เขารั้งให้เ้าสี่กับหนิงเอ๋อร์ร่วมทานอาหารค่ำ แม้หรงหว่านซีจะไม่อยู่ ทว่าเฉินอ๋องยังคงสั่งให้ตั้งสำรับที่ตำหนักของนาง โดยที่ปากบอกว่า “จะได้ไม่ต้องกลับไปกลับมา”
หลังเวลามื้อค่ำ องค์หญิงหากและเตี้ยนเซี่ยสี่ต่างแยกย้ายกลับจวนของตน ชูเซี่ยเห็นคุณหนูของตนยังไม่กลับมาจึงร้อนใจ เอ่ยถามหยั่งเชิงว่า “เตี้ยนเซี่ยเพคะ คุณหนูอยู่ในตำหนักสือหนิงกงกับไทเฮาจริงหรือเพคะ?”
“แน่นอนว่าไม่จริง” เฉินอ๋องเอ่ย “คาดว่าเ้าน่าจะพอฟังออกว่าเกิดเื่เล็กน้อยกับพวกเราที่จวนองค์รัชทายาท”
ชูเซี่ยค่อนข้างกระวนกระวาย แต่ยามที่คุณหนูของตนไม่อยู่ในจวน นางกลับสุขุมเยือกเย็นมากกว่าเดิมไม่น้อย
ปกติไม่ว่าจะเื่อะไรคุณหนูล้วนเป็คนคิดพิจารณา ไม่ว่าเื่อะไรนางก็ไม่จำเป็ต้องใส่ใจ จึงมักจะติดนิสัยพึ่งพาคุณหนู
ทว่าตอนนี้คุณหนูไม่อยู่ในจวน นางไม่อยากให้เฉินอ๋องดูแคลนคนของจวนแม่ทัพ ด้วยเหตุนี้จึงเอ่ยหลังคิดอย่างรอบคอบครู่ใหญ่ “เตี้ยนเซี่ย คุณหนูจะกลับมาอย่างปลอดภัยใช่หรือไม่เพคะ? ไม่เช่นนั้นเตี้ยนเซี่ยคงไม่ทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น? ต้องเป็เพราะเตี้ยนเซี่ยคาดการณ์ไว้ในพระทัยอยู่แล้วว่าสามารถควบคุมได้แน่นอน”
เฉินอ๋องปรายตามองนาง “เ้าเด็กคนนี้ช่างฉลาดจริงๆ”
“เตี้ยนเซี่ย ถ้าเช่นนั้นคุณหนูของพวกเราจะกลับมาเมื่อใดเพคะ? คืนนี้จะกลับมาหรือไม่เพคะ?” เมื่อคุณหนูไม่อยู่ จือชิวกลับสุขุมเยือกเย็นเช่นกัน เอ่ยถามอย่างไม่ตื่นตระหนก
จือชิวสงบนิ่งเช่นนี้ กระทั่งชูเซี่ยยังรู้สึกประหลาดใจ
จึงหันกลับไปหยิกแก้มนาง “ใช้ได้นะเนี่ย เด็กผู้หญิงตัวเล็กโตเป็ผู้ใหญ่แล้ว!”
“ข้าโตตั้งนานแล้ว!” จือชิวเอ่ย “เพียงแต่ปกติยามมีคุณหนูอยู่ พวกเราไม่จำเป็ต้องกังวลอะไร สนใจแค่เื่สนุกสนานก็พอแล้ว คุณหนูก็อยากเห็นจะพวกเราไร้กังวล แต่ตอนนี้คุณหนูไม่อยู่ พวกเราจะสุขุมรอบคอบสักนิดไม่ได้หรือ? ไม่ว่าอย่างไรก็ห้ามทำให้คุณหนูผิดหวังที่สั่งสอนและมอบความรักให้พวกเรา!”
ชูเซี่ยหัวเราะ เอ่ยรำลึกเื่ราวในอดีต “ใช่แล้ว... ปกติคุณหนูคอยปกป้องพวกเรา เ้าลองดูสิว่าพวกเราทั้งสองเหมือนเด็กรับใช้เสียเมื่อไหร่? ถูกคุณหนูเอ็นดูจนมีอิสระยิ่งกว่าคุณหนูตระกูลขุนนางบางคนเสียอีก...”
ทว่าวันนี้เกิดเื่กับคุณหนู พวกนางกลับทำได้เพียงรออย่างเปล่าประโยชน์อยู่ที่นี่
แม้เฉินอ๋องจะมีมั่นอกมั่นใจเช่นนี้ นางก็คิดว่าคุณหนูจะต้องกลับมาอย่างปลอดภัยเช่นกัน ทว่าระหว่างนั้นเกรงว่าคุณหนูคงต้องตกระกำลำบากกระมัง ความเ็ปจากาแภายนอกยังไม่เท่าใด เพราะไม่เคยถือเป็เื่สำคัญ
แต่ความปวดใจอย่างถึงที่สุดของบนโลกใบนี้มาจากในใจ...
นับั้แ่นายท่านประสบภัยในวันนั้น จิตใจของคุณหนูก็ไม่เคยสงบ
เฉินอ๋องฟังคำกล่าวของเด็กสองคนนี้แล้วอดคิดไม่ได้ว่า... หว่านซี เ้าคือสตรีที่แม้ผู้อื่นคิดจะไม่ชอบก็ทำไม่ได้จริง...
แต่น่าเสียดาย ผู้หญิงที่ดีเช่นนี้ เหตุใดจึงยอมถูกมัดรวบไว้กับเปิ่นหวาง?
คำว่าวาสนาสองคำนี้บางครั้งก็แปลกประหลาดเหลือเกิน แต่จะเป็คู่กรรมหรือคู่บุญ นับั้แ่วาสนานี้เริ่มต้นขึ้นก็ไม่เคยชัดเจน
“เตี้ยนเซี่ย...เตี้ยนเซี่ยพ่ะย่ะค่ะ...” ทันใดนั้นได้ยินเสียงจั๋วจิ่วผู้เป็เด็กรับใช้ชายดังมาจากด้านนอก
“เตี้ยนเซี่ย! ไม่ได้การแล้วพ่ะย่ะค่ะ...” จั๋วจิ่วรีบวิ่งอย่างตื่นตระหนกเข้ามาในลานและยืนหน้าประตู “มีคนแจ้งจวนเ้าเมืองว่าพบหญิงสาวจำนวนหนึ่งนอนสลบโดยที่อาภรณ์ไม่เป็ระเบียบอยู่ที่เนินป่าช้าของชานเมืองฝั่งตะวันตกพ่ะย่ะค่ะ มีคนบอกว่า...หนึ่งในนั้นคือพระชายาเหนียงเหนียงพ่ะย่ะค่ะ!”
เฉินอ๋องแค่พยักหน้ารับ “เตรียมรถม้าไปจวนเ้าเมืองเมืองหลวง”
ชูเซี่ยกับจือชิวต่างเป็กังวลยิ่งนัก แต่เมื่อเห็นเฉินอ๋องยังคงสุขุมดังเดิม จึงไม่อาจแสดงออกอย่างชัดเจนมากนัก
ครั้นเห็นเฉินอ๋องลุกขึ้น ชูเซี่ยจึงรีบเดินเข้ามาและเอ่ย “เตี้ยนเซี่ยเพคะ ให้หนูปี้ติดตามท่านไปเถิดเพคะ”
“ไม่ต้อง เ้าไปตามท่านหมอจู บอกให้เขามารอที่นี่ เปิ่นหวางกับพระชายาจะกลับมาในไม่ช้า” เฉินอ๋องเอ่ย
เมื่อเห็นเฉินอ๋องก้าวเท้าออกจากตำหนักอย่างมั่นคงและไม่รีบไม่ร้อน จือชิวจึงเอ่ยเสียงเบาว่า “พี่ชูเซี่ย ท่านว่าเตี้ยนเซี่ยเป็ห่วงคุณหนูจริงหรือไม่เ้าคะ?”
“ในเมื่อเ้าดูออกแล้วว่าแท้จริงแล้วเตี้ยนเซี่ยเป็ห่วงคุณหนู เพราะฉะนั้นแสดงว่าต้องเป็ความจริง” ชูเซี่ยเอ่ย
“แต่... ดูไปก็ไม่เหมือนนักเ้าค่ะ ข้าเริ่มสับสนแล้ว” จือชิวเอ่ย
“อาจแค่ไม่แสดงออกกระมัง ถ้าเตี้ยนเซี่ยไม่เป็ห่วงคุณหนู เหตุใดั้แ่กลับมาถึงจวนจนตอนนี้กลับเอาแต่อยู่ในตำหนักจาวเต๋อของพวกเรา?”
ขอ์โปรดคุ้มครองให้เฉินอ๋องเตี้ยนเซี่ยสามารถแก้ไขเื่นี้ได้อย่างเหมาะสม อย่าให้คุณหนูต้องเสื่อมเสียเกียรติ และอย่าให้มีเื่อะไรเกิดขึ้นกับคุณหนูด้วยเถิด...
เฉินอ๋องขึ้นรถม้าและสั่งให้สารถีเร่งรีบสักนิด นอกจากนั้นยังสั่งว่าหากจะส่งเสียงดังสักหน่อยก็ไม่เป็อะไร สารถีจึงร้องะโตลอดทางขณะเร่งม้าเร็วปานลมกรดว่า “เฉินอ๋องเสด็จ จงหลีกไป... หลีกไป...” แม้ตอนนี้จะเป็เวลาหลังอาหารค่ำ ทว่าตลาดในเมืองหลวงยังคงครึกครื้นยิ่งนัก
แสงสายัณห์สุดท้ายปกคลุมถนนสายน้อยใหญ่ในเมืองหลวง พ่อค้าแม่ขายในตลาดต่างพากันจุดโคมไฟอย่างพร้อมเพรียง แลดูสงบสุขและเป็มงคลทว่าในยามพลบค่ำของเมืองหลวงกลับตื่นตระหนกเพราะรถม้าของจวนเฉินอ๋องจนมีเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้น
จึงมีประชาชนจำนวนหนึ่งตามรถม้าของเฉินอ๋องไปทางศาลาว่าการ
แท้จริงแล้วมีประชาชนจำนวนหนึ่งยืนล้อมหน้าศาลาว่าการของเมืองหลวงอยู่แล้ว และกำลังมองเหตุการณ์ภายในโถงใหญ่พร้อมกับชี้ไม้ชี้มือ
“เฉินอ๋องเสด็จ...” เพราะเฉินอ๋องมาเพียงลำพัง สารถีนางเฝิงซื่อจึงควบหน้าที่เป็เด็กรับใช้และร้องประกาศไปทางด้านใน
ประชาชนที่กำลังมุงดูต่างพากันหลีกทางให้เฉินอ๋องเดินเข้าไป
ขณะเฉินอ๋องสาวเท้าอย่างฉับไวเพื่อเข้าไปในศาลาว่าการ เขาได้ยินประชาชนด้านหลังสนทนากันว่า
“ได้ยินว่าเฉินอ๋องโปรดปรานพระชายาอยู่ไม่น้อย ตอนนี้เกิดเื่เช่นนี้ ท่านอ๋องยังจะ้าพระชายาหรือไม่?”
“น่าจะไม่้าแล้วกระมัง สำหรับผู้หญิงอย่างพวกเรา ยังจะมีอะไรสำคัญกว่าความบริสุทธิ์อีกหรือ?”
“ก็ใช่ แต่นี่ไม่ใช่ลูกสะใภ้ของตระกูลทั่วไป แต่เป็สะใภ้ของฝ่าาเชียวนะ! เฉินอ๋องเตี้ยนเซี่ยจะเก็บดอกไม้ที่ถูกย่ำยีไว้ในจวนได้อย่างไร?”
เฉินอ๋องเดินเข้าไปในโถงใหญ่ ท่านเ้าเมืองประจำเมืองหลวงนามเยว่หวายนั่งอยู่บนที่นั่งหลักรีบมาต้อนรับที่หน้าประตู “กระหม่อมคำนับเตี้ยนเซี่ยพ่ะย่ะค่ะ”
“ใต้เท้าโปรดลุกขึ้น” เฉินอ๋องเอ่ย
เยว่หวายปรายตามองหญิงสาวทั้งหกที่นอนอยู่บนพื้นและพ่อค้าเร่ขายของด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในใจ
พ่อค้าเร่ขายของผู้นี้เป็คนแจ้งทางการ บอกว่าขณะผ่านมาทางทิศตะวันตกของชานเมือง พบหญิงสาวทั้งหกถูกโยนทิ้งไว้ที่เนินป่าช้าด้วยสภาพเสื้อผ้าอาภรณ์ไม่เป็ระเบียบ แต่ดูแล้วไม่คล้ายคนตายจึงเข้าไปดูใกล้ๆ และพบว่ายังหายใจอย่างที่คิด เขาให้คนไปดูว่ามีเื่นี้จริงหรือไม่ แต่ผู้ใต้บังคับบัญชากลับพาหญิงสาวทั้งหกกลับมา
เมื่อนึกได้ว่ามีคนของจวนองค์รัชทายาทมาแจ้งทางการเมื่อตอนบ่าย เขาคิดว่าไม่ได้การเสียแล้ว ทว่าผู้ใต้บังคับบัญชากลับไม่รู้ความและพาหญิงทั้งหกกลับมา ทำให้ประชาชนตื่นตระหนกอย่างไม่อาจเลี่ยง แต่ความจริงแล้วไม่เป็อะไร ยังพอมีหนทางแก้ไข ขณะเขากำลังจะปิดประตูเพื่อสะสางเื่นี้ จวนองค์รัชทายาทกลับรีบส่งคนมาบอกใบ้ให้เขาเปิดโถงไต่สวนคดีนี้ เจตนานอกเหนือจากนั้นคือพาสตรีทั้งหกนางนี้ไปยังโถงพิจารณาคดีเพื่อให้ประชาชนที่มุงดูสามารถมองเห็น
ครั้นสตรีทั้งหกนางถูกหามเข้าไปในศาลาว่าการ ประชาชนจึงรู้ทันทีว่าหนึ่งในนั้นคือพระชายาเฉินอ๋อง โชคดีที่เขาอยากไต่สวนอย่างเงียบเชียบ จึงไม่สั่งให้ลั่นกลองเพื่อดึงดูดความสนใจมากกว่านี้ มีเพียงประชาชนที่มาล้อมรอบศาลาว่าการเท่านั้นที่รู้ แต่ต่อให้ใช้ดุลยพินิจถึงเพียงนี้ก็ยังทำให้เฉินอ๋องไม่พอพระทัยอยู่ดีกระมัง?
ขณะกำลังร้องไห้ไร้น้ำตาและลอบคิดในใจว่าจะทำอย่างไรให้ตนไม่เกี่ยวข้องกับเื่นี้ ทว่าทันใดนั้นกลับได้ยินเฉินอ๋องเอ่ยถามเขาทั้งรอยยิ้ม “พระชายาของเปิ่นหวางหายไปเมื่อตอนบ่าย ตอนนี้ได้ยินว่าในศาลาว่าการของใต้เท้ามีสตรีหกนางที่ไม่ทราบฐานะชัดเจน จะให้เปิ่นหวางดูได้หรือไม่?”
“ไม่...ไม่น่าเป็ไปได้กระมังพ่ะย่ะค่ะ...” เยว่หวายรีบเอ่ยทั้งรอยยิ้ม “พระชายาเหนียงเหนียงจะถูกผู้อื่นเอาไปโยนทิ้งไว้ที่เนินป่าช้าได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ?”
กล่าวพลางส่งสัญญาณผ่านสายตาให้เฉินอ๋อง
ความหมายก็คือให้เฉินอ๋องปฏิเสธว่าพระชายาเป็หนึ่งในนั้นชั่วคราว
เฉินอ๋องหัวเราะ สมองของใต้เท้าเยว่ผู้นี้ช่างทำงานเร็วเสียจริง หากเป็ผู้อื่น คาดว่าปฏิกิริยาต่อไปคงเป็การปฏิเสธว่าตนไม่รู้เื่รู้ราวและนึกว่าเป็หญิงสาวชาวบ้านทั่วไปเท่านั้น
แต่ใต้เท้าเยว่ผู้นี้กลับไม่ได้ปฏิเสธเช่นนั้น และเลือกวิธีรับมืออีกอย่างหนึ่ง...โดยยอมสวามิภักดิ์
เฉินอ๋องกลับไม่สนใจคำพูดของเยว่หวาย จากนั้นเดินอ้อมเขาไปทางสตรีทั้งหกที่นอนเรียงกันอยู่ในโถงใหญ่เพื่อมองดูอย่างละเอียด
ผลคือคนที่สามนับจากซ้ายมือก็คือหรงหว่านซีอย่างที่คาดการณ์
อาภรณ์ตัวนอกของหรงหว่านซีไม่เป็ระเบียบ มวยผมยุ่งเหยิงเล็กน้อย ทว่าอาภรณ์ตัวในกลับเรียบร้อยและสวมอยู่บนร่างอย่างเป็ระเบียบยิ่งนัก ทว่าสภาพของสตรีนางอื่นๆ ช่างน่าอายต่อสายตาผู้พบเห็น ไม่เหมือนกับหรงหว่านซีที่ถูกคลุมกายมิดชิด นางหนึ่งอาภรณ์ตัวนอกถูกถอดออกจนหมด นางหนึ่งเผยหัวไหล่ ยังมีอีกนางหนึ่งที่เนินอกแทบจะเผยออกมาทั้งหมด...
คนขององค์รัชทายาทเกรงอกเกรงใจหรงหว่านซีมากจริงๆ
“พระชายาอยู่ที่นี่จริงๆ ด้วย...” เฉินอ๋องกล่าว เขาย่อกายลงไปจัดระเบียบอาภรณ์ให้หรงหว่านซีและสางผมที่หลุดลุ่ยออกจากมวยผม ก่อนจะอุ้มหรงหว่านซีในท่าเ้าสาว
เฉินอ๋องอุ้มพระชายาไปด้านนอกและเอ่ยกับเยว่หวายว่า “ในเมื่อเปิ่นหวางพบพระชายาแล้ว คงไม่ขอรบกวนการไต่สวนคดี ใต้เท้าไต่สวนต่อเถิด”
เมื่อเยว่หวายเห็นเฉินอ๋องอุ้มพระชายาที่สูญเสียพรหมจารีเช่นนี้ แม้จะมักครุ่นคิดแผนการในใจอย่างไรก็ยากจะควบคุมไม่ให้ตนแสดงท่าทีใ
“นี่มัน...” เยว่หวายไตร่ตรองครู่หนึ่ง แต่ก็ยังไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร ท้ายที่สุดทำได้เพียงเอ่ยออกมาว่า “เตี้ยนเซี่ยจะไม่อยู่ฟังการไต่สวนหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“เปิ่นหวางสนใจแค่เื่หาตัวพระชายาให้พบ เื่อื่นไม่เกี่ยวอะไรกับเปิ่นหวาง ใต้เท้าไม่ต้องหวาดกลัว ไต่สวนตามกระบวนการเป็พอ”
เฉินอ๋องเอ่ยก่อนจะอุ้มหรงหว่านซีเดินออกไปอย่างรวดเร็ว
เยว่หวายก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แต่ชั่วพริบตากลับชักเท้ากลับและค้อมคำนับอยู่ที่เดิม “กระหม่อมส่งเสด็จเตี้ยนเซี่ยพ่ะย่ะค่ะ...”
กล่าวจบยังคงกลับไปไต่สวนคดีตามเดิม
ความจริงแล้วคดีนี้ยังมีอะไรให้ไต่สวนอีกงั้นหรือ? อย่างมากแค่ถามว่าพ่อค้าเร่ขายของผู้นี้ชื่อว่าอะไร เหตุใดจึงมาที่นี่ เหตุใดจึงผ่านมาทางเนินป่าช้าโดยบังเอิญ และเหตุใดถึงพบกับหญิงสาวเหล่านี้
ถามไปถามมาก็แค่คนที่เดินทางผ่านมาเท่านั้น จะไต่ถามจนได้ความอะไร? ท้ายที่สุดจึงยัดข้อหาเขาไปอย่างหนึ่งและคุมขังเอาไว้ชั่วคราวเพื่อรอดูสถานการณ์ต่อไปของเื่นี้
ขณะเฉินอ๋องอุ้มหรงหว่านซีออกจากศาลาว่าการ ประชาชนที่พากันมุงดูต่างมองตามอย่างเหม่อลอย ครั้นเห็นเฉินอ๋องอุ้มพระชายาอย่างนุ่มนวลยังไม่เท่าใด เพราะนอกจากนั้นยังปัดกลุ่มผมหลุดลุ่ยข้างแก้มของนางอย่างทะนุถนอม... สายตาที่เตี้ยนเซี่ยมองพระชายาเรียกได้ว่าอบอุ่นอ่อนโยนจนสามารถกลั่นเป็หยดน้ำ ราวกับมองสมบัติล้ำค่าที่แสนหายากอย่างไรอย่างนั้น
