“เมื่อครู่ได้ยินบ่าวไพร่กล่าวว่า หลายวันมานี้ท่านลุงไม่ได้กลับจวนหรือเ้าคะ?”
อวิ๋นซูสังเกตใบหน้าของฮูหยินรอง ท่าทางของนางเปลี่ยนไปดังคาด นางพยักหน้าเบาๆ ด้วยรู้ว่าไม่อาจปิดบังอวิ๋นซูได้ จึงเล่าเื่ทุกอย่างออกมาทั้งหมด
ความสัมพันธ์ของนายท่านรองและฮูหยินยอดเยี่ยมเป็อย่างมาก หลายปีมานี้อนุภรรยาภายในจวนล้วนเป็ฮูหยินจัดหามาให้ นายท่านรองจึงฝืนรับเอาไว้เพราะไม่อยากทำลายน้ำใจของนาง และไปค้างที่ห้องของพวกนางน้อยครั้ง ฮูหยินได้ให้กำเนิดลูกชายแก่นายท่านเพียงหนึ่งคน เื่นี้เป็เื่ที่ให้นางรู้สึกผิดอยู่ในใจมาโดยตลอด แต่นายท่านรองมักจะปลอบใจนางอยู่เสมอ และยินยอมให้นางเป็ผู้ทำพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษบ้านรองต่อไป สิ่งนี้ทำให้ในใจของนางซาบซึ้ง
เนิ่นนานผ่านไป นางก็ยอมรับความจริงที่ว่าตนเองไม่อาจให้กำเนิดทายาทได้อีก จึงตั้งใจอบรมสั่งสอนคุณชายซี และไม่จัดการเื่อนุภรรยาให้นายท่านรองอีก แต่ว่าก่อนหน้านี้ไม่นาน นายท่านรองกลับเมืองมาพร้อมกับสตรีที่มีที่มาไม่ชัดเจนผู้หนึ่ง กล่าวว่านางมีเืเนื้อเชื้อไขของตนอยู่ นี่ทำให้นางรู้สึกใราวกับถูกฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ นางคอยบอกกับตนเองไม่หยุดว่าจะต้องยอมรับเด็กคนนี้ จะต้องทำให้นายท่านรองยินดี แต่จะอย่างไรก็ไม่อาจปล่อยวางความรู้สึกขัดแย้งในใจได้
ท่าทางของนายท่านรองที่มีต่อสตรีผู้นั้นก็แปลกประหลาดเป็อย่างมาก ระยะนี้เขาไม่เคยไปห้องของสตรีผู้นั้นเลย ทำเพียงพูดเื่ของเด็กในท้องเป็บางครั้งบางคราว แต่เขาก็ไม่ได้อธิบายอะไรต่อนางมากนัก ราวกับว่าไม่เต็มใจให้นางทราบว่าเกิดเื่อะไรขึ้นกับเขาที่ด้านนอกกันแน่
ฮูหยินรองมีความรู้สึกไวและเฉียบแหลม นางถึงกับเห็นความรู้สึกผิดในสายตาของสามี จึงหยิบยกเื่ที่จะแต่งตั้งให้สตรีผู้นั้นเป็อนุภรรยาขึ้นมาอย่างใจกว้าง หลังจากลังเลอยู่นาน นายท่านรองก็ตอบตกลง แล้วตนเองก็หาข้ออ้างออกจากจวนไป จนถึงวันนี้ก็ยังไม่กลับมา เพียงให้คนส่งจดหมายกลับมาบอกให้ฮูหยินรองจัดเตรียมทุกอย่างเท่านั้น
ด้วยนิสัยของฮูหยินรองย่อมดูแลอนุภรรยาเป็อย่างดี แต่ไม่พบหน้านายท่านรองมานาน ในใจของนางจึงรู้สึกอดรนทนไม่ไหว นายท่านกำลังหลบสตรีผู้นั้นหรือหลบตนเองกันแน่?
อวิ๋นซูใคร่ครวญ ดูแล้วสิ่งที่ฮูหยินติดใจคือคำมั่นสัญญาที่นายท่านรองเคยให้ไว้ ในเมื่อเต็มใจให้นางเป็ผู้กระทำเื่เซ่นไหว้บรรพบุรุษ แต่วันนี้เหตุใดจู่ๆ จึงได้รับสตรีผู้หนึ่งมาจากข้างนอก ต่อให้เป็นางบำเรอก็ควรจะผ่านการไตร่ตรองของฮูหยินถึงจะถูก
เื่นี้นายท่านรองทำไม่ถูกจริงๆ
“ได้ยินว่าอนุสี่คนนี้ร่างกายอ่อนแอ มิสู้ให้ซูเอ๋อร์ไปดูเสียหน่อยเถิดเ้าค่ะ”
“...เช่นนั้นก็ดี นี่เป็เืเนื้อเชื้อไขของนายท่าน ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องให้นางคลอดออกมาอย่างปลอดภัย” ฮูหยินรองกำลังจะลุกขึ้นยืน แต่กลับถูกอวิ๋นซูจับแขนเอาไว้ “น้าสะใภ้พักผ่อนอยู่ที่นี่เถิดเ้าค่ะ ทั้งหมดให้ซูเอ๋อร์จัดการเอง”
ลวี่หลัวนำทางอยู่ข้างหน้า หันกลับมาพูดกับอวิ๋นซูเป็ระยะ
“บ่าวคิดว่าอนุสี่แปลกประหลาดมากเ้าค่ะ กินยาสงบครรภ์ไปมากถึงเพียงนั้น แต่ท่านหมอก็ยังบอกว่านางร่างกายอ่อนแอ ไม่รู้ว่าทำเพื่อเรียกร้องความเห็นใจจากนายท่านหรือไม่”
อวิ๋นซูมองสาวใช้ที่ออกหน้าเรียกร้องความยุติธรรมแทนเ้านายของตนผู้นี้แล้วแย้มยิ้มอย่างเรียบเฉย บริเวณรอบๆ เงียบสงบเป็อย่างมาก นับว่าฮูหยินรองเลือกเรือนที่ยอดเยี่ยมเรือนหนึ่งให้แก่อนุสี่เพื่อบำรุงครรภ์
ในมุมหนึ่ง เงาร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งพุ่งผ่านไปด้วยความเร็ว สายตาของอวิ๋นซูสั่นไหว ทว่าไม่ได้กล่าวออกไป
บริเวณซุ้มประตูโค้ง จากทิศทางของอวิ๋นซูสามารถมองเห็นสตรีที่กำลังนั่งอยู่ในศาลาได้พอดี ใบหน้าของนางผ่ายผอมซีดขาว ดูท่าทางอ่อนแอราวกับจะปลิวลม ราวกับดอกบัวป่วยเป็โรค มีความรู้สึกที่ทำให้ผู้คนทั้งสงสารและรักใคร่
ใบหน้าไม่นับว่างาม แต่กลับมีลักษณะที่สตรีควรมี
เสียงฝีเท้าดึงดูดความสนใจจากอนุสี่ นางเบนสายตาขึ้นมองไปยังสตรีแปลกหน้า
ลวี่หลัวตามหลังอวิ๋นซูมาด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์ “ท่านนี้คือคนหนูหกแห่งจวนชางหรงโหว หย่งจี๋เสี้ยนจู่เ้าค่ะ!” น้ำเสียงของนางราวกับกำลังจะบอกว่า เหตุใดจึงไม่ลุกขึ้นคารวะอีก?
สตรีผู้นั้นเงียบไป เนิ่นนานผ่านไปจึงค่อยๆ ลุกขึ้นยืน เมื่อกำลังจะค้อมกายคารวะ มือของอวิ๋นซูก็ยื่นออกไปจับชีพจรของนาง
“เ้าทำอะไร?!” ไม่คิดว่าสตรีผู้นี้จะชักมือกลับด้วยท่าทางรุนแรง มองนางด้วยใบหน้าหวาดระแวง
“บังอาจ! เสี้ยนจู่้าจับชีพจรให้ท่านด้วยตัวเอง เหตุใดจึงได้ไร้มารยาทเช่นนี้?” ลวี่หลัวไม่คิดว่าอนุสี่จะถึงกับไม่ไว้หน้าอวิ๋นซูเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม คนข้างกายกลับมองนางอย่างเรียบเฉย “ไม่เป็ไร ลวี่หลัว เ้าออกไปก่อน”
“...เ้าค่ะ เสี้ยนจู่”
จนกระทั่งลวี่หลัวจากไป สตรีผู้นั้นจึงเอ่ยปาก “สุขภาพของผู้น้อยไม่เป็อะไร ไม่จำเป็ต้องลำบากเสี้ยนจู่หรอกเ้าค่ะ”
น้ำเสียงของนางอ่อนโยน แต่สายตากลับเจือไปด้วยความแข็งกร้าว อวิ๋นซูเห็นว่านางอายุมากกว่าตนไม่เท่าไรนัก ยังนับว่าอายุน้อย “ในครรภ์ของอนุสี่คือเืเนื้อเชื้อไขของท่านลุงรอง หากอนุสี่ไม่ให้ยอมความร่วมมือ เกรงว่าท่านลุงรองคงเป็กังวลแล้ว”
เมื่อพูดถึงท่านลุงรอง สายตาของสตรีผู้นี้ก็อ่อนลงไม่น้อย
“น้าสะใภ้รองพยายามให้ท่านหมอมาดูแลอย่างเต็มความสามารถ หากอนุสี่คิดถึงเด็กในท้องจริงๆ ยิ่งควรจะดูแลสุขภาพของตนให้ดี”
เมื่อกล่าวถึงจุดนี้ ดูเหมือนว่านางจะไม่มีเหตุผลให้ปฏิเสธอีกต่อไป นางลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงค่อยๆ ยื่นมือออกมา อวิ๋นซูยิ้มบางๆ ส่งสายตาวางใจไปให้
เวลาเดินไปทุกชั่วขณะ อนุสี่ตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด นางแอบมองใบหน้าของอวิ๋นซูอยู่บ่อยๆ สตรีอายุน้อยผู้นี้ถึงกับเป็เสี้ยนจู่เชียวหรือ? อวิ๋นซูส่งสายตาให้นางพอดี นางจึงรีบเก็บซ่อนสายตาที่เจือไปด้วยความคับข้องใจของตน
“สุขภาพของอนุสี่ย่ำแย่ไปบ้างจริงๆ ข้าจะทิ้งเทียบยาไว้ให้ สั่งให้คนต้มให้กินวันละสองครั้ง ทานหลังอาหาร ผ่านไประยะหนึ่งค่อยดูว่าได้ผลหรือไม่”
“...ท่านรู้วิชาแพทย์หรือเ้าคะ?” น้ำเสียงของนางมีความกังวลอยู่
อวิ๋นซูพยักหน้าเบาๆ “พอรู้บ้างเล็กน้อย”
ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดอีกฝ่ายจึงถอนใจเบาๆ เก็บมือของตนกลับมา “ขอบพระคุณเ้าค่ะ”
อย่างไรก็ตาม อวิ๋นซูกลับไม่ได้มีความคิดที่จะยืนขึ้น แต่กลับมองสำรวจผู้ที่นั่งตรงข้ามอย่างโจ่งแจ้ง “ไม่ทราบว่าอนุสี่เป็คนจากพื้นที่ใดหรือเ้าคะ?”
อีกฝ่ายไม่ตอบ
“ไม่ทราบว่าอนุสี่พบกับท่านลุงรองของข้าอย่างไรเ้าคะ?”
อีกฝ่ายยังคงไม่ตอบ
ในตอนที่อวิ๋นซูกำลังคิดจะเอ่ยถามต่อไป นางกลับยกมืออีกมือหนึ่งขึ้นมา แสดงกำไลหยกสีเขียวบนข้อมือให้ได้เห็น “นี่คือสิ่งที่นายท่านมอบให้แก่ข้า”
“...” เมื่อมองดูสีของกำไลก็รู้ว่าไม่ได้เป็หยกชั้นดี แต่อนุสี่กลับทำราวกับว่าเป็ของล้ำค่าอย่างมาก ใช้มือลูบไม่หยุด ความรู้สึกที่ปรากฏในสายตาดูไม่คล้ายกับกำลังเสแสร้ง
ทันใดนั้น หินก้อนหนึ่งก็ตกลงมาจากฟ้า ถูกศีรษะของอนุสี่พอดี ทั้งสองใ
“ฮึ! ไสหัวออกไปจากเรือนกุหลาบเสีย! ไสหัวออกไป”
ไม่ทราบว่าเมื่อไรที่หลิ่วเฉิงซียืนอยู่ด้านหลังของพวกนางทั้งสอง สองมือของเขาเท้าเอว ใบหน้าโกรธเคือง
“คุณชายซี!” อวิ๋นซูรีบยืนขึ้น แต่เด็กคนนั้นก้มตัวลงเก็บหินขึ้นมาจากพื้นหญ้าอีกครั้งแล้วขว้างไปยังอนุสี่
“ไสหัวออกไป! เ้าคนชั่ว!”
ผู้ใดก็มิอาจหยุดเขาได้ อวิ๋นซูพลันหันกลับไป “อนุสี่ เข้าไปพักผ่อนในห้องก่อนเถิด!”
“พี่ซู อย่ามาขวางข้า!” ใบหน้าเล็กๆ ของหลิ่วเฉิงซีแดงก่ำ คิดจะเดินอ้อมอวิ๋นซูเข้าไปข้างในห้อง แต่กลับถูกนางคว้าแขนเล็กๆ ทั้งสองเอาไว้ “คุณชายซี! คุณชายซี! เฉิงซี!”
ทันใดนั้น น้ำเสียงเข้มงวดของอวิ๋นซูทำให้หลิ่วเฉิงซีชะงัก เขาเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าจนใจนั้นด้วยความตกตะลึง พริบตานั้น ความรู้สึกอยุติธรรมอันไร้ขอบเขตเอ่อล้นขึ้นในใจ น้ำตาไหลทะลักออกมาราวกับน้ำพุ “ฮือ...”
หลิวเฉิงซีสูงขึ้นไม่น้อย แต่ใบหน้ายังคงปรากฏความไร้เดียงสา ท่านแม่บอกกับเขาตลอดว่าลูกผู้ชายไม่หลั่งน้ำตาง่ายๆ ั้แ่ได้รับความลำบากจากการถูกหมาป่าล้อมทีู่เาด้านหลังในครั้งที่แล้ว เขาก็ไม่หลั่งน้ำตาออกมาง่ายๆ อีกแม้แต่หยดเดียว แต่ว่าตอนนี้ ความโกรธแค้นได้กลายเป็ความเศร้าโศก ไม่ใช่เพื่อตนเอง แต่เพื่อมารดาของเขา
“พี่ซู นางเป็คนเลว! นางทำให้ท่านแม่ต้องร้องไห้!” หลิ่วเฉิงซีโถมตัวเข้าสู่อ้อมอกของอวิ๋นซู ร่างกายของเขาสูงถึงไหล่ของอวิ๋นซูแล้ว ภาพนี้ทำให้คนมองรู้สึกกระอักกระอ่วน แต่อวิ๋นซูในตอนนี้กลับรู้สึกว่าผู้เยาว์คนนี้ก็แค่เด็กคนหนึ่งเท่านั้น จึงปล่อยให้เขากอดตนเองแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้นเสียงดัง
เงาร่างเล็กๆ ในมุมเมื่อครู่นี้ ก็คือหลิ่วเฉิงซีที่ซ่อนตัวอยู่
จูงมือเขาเดินไปยังภายในเรือนของฮูหยินรอง เขาจึงค่อยๆ หยุดเสียงร้องไห้ แต่กลับทำท่าทางแข็งกร้าวไม่ยอมรับความผิด
“เฉิงซี เ้ายิ่งโตก็ยิ่งเลอะเลือน!”
สายตาของฮูหยินสองเจือไปด้วยโทสะ ส่วนหลิ่วเฉิงซีกลับกวาดตามองไปทางอื่น อวิ๋นซูที่อยู่ข้างๆ สังเกตเห็นถึงอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของเขา เด็กน้อยที่เมื่อคู่โถมตัวเข้ามาร้องไห้ในอ้อมกอดของตน เหตุใดตอนนี้จึงได้เปลี่ยนไปมีท่าทางไม่สบอารมณ์เช่นนี้ได้
“น้าสะใภ้เ้าคะ คุณชายซียังอายุน้อยจึงไม่รู้ความเ้าค่ะ”
“เฉิงซี ในท้องของอนุสี่คือพี่น้องของเ้า เ้าจะทำนิสัยเช่นนี้ไม่ได้” ฮูหยินรองก้มตัวลงจับแขนของเขา
“ข้าไม่มีพี่น้อง!”
“เ้า!”
สายตาของฮูหยินสองพลันเปลี่ยนไป ยกมือขึ้นสูงทำท่าทางจะตีลงมา ไม่คิดว่าผู้เยาว์คนนี้จะถึงกับเชิดหน้าขึ้น ทำท่าทางราวกับยอมให้นางตีหรือดุด่า “หากไม่ใช่เพราะนาง ท่านพ่อคงกลับจวนมาแล้ว ท่านแม่ก็ไม่ต้องแอบร้องไห้ตอนกลางคืน! ข้าเกลียดนาง! เกลียดเด็กในท้องของนาง!”
“...เฉิงซี...” ในใจของฮูหยินรองสับสนยิ่งนัก นางรู้ว่าเฉิงซีกลายเป็เช่นนี้ทั้งหมดก็เพราะนาง แล้วนางจะกลั้นใจทิ้งฝ่ามือลงมาได้อย่างไร หากจะโทษก็ทำได้เพียงโทษตัวเอง หากไม่ได้แสดงท่าทางโศกเศร้าเช่นนั้นออกไป เฉิงซีจะสังเกตเห็นได้อย่างไร
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ฮูหยินรองจึงกอดเขาไว้ในอ้อมกอด “ไม่ เป็ความผิดของแม่เอง พ่อของเ้าไม่ยอมกลับจวนก็เพราะมีภาระต้องทำ ไม่นานก็กลับมาแล้ว”
ไหนเลยจะรู้ว่าหลิ่วเฉิงซีจะผลักฮูหยินรองออก “ข้าเกลียดท่านพ่อ! เกลียดท่านพ่อ!” เมื่อกล่าวประโยคนี้ทิ้งไว้ เขาก็หันกายวิ่งออกไปจากห้อง
นี่...เหตุใดเขาจึงพูดคำเนรคุณเช่นนี้ออกมาได้ เดิมทีฮูหยินรองคิดจะตามออกไป แต่เมื่อย้อนคิดอีกครั้ง ฝีเท้าของนางพลันรู้สึกหนักอึ้งจนไม่อาจขยับได้
อวิ๋นซูเดินเข้าไปประคองไหล่นางเบาๆ “น้าสะใภ้รองเ้าคะ คุณชายซีมีบ่าวไพร่ตามไป ไม่มีเื่อะไรหรอกเ้าค่ะ”
“ข้ารู้ เพียงแต่...”
“น้าสะใภ้รองไม่จำเป็ต้องตำหนิตัวเอง อารมณ์ของคุณชายซีกำลังพลุ่งพล่าน อายุเท่านี้จะต่อต้านบ้างก็เป็เื่ปกติ สิ่งที่เขาโยนออกไปเป็เพียงเพียงก้อนหินเล็กๆ เท่านั้น ไม่สามารถทำร้ายคนได้เ้าค่ะ” บางที เขาคงมาเพื่อระบายความไม่พอใจของตนเท่านั้น และหวังว่าจะสามารถทำให้อนุสี่ใจนหนีไปได้
อวิ๋นซูคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “น้าสะใภ้รอง ทราบหรือไม่ว่าอนุสี่มาจากที่ใด?”
ฮูหยินรองคาดเดาได้นานแล้วว่าอวิ๋นซูจะถามเช่นนี้ นางส่ายศีรษะเบาๆ “นายท่านไม่ได้กล่าวอะไรกับข้า ข้าสั่งให้คนไปตรวจสอบก็ไม่พบสิ่งใด ทุกครั้งที่พูดคุยกับนาง นางก็จะตอบไม่ตรงคำถาม”
นี่ทำให้นางกังวลใจ บุคคลที่มีที่มาไม่ชัดเจนเช่นนี้ จะให้อยู่ในเรือนได้จริงๆ หรือ?
