เขาพูดจาอ่อนโยน การกระทำสง่างามมีมารยาท แถมยังเป็คนละเอียดอ่อนรู้ใจไปเสียทุกเื่ จึงเป็เื่ยากที่ซูเหลียนหรูจะไม่รู้สึกดีไปกับเขานางไม่อยากปิดบังตัวตนที่แท้จริง จึงพูดขึ้น “ส่งข้าไปถึงประตูวังก็พอ”
หลานเยว่ไม่มีท่าทีใเลยสักนิด เขาเปิดม่านออกแล้วสั่งให้ขับรถม้าไปที่ประตูวังอย่างราบเรียบ ราวกับไม่รู้สึกใหรือให้ความสนใจกับฐานะของซูเหลียนหรูเลยด้วยซ้ำ
ซูเหลียนหรูถามอย่างอดไม่ได้ “เ้าไม่สงสัยหรือว่าข้าเป็ใคร?”
หลานเยว่ตอบ “โรงดนตรีหลานเยว่เป็โรงดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงจึงมีราคาแพงกว่าที่อื่นไม่น้อย โรงดนตรีมีลูกค้ามากหน้าหลายตามีทั้งชนชั้นสูงในเมืองหลวงและเศรษฐีจากต่างแดน หากต้องจดจำฐานะของลูกค้าทุกคนย่อมไม่มีทางจำได้อยู่แล้ว อีกอย่าง การไม่รู้อะไรเลย ถือเป็ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว”
ซูเหลียนหรูสบถเสียงในลำคอเบาๆ นางไม่ได้พูดอะไรต่อยังไม่เคยมีผู้ชายคนไหนใกล้ชิดกับนางขนาดนี้มาก่อน มีกลิ่นหอมอ่อนๆอันเป็เอกลักษณ์ของบุรุษแฝงเข้ามาในลมหายใจของนางน่าแปลกที่นางไม่ได้รู้สึกเกลียดกลิ่นนี้แต่อย่างใด ที่ผ่านมา นางไม่เห็นบุตรชายของขุนนางทั้งหลายอยู่ในสายตาด้วยซ้ำแต่บัดนี้กลับแอบมองหลานเยว่ด้วยหางตาตลอดทาง คงเป็เพราะความหยิ่งทะนงที่มีทำให้ซูเหลียนหรูไม่พอใจเป็อย่างมากที่อีกฝ่ายมองว่านางเป็แค่ลูกค้าธรรมดาๆคนหนึ่ง
รถม้าเคลื่อนไปหยุดอยู่ในจุดที่ไม่ห่างจากประตูวัง ซูเหลียนหรูะโลงจากรถม้าจากนั้นก็หันหน้าไปมองหลานเยว่แวบหนึ่ง นางคิดในใจ... เขาไม่อยากรู้ว่านางเป็ใครแต่นางจะทำให้เขารู้ และจดจำให้ขึ้นใจเลยว่านางมีฐานะอย่างไร
ั้แ่นั้นเป็ต้นมา ซูเหลียนหรูก็คล้ายกับคนที่เสพติดเมื่อเลิกเรียนและมีเวลาว่าง นางก็จะเดินทางไปที่โรงดนตรีหลานเยว่ทันทีเพื่อไม่ให้หลานเยว่ต้อนรับลูกค้าคนอื่นนางยังทุ่มเงินซื้อเวลาของหลานเยว่เอาไว้ตลอดทั้งวันทั้งคืน เมื่อเป็เช่นนี้ไม่ว่านางไปถึงเวลาใด หลานเยว่ก็มีเวลาว่างมาพบนางได้ทั้งนั้นอีกทั้งยังบรรเลงเพลงให้นางฟังแค่คนเดียวอีกด้วย
นางได้รับคำปลอบใจและคำปรึกษาจนค่อยๆ ปลงได้แล้วอารมณ์จึงกลับมาเป็ปกติอีกครั้งอย่างไรเสียก็เหลือเวลาอีกเกือบเดือนกว่าการสอบจอหงวนจะเริ่มขึ้นมาเครียดตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี รอให้ถึงเวลาแล้วค่อยว่ากันอีกทีดีกว่าแต่ไม่ว่าจะเป็ตายร้ายดีอย่างไรนางก็ไม่มีทางแต่งงานเพื่อสานสัมพันธ์กับแคว้นเป่ยหรงเด็ดขาด หากต้องแต่งงานนางจะแต่งกับคนที่นางเลือกเองเท่านั้น
วันนี้ก็เป็เช่นเคย หลังเลิกเรียน ซูเหลียนหรูไล่หญิงรับใช้ออกไปจนหมดและเตรียมจะไปที่โรงดนตรีเหมือนทุกวันคิดไม่ถึงว่าใครคนหนึ่งจะมาดักรอนางอยู่ที่หน้าวิทยาลัยหลวงเช่นนี้
เมื่อเฟิ่งสือจาวถือพัดลงมาจากเกี้ยวซูเหลียนหรูถึงเพิ่งตระหนักได้ว่าตนไม่ได้เจอนางมาระยะหนึ่งแล้วทันทีที่เห็นซูเหลียนหรู เฟิ่งสือจาวก็มีสีหน้าดีอกดีใจเป็อย่างมากนางรีบเข้ามาโค้งคำนับซูเหลียนหรู “ถวายบังคมองค์หญิง ไม่ได้เจอกันนานไม่ทราบว่าองค์หญิงหายจากการประชวรแล้วหรือยัง? ก่อนหน้านี้องค์หญิงไม่ยอมพบหน้าข้า ข้าจนปัญญา จึงต้องมารออยู่หน้าวิทยาลัยหลวงเช่นนี้องค์หญิงหลบหน้าข้าเพราะโกรธอะไรข้าหรือไม่?”
ซูเหลียนหรูนึกถึงคำพูดของซูจื่อฉิน จนถึงตอนนี้นางยังรู้สึกสงสัยเฟิ่งสือจาวอยู่เล็กน้อย จึงพูดขึ้น“แล้วเ้าคิดว่าทำไมข้าถึงโกรธเ้าล่ะ?”
เฟิ่งสือจาวชะงักลงเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มพูดด้วยเสียงอ่อนโยน“เื่เมื่อคราวก่อน เป็ความผิดของข้าเองที่ทำพลาดก็ถูกแล้วที่องค์หญิงจะโทษข้าเช่นนี้ เพียงแต่ข้าก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าเื่จะกลายเป็แบบนี้ หากไม่ใช่เพราะ...หากไม่ใช่เพราะองค์ชายสองพาทหารไปจับโจร เฟิ่งสือจิ่นกับหลิวอวิ๋นชูจะได้กลับมาเรียนในวิทยาลัยหลวงหรือ”พูดจบก็จ้องเข้าไปในวิทยาลัยหลวงอย่างอาฆาตแค้น
ในขณะเดียวกันหลิวอวิ๋นชูกับเฟิ่งสือจิ่นกำลังเดินออกมาจากประตูวิทยาลัยอย่างเอื่อยเฉื่อยทันทีที่ออกมา หลิวอวิ๋นชูก็วิ่งวนไปทั่ว และสูดจมูกฟุดฟิดเหมือนกับสุนัขเขาดึงรั้งเฟิ่งสือจิ่นเอาไว้ด้วยสีหน้าจริงจัง “รอก่อนข้ารับรู้ได้ถึงรังสีสังหาร”
เฟิ่งสือจิ่นหันไปเห็นเฟิ่งสือจาวกับซูเหลียนหรูที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้พอดีไม่รู้ว่าสองคนนั้นกำลังวางแผนอะไรกันอีกสายตาของนางกับเฟิ่งสือจาวประสานเข้าด้วยกัน เฟิ่งสือจิ่นพูดด้วยสีหน้าราบเรียบ“นอกจากรังสีสังหาร ยังมีอย่างอื่นอีกไหม?”
หลิวอวิ๋นชูสูดดมอีกครู่หนึ่ง จากนั้นจึงพูดขึ้น“ยังมีกลิ่นเหม็นเน่าน่าขยะแขยงด้วย”
ซูเหลียนหรูมองตามสายตาของเฟิ่งสือจาวจึงมองเห็นเฟิ่งสือจิ่นกับหลิวอวิ๋นชูเช่นกัน หลิวอวิ๋นชูแสดงสีหน้ากระจ่างแจ้ง“ว่าแล้วเชียวว่าทำไมในอากาศถึงมีกลิ่นอายของแผนชั่วลอยคลุ้งอยู่ที่แท้สองคนนั้นก็ประชุมลับกันอีกแล้วนี่เอง”
เฟิ่งสือจิ่นดึงหลิวอวิ๋นชูเดินไปอีกทางหลิวอวิ๋นชูไม่อยากจากไปเพียงเท่านี้ จึงดิ้นขัดขืนพลางพูดขึ้น “จะไปกลัวทำไมปกติพวกเราก็เดินกลับทางนั้นอยู่แล้ว ทำไมวันนี้ต้องเดินอ้อมไปทางอื่นด้วยสองคนนั้นมาเจอกันทีไรก็มีเื่ร้ายเกิดขึ้นทุกที เฟิ่งสือจิ่นเ้ากลัวพวกนางหรือไง?” เฟิ่งสือจิ่นไม่ได้ตอบอะไรนางดึงหลิวอวิ๋นชูไปข้างหน้าเรื่อยๆ หลิวอวิ๋นชูจึงต่อว่าในความไม่เอาไหนของนาง“เ้าขี้ขลาดเกินไปแล้ว เอาความกล้าตอนที่สู้กับโจรพวกนั้นมาใช้หน่อยไม่ได้หรือไง?ทำไมต้องไปกลัวพวกนางด้วย!”
เฟิ่งสือจิ่นชะงักฝีเท้าลง นางหันไปมองหลิวอวิ๋นชูอย่างไม่ละสายตา“หากยังอยากมีชีวิตอยู่อย่างสงบสุขละก็ หุบปากเดี๋ยวนี้เลย!”
หลิวอวิ๋นชูมองเขม่นนางหลายครั้ง แต่ในที่สุดก็ยอมปิดปากลงจนได้
ซูเหลียนหรูกับเฟิ่งสือจาวมองตามแผ่นหลังของทั้งสองจนพวกเขาเดินออกไปไกลลับตาเฟิ่งสือจิ่นที่เดินนำอยู่ข้างหน้าพูดกับหลิวอวิ๋นชู“ไม่ว่าเ้าจะไม่ชอบหน้าพวกนางแค่ไหน วันหลัง ถ้าเจอพวกนางอีกพยายามอยู่ให้ห่างจากพวกนางเข้าไว้”
“ทำไมล่ะ?”
“ไม่ทำไม เอาเป็ว่า ข้าพูดเพราะหวังดีกับเ้าก็แล้วกัน”
ซูเหลียนหรูหลุดออกจากภวังค์ นางพูดต่อบทสนทนาเมื่อครู่ “เ้าหมายความว่าพี่รองของข้ายุ่งไม่เข้าเื่เองใช่หรือไม่ ข้าก็อยากจะถามเ้าเหมือนกันเ้าเกลียดเฟิ่งสือจิ่น และอยากจะเล่นงานหลิวอวิ๋นชูขนาดนั้นทำไมไม่ไปติดต่อกับโจรพวกนั้นเอง แต่ปล่อยให้ข้าเป็คนทำแทนล่ะ? วันนั้น ที่เ้าสาธยายยาวเหยียดให้ข้าฟังก็เพราะอยากให้ข้ากำจัดหลิวอวิ๋นชูแทนเ้าเท่านั้นสินะ?”
เฟิ่งสือจาวชะงักลงชั่วครู่ เพียงไม่นานสายตากดดันของซูเหลียนหรูก็ทำให้นางขอบตาแดงขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ซูเหลียนหรูถาม “เ้าจะร้องไห้ทำไม ข้ารังแกอะไรเ้าหรือไง?”
เฟิ่งสือจาวใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดหางตาเบาๆ “ที่แท้ องค์หญิงเห็นสือจาวเป็คนเช่นนี้นั่นเองที่องค์หญิงหลบหน้าข้าก็คงเป็เพราะเื่นี้ด้วยใช่หรือไม่? จริงอยู่ที่ข้าเป็คนหาทางให้องค์หญิงกับคนพวกนั้นติดต่อกันแต่ข้าทำไปเพราะอยากแก้แค้นแทนองค์หญิงเท่านั้นข้ากับท่านชายหลิวไม่เคยมีความแค้นต่อกัน ทำไมข้าต้องหลอกใช้องค์หญิงเพื่อกำจัดเขาด้วย?หากไม่ใช่เพราะองค์หญิงโกรธแค้นเขาข้าก็คงไม่วางแผนแบบนั้นขึ้นมาหรอก แต่ก็เอาเถอะ ในเมื่อองค์หญิงคิดเช่นนั้นถือว่าสือจาวคิดผิดไปเองว่าเราเป็เพื่อนกัน พูดกันให้รู้เื่ไปเลยก็ดีข้าจะได้ไม่ต้องมานั่งกลุ้มและเป็ห่วงองค์หญิงอีก สือจาวไม่รบกวนองค์หญิงแล้วข้าขอตัวลา”
“รอก่อน”ซูเหลียนหรูเห็นนางร้องห่มร้องไห้ด้วยท่าทางเศร้าเสียใจเช่นนี้ก็อดใจอ่อนไม่ได้จึงเรียกอีกฝ่ายเอาไว้ สิ่งที่เฟิ่งสือจาวพูดมาก็มีเหตุผลไม่น้อยคนที่มีความแค้นกับหลิวอวิ๋นชูไม่ใช่เฟิ่งสือจาว แต่เป็นางเองต่างหากคนที่อยากจะกำจัดหลิวอวิ๋นชูก็คือนางอีกเช่นกัน เฟิ่งสือจาวเพียงคิดแผนให้นางเท่านั้นในที่สุดซูเหลียนหรูก็ปล่อยวางความสงสัยในใจลงนางเชื่อว่าเฟิ่งสือจาวไม่ใช่คนเ้าเล่ห์อะไร “เื่นี้ในเมื่อผ่านไปแล้วก็ปล่อยให้มันผ่านไปเถอะ อย่าไปใส่ใจเลยถือว่าข้าคิดมากไปเองก็แล้วกัน แต่ถ้าเ้ากล้าหลอกใช้ข้าจริงๆ ละก็อย่าหาว่าข้าใจร้ายเลย ที่จะตัดขาดกับเ้าไปตลอดชีวิต”
