คำพูดนี้เต็มไปด้วยพลัง สำหรับผู้ที่มีพลังภายในที่อยู่บริเวณสนามแข่งล้วนได้ยินอย่างชัดเจน คำพูดของหลิ่วอวิ๋นเฟิงฟังแล้วคล้ายกับสั่งสอนหลินไห่ ทว่าในทางลับกลับเป็การเตือนเซียวอี้เชินที่อยู่เหนือขึ้นไป
ใบหน้างดงามเจือความเ็าของจักรพรรดิเซียวพลันมีกลิ่นอายกระหายเืแวบผ่าน ลมเย็นพัดมา ณ ชั่วขณะนั้น ร่างกายของเขาเลือนหายไปจากเก้าอี้ กลายเป็เงาดำๆ สายหนึ่งดิ่งลงไปในสนาม
“แย่แล้ว” สีหน้าของตงฟางซวี่แปรเปลี่ยน เข้าใจว่าเซียวอี้เชินไม่พอใจหลิ่วอวิ๋นเฟิง คิดจะทะยานร่างตามเข้าไปทว่ากลับถูกอวิ๋นซูหยุดเอาไว้
ฝ่ามือของนางจับแขนของเขาไว้แน่นพลางดึงรั้ง “พี่ใหญ่จะไม่เป็อะไรเพคะ”
เซียวอี้เชินรอบคอบมาตลอด จะลงมือกับพี่ใหญ่ต่อหน้าผู้คนมากมายได้อย่างไร?
คำพูดของนางเต็มไปด้วยมั่นใจทำเอาตงฟางซวี่ลังเล ขณะนั้นเองมีเสียงกรีดร้องของสตรีดังมาจากอัฒจันทร์
อวิ๋นซูเลิกคิ้ว เบนสายตามองไปยังในสนาม ภาพตรงหน้าทำให้ลมหายใจของนางเย็นะเืโดยพลัน
โเี้ยิ่งนัก!
เขาในชุดสีดำยืนอยู่เบื้องหน้าหลิ่วอวิ๋นเฟิงอย่างมั่นคง ผมสีดำภายใต้กวานสีเงินดุจเมฆ ดวงหน้าเ็ายามนี้ประดับด้วยรอยยิ้มเรียบเฉย ทางด้านซ้ายของเขา ร่างกายแข็งแรงกำยำของหลินไห่ถูกพลังภายในกระแทกปลิวไปบนธงข้างหลังอย่างแรง ปลายเสาอันแหลมคมแทงทะลุร่างของเขา เืหยดติ๋งๆ ราวกับหยาดฝนที่ตกกระทบพื้น
บนสนามเงียบงัน ทุกคนมองไปยังเงาร่างอันน่าเกรงขามที่ไร้ปรานีนั้นอย่างตกตะลึง
ดวงตาอันสงบนิ่งของหลิ่วอวิ๋นเฟิงหดเกร็ง บางทีผู้อื่นอาจจะมองไม่ชัดว่าเขาเคลื่อนไหวอย่างไร ทว่าตนมองเห็นอย่างชัดเจน บุรุษผู้นี้ซัดหลินไห่ปลิวไปด้วยฝ่ามือเดียว ลงมืออย่างโเี้ไร้ความปรานี!
“จักรพรรดิเซียว...” จักรพรรดิเฉินเองก็ถูกการกระทำอันฉับพลันของเขาทำเอาใ แม้จะบอกว่าผู้ตายไม่ใช่คนของแคว้นตน แต่ว่าความโเี้ของจักรพรรดิเซียวทำให้ใจของเขาหวาดผวา จะดีจะร้ายนั่นก็เป็บุคคลใต้บัญชาที่ติดตามเขา
“ทำไมหรือ เจิ้นลงโทษสุนัขตัวหนึ่ง ผู้ใดไม่เห็นด้วย?” สีหน้าของเซียวอี้เชินอันตราย ชำเลืองตามองช้าๆ สายตาเ็าโเี้เต็มไปด้วยไอสังหารอันเืเย็น
หลิ่วอวิ๋นเฟิงสิ้นไร้คำพูดโดยพลัน ที่เขาพูดนั้นมีเหตุผล ตัวแทนผู้นี้เดิมทีก็เป็ขุนนางของเขา อยากจะฆ่าอยากจะฟัน ไม่เกี่ยวกับคนนอก
“จักรพรรดิเซียวช่างโเี้สมกับเป็ทรราช” เฟิ่งฉีที่ยืนอยู่ในพื้นที่เตรียมความพร้อมที่มุมหนึ่งของสนามแข่งกล่าวพลางยิ้มอย่างสนุกสนาน จะอย่างไรคนที่ตายก็ไม่ใช่ประชาชนแคว้นเฉิน ความเป็ความตายของคนผู้นั้นเขาไม่สนใจ เพียงแต่แอบตกตะลึงกับวิธีการของเซียวอี้เชินอยู่บ้าง
“ฮึ” บุรุษภายใต้หน้ากากเงินแค่นเสียงออกมาเบาๆ อย่างเฉยเมย เฟิ่งหลิงมองไปยังคนทั้งสองที่ยืนอยู่บนอัฒจันทร์ มือของเขายังคิดจะวางอีกนานเพียงใด? คล้ายจะเกิดความรู้สึกทั้งไม่พอใจและไม่สบายใจ
เฟิ่งฉีมองไปตามสายตาของเขา พลันนั้นจึงใช้มือปิดปาก มีเสียงหัวเราะแว่วออกมา “พี่สาม ท่ามกำลังหึงหรือ?”
ยามนี้ผู้อื่นล้วนให้ความสำคัญกับสถานการณ์ในสนามแท้ๆ ทว่าเขากลับมองท่านอาจารย์อวิ๋น นี่หมายถึงอะไร? ผู้ใดที่มีตาย่อมคาดเดาได้
เฟิ่งหลิงตกอยู่ในความเงียบงัน ไม่ยอมเปิดปากอีก ทว่าสายตามักจะมองไปทางนั้นโดยไม่รู้ตัว
สายตาร้อนแรงทำให้อวิ๋นซูรู้สึกราวกับถูกเข็มทิ่มแทง นางหันไปมองจึงเห็นว่าในมุมหนึ่งของจุดเตรียมตัวในสนาม บุรุษหน้ากากผู้นั้นกำลังมองนางอยู่
ชุดยาวสีม่วงเข้มและหน้ากากสีเงินที่แม้จะบดบังใบหน้า ทว่ากลับยิ่งเพิ่มความลึกลับน่าค้นหาของเขาอีกหลายส่วน
“โอ้ นางมองมาแล้ว” เฟิ่งฉียิ้มอย่างคลุมเครือ ใช้ข้อศอกกระทุ้งเบาๆ ไปยังแขนของเฟิ่งหลิง “นางกำลังมองท่านอยู่นะพี่สาม”
แก้มที่อยู่ภายใต้หน้ากากของเฟิ่งหลิงเห่อร้อนขึ้นเล็กน้อย เขาเบือนหน้าหนี เก็บสายตากลับมา
การเคลื่อนไหวทางด้านนี้มิได้ดึงดูดความสนใจของผู้ใด ไม่ทันไรก็มีองครักษ์นำศพบนเสาธงลงมา ลากออกไปจากสนาม
ศพที่มีเืไหลเป็สายทำให้สตรีไม่น้อยใจนทำอะไรไม่ถูก ยกมือทั้งสองขึ้นปิดตา ไม่อยากมองสภาพน่าเวทนานี้โดยตรง
“รัชทายาท เ้ายังจะให้เจิ้นรออีกนานเพียงใด?” ดวงตาของเซียวอี้เชินคมกริบ การพ่ายแพ้สองครั้งนี้ได้กระตุ้นโทสะของเขาในที่สุด เสียงทุ้มในลำคอราวกับเสียงฟ้าร้องดังก้องในหูของตงฟางซวี่
ทว่าผู้อื่นในสนามราวกับไม่ได้ยิน ในหูของพวกเขาเต็มไปด้วยเสียงเอะอะของเหล่าคนดู
สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย เม้มริมฝีปากแน่น ก้าวไปด้านหน้าหนึ่งก้าว ชายเสื้อแกว่งไกวไปตามสายลม ความโหดร้ายเช่นนั้นทำให้ใจของเขายิ่งแน่วแน่ มีเพียงคนเช่นนี้เท่านั้นที่เขาจะไม่ยอมแพ้โดยเด็ดขาด!
“จำไว้ว่าใช้เคล็ดลับนั้นในยามจำเป็เท่านั้นนะเพคะ” อวิ๋นซูกดเสียงต่ำ กล่าวเตือนเขาข้างหู
วิชาต่อสู้ของเซียวอี้เชินสูงส่งแค่ไหนนางชัดเจนดี หากใช้ดาบหรือหอกสู้กับเขาอย่างตาต่อตาฟันต่อฟัน การแข่งขันนี้คงจะจบภายในไม่ถึงครึ่งเค่อ
ทว่านางก็ไม่สนใจ นาง้านำชัยชนะมาสู่แคว้นเฉินให้ได้! ไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยวิธีการใดก็ตาม
ตงฟางซวี่พยักหน้าให้นาง มองใบหน้าเยือกเย็นสุขุมตรงหน้า “ข้าจะชนะ”
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความมั่นใจ เขาแตะปลายเท้าลงบนพื้น ะโลงไปจากอัฒจันทร์ดังพายุโหม เหยียบลงสู่สนามแข่งอย่างมั่นคง
“ให้จักรพรรดิเซียวทรงรอนานแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เขากล่าวด้วยรอยยิ้มบางเบาดุจสายลมฤดูใบไม้ผลิ
เซียวอี้เชินปรายตามองเขา พื้นดินใต้เท้าราวกับมีลมพัดขึ้นมา อาภรณ์ปลิวโบกสะบัดตามแรงลม
“รีบแข่งรีบจบ” เมื่อทิ้งคำพูดเ็าสี่คำนี้ไว้ เขาก็ะโตัวลอยขึ้นไปบนหลังม้า ลมปราณโเี้เ็า ราวกับคมดาบอันล้ำค่าถูกชักออกจากฝักเพื่อแสดงความสามารถ
องครักษ์จูงม้าเหงื่อโลหิตล้ำค่ามาทางตงฟางซวี่ แผงคอม้ามีตราประทับสีน้ำตาลแดง อานม้าสีเหลืองนวลปักตราสัญลักษณ์อันซับซ้อนเพื่อแสดงฐานะของราชนิกุลเอาไว้ นี่คือม้าตัวโปรดของเขา วันนี้จึงพามันออกมาสู้ด้วยกัน
ตอนนี้องครักษ์ประคองหลิ่วอวิ๋นเฟิงที่พลังภายในเหือดแห้งกลับมายังอัฒจันทร์ อวิ๋นซูเดินเข้าไปหา ดวงตามีความกังวลใจพาดผ่าน
หลิ่วอวิ๋นเฟิงเงยหน้าขึ้นพยายามฉีกยิ้มออกมา ทว่าใบหน้าซีดขาวอย่างชัดเจน
อวิ๋นซูหยิบยาลูกกลอนเม็ดหนึ่งออกมาจากในแขนเสื้อ “ยานี้สามารถช่วยบรรเทาอาการาเ็ของท่านได้”
หลิ่วอวิ๋นเฟิงรับยามากลืนลงท้องอย่างไม่สงสัย คล้ายมีความร้อนสายหนึ่งแพร่กระจายไหลเวียนไปช้าๆ บรรเทาความเหนื่อยล้าที่เกิดจากพลังภายในแห้งเหือดไปได้
เห็นใบหน้าซีดขาวของเขาค่อยๆ กลับมามีสีเื อวิ๋นซูจึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก เบนสายตามองไปยังสนามแข่ง การแข่งขันครั้งนี้เป็การแข่งขันที่มีความสำคัญสูงสุด! จะสามารถเหยียบย่ำความโอหังของเซียวอี้เชินได้หรือไม่ มีเพียงวันนี้เท่านั้น!
ทั้งสองเข้าประจำที่ ม้าล้ำค่าทั้งสองราวกับถูกบรรยากาศแห่งการสู้รบโอบล้อม ดวงตาแวววาวของพวกมันมองอีกฝ่าย จมูกพ่นลมหายใจออกมาไม่หยุด ราวกับ้าแสดงพลังต่อศัตรู
กีบเท้าหน้าย่ำบนพื้นเบาๆ ดังกุบกับ บนหลังม้า เซียวอี้เชินในชุดสีดำราวหมึก ที่เอวคาดเข็มขัดแพรเลี่ยมหยก รองเท้าหนังกวางสีดำเหยียบอยู่ที่โกลนม้า ลำตัวเหยียดตรงราวรูปสลัก ทั้งกายแผ่อำนาจที่ทำให้ผู้คนต้องหยุดหายใจออกมา เมื่อมองแล้วทำให้เกิดความรู้สึกหวาดกลัว
ตงฟางซวี่อยู่ในชุดหรูหรา ผมสีดำราวหมึกมัดเก็บไว้ในกวาน ทั้งสองเป็ผู้สูงศักดิ์เช่นเดียวกัน เมื่อยืนข้างเคียงกันจึงดูราวกับรูปภาพที่ทำให้สตรีจำนวนไม่น้อยต้องใจเต้น
บนอัฒจันทร์ สตรีจำนวนมากต่างรู้สึกร้อนรุ่มใบหน้าแดงเรื่อ สามจิตเจ็ดิญญา1 ราวกับถูกบุรุษทั้งสองที่มีบุคลิกและความสามารถเยี่ยมยอดล่อลวง ใจเต้นตึกตักดุจกวางน้อยที่ะโไปมา
“รัชทายาท เจิ้นอยากจะเพิ่มความยากให้เกมนี้เสียหน่อย เ้าเห็นว่าอย่างไร?” จักรพรรดิเซียวกล่าวถามเสียงเย็น ั์ตาอันคมกริบคล้ายมีระลอกคลื่นบางๆ สั่นไหวอยู่เงียบๆ
ตงฟางซวี่ไม่มีเหตุผลจะต้องปฏิเสธ “พ่ะย่ะค่ะ”
ตามคำสั่งของเซียวอี้เชิน เหล่าองครักษ์ได้แบกรั้วอีกห้าอันมาปรับเปลี่ยนรูปแบบในสนาม เพียงแค่รั้วก็มีถึงสิบห้ารั้วแล้ว! ทั้งยังจัดเรียงอย่างแ่า หากไม่มีฝีมือการขี่ม้าที่สูงส่งก็ยากที่จะะโข้ามไปได้อย่างปลอดภัย
ไม่ทราบว่าลมหยุดพัดไปยามใด สนามแข่งอันกว้างใหญ่เงียบสงัด ราวกับมีบรรยากาศอันยากจะอธิบายปกคลุมอยู่
สง่างาม ตึงเครียด กระวนกระวาย
ยามนี้ขุนนางทั้งสองแคว้นกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก พวกเขาที่ไม่ได้เข้าร่วมการแข่งขันก็ยังถูกบรรยากาศกดดันจนอึดอัด ทั้งสองคนในสนามยืนนิ่งโดยสีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย นี่ต้องมีจิตใจที่แข็งแกร่งเพียงใดกัน?
หลังจากเสียงกลองดังขึ้น ม้าชั้นยอดทั้งสองพุ่งทะยานไปข้างหน้าพร้อมกัน ดินทรายปลิวฟุ้งฝุ่นตลบอบอวล บนอัฒจันทร์คนจำนวนนับไม่ถ้วนพากันยืนขึ้น ยืดคอจนยาวเพียงเพื่อจะได้เห็นเหตุการณ์ในสนาม
เซียวอี้เชินใช้ขาข้างหนึ่งเหยียบเบาๆ บนอานม้า ตัวพุ่งทะยานขึ้นฟ้าราวห่านป่า ฝ่ามือใต้แขนเสื้อรวบรวมคลื่นพลังอันแข็งแกร่งตบไปยังแผ่นหลังของตงฟางซวี่
“อา!” หลิ่วอวิ๋นฮว๋าร้องออกมาโดยไม่รู้ตัว การแข่งม้ารอบนี้เกินจินตนาการของนางออกไปไกลเหลือเกิน นางเป็สตรีในห้องหอย่อมไม่เคยเห็นเหตุการณ์ดุเดือดเช่นนี้ “รัชทายาท!”
ตงฟางซวี่ไม่ยอมถอยกลับพุ่งเข้าไป ใช้ฝ่ามือเป็ดั่งกำแพง ทะยานกายลอยขึ้นไปปะทะกับเงาร่างสีดำนั้น พลังภายในทั้งสองสายหมุนวนอยู่ในสนามราวพายุคลั่ง ท่ามกลางพลังอันน่าหวาดผวาเช่นนี้ กระทั่งอากาศก็ราวกับถูกบีบอัดจนบิดเบี้ยว
ผู้ชมที่ไร้ซึ่งพลังภายในเห็นเพียงทั้งสองกำลังสู้พัวพัน ไม่คิดเลยว่าเพิ่งจะเริ่มก็กลายเป็การต่อสู้บนหลังม้าไปเสียแล้ว
อวิ๋นซูไม่สามารถนั่งอย่างสงบอีกต่อไป นางยืนอยู่บนอัฒจันทร์มองไปข้างหน้า สายตาจับจ้องไปบนอากาศ
ฝีมือของจักรพรรดิเซียวพัฒนาไปมาก การประลองครั้งนี้ทำให้อวิ๋นซูยิ่งเข้าใจชัดเจน แคว้นอี้ในวันนี้แข็งแกร่งกว่าเดิมมากเมื่อเทียบกับตอนนั้น
ตงฟางซวี่และเซียวอี้เชินฝีมือพอฟัดพอเหวี่ยง อาภรณ์ถูกพลังภายในที่กลายเป็สายลมคมกริบตัดขาด ผมสีดำราวหมึกปลิวไสวท่ามกลางสายลม
เมื่อประฝ่ามือ พลังภายในที่ปะทะกันทำให้เกิดแรงอัดกระแทกกลับ ทำให้ทั้งสองกระเด็นถอยหลังไปพร้อมกัน ร่วงลงสู่หลังม้าของตนอย่างมั่นคง
ชุดของตงฟางซวี่ที่ถูกตัดขาดไปส่วนหนึ่งปลิวลงสู่พื้น
“ลือกันว่าฝีมือการต่อสู้ของจักรพรรดิเซียวแข็งแกร่ง ไม่ผิดจากที่ว่าเลยจริงๆ” เฟิ่งฉีมองอย่างไม่ละสายตา เดิมทีเขาคิดว่าข่าวลือนั้นเกินจริง ทว่าเมื่อได้เห็นในวันนี้แล้ว ความสามารถของจักรพรรดิเซียวเป็จริงดั่งคำเล่าลือ ชื่อเสียงะเืฟ้าดิน
ม้าพุ่งโจนทะยาน ความเร็วเท่าเทียมไม่มีใครเป็รอง เสียงกีบเท้าม้าดังก้องอยู่ในสนามแข่ง สะท้านเข้าไปในใจของทุกคน
เส้นทางราบเรียบข้างหน้าใกล้จะสิ้นสุด รั้วที่จัดวางอย่างดีใกล้เข้ามาแล้ว นี่เป็โอกาสที่จะแซงขึ้นไปได้!
ตงฟางซวี่พลันซัดฝ่ามือไปด้านหลัง ลมที่เกิดจากฝ่ามือคมกริบ พุ่งตรงไปยังศีรษะของม้าใต้ร่างของเซียวอี้เชิน
ม้านั้นต่อให้มีความเชื่องมากเพียงใดก็ยังคงเป็สัตว์ คลื่นลมที่ซัดเข้ามาอย่างเฉียบพลัน ทำให้ม้าที่ดุดันแหงนหน้าขึ้นฟ้าส่งเสียงร้องดังสนั่น
ช่องโหว่ที่ปรากฏในชั่วขณะถูกตงฟางซวี่คว้ากุมเอาไว้ ร่างกายแนบลงไปติดหลังม้า ทันใดนั้นม้าทะยานขึ้นฟ้าแล้วกวัดแกว่งลงมา ข้ามผ่านรั้วแรกไปก่อน
“ดี” หลิ่วอวิ๋นเฟิงกำหมัด หากมองตามแนวโน้มนี้ รัชทายาทต้องชนะแน่!
ดีใจเร็วไปแล้ว! อวิ๋นซูแอบขมวดคิ้ว นางไม่คิดว่าเซียวอี้เชินจะยอมให้ชัยชนะเอนเอียงไปทางฝั่งแคว้นเฉินแน่
ราวกับ้าพิสูจน์ความคิดในใจของนาง เซียวอี้เชินยื่นมือเข้าไปในแขนเสื้อหยิบกระดุมเม็ดหนึ่งออกมา อัดพลังลมปราณเข้าไปแล้วซัดไปยังม้าใต้ร่างของตงฟางซวี่
เสียงแหวกอากาศดังสนั่นดังมาจากข้างหลัง ตงฟางซวี่เตรียมป้องกันตนเอง ทราบว่าหากเขาจะออกกระบวนท่าจะต้องใช้มือเดียวจับบังเหียน เพิ่งคิดจะหลบเลี่ยง ผู้ใดจะคิดว่ากลับมีหินก้อนหนึ่งจะพุ่งมาจากฝั่งซ้าย โจมตีถูกกระดุมของเขาดังติ้ง พลังภายในสองสายปะทะกัน ก้อนหินและกระดุมพลันตกสู่พื้น
ดวงตาของเซียวอี้เชินเย็นเยียบ เป็ผู้ใดกัน?!
*******************
1 สามจิตเจ็ดิญญา ชาวจีนเชื่อว่าในร่างมนุษย์ที่สมบูรณ์จะมีสิ่งที่เรียกว่าสามจิตเจ็ดิญญา โดยสามจิตได้แก่ ิญญาฟ้า ิญญาดิน ิญญาชีวิต ส่วนเจ็ดิญญา หมายถึง ดีใจ โกรธ เศร้า กลัว รัก ร้าย โลภ
