เฟิ่งสือจิ่นมองตามแผ่นหลังที่วิ่งออกจากวิทยาลัยหลวง และหายไปอย่างรวดเร็วของหลิวอวิ๋นชูด้วยความประหลาดใจ นางยืนอยู่บนขั้นบันไดเช่นนั้นพักหนึ่ง ก่อนจะพึมพำขึ้นเบาๆ “หรืออาจารย์จะพูดผิด?” นางมองหยกแขวนในมือ ในเมื่อหลิวอวิ๋นชูไม่ได้คิดแบบนั้น แถมยังไม่ยอมรับหยกแขวนกลับไปอีก งั้นนางจะเก็บเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน หากวันใดที่หลิวอวิ๋นชูเปลี่ยนใจ นางค่อยคืนให้เขาก็ได้
เหตุนี้ เฟิ่งสือจิ่นจึงเก็บหยกแขวนกลับเข้าไปในหน้าอก แล้วยืดเส้นยืดสายท่ามกลางแสงตะวันยามเย็น ก่อนจะเดินเอื่อยๆ กลับบ้านในที่สุด
ในเวลาเดียวกัน หลิวอวิ๋นชูนั่งอยู่ที่มุมถนน เขาทึ้งหัวตัวเองอย่างรำคาญใจ “ขี้ขลาดขนาดนี้ ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อนจริงๆ หลิวอวิ๋นชู ยอมรับว่าชอบนางแล้วมันจะตายหรือไง ยอมรับไปแล้วจะถูกแล่เนื้อหรือ? ก็ไม่นี่! ใครบอกว่าการชอบนางถือเป็การลดระดับตัวเอง... ผู้หญิงแบบนาง สมควรได้รับความรักอยู่แล้วไม่ใช่หรือ! เ้าบ้าเอ๊ย!”
“ใครบ้าหรือขอรับ?”
จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลัง หลิวอวิ๋นชูใจนร้องอุทานเสียงดัง เขารีบหันกลับไปดู พบว่าผู้ที่ยืนอยู่เื้ัเป็คนคุ้นเคยของเขา ซึ่งก็คือผู้ดูแลจวนนั่นเอง
ผู้ดูแลจวนถามด้วยท่าทางอยากรู้อยากเห็น “คุณชาย เมื่อครู่ท่านกำลังด่าใครหรือ?”
หลิวอวิ๋นชูตอบอย่างเกรี้ยวกราด “เ้ามาหลบๆ ซ่อนๆ แอบฟังข้าพูดทำไม?”
ผู้ดูแลตอบอย่างบริสุทธิ์ใจ “บ่าวไม่ได้หลบๆ ซ่อนๆ เสียหน่อย คุณชายไม่เห็นเองต่างหาก” พูดจบก็ขยับเข้ามาใกล้ แล้วถามด้วยแววตาที่เปล่งประกายไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น “คุณชาย ทำไมท่านถึงไม่กล้ายอมรับว่าชอบคุณหนูเฟิ่งเสียทีล่ะ?”
หลิวอวิ๋นชูอึกอัก “...เ้าบ้าเอ๊ย เ้าได้ยินที่ข้าพูดทั้งหมดเลยนี่!”
ผู้ดูแลตอบ “ได้ยินน่ะได้ยินแล้ว แต่บ่าวแค่ยังไม่เข้าใจเท่านั้น”
“เ้าไม่เข้าใจตรงไหน?”
ผู้ดูแลครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบออกไป “ก่อนหน้านี้ คุณชายมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วเมืองหลวง มีแต่คนเกรงกลัวท่าน ทว่าท่านไม่เคยเกรงกลัวอะไรทั้งนั้น ทำไมมาตอนนี้ แค่ยอมรับต่อหน้าคุณหนูเฟิ่งว่าชอบนางท่านยังไม่กล้าเลยล่ะ?”
หลิวอวิ๋นชูตอบด้วยท่าทางเศร้าใจ “บอกไปก็ไม่มีหวังอยู่ดี! เห็นๆ กันอยู่ว่านางไม่ได้คิดแบบนั้นกับข้า ไม่เช่นนั้น ทั้งที่ข้าให้สมบัติประจำตระกูลแก่นางแล้ว ทำไมนางถึงยังไม่รู้หัวใจของข้าอีก? ั้แ่ต้นจนจบ เป็ข้าที่คิดไปเอง และบ้าไปเองคนเดียว นางไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลยด้วยซ้ำ มีแค่ข้าที่กลุ้มใจเพราะเื่นี้...”
ผู้ดูแลถอนหายใจยาวๆ ออกมา “ที่แท้ก็เป็เช่นนี้นี่เอง” ทว่าเมื่อพูดเสร็จก็สะดุ้งเฮือกขึ้นมา “ว่าอย่างไรนะ คุณชายบอกว่าท่านมอบสมบัติประจำตระกูลแก่นางแล้วหรือ? ไม่ได้การแล้ว ถ้าท่านโหวกับฮูหยินรู้เื่นี้เข้าละก็...”
หลิวอวิ๋นชูเพิ่งรู้ตัวว่าตนหลุดปากไป จึงหันไปปิดปากของผู้ดูแลเอาไว้ “ใครใช้ให้เ้าปากมาก! เื่นี้ ห้ามเล่าให้ใครฟังเด็ดขาด ไม่เช่นนั้น ข้าไม่เอาเ้าไว้แน่ ได้ยินไหม?”
ผู้ดูแลจำต้องพยักหน้าอย่างไม่มีทางเลือก “บ่าวไม่พูดก็ได้ ไม่พูดแล้ว...”
หลิวอวิ๋นชูยอมปล่อยเขาไปในที่สุด “ทำไมเ้าถึงมาอยู่ตรงนี้ได้ มารับข้ากลับบ้านหรือ ข้าบอกไปตั้งกี่ครั้งแล้วว่าจะเดินกลับบ้านเอง ไม่ต้องส่งคนมารับ”
ผู้ดูแลบอก “คุณชายเข้าใจผิดแล้ว บ่าวไม่ได้มารับคุณชายกลับบ้าน แต่มาเพราะภารกิจอื่นต่างหาก”
หลิวอวิ๋นชูถามด้วยความสงสัย “ภารกิจอะไร?”
ผู้ดูแลเบี่ยงตัวไปด้านข้างเล็กน้อย หลิวอวิ๋นชูจึงมองเห็นกล่องที่ห่อด้วยผ้าแพรชั้นดีสองกล่องซึ่งตั้งอยู่เื้ั ดูเหมือนผู้ดูแลกำลังจะมอบของขวัญให้ใครสักคน “นี่เป็ของขวัญที่ท่านโหวสั่งให้บ่าวเตรียมเอาไว้ เพื่อส่งไปให้คุณหนูเฟิ่งที่จวนราชครู ถือเป็การขอบคุณที่ช่วยชีวิตคุณชายเอาไว้”
หลิวอวิ๋นชูกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย “ท่านพ่อเป็คนสั่งหรือ? ท่านกินยาลืมเขย่าขวดหรือไม่?” เมื่อเห็นผู้ดูแลพยักหน้าด้วยท่าทางจริงจังหนักแน่น หลิวอวิ๋นชูจึงตบบ่าผู้ดูแลเบาๆ “งั้นก็ได้ เ้าไปเถอะ”
“คุณชายจะไปด้วยกันหรือไม่ขอรับ?”
หลิวอวิ๋นชูตอบ “ข้าไม่ไปดีกว่า ข้าหิวแล้ว กลับไปกินข้าวที่บ้านก่อนก็แล้วกัน”
“คุณชาย บ่าวมีเื่หนึ่ง ไม่รู้ว่าควรพูดดีหรือไม่”
หลิวอวิ๋นชูหันกลับไปมองเขา “มีอะไรก็รีบๆ พูดมา ชักช้าลีลาอยู่ได้”
ผู้ดูแลถาม “ในใจของคุณชาย คุณหนูเฟิ่งสำคัญมากหรือขอรับ?”
หลิวอวิ๋นชูครุ่นคิดอย่างจริงจังก่อนจะตอบคำถามอย่างมั่นใจ “แน่นอน นางเป็ถึงรักแรกของข้าเชียวนะ”
“ในเมื่อนางไม่ได้คิดกับคุณชายไปในเชิงชู้สาว จากประสบการณ์ของบ่าว หากคุณชายไม่อยากเสียเพื่อนคนนี้ไป ก็รักษาสถานะในตอนนี้เอาไว้จะดีกว่า” หลิวอวิ๋นชูชะงักลง ผู้ดูแลจึงพูดต่อ “เื่ราวในโลกก็เป็เช่นนี้ สมดั่งคำที่ว่า ยิ่งอยากได้ก็ยิ่งไม่ได้ หากคุณชายรีบร้อนอยากได้คำตอบจากนาง ไม่แน่อาจทำให้เสียนางไปก็ได้ สู้เป็เพื่อนกันเช่นนี้ต่อไปจะดีกว่า อย่างน้อยก็มีโอกาสได้เป็เพื่อนนางไปตลอดชีวิต คุณชายเองก็จะได้อยู่เคียงข้างและดูแลนางไปตลอดชีวิตด้วยไม่ใช่หรือ?”
หลิวอวิ๋นชูไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ก็รู้สึกเบาใจขึ้นมาก เขาชอบเฟิ่งสือจิ่น แต่ไม่ได้้าให้นางหันมาชอบเขาเหมือนที่เขาชอบนาง การชอบใครสักคนไม่จำเป็ต้องได้รับการตอบรับเสียหน่อย แม้ว่าการที่ได้รับการตอบรับจากอีกฝ่ายจะเป็เื่ที่สมบูรณ์แบบและงดงามมากก็ตาม แต่หากอีกฝ่ายไม่ตอบรับความรัก เราก็แค่ต้องก้าวถอยหลังกลับมาหนึ่งก้าว และอยู่ในจุดที่สบายใจกันทั้งคู่ก็เท่านั้น
เขาหมุนตัวแล้วเดินไปข้างหน้า “พูดมากเสียจริง รีบเอาของไปส่งได้แล้ว”
ก่อนหน้านี้ เขากลัดกลุ้มเป็อย่างมาก กลุ้มที่ไม่อาจระบายความรู้สึกในหัวใจออกไปได้ แต่เขาไม่อยากให้เฟิ่งสือจิ่นต้องมารู้สึกกลุ้มใจเหมือนกัน ดังนั้น ให้สถานะของพวกเขาหยุดอยู่แค่นี้ต่อไปก็แล้วกัน เมื่อลองมาคิดดูอีกที แค่ได้อยู่กับเฟิ่งสือจิ่น เขาก็มีความสุขมากแล้ว
เพียงไม่นาน คดีที่หลิวอวิ๋นชูถูกลักพาตัวก็กระจายไปทั่วเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว อย่างไรเสีย การที่ท่านชายแห่งแคว้นถูกลักพาตัวก็ถือเป็เื่ใหญ่ เพราะเหตุนี้ ทุกฝ่ายจึงต้องจัดการกับคดีนี้อย่างระมัดระวัง
ยังไม่ทันได้ตัดสินโทษ เื่นี้ก็โด่งดังไปทั่วแล้ว ท่านโหวอันกั๋วรู้สึกพอใจกับสถานการณ์ในตอนนี้มาก หากไม่ลงโทษโจรถ่อยเ่าั้ให้สาสม ท่านโหวอันกั๋วย่อมไม่ยอมอยู่แล้ว เหตุนี้ ประชาชนในเมืองหลวงจึงพากันคาดเดาว่า ไม่ว่าการสืบสวนคดีในครั้งนี้จะเข้มงวดหรือไม่ หลักฐานจะมากน้อยแค่ไหน สุดท้ายแล้ว โจรทั้งหลายก็ต้องตายอย่างแน่นอน
ทว่าก็มีคนอีกกลุ่มที่พากันทอดถอนใจอย่างเสียดาย ทำไม์ถึงไม่ยอมรับท่านชายที่แสนโอหังคนนี้กลับไปเสียที? หากโจรเ่าั้ทำให้ท่านชายหลิวหายไปเลย... ก็คงจะดี! แบบนี้ก็ถือเป็การกำจัดภัยให้ประชาชนไปอีกแบบ
คดีนี้ถูกไต่สวนโดยองค์ชายสอง หลิวอวิ๋นชูที่เป็หนึ่งในผู้เสียหายย่อมต้องเข้าไปเป็พยานในศาลอยู่แล้ว ในตอนแรก ท่านโหวอันกั๋วไม่ยอมให้หลิวอวิ๋นชูไปเป็พยาน เพราะประการที่หนึ่ง... เขาเป็ห่วงว่าหลิวอวิ๋นชูอาจยังใไม่หาย จึงไม่เหมาะที่จะไปพบหน้าโจรโฉดกลุ่มนั้นอีก และประการที่สอง ได้ยินมาว่าโจรกลุ่มนี้ปลอมตัวเป็พ่อค้าจากต่างถิ่นเพื่อลักพาตัวเด็กหนุ่มหน้าตาดีไปขายเป็โสเภณีชายที่เมืองอื่น ซึ่งฐานะของโสเภณีชายก็เหมือนโสเภณีหญิง ซึ่งถูกมองว่าเป็อาชีพที่ต่ำตมและไร้ศักดิ์ศรีที่สุด เหตุนี้ ท่านโหวอันกั๋วจึงคิดว่าการที่หลิวอวิ๋นชูกลายเป็เป้าหมายของคนเ่าั้ ถือเป็เื่ที่น่าอับอายไม่น้อย
แต่หลิวอวิ๋นชูโกรธแค้นคนเ่าั้เป็อย่างมาก เขาดึงดันว่าจะไปแสดงตัว และอวดเบ่งอำนาจต่อหน้าโจรโฉดเ่าั้ให้จงได้ ท่านโหวอันกั๋วจึงจนปัญญา ยอมปล่อยให้เขาทำตามใจในที่สุด
เมื่อพักฟื้นจนาแหายดีแล้ว ซูเหลียนหรูก็กลับวิทยาลัยหลวงอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง เมื่อมีเวลาว่าง ซูเหลียนหรูก็มักจะพูดเปิดประเด็น เอาเื่ที่หลิวอวิ๋นชูถูกจับไปเป็โสเภณีชายมาพูดเล่นเสมอ ทำให้หลิวอวิ๋นชูโกรธจนอยากจะเดินเข้าไปซ้อมนางให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย
เฟิ่งสือจิ่นดึงแขนของหลิวอวิ๋นชูเอาไว้ด้วยท่าทางนิ่งเฉย นางหันไปมองซูเหลียนหรูพลางพูดอย่างไม่เกรงกลัว “ไม่จำเป็ต้องโกรธคนเหล่านี้หรอก เพราะสิ่งที่พวกเขาพูดไม่ใช่ความจริงเสียหน่อย เ้าไม่ได้ถูกขายไปเป็โสเภณีชาย ส่วนคนที่คิดจะทำร้ายเ้าก็ถูกจับเข้าไปรอรับโทษในคุกเป็ที่เรียบร้อยแล้ว ข่าวลือมักยุติลงได้ด้วยสติปัญญา ใครบางคนปากมาก นั่นก็เป็เื่ของพวกเขา เ้าจะไปตัดลิ้นของพวกเขาออกมาหรืออย่างไร?”
