หมอบอกกับหลิวอวิ๋นชูว่าเขาไม่ได้บอกอาการทั้งหมดให้เจี่ยนซืออินรู้แถมยังบอกว่ามดลูกของเจี่ยนซืออินมีเืคั่ง และได้รับความเสียหายอย่างหนัก จึงไม่อาจรักษาให้กลับมาแข็งแรงได้ภายในระยะเวลาสั้นๆยิ่งไปกว่านั้น ยังไม่แน่ว่านางจะสามารถตั้งครรภ์ได้อีกหรือไม่
เจี่ยนซืออินอาจจะไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีกแล้วหากบอกเื่นี้กับเจี่ยนซืออิน นางต้องเสียใจมากเพียงใดกัน
เจี่ยนซืออินทั้งหัวเราะทั้งร้องไห้ “ข้าไม่เป็ไรจริงๆบอกแล้วไงว่าข้าไม่โทษเ้า” นางลุกออกมาจากอ้อมแขนของหลิวอวิ๋นชูริมฝีปากสีซีดสั่นเทาขึ้นเบาๆ “ถ้าจะโทษ ก็คงต้องโทษตัวข้าเองที่โง่เกินไป...”หลิวอวิ๋นชูเช็ดน้ำตาให้นาง “ข้าชอบเ้ามากจริงๆ การแต่งงานกับเ้าถือเป็ความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตข้า” นางพูดระคนหัวเราะทว่าน้ำตากลับยังไหลออกมาไม่หยุด มันทำให้หลิวอวิ๋นชูเ็ปหัวใจเหลือเกิน
เจี่ยนซืออินพูดด้วยเสียงสะอึกสะอื้น
หลิวอวิ๋นชูลูบหลังของนางเบาๆ “เลิกพูดได้แล้ว หยุดพูดได้แล้ว”
แต่เจี่ยนซืออินกลับร้องไห้หนักกว่าเดิม นางร้องไห้โฮ “แต่ข้าคิดไม่ถึงเลยว่าที่เ้ายอมแต่งงานกับข้า ไม่ใช่เพราะความรัก แต่เป็เพราะความสงสารต่างหากข้ารู้ว่าเ้ามีคนอื่นในใจ เป็ข้าเองที่ใจแคบและเห็นแก่ตัวเกินไป ข้าโลภเกินไปเองข้าอยากจะเ้าทั้งตัวและหัวใจ... ข้ารู้ดีว่าแม้จะเป็คืนเข้าห้องหอของเราเ้าก็ไม่คิดจะแตะต้องข้าแม้แต่นิดเดียว ดังนั้น...”
หลิวอวิ๋นชูเริ่มรู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมา
เจี่ยนซืออินพูดด้วยเสียงแหบพร่า “เฟิ่งสือจิ่นบอกข้าว่าในวังหลังมียาลับที่ปรุงขึ้นสำหรับพระสนมในวังโดยเฉพาะ เมื่อกินยานั้นเข้าไปคนผู้นั้นจะไม่รู้ว่าตนกำลังร่วมรักกับใครอยู่เพราะจะเห็นหน้าคนที่ร่วมรักด้วยเป็คนที่ตนรัก...”
หลิวอวิ๋นชูหน้าซีดเผือดฝ่ามือที่โอบกอดเจี่ยนซืออินเอาไว้มีเหงื่อซึมออกมาเพราะความหวาดกลัว
เจี่ยนซืออินคล้ายกำลังตกอยู่ในภวังค์บางอย่าง นางพูดต่อ“มีแค่จวนราชครูเท่านั้นที่จะมียาชนิดนั้น เฟิ่งสือจิ่นเป็เพื่อนกับเ้านางคงอยากเห็นเ้ามีความสุขเป็ข้าเองที่เห็นแก่ตัวจนไม่สนว่าเมื่อเ้ากินยานี้เข้าไปคนในสายตาและในหัวใจของเ้าจะเป็ใคร ข้าแค่อยากจะอยู่กับเ้าเท่านั้น ดังนั้น...ดังนั้น ข้าเลยรับยานั้นมาจากนาง...”
เมื่อพูดมาจนถึงตรงนี้ ร่างกายของเจี่ยนซืออินก็สั่นเทาขึ้นอย่างรุนแรง
คำพูดของนางเป็เหมือนน้ำเย็นๆ ที่รดลงกลางหัวของหลิวอวิ๋นชูมันทำให้เขาหนาวเย็นไปจนถึงกระดูกดำ เขาเค้นถามทีละพยางค์ “เ้าบอกว่า ในคืนนั้นเ้าให้ข้ากินยาปลุกกำหนัดงั้นหรือ?”
เจี่ยนซืออินร้องไห้ปานจะขาดใจ “ใช่ ข้าหลงผิดไปเองข้าไม่ควรปล่อยให้ความโลภครอบงำจนหลงเชื่อคำพูดของนาง...”
“แล้วยานั่น เฟิ่งสือจิ่นเป็คนมอบให้เ้า ใช่ไหม?”
“ใช่...”
หลิวอวิ๋นชูดวงตาแดงก่ำ พลันความเ็ปที่แสนมหาศาลก็ะเิขึ้นในหัวใจเขาไม่เชื่อ เขาไม่กล้าเชื่อในสิ่งที่เพิ่งได้ยิน เขากัดฟันกรอดพลางพูดด้วยความร้าวระทม “เฟิ่งสือจิ่น นางต้องอยากให้ข้ากับเ้าลงเอยกันขนาดไหนกัน! ตกลงว่านางอยากให้เ้ามีความสุขหรืออยากให้เ้าตายกันแน่!”
เขารู้มาโดยตลอดว่าเฟิ่งสือจิ่นเป็คนเด็ดขาดทำทุกอย่างโดยไม่สนผลที่จะตามมา แต่คิดไม่ถึงเลยว่านางจะอำมหิตได้ถึงเพียงนี้! ที่แท้นางก็เป็คนดันเขาเข้าสู่กองเพลิงนางทำให้เจี่ยนซืออินต้องสูญเสียลูกในท้อง และเกือบจะตายเพราะเหตุการณ์ในครั้งนี้!
เจี่ยนซืออินจับมือของหลิวอวิ๋นชูเอาไว้พลางร้องไห้อย่างอ่อนแรง“อวิ๋นชู... อวิ๋นชู... อย่าโทษนางเลย เป็ข้าเองที่รักเ้ามากเกินไปเป็ข้าเองที่อยากจะทำเช่นนี้... ข้ารู้ดี รู้ว่าเ้ากับนางเป็เพื่อนกันข้าไม่ควรพูดเื่นี้ให้เ้ารู้...”
หลิวอวิ๋นชูไม่ได้ตอบอะไร เขาปลอบประโลมเจี่ยนซืออินเงียบๆกระทั่งเสียงร้องไห้ของนางค่อยๆ เงียบลง เขาจึงวางนางลงบนเตียงอย่างช้าๆแล้วพูดด้วยเสียงอ่อนโยน “พักผ่อนเถอะ หมอบอกว่าเ้าไม่ควรเสียใจเกินไป วางใจเถอะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเ้าจะมีข้าเคียงข้างเสมอ ั้แ่วันนี้เป็ต้นไปข้าจะไม่ปล่อยให้เ้าต้องเสียใจหรือลำบากอีก”
หลิวอวิ๋นชูเตรียมจะลุกจากไป แต่เจี่ยนซืออินก็ยื่นมือมาดึงเขาเอาไว้“เ้าจะไปไหน?”
หลิวอวิ๋นชูตอบ “ข้ามีธุระที่ต้องออกไปสะสางเสียหน่อย”
“เ้าช่วย... ไม่ต้องไปเจอนางได้ไหม ไม่ต้องโทษนาง...”
หลิวอวิ๋นชูหันกลับไปมองเจี่ยนซืออิน ก่อนจะกระชับเสื้อผ้าบนร่างให้นาง“อย่ากังวลเื่พวกนี้เลย เ้าแค่พักฟื้นและกลับมาแข็งแรงเร็วๆ ก็พอแล้ว”
เมื่อขาดเจี่ยนซืออินกับหลิวอวิ๋นชูไป วิทยาลัยหลวงก็เงียบเหงาลงไม่น้อยการสอบจอหงวนกำลังจะเริ่มขึ้นตอนปลายเดือนเจ็ด ซึ่งใกล้เข้ามาเต็มที บัดนี้แม้แต่นักเรียนเสเพลก็ยังอดตื่นตระหนกไม่ได้พวกเขาหยิบตำราขึ้นมาท่องเพื่อเตรียมตัวสำหรับการสอบที่กำลังจะมาถึงเฟิ่งสือจิ่นนั่งอยู่ที่โต๊ะแถวหลังสุดของห้อง นางสงบจิตสงบใจ และพยายามอ่านหนังสืออยู่หลายวัน
ในตอนนี้ นอกจากการอ่านหนังสือ นางก็ไม่มีอย่างอื่นให้ทำแล้ว
หลิวอวิ๋นชูเดินทางมาถึงวิทยาลัยหลวงใน่บ่าย เขามีท่าทางโกรธเกรี้ยวเป็อย่างมากในขณะเดียวกัน อาจารย์ในวิทยาลัยหลวงกำลังทบทวนบทเรียนให้นักศึกษาในห้องนักศึกษาบางคนอ่านหนังสือไปได้สักพักก็หันไปคุยซุบซิบกันเสียแล้วในตอนที่หันหน้ากลับมา สายตาก็เบนไปเห็นร่างของหลิวอวิ๋นชูที่ยืนอยู่ใต้แสงตะวันเข้าพอดีเขาคิดว่าตัวเองตาฝาด จึงขยี้ตาอยู่หลายครั้ง “ท่านชายหลิวมาวิทยาลัยหลวงงั้นหรือ?เขาเพิ่งแต่งงานได้ไม่นาน ทำไมถึงไม่อยู่บ้านกับภรรยาล่ะหรืออยากมาทบทวนบทเรียน หวังจะโกยความรู้ก่อนสอบ?”
นักศึกษาพากันทอดมองออกไปนอกห้อง
เฟิ่งสือจิ่นก็เช่นกัน
อีกด้าน ดอกไหวบนต้นไหวเก่าแก่ในสวนร่วงโรยลงมาจากต้นเหลือดอกสีขาวให้เห็นเพียงประปรายเท่านั้น ใบไม้เขียวชอุ่ม แลดูชุ่มชื่นร่มเย็นร่างของหลิวอวิ๋นชูกำลังเดินผ่านต้นไหวไปอย่างเร่งรีบ
หลิวอวิ๋นชูมุ่งตรงเข้ามาในห้องเรียน นักศึกษาคนหนึ่งถามขึ้น “ท่านชายหลิวจะมาเรียนต่อทั้งที่แต่งงานแล้วหรือ?” เขาไม่ได้สนใจคนผู้นั้นไม่ชายตาแลใครเลยด้วยซ้ำ แต่มุ่งตรงมายังที่นั่งเก่าของตนเองเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าเฟิ่งสือจิ่น
เฟิ่งสือจิ่นจับหนังสือเอาไว้ในมือ เมื่อแหงนหน้าขึ้นไปเห็นหลิวอวิ๋นชูนางก็ชะงักอึ้งลงเล็กน้อย
หลิวอวิ๋นชูคว้ามือของเฟิ่งสือจิ่นเอาไว้แล้วลากนางออกมาจากโต๊ะเรียนอย่างกะทันหัน “ตามข้ามา”
ทั้งสองยืนอยู่ในร่มไม้ใต้ต้นไหวขณะที่นักศึกษาจำนวนมากก็แอบมองมาทางนี้อย่างไม่ขาดสาย
เฟิ่งสือจิ่นมองหนุ่มหน้าตาดีเบื้องหน้า เขามีริมฝีปากสีแดงใบหน้าขาวเนียน ดวงตาเปล่งประกายงดงาม ทว่าบัดนี้คนตรงหน้ากลับมีสีหน้าเคร่งขรึมไม่เจอกันแค่ไม่กี่วัน แต่นางรู้สึกว่าหลิวอวิ๋นชูเปลี่ยนไปมากเหลือเกินอาจเป็เพราะเขาในตอนนี้ผ่านการแต่งงาน และกลายเป็ผู้ใหญ่อย่างแท้จริงแล้วกระมัง
นี่เป็เื่ที่น่ายินดีไม่น้อย... เฟิ่งสือจิ่นคิดเช่นนั้นแต่หัวใจกลับหนักอึ้งมากขึ้นเรื่อยๆ นางไม่ได้รู้สึกดีใจเลยสักนิด
เฟิ่งสือจิ่นเห็นอีกฝ่ายมองมาที่ตนตาไม่กะพริบ จึงอ้าปากถาม“เ้ามาทำอะ...”
นางอยากถามว่าหลิวอวิ๋นชูมาทำอะไรที่นี่? แต่ยังถามไม่จบประโยคก็ต้องหยุดลงก่อนอีกด้าน หลิวอวิ๋นชูไม่พูดไม่จาเลยสักคำ เขายกฝ่ามือขึ้นและเหวี่ยงแขนเสื้อสีเขียวผ่านหน้าเฟิ่งสือจิ่นไปโดยไม่ถามอะไรสักคำลมเย็นพัดผ่านใบหน้าของนางไปอย่างกะทันหัน ก่อนจะมีเสียงหนึ่งดังก้องขึ้น เพียะ! ฝ่ามือนั้นตบลงบนใบหน้าของเฟิ่งสือจิ่นอย่างจัง
นักศึกษาที่ดูเหตุการณ์อยู่สูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความใพวกเขาอึ้งตาค้างไปตามๆ กัน
ใครบ้างไม่รู้ว่าหลิวอวิ๋นชูกับเฟิ่งสือจิ่นสนิทสนมกันแค่ไหนพวกเขามักจะช่วยเหลือกัน และไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ
