ฉินหยีหนิง ล่าวไท่จุนและซุนซื่อ ทั้งสามคนกำลังนั่งรถม้าไปยังประตูทางทิศตะวันออกเพื่อเปลี่ยนรถม้าอีกคันหนึ่ง
ฉินหยีหนิงยังคงปิดหน้าและร้องไห้ฮือๆ ปากพร่ำพูดประโยคที่ว่า “ข้าไม่อยากจะแต่งงานกับชายบ้าตัณหา ถ้าให้คนนี้แต่งงานกับข้า ข้าจะแขวนคอ ะโแม่น้ำ...” ถึงแม้ว่าเสียงนั้นไม่ได้ดังมาก แต่ว่าขันทีที่นั่งรถม้าติดตามอยู่ข้างหลังนั้นได้ยินอย่างชัดเจนแน่นอน
ล่าวไท่จุนเหมือนได้เข้าฌานไม่พูดอะไรเลยสักคำ
ซุนซื่อเกลียดชังจนอยากจะปิดปากฉินหยีหนิง นางดุด่าเด็กสาวในใจไปแล้วหลายพันครั้ง อึดใจก่อนอยู่ต่อหน้าฮ่องเต้บุตรีก็เป็แบบนี้ ออกมาแล้วก็ยังเป็เช่นนี้อีก อยากจะสั่งสอนสักสองสามประโยค แต่เนื่องจากยามนั้นยังอยู่ในวังและนอกรถม้ายังมีขันทีติดตามมาด้วย จึงไม่สามารถทำอะไรได้เลย
ครั้นมาถึงหน้าประตูพระราชวัง ทั้งสามได้เปลี่ยนมานั่งรถม้าที่หรูหราและกว้างใหญ่แทน มีบ่าวรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ของตระกูลฉินเป็คนบังคับม้า และได้ขับรถม้าออกจากวังหลวง ตอนนั้นในที่สุดฉินหยีหนิงก็หยุด ‘ร้องไห้’
ซุนซื่อทนไม่ไหวแล้ว จึงะเิออกมาพร้อมกล่าวตำหนิ “เ้ากีบป่าตายไม่รู้เื่รู้ราว ในจวนเ้าเป็ซุนอู่คง ให้ไม้เท้าเ้าก็สามารถล้มล้างบ้านได้ เหตุใดคนข้างนอกพูดกับเ้าเพียงไม่กี่คำ เ้าก็กล้าร้องไห้ต่อหน้าฮ่องเต้เสียล่ะ ถ้าเกิดฮ่องเต้กับหวงโฮ่วลงโทษขึ้นมา พวกเรา ณ ที่นี้จะมีใครรับได้? เ้าอยากทำร้ายครอบครัวของเราหรือว่าอย่างไร”
ฉินหยีหนิงรีบฉีกยิ้มและกอดแขนของซุนซื่อเพื่อให้นางนั่งลง นางอธิบายด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านแม่ อย่าเป็กังวลเลย ท่านฟังลูกอธิบายก่อนนะเ้าคะ”
“เ้าอธิบายเหลวไหลอะไรกันเล่า ร้องไห้ก็ร้องแล้ว ถ้าฮ่องเต้จะลงโทษขึ้นมาล่ะ ตอนนี้ก็คงจะเกลียดแล้วล่ะ เ้าอธิบายแล้วได้อะไรขึ้นมาหรือ ข้าว่าท่านพ่อของเ้าไม่น่าตามหาเ้าและพาเ้ากลับมาที่บ้านเลย แต่เดิมที่บ้านสงบสุขอยู่แล้ว แต่เมื่อเ้ากลับเข้ามามันก็ยุ่งเหยิงวุ่นวายไปหมด!”
ฉินหยีหนิงยังคงหัวเราะ เพียงแต่รอยยิ้มในดวงตาของนางค่อยๆ จางหายไป
แม้ว่านางเข้าใจในอารมณ์ของซุนซื่อ ทั้งเต็มใจที่จะไม่คิดมากด้วย แต่กลับมักจะได้รับาเ็จากคำพูดหนึ่งประโยคของผู้ให้กำเนิดบ่อยๆ
เพียงแต่ว่า ซุนซื่อเป็มารดาของนาง หากนางไม่ปกป้องหรือจะให้นางโดนแม่สามีตำหนิต่อหน้าหรือ?
ฉินหยีหนิงฉีกปากตนเองกว้างมากกว่าเดิมและเอ่ยขึ้น “ท่านแม่อย่าโกรธเลย ท่านฟังที่ข้าจะพูดนะเ้าคะ เมื่อสักครู่นี้ข้าจงใจร้องไห้เ้าค่ะ แต่เดิมข้าถูกชายบ้าตัณหาผู้นั้นหยอกล้อแตะตัว ถ้าหากตอนนั้นข้าไม่ฉวยโอกาสร้องไห้เสียก่อน เกรงว่าฮ่องเต้จะต้องออกราชโองการให้ข้าแต่งงานกับคนในครอบครัวฉาวแล้วเ้าค่ะ”
ซุนซื่ออึ้งอยู่ครู่หนึ่ง พร้อมกับความโกรธของนางค่อยๆ ลดลง
นางเพียงแต่โกรธที่ฉินหยีหนิงร้องไห้ต่อหน้าฮ่องเต้ ทว่าไม่อยากให้ฉินหยีหนิงแต่งงานกับชายบ้าตัณหาคนนั้นเช่นกัน
เมื่อมาคิดๆ ให้ดีแล้ว นางตำหนิลูกสาวเช่นนี้ก็ไม่มีเหตุผลเสียเลย หรือว่าจะให้ฉินหยีหนิงไม่ร้องไห้โวยวายและรอให้ฮ่องเต้ออกราชโองการให้แต่งงานหรือ?
คิดได้ดังนั้น นางจึงทำตัวไม่ถูก ทำได้เพียงแสร้งไอออกมาสองครั้ง ทว่าล่าวไท่จุนมีสีหน้าไม่พอใจ ส่งสายตาเอือมระอามาให้
ฉินหยีหนิงสาธยายอีกว่า “ไม่ใช่ว่าข้าเื่มากในเื่การแต่งงาน เพียงแต่ว่าตอนนี้ข้ายังไม่รู้ความ้าของท่านพ่อ จะยอมรับมั่วซั่วได้อย่างไรเล่าเ้าคะ?”
ใจของฉินหยีหนิงนั้นราวกับล่วงรู้ทุกสิ่ง การแต่งงานของนางจะต้องเป็การแต่งงานเพื่อสานสัมพันธ์ ซึ่งการแต่งงานเพื่อสานสัมพันธ์นี้ แน่นอนว่าจะต้องให้ผลประโยชน์แก่ฉินหวยหยวน ตอนที่นางตอบรับจะกลับมายังบ้านฉิน นางคิดเื่ดังกล่าวได้ั้แ่แรกอยู่แล้ว
การแต่งงานของผู้หญิงบนโลกนี้ มีใครบ้างที่ไม่ใช่พ่อแม่เป็ผู้จับคู่ให้ ท่านพ่อจะต้องเลือกคนที่มีประโยชน์ต่อการงานของท่านพ่อ เพื่อให้การแต่งงานนั้นเป็การสานสัมพันธ์เป็แน่ แต่สำหรับนางแล้ว มันย่อมไม่มีอะไรแตกต่าง เพราะไม่ว่าจะแต่งงานกับผู้ใดย่อมเหมือนกันทั้งสิ้น
หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจวบจนถึงตอนนั้น ในที่สุดซุนซื่อก็เข้าใจโดยแจ่มแจ้ง ไม่คิดเลยว่าในขณะที่นางกังวลเพียงเื่เดียว ทว่าฉินหยีหนิงกลับไตร่ตรองได้มากมาย
ไม่แปลกใจเลยที่ท่านแม่บอกว่าฉินหยีหนิงเป็คนเห็นอะไรแล้วรู้แจ้ง ถ้าจะให้นางถามความคิดเห็นจากฉินหยีหนิงหรือ คิดๆ ดูแล้ว ครั้งก่อนนางก็เชื่อฟังฉินหยีหนิง อ่อนข้อขอโทษล่าวไท่จุน นอกจากฉินหวยหยวนไม่ได้ตำหนินางแล้ว ยังมีความรักใคร่ปรองดองขึ้นมาอีกด้วย ครั้งนี้ตอนที่อยู่เบื้องหน้าฮ่องเต้ ฉินหยีหนิงก็สามารถพลิกแพลงสถานการณ์ด้วยไหวพริบปฏิภาณ
ซุนซื่อยิ้มอย่างพอใจ นางแตะไปที่หน้าผากของฉินหยีหนิงเล็กน้อย ทว่าเมื่อสักครู่นางดุด่าฉินหยีหนิงค่อนข้างแรงไปหน่อย นั่นย่อมทำให้นางรู้สึกละอายใจ เพียงแต่คิดว่าคนเป็แม่ ไม่มีเหตุผลที่จะต้องขอโทษลูกสาว
“เมื่อวานนี้ท่านลุงของเ้าให้คนส่งของมาให้ท่านยาย มีขนสุนัขจิ้งจอกสีขาวสองผืน ท่านยายของเ้าให้คนส่งมาให้ บอกว่าให้พวกเ้าตัดเย็บแล้วใช้มันเป็ประดับปลอกคอ กลับไปข้าจะบอกฉ่ายจู๋วให้ไปส่งให้เ้านะ”
ฉินหยีหนิงรู้ว่าที่ซุนซื่อพูดออกมาเช่นนั้น เท่ากับว่านางกำลังยอมอ่อนข้อขอคืนดีแล้ว นางย่อมไม่คิดมากเกี่ยวกับคำพูดหลายประโยคก่อนหน้าของมารดา และไม่ได้คิดมาก ถ้าขนสุนัขจิ้งจอกนั้นไม่ได้ให้นางเพียงแค่คนเดียว นางยิ้มออกมาด้วยความดีใจ “ขอบพระคุณท่านแม่ ขอบพระคุณท่านยายเ้าค่ะ”
ซุนซื่อเห็นฉินหยีหนิงยิ้มกว้างออกมาเหมือนทุกๆ ครั้ง นางเห็นแล้วก็รู้สึกชื่นชอบเช่นกัน
หลายวันมานี้ ล่าวไท่จุนเห็นทั้งสองคนเป็เช่นนั้นจนเคยชินและรู้สึกเป็ปกติไปเสียแล้ว เพียงแต่ว่าในใจของนางกลับรู้สึกรักและเอ็นดูฉินหยีหนิงมากยิ่งขึ้น
มีคำพูดหลายประโยคที่อยากจะตำหนิซุนซื่อ แต่เมื่อเห็นฉินหยีหนิงยิ้มอย่างมีความสุข จับมือซุนซื่อไว้ รวมทั้งบรรยากาศก็ดีมากด้วย ปากของล่าวไท่จุนจึงเปิดออกมาไม่ได้
รถม้าเคลื่อนที่ไปจนถึงจวนฉิน เมื่อเข้ามาจอดอยู่ที่หน้าประตูจวนก็มีเสี่ยวซือหลายคนเดินเข้ามาต้อนรับ
คนสนิทของฉินหวยหยวนที่ชื่อว่าฉี่ไท่นั้นก็เข้ามาคำนับด้วย เขาเอ่ยว่า “ล่าวไท่จุน ฮูหยินใหญ่ คุณหนูสี่กลับมาแล้ว ไท่ซือแหย่กำลังคิดถึงพวกท่านอยู่พอดี จึงมีคำสั่งให้บ่าวมารอพวกท่านที่นี่ บ่าวจะไปรายงานไท่ซือตอนนี้เลยขอรับ”
ล่าวไท่จุนจับมือของฉินหยีหนิงและซุนซื่อลงมาจากรถม้า นางพูดด้วยรอยยิ้ม “บอกให้นายท่านของเ้าไปพูดคุยที่เรือนสื่อเซี่ยว บอกว่าข้ามีเื่ด่วนจะคุยกับเขา”
ฉี่ไท่โค้งตอบรับ พร้อมดูแลล่าวไท่จุน ซุนซื่อและฉินหยีหนิงขึ้นเกี้ยว จากนั้นเขาเดินไปที่ห้องหนังสือเพื่อรายงาน
คนกลุ่มหนึ่งกลับไปเรือนสื่อเซี่ยว หลังจากได้ถอดเสื้อคลุมรวมถึงนั่งลงดื่มน้ำชา ก็เห็นฉินหวยหยวนเดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ ฉินหยีหนิงกับซุนซื่อต่างรีบลุกขึ้นยืน
ฉินหวยหยวนโบกมือ เขามองสีหน้าของทั้งสามคน ครั้นเห็นว่าไม่มีอะไรผิดแปลกไปจากเดิม จึงมีความสบายใจอยู่เล็กน้อย
ฉินหยีหนิงคิดว่าล่าวไท่จุนจะต้องปรึกษากับฉินหวยหยวนเื่ที่เข้าวังหลวงไปในวันนี้อย่างแน่นอน จึงกอดแขนซุนซื่อพร้อมเอ่ยชวน “ท่านบอกว่ามีหนังสุนัขจิ้งจอกจะให้ข้าไม่ใช่หรือ? ข้าก็อยากจะกินถั่วเม็ดสนดอกหอมหมื่นลี้อบน้ำตาลฝีมือแม่นมจินแล้วเ้าค่ะ ตอนนี้ข้าจะตามท่านแม่ไปที่เรือนซิ่งหนิง รออีกสักพักจะให้คนเอากล่องขนมไปให้ด้วยนะเ้าคะ พวกเราทานอาหารกลางวันด้วยกันดีหรือไม่เ้าคะ”
คำถามของฉินหยีหนิงที่ว่า ‘ดีหรือไม่เ้าคะ’ นั้น นางช่างใช้น้ำเสียงได้อ่อนนุ่มละมุนอย่างมาก ฟังแล้วยากต่อการปฏิเสธ
แน่นอนว่าซุนซื่อชื่นชอบที่จะให้ลูกสาวใกล้ชิดกับตน และอยากทดแทนที่นางพลาดพลั้งไปดุด่าฉินหยีหนิงเมื่อสักครู่ด้วย นางจึงพยักหน้าแย้มยิ้ม จากนั้นก็หันไปหาล่าวไท่จุนและฉินหวยหยวนเพื่อคำนับ “พวกเราขอตัวก่อนนะเ้าคะ”
ล่าวไท่จุนยิ้มออกมาอย่างมีความสุขพลางพยักหน้าตอบรับ
หลังมองดูบ่าวดูแลซุนซื่อกับฉินหยีหนิง กระทั่งทั้งสองสวมเสื้อคลุมและก้าวเท้าพ้นประตูออกไป สีหน้าของล่าวไท่จุนเคร่งขรึมในทันที จากนั้นนางบอกเล่าแก่ฉินหวยหยวนว่า “ยังดีที่วันนี้หยีเจี่ยร์พลิกแพลงสถานการณ์ได้อย่างมีไหวพริบ มิเช่นนั้นเื่จะแปรเปลี่ยนไปอย่างไม่คาดฝันเป็แน่”
ฉินหวยหยวนนั่งข้างๆ ล่าวไท่จุน เขาขมวดคิ้วฉับพลัน “เกิดเื่อะไรขึ้นหรือขอรับ?”
ล่าวไท่จุนได้สาธยายเื่ที่เกิดตอนเข้าไปในวังหลวง ทุกคนมีท่าทีเป็เช่นไร พวกเขาได้พูดอะไรไว้บ้าง นางได้อธิบายให้ฉินหวยหยวนฟังอย่างละเอียดถี่ถ้วน
สุดท้ายก็เอ่ยขึ้น “หากไม่ใช่เพราะหยีเจี่ยร์ร้องไห้โวยวายบอกว่าจะบวชเป็ภิกษุณีหรืออยากจะไปแขวนคอด้วยละก็ เกรงว่าฮ่องเต้กับหวงโฮ่วคงจะตัดสินใจให้แต่งงานเป็แน่ ข้าว่าครอบครัวฉาวไม่ยอมอยู่สงบอย่างแน่นอน อีกอย่างข้ารู้สึกว่าเื่นี้ยังไม่จบลงอีก เห็นได้ชัดว่าหวงโฮ่วเกลียดชังครอบครัวของเรา จะเอาหยีเจี่ยร์ไปบดสับชัดๆ เลย”
ฉินหวยหยวนเอ่ยขึ้น “เื่นี้ข้าเข้าใจแล้วขอรับ ฮ่องเต้หลงใหลในตัวหวงโฮ่วเพียงคนเดียว หวงโฮ่วชี้นกเป็นก ชี้ไม้เป็ไม้ก็เคยมีอยู่ เพียงแต่ว่าเหตุใดฮ่องเต้ถึงได้แสดงท่าทีออกมาเช่นนี้...”
เขาถูนิ้วบนโต๊ะราบเรียบ นิ่งคิดไตร่ตรองสักครู่หนึ่งก็เข้าใจแล้ว “เกรงว่าคงเป็เพราะข้าเป็ไท่ซือขององค์ชายรัชทายาท” แต่เหตุใดฮ่องเต้ถึงได้ตัดสินใจอย่างกะทันหันเช่นนี้? เป็เพราะวางแผนมาเนิ่นนานแล้วหรือว่าเป็ความคิดในระยะสั้น?
“เอ๋?” ล่าวไท่จุนไม่รู้เื่เกี่ยวกับราชสำนักมากนัก ดังนั้นนางย่อมต้องเอ่ยถาม “เ้าเป็ไท่ซือขององค์ชายรัชทายาทแล้วเป็อย่างไร ไม่ดีหรือ? มันคุ้มค่าที่ฮ่องเต้จะใช้วิธีนี้หรือ?”
ในใจของฉินหวยหยวนเข้าใจเื่ทั้งหมด แต่ไม่ยอมพูดเื่วุ่นวายต่างๆ ให้ล่าวไท่จุนฟัง เพราะเกรงว่านางจะวิตกกังวลอีก ถ้าเกิดนางกังวลจนแน่นหน้าอกเจ็บป่วยขึ้นมาจะไม่ดี จึงยิ้มและทำตัวสบายๆ จากนั้นก็ยกน้ำชาหนึ่งถ้วยมาให้ล่าวไท่จุน
“ท่านแม่ อย่าได้คิดมากเลยขอรับ เื่เหล่านี้ข้าเข้าใจสถานการณ์ที่แท้จริงแล้ว สามารถจัดการให้ดีได้ ท่านช่วยลูกดูแลเพียงเื่ในบ้าน ก็ทำให้ลูกซาบซึ้งมากแล้วขอรับ”
ล่าวไท่จุนยิ้มออกมา “เ้าเด็กคนนี้นี่ เป็คนในครอบครัวเดียวกันพูดเกรงใจเยี่ยงนี้ได้อย่างไรกัน” นางถูกดึงดูดความสนใจจริงๆ ด้วย ต่อมา นางพูดคุยกับฉินหวยหยวนเกี่ยวกับการเตรียมการสำหรับปีใหม่ที่จะมาถึง
ฉินหวยหยวนรับฟังล่าวไท่จุนพูดอย่างอดทน สนทนาวางแผนว่าจะใช้เวลาปีใหม่อย่างไร พลางพูดหัวข้อเื่การจัดแจงในครัวเรือน ครั้นถึงเวลาก็ได้รับประทานอาหารกลางวันพร้อมกับล่าวไท่จุนด้วย
กระทั่งกลั้วปากเสร็จเรียบร้อยแล้ว แม่นมฉินถึงได้เดินเข้ามาด้วยรอยยิ้ม รับผ้าเช็ดมืออุ่นๆ ที่ฉินหวยหยวนเคยส่งให้ล่าวไท่จุนไว้เช็ดมือ นางกล่าวสัพยอกอีกว่า “วันนี้ล่าวไท่จุนอารมณ์ดีเช่นนี้ เป็เพราะว่าไท่ซือแหย่ดูแลท่านได้ดีใช่หรือไม่เ้าคะ? อย่างบ่าวไม่สามารถเทียบได้แน่ จริงหรือไม่เ้าคะ?”
นางพูดพลางเหลือบมองฉินหวยหยวน ขยิบตาส่งสัญญาณให้ โดยสายตาของนางอยู่ในมุมที่ล่าวไท่จุนมองไม่เห็น
ฉินหวยหยวนรู้ในทันทีว่าข้างนอกเกิดเื่ขึ้นแล้ว
ล่าวไท่จุนหัวเราะออกมา “หลู่จวน เ้าอายุเท่าใดแล้ว ยังจะมาเปรียบเทียบกับฉินเิอีกหรือ”
ฉินหวยหยวนยิ้มและเอ่ยขึ้น “แน่นอนว่าข้าย่อมเทียบกับแม่นมฉินไม่ได้ แม่นมฉินดูแลท่านแม่ด้วยความตั้งใจและทุ่มเท อีกทั้งมีความจงรักภักดีมาโดยตลอด แต่ข้าที่เป็ลูกชาย ยุ่งอยู่กับการงานข้างนอก รู้ว่าท่านแม่อยู่ในบ้านสุขสมดั่งใจหวัง เช่นนี้แล้วข้าก็รู้สึกสบายใจมากขึ้นแล้วขอรับ”
“บ่าวไม่กล้าเ้าค่ะ ดูแลล่าวไท่จุนเป็หน้าที่ของบ่าวนะเ้าคะ” แม่นมฉินหันไปที่ฉินหวยหยวนและคำนับ จากนั้นก็ตบมือพร้อมพูดออกมา “องค์ชายรัชทายาทมาแล้วเ้าค่ะ” โดยไม่เปลี่ยนท่าทีหรือสีหน้าแต่อย่างใด
ฉินหวยหยวนยิ้มเหมือนอย่างเคยและพยักหน้า “ท่านแม่นอนกลางวันเถิดขอรับ ลูกยังมีงานข้างนอกที่จะต้องสะสางต่อ ลูกขอตัวลาก่อนนะขอรับ”
“ไปเถิด ทำให้เ้าเสียเวลานานแล้ว” ลูกชายเป็ถึงขุนนางผู้มีอำนาจในราชสำนัก แน่นอนว่าจะต้องจัดการงานในราชสำนักมากมาย สามารถหาเวลามาพูดคุยเื่การจัดเตรียมงานปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง และรับประทานอาหารกลางวันด้วยนั้น ทำให้นางพึงพอใจมากแล้ว
ฉินหวยหยวนคำนับล่าวไท่จุนด้วยความเคารพ จากนั้นเดินออกไป
ทันทีที่พ้นประตูเรือนสื่อเซี่ยว ฉี่ไท่คนสนิทของฉินหวยหยวนได้ปรี่เข้ามาตรงหน้าอย่างรวดเร็ว เขากระซิบรายงานเสียงเบา “นายท่านใหญ่ขอรับ องค์ชายรัชทายาทมาขอรับ มิหนำซ้ำยังสวมเสื้อผ้าธรรมดาเท่านั้นและไม่มีผู้ติดตามอีกด้วย ข้าน้อยคิดว่าองค์ชายน่าจะมาที่นี่ด้วยตนเอง บ่าวเลยไม่กล้าบอกให้ใครคนอื่นรู้มาก จึงจัดให้ดื่มน้ำชาที่ห้องสมุดน่ะขอรับ”
“อืม” ฉินหวยหยวนตอบรับ ในใจคิดอยู่ว่า ที่องค์ชายรัชทายาทมาด้วยความเร่งรีบเช่นนี้ จะสามารถแก้ปมความสงสัยของเขาได้เป็แน่
ก่อนหน้านั้น เขาไม่รู้ถึงสาเหตุที่แน่ชัดของเื่ราว และไม่เข้าใจว่าเหตุใดฮ่องเต้ถึงได้คิดจัดแจงการแต่งงานให้ลูกสาวของตน โดยให้แต่งงานเป็ภรรยาของครอบครัวฉาว มัดครอบครัวฉินกับครอบครัวฉาวเข้าไว้ด้วยกัน ฮ่องเต้จะได้ประโยชน์อะไรหรือไม่
