล้วยไม้เมื่อต้องน้ำค้างเลย “เพราะไม่รู้ว่าควรไปที่ใดจึงขับรถม้าวนรอบเมืองอยู่เช่นนี้อย่างไรเล่า แต่ตอนนี้แม่นางตื่นแล้วในที่สุดก็ส่งแม่นางกลับบ้านได้เสียที โรงดนตรีหลานเยว่ไม่อนุญาตให้ลูกค้านอนค้างหวังว่าแม่นางจะไม่ถือสา”
