อวี้เอ๋อร์มองหลิ่วอวิ๋นฮว๋าที่กำลังอาละวาดครู่หนึ่งแล้วจึงหดตัวลง “จากนั้นบ่าวจึงถือโอกาสที่ฮูหยินออกไปตามหาคุณชายซี พาคุณหนูกลับไปในห้อง คุณหนูหมดสติไปนาน ตอนนั้นบ่าวกลัวเหลือเกิน ยังคิดว่า...ยังคิดว่าคุณหนูคงจะหมดหวังแล้ว...ไม่คิดว่า์จะคุ้มครอง บ่าวป้อนน้ำอุ่นให้คุณหนูไปหลายอึก คุณหนูจึงได้สติขึ้นมา! เพียงแต่...”
“เพียงแต่อะไร?” ฮูหยินผู้เฒ่ากุมมืออวิ๋นซูแน่น นางไม่คิดเลยว่าใน่เวลานั้นจะมีเื่เช่นนี้เกิดขึ้น ในใจของซูเอ๋อร์จะไม่บ่นว่า จะไม่กล่าวโทษได้อย่างไรเล่า?
“เพียงแต่ คุณหนูจำเื่ราวหลายอย่างไม่ได้ กระทั่งนิสัยอ่อนโยนก็เปลี่ยนไปมาก”
“ไร้สาระ!” หลิ่วอวิ๋นฮว๋ามีท่าทางดุร้าย “สลบไปครู่เดียวก็กลายเป็อีกคนหรือ? นังสาวใช้สมควรตาย นังตัวปลอมจะต้องใช้ให้เ้าพูดเช่นนี้ออกมาเป็แน่!”
หลิ่วอวิ๋นฮว๋าโกรธเสียจนมิอาจระงับปากเอาไว้ได้ ผู้ใดจะเข้าใจจิตใจของนางในตอนนี้กันเล่า คิดว่าพาทั้งสองมาแล้วจะไล่อวิ๋นซูไปได้ นางกอดความหวังกลับมาจวน ไม่คิดเลยว่าคนเหล่านี้จะเล่าเื่โกหกเหลวไหลเช่นนี้ออกมาได้ ท่านย่าเองก็ดูเหมือนจะเชื่อ! หากไม่ได้้านางโกรธตายจะ้าอะไร?
“จากนั้นเล่า? หาคุณชายซีเจอหรือไม่?”
“เ้าค่ะ หลังจากคุณหนูฟื้น ยังจำเื่คุณชายซีได้ จึงบอกว่าจะออกไปตามหาคุณชายซีทั้งยังวิ่งไปยังูเาด้านหลังด้วยร่างกายอ่อนล้า ตอนนั้นฮูหยินบ้านรองได้พาคนมาตามหาแล้ว!” อวี้เอ๋อร์ย้อนนึกถึงเหตุการณ์นั้นอย่างละเอียด
“ที่น่ากลัวก็คือ ตอนที่พวกเราหาคุณชายซีเจอ เขากำลังถูกหมาป่าสองตัวล้อม! คุณหนูไม่สนใจความปลอดภัยของตนเอง หยิบท่อนไม้ขึ้นมาไล่หมาป่าสองตัวนั้นไป จึงช่วยคุณชายซีไว้ได้เ้าค่ะ”
“เื่ใหญ่เช่นนี้ เหตุใดเ้าถึงได้เพิ่งมาพูดเอาป่านนี้?!” ฮูหยินผู้เฒ่าโกรธจนตัวสั่น หากเฉิงซีมีอันตรายถึงชีวิต บ้านรองจะทำอย่างไร?!
“ตอนนั้นคุณชายซีขอร้องไม่ให้พวกเราพูด ด้วยกลัวว่าจะถูกฮูหยินบ้านรองตำหนิ อีกทั้งตอนนั้นร่างกายของคุณหนูราวกับแค่ถูกลมพัดเบาๆ ก็จะล้มลงได้ บ่าวคิดเพียงว่าจะพาคุณหนูกลับไปพักผ่อนเร็วๆ แต่ว่าหลังจากนั้นเป็ต้นมา คุณหนู...คุณหนูก็ราวกับเปลี่ยนไปเป็คนละคน...”
ยามที่กล่าวคำนี้ อวี้เอ๋อร์มองอวิ๋นซูอย่างขลาดกลัว ในสายตาของผู้อื่นคิดว่านางกังวลว่าตนเองจะพูดผิดแล้วทำให้อวิ๋นซูไม่สบายใจ แต่ว่าเื่ทั้งหมดนี้พวกนางนายบ่าวได้คุยกันในเรือนไผ่เรียบร้อยแล้ว
“ข้า ข้าจะฉีกปากเ้าเสีย!” หลิ่วอวิ๋นฮว๋าทำท่าจะพุ่งเข้าไปหาอวี้เอ๋อร์ ทว่าแม่นมข้างๆ ตรึงรั้งนางไว้อย่างแ่า อย่างไรก็ตามท่าทางเช่นนี้ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าเกิดความเอือมระอาแล้ว
ที่แท้ก็เป็เช่นนี้นี่เอง นางเองก็ทราบเื่ราวพอประมาณแล้ว
“อวิ๋นฮว๋า มิใช่ว่ายายของเ้าคิดถึงเ้ากับมารดามากหรอกหรือ? ในเมื่อเป็เช่นนี้ พวกเ้าก็พักอยู่ที่จวนแม่ทัพสักหลายวันหน่อยเถิด จะได้คลายความคิดถึงของคนชราได้!”
อะไรนะ?! หลิ่วอวิ๋นฮว๋าเบิกตากว้าง ในที่สุดนางก็เงียบลง ความหมายของท่านย่าคือ้าไล่พวกนางไปเช่นนั้นหรือ?!
มีแต่์เท่านั้นที่รู้ว่ายามนี้ฮูหยินผู้เฒ่า้าใช้กฎบ้านมากเพียงใด แต่จะอย่างไรจวนโหวก็เป็ตระกูลใหญ่ หากเื่ที่พวกเขาปฏิบัติเลวร้ายกับบุตรอนุภรรยาแพร่ออกไป จะต้องเป็ที่หัวเราะเยาะของผู้คนภายนอกเป็แน่!
ในเมื่อเหลยซื่อคิดจะกลับไป ก็ให้นางกลับไปเถิด ทางที่ดีไม่ต้องกลับมาอีกตลอดกาลเลยยิ่งดี!
“ไม่ ไม่ใช่เ้าค่ะ ท่านย่า ท่านอย่าได้เชื่อคำพูดของพวกเขา...”
แม่นมอีกคนหนึ่งเดินเข้ามา “คุณหนูรองเ้าคะ คนของจวนท่านแม่ทัพยังรออยู่ด้านนอกเ้าค่ะ!” ฮูหยินแม่ทัพเวยหย่วนเองก็กังวลว่าจะมีเื่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น จึงให้นายทหารสองคนตามมาด้วย เมื่อมั่นใจว่าหลิ่วอวิ๋นซูเป็ตัวปลอม พวกเขาก็จะรีบกลับไปรายงานเหลยซื่อทันที ถึงตอนนั้นเหลยซื่อยังสามารถกลับมาอย่างผ่าเผยได้
เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าวันนี้เหลยซื่อจะมีความผิดเื่ปฏิบัติต่อบุตรอนุภรรยาอย่างโหดร้ายเพิ่มเข้าไปอีก กระทั่งหลานสาวอย่างหลิวอวิ๋นฮว๋า ฮูหยินผู้เฒ่าก็ไม่อยากจะมองนางอีกต่อไป
ท่านโหวตอนนี้ยังคงมีโทสะ รอให้ผ่านไปสักหลายวันค่อยให้เขาตัดสินใจว่าจะจัดการแม่ลูกคู่นี้อย่างไร
...
ยามเมื่อแสงอาทิตย์แรกสาดส่องลงบนผืนแผ่นดิน ยามเช้ามืดของแคว้นเฉินก็เพิ่งจะจบลง
เนื่องด้วยยามที่จักรพรรดิเซียวออกเดินทางไปจากแคว้นเฉินได้ทิ้งปัญหาเอาไว้เล็กน้อย ในวังจึงยังมีเื่ที่ต้องจัดการมากมาย จักรพรรดิเฉินยุ่งเสียจนไม่อาจปลีกตัวออกมาได้ ด้วยเหตุนี้จึงทรงมีรับสั่งว่า หากไม่ใช่เื่สำคัญ ห้ามผู้ใดรบกวน
ภายในสวนดอกไม้หลวง
แสงอาทิตย์สาดส่องลงบนแม่น้ำเล็กๆ ภายในสวนดอกไม้ คนผู้หนึ่งยืนปักหลักอยู่ริมแม่น้ำ
บุรุษร่างสูงใหญ่ยืนอยู่ริมทะเลสาบ เส้นผมส่วนใหญ่ได้กลายเป็สีขาวไปเกือบหมดแล้ว บนใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยตามอายุ ดวงตาดุดันเปล่งประกายดูมีพลังยิ่งนัก เขาไม่เอ่ยคำใด เพียงยืนอย่างโดดเดี่ยวอยู่ที่นั่นก็สามารถทำให้เกิดความน่าเกรงขามได้
คนผู้นี้คือผู้ที่สร้างความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในราชวงศ์ปัจจุบัน แม่ทัพเวยหย่วน
แม่ทัพใหญ่เวยหย่วนควบม้าคลุกดินมาชั่วชีวิต ฝีมือการสู้รบแข็งแกร่งหาที่เปรียบ เขาใช้สองมือรวบรวมแผ่นดินเพื่อแคว้นเฉิน บรรยากาศรอบกายย่อมเย็นะเืจนทำให้ผู้คนต้องเคารพยำเกรง ในสวนดอกไม้มีเหล่าข้าราชบริพารผ่านไปผ่านมาไม่น้อย เมื่อทุกคนเห็นเขาต่างก็พากันหลีกเลี่ยง ราวกับกลัวว่าจะเผลอไปสบตาอีกฝ่ายเข้า
ไม่นาน ท่ามกลางเหล่าผู้คนที่หลบเลี่ยงก็เกิดเสียงกระซิบกระซาบขึ้นมา
“เ้าดูสิ นั่นไม่ใช่แม่ทัพเวยหย่วนหรอกหรือ?”
“ใช่สิ เขาปรากฏตัวที่นี่ หรือ้าพบฝ่าา?”
“น่าจะใช่ แต่ว่าเขามาพบฝ่าาด้วยเื่อะไรหรือ? จริงสิ ได้ยินมาว่าท่านแม่ทัพอารมณ์ร้อน ไม่แน่ว่าจะถ้าเขาได้ยินเข้า พวกเราอาจจะถูกจับฉีกหนังเป็ชิ้นๆ ก็ได้ พวกเรารีบไปกันเถิด”
...
ตอนนี้ ขุนนางในราชสำนักหลายคนบังเอิญผ่านมาทางนี้พอดี เมื่อพวกเขาเห็นแม่ทัพใหญ่เวยหย่วนยืนปักหลักอยู่ริมแม่น้ำหลังต้นอู๋ถงอย่างสงบดังขุนเขา รอยยิ้มบนมุมปากพลันชะงักค้างไป สีหน้าก็เปลี่ยนไปเป็จริงจัง ในดวงตาเจือแววหวาดกลัว
ฐานะของเขาในแคว้นเฉินเรียกได้ว่าสูงส่ง กระทั่งฝ่าายังทรงไว้หน้าเขาสามส่วน ในราชสำนักมีขุนนางฝ่ายบุ๋นเพียงไม่กี่คนที่ไม่กลัวแม่ทัพชราผู้นี้ ทว่าตอนนี้เขาอายุมากแล้ว หลายปีมานี้แคว้นเฉินยิ่งใหญ่ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แคว้นเล็กๆ รอบข้างไม่กล้าหาเื่ตามใจ แม่ทัพชราจึงกราบทูลฝ่าา ขอให้ตนพักผ่อนอยู่ที่จวนแม่ทัพเป็การของขวัญการพักผ่อน
จักรพรรดิเฉินให้ความสำคัญกับแม่ทัพเวยหย่วนมาก เมื่อมีคนกราบทูลว่าแม่ทัพ้าพบ จักรพรรดิเฉินจึงรีบสั่งให้คนไปเชิญท่านแม่ทัพใหญ่เวยหย่วนมาที่ห้องทรงพระอักษร
กลิ่นอำพันทะเลจางๆ ฟุ้งกระจายไปทั่ว ภายในห้องทรงพระอักษรอันกว้างใหญ่สว่างไสว จักรพรรดิเฉินนั่งอย่างสงบอยู่บนพระที่นั่งไหม เบื้องหน้ามีกองสาน์สกราบทูลมากมาย
“ถวายพระพรฝ่าา ขอทรงพระเจริญหมื่นปี” แม่ทัพเวยหย่วนก้าวเข้ามา้าจะถวายบังคม ทว่ากลับถูกจักรพรรดิหยุดเอาไว้
“ท่านแม่ทัพไม่ต้องมากพิธี รีบลุกขึ้นเถิด” พระองค์ทรงพระสรวล ชี้ไปยังเก้าอี้ไม้สลักข้างๆ “นั่งลง”
แม่ทัพเวยหย่วนเองก็ไม่ปฏิเสธ นั่งลงตรงข้ามจักรพรรดิเฉิน
“ท่านแม่ทัพ่นี้สุขภาพท่านดีขึ้นแล้วกระมัง?”
“ด้วยพระบารมีของฝ่าา ่นี้สุขภาพของกระหม่อมดีมาก” เมื่อพบกับความใส่ใจของจักรพรรดิเฉิน แม่ทัพเวยหย่วนยกยิ้มบางๆ จากนั้นดวงตาทั้งสองของเขาพลันเข้มขึ้น “กระหม่อมมาที่นี่เพราะมีบางเื่้าทูลถามฝ่าา มิทราบว่าสมควรหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“พูดมาเถิดอย่าได้ปิดบัง”
“ฝ่าาทรงมีแผนเื่การเป็พันธมิตรระหว่างแคว้นเฉินและแคว้นอี้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
จักรพรรดิได้ยินก็เงียบไปนาน คำพูดนี้ของแม่ทัพเวยหย่วนหมายความว่าอย่างไร?
เห็นจักรพรรดิเฉินเงียบ แม่ทัพเวยหย่วนจึงมีท่าทางครุ่นคิด “วันนั้นที่งานพระราชพิธีเฉลิมฉลอง กระหม่อมเห็นว่าจักรพรรดิเซียวสนใจคุณหนูหกแห่งจวนชางหรงโหวมากพ่ะย่ะค่ะ”
คำพูดของเขาไม่ได้เปิดเผย ทว่าความหมายนั้นชัดเจนยิ่งนัก บอกเป็นัยว่าให้ส่งคุณหนูหกไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ที่แคว้นอี้เช่นนั้นหรือ?
แม่ทัพชรามีจิตใจภักดีต่อแคว้น จักรพรรดิเฉินย่อมไม่สงสัยในคำพูดของเขา มือขวาเคาะลงบนที่วางแขนสีทองคล้ายตั้งใจคล้ายไม่ตั้งใจ ดวงตาเหม่อลอยราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ แม้เขาจะไม่ทราบว่าเหตุใดอีกฝ่ายจึงได้ยกเื่นี้ขึ้นมาพูด ทว่าในหัวอดไม่ได้ที่จะปรากฏภาพวันงานขึ้น จักรพรรดิเซียวดูแปลกไปมากจริงๆ
แม่ทัพเวยหย่วนเห็นว่าจักรพรรดิเฉินไม่กล่าวอะไรอีกจึงเงียบตาม สายตาของเขามองไปยังตำหนักข้างของห้องทรงพระอักษร เห็นว่าหลังม่านมีชายกระโปรงสีม่วงปรากฏอยู่ สายตาของแม่ทัพเวยหย่วนพลันเข้มขึ้นหลายส่วน
หากกวาดตามองไปทั่วทั้งพระราชวัง สตรีที่สามารถเข้าออกห้องทรงพระอักษรของฝ่าาใด้อย่างอิสระทั้งยังชื่นชอบสีม่วง คงมิอาจเป็ใครไปได้นอกจากองค์หญิงหย่งหนิง
หลังม่าน ดรุณีน้อยดวงหน้าไร้เดียงสา เรือนผมของนางปลิวไสวอยู่ตรงบ่าตามแรงลม มือเล็กๆ จับผมเล่นอย่างซุกซนพลางหมอบอยู่หลังเสา แอบฟังบทสนทนาในห้องทรงพระอักษร
แม่ทัพเวยหย่วนคิดว่าองค์หญิงหย่งหนิงยังทรงพระเยาว์ ต่อให้ได้ยินก็คงไม่ส่งผลอันใด
ผ่านไปเนิ่นนาน จักรพรรดิเฉินจึงหลุดออกจากความเงียบงัน สายตาของเขากวาดมองไปยังแม่ทัพเวยหย่วน “เื่นี้เจิ้นจะใคร่ครวญอย่างระมัดระวัง ท่านแม่ทัพ หากไม่มีเื่อื่นแล้วก็กลับไปก่อนเถิด”
“พ่ะย่ะค่ะ เช่นนั้นกระหม่อมทูลลา” เมื่อเห็นจักรพรรดิเฉินรับสั่งเช่นนี้ แม่ทัพชราจึงค่อยๆ ลุกขึ้น สองมือกุมกันคารวะครั้งหนึ่งแล้วถอยออกไป
“ออกมาเถิด”
องค์หญิงหย่งหนิงใ รีบเดินออกมาอย่างเขินอาย จักรพรรดิเฉินเห็นท่าทางดังลูกแมวที่ถูกจับได้ของดรุณีน้อย จึงแสร้งทำสายตาเคร่งขรึม “หย่งหนิง รู้หรือไม่ว่าเ้ามีความผิดอะไร?”
“เสด็จพ่อ!” ดรุณีน้อยมุ่ยปาก พลันวิ่งโถมตัวเข้าไปในอ้อมอกของจักรพรรดิเฉิน ดวงตาของนางเปล่งประกาย คุณหนูหกจวนชางหรงโหว? ไม่ใช่พี่สาวซูที่เฟิ่งหลิงพูดถึงบ่อยๆ หรือ?
แม่ทัพเวยหย่วนถึงกับ้าส่งพี่สาวซูไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์? ตนเองจะต้องรีบไปบอกเฟิ่งหลิงเสียแล้ว!
...
ณ จวนชางติ้งโหว
เงาร่างงดงามเดินไปเดินมาอยู่บนระเบียงอย่างเร่งรีบ คุณหนูเฟิ่งหลิงเดินจากสวนดอกไม้ไปยังห้องหนังสือด้วยฝีเท้ารวดเร็ว แล้วเดินจากห้องหนังสือกลับมายังหน้าห้องโถงอีกครั้ง เมื่อเห็นคนก็เข้าไปถามหาพี่สาม
สุดท้าย นางจึงทราบจากปากของสาวใช้นางหนึ่งว่าพี่สามกำลังแข่งหมากล้อมกับพี่สี่อยู่ในห้องของเขา
เสียงปังดังขึ้น ขาเล็กๆ ทั้งสองถีบประตูห้องที่ปิดแน่นออก สองคนภายในห้องเงยหน้าขึ้นมองอย่างประหลาดใจ “หลิงเอ๋อร์ เป็อะไรหรือ?”
ดรุณีน้อยวิ่งเข้าไปในห้องอย่างโมโห เมื่อเห็นกระดานหมากตรงหน้าของทั้งสอง ก็เข้าไปปัดกระดานหมากทิ้ง
“เ้า! เ้าเด็กนี่ พี่สี่กำลังจะชนะแล้วเชียว!” เฟิ่งฉีโกรธจนกระทืบเท้า ทุกครั้งที่เจอเด็กคนนี้ไม่มีเื่ดีๆ อะไรเกิดขึ้นเลยจริงๆ
ไม่รอให้ทั้งสองตำหนินาง ดวงตาของเฟิ่งหลิงก็แดงก่ำ ท่าทางราวกับได้รับความไม่เป็ธรรมอย่างยิ่ง “พี่สาม! คุณหนูหกจะแต่งงานแล้ว ทำไมท่านยังมาเล่นอยู่ที่นี่อีก!?”
“อะไรนะ?! เ้าพูดอะไร?” เห็นท่าทางของเฟิ่งหลิงไม่คล้ายกับล้อเล่น ใบหน้าขาวซีดของคุณชายเฟิ่งหลิงพลันขรึมลง ทั้งลุกขึ้นยืนโดยไม่สนใจอะไร
“นี่เื่จริงหรือ แต่งงาน แต่งกับผู้ใด?” เฟิ่งฉีขมวดคิ้ว นี่มันเป็ไปได้อย่างไร
“เื่จริง! องค์หญิงหย่งหนิงบอกข้ามา!”
บุรุษทั้งสองสบตากัน ในใจพลันรู้สึกไม่สงบ
เมื่อฟังคำพูดของเฟิ่งหลิงจบ พวกขาพลันคิดไปถึงเื่ที่ได้ยินก่อนหน้านี้ที่ว่าฮูหยินชางหรงโหวกลับบ้านเดิม หรือจะเกี่ยวพันกับเื่นี้?
“พี่สาม ดูเหมือนคราวนี้ท่านจะต้องออกโรงแล้ว...”
