ณ บริษัทเจาซี
“ฉันได้ยินพี่ใหญ่บอกว่า ตอนนี้นายชื่นชอบการเป็ดาราเหรอ?”
เย่ฝานพยักหน้าแล้วตอบว่า “ก็ใช่น่ะสิ! นายดูรูปร่างลักษณะของฉันสิ ถ้าไม่เป็ดาราคงน่าเสียดายแย่ รอให้ฉันดังก่อน ฉันจะเป็แบรนด์แอมบาสเดอร์ให้บริษัทของนายฟรีๆ เลย! อย่างนี้ใช่ไหมที่เรียกว่าเรือล่มในหนอง ทองจะไปไหน! นายว่าฉันพูดถูกไหม!”
ไป๋อวิ๋นซีกลอกตามองบน คนรสนิยมอย่างเย่ฝาน หากมาเป็แบรนด์แอมบาสเดอร์ให้กับบริษัทของเขา ภาพลักษณ์ของบริษัทคงจะมีแต่เสียกับเสีย!
“คนเป็ดาราไม่ว่าไปที่ไหนก็จะมีคนมากมายคอยจับจ้อง เวลาไปเดตก็จะรู้สึกไม่ปลอดภัย ไม่เป็ส่วนตัว มันไม่สนุกเลยนะ” ไป๋อวิ๋นซีกล่าว
ถ้าเย่ฝานเกิดโด่งดังขึ้นมาจริงๆ ไม่นานก็คงจะโดนปาไข่เน่าเข้าใส่ เพราะปากเหม็นๆ ของตัวเองแน่!
เย่ฝานเ้าหมอนี่ช่างเหลือเกินจริงๆ ตัวเองเคยก่อเื่วุ่นวายไว้มากมาย แล้วยังจะชอบทำตัวเด่นอีก
เย่ฝานกะพริบตาแล้วกล่าวว่า “พอฟังนายพูดแบบนี้แล้ว เป็ดาราก็ไม่เห็นมีอะไรดีเลย! อย่างนี้ฉันถ่ายทำละครเื่นี้เสร็จเมื่อไร ฉันก็คงไม่ถ่ายละครต่อแล้ว”
ไป๋อวิ๋นซี “…” หมอนี่ยังไงกันเดี๋ยวทำเดี๋ยวเลิก “่นี้ไม่มีใครจ้างงานนายหรือไง!”
เย่ฝานส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ไม่มีเลย ่ก่อนมีเถ้าแก่ทำธุรกิจเหมืองแร่คนหนึ่งเคยให้คนมาติดต่อ แต่ว่าคนขี้งกอย่างนั้นฉันไม่อยากจะสนใจเขาแล้วล่ะ”
“นายหยุดพักสักหน่อยก็ดีนะ ชีวิตยังอีกยาวไกล อย่ามัวยึดติดกับการหาเงินขนาดนี้เลย” ไป๋อวิ๋นซีเอ่ย
“แต่ว่านายชอบคนที่มีเงินเยอะๆ ไม่ใช่เหรอ” เย่ฝานถาม
ไป๋อวิ๋นซีเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วถามกลับไป “นายทำเพื่อฉันเหรอ?”
“ก็นายชอบคนมีเงิน ฉันก็เลยต้องขยันหาเงินน่ะสิ” เย่ฝานลุกขึ้นพร้อมพูดว่า “ได้เวลาแล้ว ฉันออกไปหาเงินก่อนนะ”
ไป๋อวิ๋นซีดูเงาเื้ัของเย่ฝานที่เดินจากไป ในใจพลันรู้สึกหวั่นไหว
..............................
พอเย่ฝานไปถึงสตูดิโอ ก็มีช่างแต่งหน้าหลายคนกรูเข้ามาแย่งกันแต่งหน้าให้เขา
เื่ที่ไป๋อวิ๋นจิ่นเข้ามาที่นี่เมื่อวานนี้ คนในสตูดิโอต่างก็รู้ดี เย่ฝานมีความสัมพันธ์กับผู้ลงทุนใหญ่ ตัวเย่ฝานเองก็ดูลึกลับเกินคาดเดา ทุกคนจึงมีท่าทีเคารพต่อเย่ฝานอย่างเห็นได้ชัด
“คุณชาย ผิวของคุณดีมากเลยนะคะ คุณใช้ครีมบำรุงอะไรเหรอคะ!” ช่างแต่งหน้าถามเขาด้วยความสงสัย
เย่ฝานหัวเราะแล้วตอบว่า “ฉันไม่ได้ใช้ครีมบำรุงอะไรหรอก! ฉันหน้าตาดีโดยธรรมชาติน่ะ” ั้แ่ที่เย่ฝานได้ฝึกตน รูปร่างหน้าตาของเขาก็ค่อยๆ ใกล้เคียงกับภพชาติที่แล้ว ร่างกายของเขาผ่านการคลายของเสียออกมาหลายครั้งแล้ว ดังนั้นผิวพรรณจึงดีขึ้นเรื่อยๆ
“ทำไมเธอถึงตบแป้งให้ฉันหนาขนาดนี้ล่ะ! เย่ฝานพูดอย่างไม่พอใจ”
ช่างแต่งหน้ายกมุมปากขึ้น แล้วคิดในใจว่า : ความจริงเขารู้สึกว่าหน้าตาของเย่ฝานแค่แต่งหน้าอ่อนๆ ก็ได้แล้ว แต่ทางผู้กำกับกำชับให้พวกเขาแต่งหน้าเย่ฝานจนแม้แต่พ่อแม่แท้ๆ ยังจำไม่ได้ ดีที่เย่ฝานมีรูปร่างหน้าตาดีอยู่แล้ว จึงทำให้แปลงโฉมได้ไม่ยาก
“คุณชาย ความสัมพันธ์ของคุณกับคุณชายใหญ่ตระกูลไป๋ดูท่าทางไม่เลวเลยนะคะ!” ช่างแต่งหน้าอดถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นไม่ได้
เย่ฝานหัวเราะแล้วพูดด้วยความภาคภูมิใจ “อีกหน่อยฉันกับเขาก็จะเป็ครอบครัวเดียวกันแล้ว ย่อมต้องสนิทสนมกันเป็ธรรมดา”
ช่างแต่งหน้า “…”
“คุณชายเย่ ถึงคิวของคุณแล้ว” ผู้กำกับส่งเสียงเรียก
“โอเคครับ”
“คุณชายเย่ เดี๋ยวอีกสักครู่จะเป็ฉากที่ต้องดีดพิณ คุณเล่นพิณเป็ไหม?”
เย่ฝานไม่ได้ตอบอะไร ผู้กำกับจึงทราบคำตอบทันที เขาพูดว่า “เล่นไม่เป็ก็ไม่เป็ไร พวกเราจะเพิ่มดนตรีบรรเลงให้ภายหลัง คุณแค่ทำท่าทางประกอบก็ได้แล้ว”
“ผมดีดพิณเป็” เย่ฝานกล่าว
ผู้กำกับพยักหน้าแล้วพูดว่า “โอเค ถ้าคุณชายเย่เล่นเป็ อย่างนั้นคุณก็ลองเล่นดูเลยครับ”
เย่ฝานดีดสายพิณเบาๆ เสียงพิณก็ดังขึ้นระลอกหนึ่ง เสียงพิณอันนุ่มนวลดังกังวานไปไกล ราวกับกำลังพาทุกคนเข้าไปในแดนสุขาวดี ในดินแดนสุขาวดีนั้น มองเห็นท้องฟ้าสีคราม ลำธารไหลในเขาสูง ป่าท้อสิบลี้… ช่างเป็เสียงพิณที่ไพเราะเพราะพริ้งยิ่งนัก เสียงพิณของเย่ฝานทำให้ผู้ที่ได้สดับรู้สึกเบิกบานใจและเป็สุขอย่างบอกไม่ถูก
“คัท!” ดังแน่ ต้องดังแน่ๆ บทเพลงเมื่อครู่สามารถใช้เป็เพลงประกอบละครได้ ผู้กำกับตื่นเต้นจนดวงตาแดงก่ำ ครั้งนี้ได้พบกับเพชรเม็ดงามจริงๆ
“คุณชายเย่ ยอดเยี่ยมจริงๆ ครับ!” ผู้กำกับจับมือเย่ฝานด้วยความซาบซึ้ง
เย่ฝานโบกมือไปมาพร้อมพูดว่า “ผมรู้ว่าผมยอดเยี่ยม แต่คุณไม่ต้องจับมือผมแน่นขนาดนี้ก็ได้”
ผู้กำกับหัวเราะด้วยความเขิน ก่อนพูดว่า “ขอโทษ ขอโทษครับ”
“อวิ๋นซีบอกว่าถ้ามีชื่อเสียงเมื่อไร เวลาไปออกเดตจะไม่ค่อยสะดวก ผมรู้สึกว่าที่เขาพูดก็มีเหตุผล ผมเลยไม่อยากให้ตัวเองมีชื่อเสียงมากนัก” เย่ฝานเอ่ย
ผู้กำกับยิ้มแห้งๆ แล้วเอ่ยว่า “อวิ๋นซี?”
เย่ฝานเ้าหมอนี่กำลังพูดถึงคุณชายเล็กตระกูลไป๋งั้นเหรอ ไม่ง่ายเลยที่จะได้พบกับคลื่นลูกใหม่ที่มีความสามารถ แต่กลับไร้ซึ่งความทะเยอทะยาน ทว่าจากเจตนาของคุณชายใหญ่แล้ว เขาเองก็ไม่ได้หวังให้เย่ฝานมีชื่อเสียงมาก
........................
“ขอโทษที่เข้ามารบกวนนะครับ” ชายหนุ่มรูปร่างหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งเดินเข้ามาในสตูดิโอ
เมื่อผู้กำกับเห็นถังอวี่เซวียนเดินเข้ามา เขาก็ตื่นเต้นเป็อย่างมาก ถังอวี่เซวียนเป็ดาราดัง ปีนี้เขาเพิ่งได้รับรางวัลนักแสดงชายยอดเยี่ยมไปครอง
“เมื่อสักครู่ผมได้ยินเสียงพิณระลอกหนึ่งครับ” เดิมทีถังอวี่เซวียนถ่ายละครอยู่ใกล้ๆ บริเวณนั้น เขาได้ยินเสียงพิณจึงเดินตามเสียงนั้นมาถึงที่นี่
ถังอวี่เซวียนถ่ายละครให้กับกองละครอีกกลุ่มหนึ่งที่ทำงานอยู่สตูดิโอข้างๆ กองละครนั้นถ่ายทำละครที่ลงทุนสูง มีโปรดักชั่นใหญ่โต และเป็ผลงานที่ซื้อลิขสิทธิ์มาในราคาสูง หากถังอวี่เซวียนยอมมาเป็นักแสดงรับเชิญในละครของเขา ละครเื่นี้จะต้องดังเป็พลุแตกแน่ๆ
“ผมเป็คนบรรเลงเอง” เย่ฝานภายใต้ชุดการแสดงดูราวกับชายหนุ่มรูปงามในชุดจีนโบราณจริงๆ
ถังอวี่เซวียนหันไปทางผู้กำกับ เขาหัวเราะแล้วพูดออกมาว่า “ผู้กำกับเจียง คุณเจอกับเพชรเม็ดงามเข้าแล้วหรือครับ!”
เจียงฮุยหัวเราะฝืดๆ แล้วคิดในใจว่า เย่ฝานเป็เพชรเม็ดงามจริงๆ แต่เขากลับไม่ฝักใฝ่ในงานละครน่ะสิ!
เย่ฝานเอียงหัวมองถังอวี่เซวียนอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาของเย่ฝานเกิดประกายความสงสัยในความลึกลับของฝ่ายตรงข้าม!
.................................
“ผู้กำกับ หมอนั่นเป็ใครกัน!” เย่ฝานถาม
“เขาเป็าาแห่งวงการภาพยนตร์!”
เย่ฝานลูบคางของตน แล้วเอ่ยขึ้นว่า “เป็ดารางั้นเหรอ!”
เจียงฮุยพยักหน้าแล้วพูดว่า “ใช่ครับ!”
“ฉันได้ยินว่า คนเป็ดาราหาเงินได้ไม่น้อยเลย!” เย่ฝานพูด
เจียงฮุยพยักหน้าก่อนตอบ “ใช่ครับ!”
เย่ฝานหัวเราะ แล้วกล่าวว่า “ถ้าอย่างนี้ก็ไม่ต้องกังวลว่าเขาจะไม่มีปัญญาจ่ายเงินให้ผม!”
เจียงฮุยมองเย่ฝานด้วยความประหลาดใจ แล้วถามว่า “คุณชายเย่ คุณกำลังพูดอะไรอยู่ครับ?”
เย่ฝานเดินเข้าไปข้างกายของถังอวี่เซวียน จากนั้นวางมือที่บ่าของเขา แล้วพูดว่า “าาแห่งวงการภาพยนตร์แซ่ถัง มีเวลาว่างไหม พวกเราคุยกันเป็การส่วนตัวหน่อยได้ไหม?”
ถังอวี่เซวียนมองเย่ฝานและถามด้วยความสงสัย “คุณชายเย่ไม่ต้องถ่ายละครหรือครับ?” ถังอวี่เซวียนพยายามระงับอารมณ์แล้วขยับตัวออกห่างจากเย่ฝาน เขาเป็คนรักความสะอาดและไม่ชอบอยู่ใกล้ชิดกับคนทั่วไป
เย่ฝานยักไหล่แล้วพูดว่า “ตอนนี้ยังไม่ถึงคิวถ่ายละครของผม ก็เลยไม่รีบร้อน!”
“ไม่ทราบว่า คุณชายเย่อยากจะคุยอะไรกับผมหรือครับ?”
เย่ฝานขยับเข้าไปข้างหูของถังอวี่เซวียนก่อนพูดว่า “อย่างเช่นเื่ถูกผีอำ...”
ถังอวี่เซวียนพลันเปลี่ยนสีหน้าไปทันที “ผมเห็นคุณชายเย่แล้วรู้สึกถูกชะตา พวกเราไปคุยกันสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน”
................................
เดิมทีเจียงฮุยยังอยากจะคุยกับถังอวี่เซวียนเื่จะเชิญเขามาเป็นักแสดงรับเชิญในละครของเขา แต่ว่าถังอวี่เซวียนและเย่ฝานกลับเดินจากไปด้วยกัน
เย่ฝานเ้าหมอนี่แม้แต่ชุดก็ยังไม่ทันได้เปลี่ยน จากมุมที่เจียงฮุยยืนอยู่ เมื่อครู่เขามองเห็นเพียงเย่ฝานพูดคุยกับถังอวี่เซวียน แล้วสีหน้าของถังอวี่เซวียนก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นเขาก็รับปากคำขอสนทนาของเย่ฝาน
พอไป๋อวิ๋นจิ่นวางสายโทรศัพท์ เขาก็ทำหน้านิ่วคิ้วขมวด
จูเสวี่ยเป่ามองไปทางไป๋อวิ๋นจิ่น แล้วถามว่า “เกิดเื่อะไรขึ้นเหรอคะ! ทำไมสีหน้าคุณไม่ดีเลย?”
“ถังอวี่เซวียนเข้ามาในกองถ่าย แล้วก็พาเย่ฝานออกไปเฉยเลย” ไป๋อวิ๋นจิ่นตอบ
จูเสวี่ยเป่าเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัยว่า “เย่ฝานเขา… ไม่น่าจะถูกใครพาออกไปง่ายๆ ได้นะ”
“ใครจะไปรู้ล่ะ ครั้งก่อนตอนที่เย่ฝานอยู่ที่เมืองชาง ก็เกิดตกหลุมรักอวิ๋นซีั้แ่แรกเห็น เ้าคนลามก ใครจะรู้ เขาอาจจะตกหลุมรักใครเข้าอีกก็ได้!” ไป๋อวิ๋นจิ่นพูดอย่างไม่สบอารมณ์
จูเสวี่ยเป่าฝืนหัวเราะ แล้วพูดว่า “ฉันคิดว่าเย่ฝานคงไม่เปลี่ยนใจง่ายดายอย่างนั้น...”
“ถ้าเขาเปลี่ยนใจขึ้นมา ฉันก็คงเสียเปรียบไม่น้อย เมื่อสองวันก่อนเขาบ่นว่ารถมินิคูเปอร์ของเขาดูเหมือนของผู้หญิงไปหน่อย ก็เลยเอารถของเขาแลกกับรถเบนท์ลี่ย์ของฉันไป” เย่ฝานไอ้คนสารเลว ในเมื่อรังเกียจว่ารถมินิคูเปอร์ดูน่ารักเหมือนรถของผู้หญิงแล้วทำไมต้องซื้อด้วย ทั้งยังกล้าเอามาแลกกับรถของเขา หากเปลี่ยนเป็เขาขับบ้างจะไม่รู้สึกว่ามันน่ารักเกินไปบ้างเหรอ
จูเสวี่ยเป่า “…”
ณ บริษัทเจาซี
หลังจากไป๋อวิ๋นซีวางสายโทรศัพท์ เขาก็สูดหายใจเข้าเต็มปอด พี่ใหญ่รู้สึกหึงหวงแทนเข้า ช่างเป็ไปได้ยากจริงๆ!
..................................
เย่ฝานในชุดจีนโบราณนั่งอยู่กับถังอวี่เซวียนในร้านกาแฟร้านหนึ่ง
“คุณพูดว่าผีอำ มันหมายความว่ายังไงครับ?” ถังอวี่เซวียนเอ่ยถาม
เย่ฝานมองถังอวี่เซวียน แล้วกล่าวว่า “ผมได้ยินว่าคุณเป็ดาราใหญ่ ถ้าอย่างนั้นคุณคงมีเงินเยอะน่าดู!”
ถังอวี่เซวียนมองเย่ฝานด้วยความระแวดระวัง แล้วถามว่า “คุณถามเื่นี้ทำไม?”
“ผมเพียงแต่คิดว่า คุณจะสามารถจ่ายค่าจ้างผมไหวไหม หากคุณเป็พวกขัดสนเงินทอง พวกเราก็ไม่ต้องเสียเวลาคุยเื่นี้กันอีก” เย่ฝานพูดพลางเอียงหัว
ถังอวี่เซวียน “…”
“หากขอให้คุณออกหน้าช่วยเหลือในครั้งนี้ต้องจ่ายเงินเท่าไรครับ?” ถังอวี่เซวียนเอ่ยถาม
“หนึ่งร้อยล้านหยวน!”
ถังอวี่เซวียนเบิกตาโตแล้วพูดว่า “หนึ่งร้อยล้านหยวน!”
เย่ฝานพยักหน้า แล้วพูดว่า “ก็ใช่น่ะสิ ตอนแรกผมคิดว่าจะขึ้นราคา แต่ภรรยาของผมบอกว่า ให้ผมคิดราคาที่เป็มิตรกับคนทั่วไป! ดังนั้นผมก็จึงยังคิดราคาค่าจ้างที่หนึ่งร้อยล้านหยวนไปก่อน!”
ถังอวี่เซวียน “…” ราคาหนึ่งร้อยล้านหยวนยังเรียกว่าราคาที่เป็มิตรกับคนทั่วไปได้อีกเหรอ?
“คุณคิดราคาเท่านี้ แล้วจะได้กำไรเหรอ?” ถังอวี่เซวียนเอ่ยถาม
เย่ฝานพยักหน้าพร้อมกับพูดว่า “แน่นอนสิ ยังมีลูกค้าไม่น้อยเลยที่เพิ่มเงินให้กับผม! งานชิ้นที่แล้วของผม คนจ้างยังเพิ่มเงินให้อีกสองร้อยล้านหยวนหลังจากเสร็จงานแล้ว”
“คุณรู้เหรอว่า่นี้ผมถูกผีอำ?” ถังอวี่เซวียนถาม
เย่ฝานหัวเราะแล้วพูดว่า “ใช่แล้วครับ! ผมดูออก ดวงชะตาของคุณเหมือนกับจะเชื่อมโยงอยู่กับิญญาตนหนึ่ง”
ถังอวี่เซวียนขมวดคิ้ว ได้พบกับเื่ภูตผีปีศาจแบบนี้ เขาเองก็ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน
“คุณชายเย่รู้ไหมว่าทำไมผมต้องมาเจอกับเื่แบบนี้?”
“น่าจะเป็เพราะมีคนแอบนำดวงชะตาของคุณไปจัดงานวิวาห์ยมโลกกับผีตนหนึ่ง ดังนั้นผีตนนั้นจึงมาหาคุณ”
ถังอวี่เซวียนถามต่อ “วิวาห์ยมโลก นั่นไม่ใช่การสมรสระหว่างคนตายกับคนตายหรือครับ?”
ถังอวี่เซวียนเคยได้ยินเื่เกี่ยวกับวิวาห์ยมโลก วิวาห์ยมโลกก็คือการหาคู่ให้กับคนตาย มีหนุ่มสาวบางคู่ที่กำลังจะแต่งงานกัน แต่ยังไม่ทันได้จัดงานว่าที่เ้าบ่าวเ้าสาวก็กลับมาเสียชีวิตเสียก่อน ผู้ใหญ่ในบ้านคิดว่าหากไม่มีการจัดงานแต่งงานให้กับพวกเขา ิญญาของทั้งสองอาจจะไม่เป็สุข อาจทำให้ในบ้านเกิดเื่วุ่นวายได้ จึงได้จัดงานวิวาห์ยมโลกขึ้น ในสมัยสามก๊ก เฉาเชา[1] ก็มีการจัดงานวิวาห์ยมโลกให้กับเฉาชง[2] ลูกชายสุดที่รักซึ่งจากไปก่อนเวลาอันควรเช่นกัน
เย่ฝานหัวเราะ แล้วกล่าวว่า “ถ้าพูดตามหลักแล้ว อันที่จริงมันเป็การสมรสระหว่างคนตายกับคนตาย! แต่บางครั้งอาจมีกรณีพิเศษได้เหมือนกัน”
ถังอวี่เซวียน “...ถ้าอย่างนั้นจะต้องแก้ไขยังไง?
“เื่นี้นะ! สามารถคลี่คลายด้วยสันติวิธี หรืออาจจะใช้กำลังเข้าจัดการก็ได้” เย่ฝานกล่าว
“คลี่คลายด้วยสันติวิธีเป็ยังไง? แล้วใช้กำลังแก้ไขปัญหา ต้องทำยังไงหรือครับ?” ถังอวี่เซวียนถาม
เย่ฝานยักไหล่แล้วพูดว่า “สันติวิธีก็คืองานวิวาห์ยมโลก จะต้องมีบัตรเชิญงานวิวาห์ ขอเพียงหาบัตรเชิญนั้นให้เจอแล้วทำลายมันทิ้งซะเื่ก็จบ วิธีการใช้กำลังก็คือทำลายดวงิญญาตนนั้นซะ ทำให้ิญญาที่จะแต่งงานกับคุณมลายไป แค่นี้ก็เรียบร้อย”
ถังอวี่เซวียน “…”
เย่ฝานดูสีหน้าท่าทางของถังอวี่เซวียน แล้วพูดว่า “หากคุณยังไม่สามารถตัดสินใจในตอนนี้ได้ ก็กลับไปคิดดีๆ ก่อนก็ได้ คิดได้แล้วค่อยมาหาผม ผมไปถ่ายละครต่อก่อนนะ แล้วเจอกันนะครับ!”
…………………………………………………………………………………………………………..
[1] เฉาเชา (โจโฉ) (ปีค.ศ. 155-220) เป็นักการเมืองการปกครอง นักการทหาร และนักวรรณคดี ที่มีชื่อในปลายสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก เฉาเชา สมญานามเมิ่งเต๋อ เป็คนมณฑลอันฮุยโดยกำเนิด ปลายสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก เฉาเชาได้จัดตั้งกองทัพที่มีกำลังแข็งแกร่งกองหนึ่งขึ้นในระหว่างกระบวนการปราบปรามการก่อฏของชาวนา และนำเขาไปสู่าในประวัติศาสตร์ “สามก๊ก” ในที่สุด
[2] เฉาชง (โจฉอง) (ค.ศ. 196–208) คือ บุตรชายของขุนศึกยุคปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออก "เฉาเชา" (โจโฉ) เฉาชงเป็ที่รู้จักในฐานะหนูน้อยอัจฉริยะ มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดยิ่งกว่าผู้ใหญ่ ผลงานที่โดดเด่นคือ "เฉาชงชั่งช้าง" โดยใช้ "หลักการลอยตัวของวัตถุ" น่าเสียดายที่อายุสั้น เสียชีวิตเมื่ออายุได้ 12 ปี
