หลังจากที่เย่ฝานแยกจากจางเหวินเทา เขาก็รีบไปที่โรงพยาบาลทันที
“นายมาแล้วเหรอ?” ไป๋อวิ๋นซีถอนหายใจเบาๆ ด้วยความโล่งอก แม้เย่ฝานจะดูไม่น่าเชื่อถือนัก แต่คนคนนี้กลับทำให้ไป๋อวิ๋นซีสบายใจอย่างบอกไม่ถูก เมื่อเย่ฝานมาถึง เขาก็ผ่อนคลายลงไปไม่น้อย
“นายเรียกฉันมา ฉันก็ต้องมาสิ! ถ้านายกลัว ไหล่ของฉันยินดีให้นายซบได้ทุกเวลา” เย่ฝานพูดโดยไม่ต้องคิด
ไป๋อวิ๋นซี “…”
เย่ฝานมองไป๋อวิ๋นซีด้วยแววตาเป็ประกาย ในดวงตาเต็มไปด้วยคำว่า ‘มาสิๆ มาซบไหล่ฉันสิ!’
เซี่ยวฉือชักสีหน้าไม่พอใจเดินออกมา ส่งเสียงกระแอมเบาๆ แล้วมองคนทั้งสองอย่างเ็า ไม่มีคำพูดใดๆ ออกมา
เย่ฝานเห็นเซี่ยวฉือก็เดินไปหาด้วยความเคารพ โค้งคำนับพร้อมกล่าว “สวัสดีครับคุณตา”
เซี่ยวฉือเอามือไพล่หลังและพูดแบบไม่สบอารมณ์ “ใครเป็ตาของนาย!”
“ตอนนี้ไม่ใช่ แต่ต่อไปใช่แน่นอนครับ” เย่ฝานพูดด้วยความมั่นใจว่าต้องเป็อย่างนั้นแน่นอน
เซี่ยวฉือพูดอย่างไม่พอใจว่า “คำพูดนั้นของนาย ดูเหมือนจะเร็วไปหน่อยนะ...”
“จะว่าไป ครั้งที่แล้วทำไมคุณต้องตัดสายผมทิ้งด้วยครับ!” เย่ฝานพูดเหมือนน้อยใจ
ตอนที่เย่ฝานยังไม่พูดเื่นี้ก็ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่พอเขาเอ่ยถึงเื่นี้ เซี่ยวฉือก็โมโหขึ้นฉับพลันพร้อมถลึงตามองเย่ฝาน “วันนั้นฉันคงป่วยถึงได้เผลอรับสายของนาย ฉันน่าจะวางสายไปั้แ่รู้ว่าเป็นายแล้ว!”
เย่ฝานมองเซี่ยวฉือด้วยดวงตาใสซื่อพร้อมพูดว่า “ทำไมคุณถึงใจร้ายกับผมอย่างนี้ เสียแรงที่ผมระลึกเสมอว่าจะต้องปรุงยาบำรุงครอบจักรวาลมามอบให้คุณให้ได้”
เซี่ยวฉือ “…” ยาบำรุงครอบจักรวาลอะไร บำรุงสมองนายก่อนเถอะ!
ที่เย่ฝานติดต่อมาในครั้งนั้นไม่รู้ว่าคนปากโป้งคนไหนที่กระจายข่าวออกไป ทำให้่หนึ่งมีคนนำเื่ของเซี่ยวฉือไปล้อเลียนกันสนุกปาก ส่งผลให้เขาโมโหเป็ฟืนเป็ไฟ
“อาจารย์เซี่ยว ได้ยินว่าคุณจะได้หลานเขยในไม่ช้า ไม่ทราบว่าคุณชายตระกูลไหนที่โชคดีถึงขั้นเข้าตาคุณได้”
“อาจารย์เซี่ยว ได้ยินว่าหลานเขยกตัญญูต่อคุณมาก ยังคิดปรุงยาบำรุงครอบจักรวาลให้ด้วย หลานเขยของฉันนี่สิใช้ไม่ได้เลย ไม่เคยเป็ห่วงเป็ใยตาแก่คนนี้เลย”
“อาจารย์เซี่ยวระยะนี้ดูคุณสดใสมีชีวิตชีวาขึ้นนะ หรือจะเป็เพราะได้กินยาบำรุงขนานพิเศษนั่นหรือเปล่า”
“อาจารย์เซี่ยว หลายเขยของคุณก็เจตนาดีอยู่นะ แต่ไอ้ยาบำรุงครอบจักรวาล มันจะแรงไปหรือเปล่า”
…
เซี่ยวฉือวุ่นวายใจจนอยู่ไม่สุข ทำให้ต้องลางานไปหลายวันเลยทีเดียว!
“ใครอยากได้ยาของนายกัน!” เซี่ยวฉือพูดอย่างฉุนเฉียว
“ยาบำรุงครอบจักรวาลนี่ไม่เลวเลยนะ กินแล้วกำลังวังชาจะเพิ่มทวีคูณและไม่มีผลข้างเคียงด้วยนะครับ” เย่ฝานกล่าวพลางหยิบยากระปุกหนึ่งมอบให้เซี่ยวฉือ
เซี่ยวฉือโกรธจนหน้าแดง พูดว่า “ฉันว่านายควรกินเยอะๆ เพื่อบำรุงตัวเองไปเถอะ”
“ผม? ผมไม่ต้องบำรุงหรอกครับ! ผมกระปรี้กระเปร่าและมีพลังล้นเหลือขนาดนี้! คุณตาครับ คนแก่ที่มีภาวะกระดูกพรุนเหมือนคุณตาเหมาะจะใช้ยานี่มากกว่า ผมยังหนุ่มแน่นคงไม่จำเป็หรอกครับ” เย่ฝานพูดจาโอ้อวด
เซี่ยวฉือ “…” ภาวะกระดูกพรุนงั้นเรอะ!
ไป๋อวิ๋นซีหายใจเข้าลึกๆ พูดอย่างจนใจว่า “คุณตาครับ รับไว้เถอะ น่าจะเป็ของดีนะครับ”
ไป๋อวิ๋นซีกวาดตามองเย่ฝานแวบหนึ่ง คิดในใจว่าคำพูดของเ้าหมอนี่แม้อาจฟังดูไม่รื่นหูนัก แต่ทุกครั้งที่หยิบอะไรออกมาก็มักเป็ของที่ใช้ได้ผลดีเสมอ เพียงแต่ยาบำรุงครอบจักรวาล ชื่อนี้ก็อาจฟังดูเกินจริงไปหน่อย...
“แล้วยานี่ใช้ยังไงล่ะ!” ไป๋อวิ๋นซีถาม
“เจ็ดวันกินหนึ่งเม็ด กินมากกว่านี้ไม่ได้ บำรุงมากไปก็ไม่ดี!” เย่ฝานกล่าว
เซี่ยวฉือ “…”
…
“ไปเยี่ยมหลานสาวของฉันกันเถอะ เธอเหมือนยังไม่ดีขึ้นเลย”
“ได้สิ! ฉันฟังนายทุกอย่างนั่นแหละ”
เย่ฝานตามไป๋อวิ๋นซีเข้าไปในห้องผู้ป่วย เด็กหญิงคนหนึ่งนอนอยู่บนเตียง หล่อนหลับตาทั้งสองข้าง ร่างกายดูอิดโรยจนน่าใ
เด็กหญิงรู้สึกได้ถึงการมาของเย่ฝาน หล่อนจึงลืมตาจ้องมองเย่ฝานด้วยดวงตาแวววาวทันที
เมื่อััถึงสายตาอันร้อนแรงของเด็กหญิง เย่ฝานก็อดกะพริบตาปริบไม่ได้
“เป็ยังไงบ้าง?” ไป๋อวิ๋นซีถาม
“เพิ่งโดนของแบบนั้นเข้าสิง เป็ธรรมดาที่ร่างกายจะไร้เรี่ยวแรง พักผ่อนไม่กี่วันก็หายดี” เย่ฝานคลำข้อมือของไป๋โม่โม่
ไป๋อวิ๋นซีพยักหน้าขณะเปล่งเสียง “อ่อ”
เย่ฝานมองหน้าไป๋อวิ๋นซี รู้สึกว่าสีหน้าของเขาไม่ปกติเท่าใดนัก
“นายออกไปกับฉันหน่อยสิ” ไป๋อวิ๋นซีเอ่ย
เย่ฝานเชื่อฟังที่ไป๋อวิ๋นซีพูด จึงเดินตามเขาไปที่ระเบียงของโรงพยาบาล
“นายเห็นสัญลักษณ์บนร่างของเธอไหม?” ไป๋อวิ๋นซีถาม
เย่ฝานกลอกตารอบหนึ่งแล้วส่ายหน้าพลางกล่าว “ไม่มี”
“ฉันจำได้ที่นายเคยบอกว่าฉันมีร่างเทียนหยินแฝงอยู่ ก็เลยดึงดูดภูตผีเข้ามาได้ง่าย งั้นคนที่อยู่กับฉันจะโดนผลกระทบไหม?” ไป๋อวิ๋นซีกำหมัดแน่นพร้อมถามด้วยความกังวลใจ
เย่ฝานส่ายหน้าแล้วตอบว่า “ร่างเทียนหยินเป็เื่ของนาย ไม่ใช่โรคติดต่อสักหน่อย”
ไป๋อวิ๋นซีถอนหายใจโล่งอกก่อนกล่าว “งั้นก็ดี”
“นายกำลังกังวลเื่อะไรเหรอ?” เย่ฝานถาม
“โม่โม่บอกว่าหล่อนเล่นผีปากกากับเพื่อนกลุ่มหนึ่ง จู่ๆ มีหนึ่งในนั้นถามผีว่าตายเพราะอะไร แล้วผีปากกาก็โกรธขึ้นมา แต่ว่าคนที่ผีนั่นเล่นงานกลับเป็โม่โม่” เวลาที่เล่นผีปากกา บางคำถามก็ไม่สมควรถาม เช่น เื่เพศ สาเหตุการตาย แม้กระทั่งเื่ครอบครัว
เย่ฝานเกาหัวแล้วพูดว่า “เื่นี้ฉันก็ไม่ค่อยรู้เื่หรอก แต่คงเป็เพราะผีปากการู้สึกว่าหลานสาวของนายน่ารักกว่าใครมั้ง”
“อย่างนั้นเหรอ?” ไป๋อวิ๋นซีเอ่ย “มันจะมายุ่งกับโม่โม่อีกไหม?”
เย่ฝานส่ายหน้าก่อนตอบกลับไป “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน! เอาอย่างนี้เดี๋ยวฉันทำหยกห้อยไว้ที่คอของเธอก็ได้แล้ว”
“หยก? พี่สาวของฉันบอกว่าวันนั้นนายมอบหยกให้เธอ! หยกนั่นเหมือนหยกตามแผงลอยที่ขายราคาชิ้นละหนึ่งหยวน?” ไป๋อวิ๋นซีพูด
“พี่สาวนายนี่ดูของไม่เป็หรือไง! หยกนั่นชิ้นละสิบหยวนต่างหากล่ะ” เย่ฝานบ่นอย่างคนไม่ได้รับความเป็ธรรม
ไป๋อวิ๋นซี “…” หยกราคาชิ้นละหนึ่งหยวนกับราคาชิ้นละสิบหยวนมันจะแตกต่างกันขนาดไหนเชียว ยังไงก็คือสินค้าเกรดต่ำทั้งนั้นแหละ!
เย่ฝานเห็นสีหน้าของไป๋อวิ๋นซีก็หัวเราะอายๆ แล้วพูดว่า “หยกนั่นถึงจะไม่มีราคา แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นไม่ใช่ตัวหยก แต่เป็ค่ายกลที่สลักลงไปในหยกต่างหาก”
ไป๋อวิ๋นซี “…” ไหนๆ ก็จะสลักค่ายกลลงไปบนหยก ทำไมถึงไม่รู้จักซื้อหยกที่คุณภาพดีกว่านี้มานะ
ไป๋อวิ๋นซีมองหยกนับร้อยชิ้นในกระเป๋าเป้ของเย่ฝาน เขาขมวดคิ้วถามว่า “ทำไมถึงมีหยกมากมายขนาดนี้?”
“ได้ยินว่าครอบครัวนายมีกันหลายคน ฉันก็เตรียมมาเพื่อผูกไมตรีกับพวกเขา รับของแล้วก็ต้องเอื้อประโยชน์ต่อกัน! ถ้าคนในบ้านนายรับหยกจากฉันไปแล้ว ก็น่าจะปฏิบัติดีกับฉันหน่อย” เย่ฝานกล่าว
ไป๋อวิ๋นซี “…” เ้าหมอนี่คิดจะเอาหยกชิ้นละสิบหยวนมาทำให้คนในบ้านของเขายอมรับอย่างนั้นหรือ?
“หยกพวกนี้สลักค่ายกลแล้วเหรอ?” ไป๋อวิ๋นซีถาม
เย่ฝานส่ายหัวพร้อมตอบ “ยังหรอก สลักไปแค่เจ็ดแปดชิ้นเอง”
เย่ฝานหยิบหยกออกมาหนึ่งชิ้นพร้อมพูดว่า “หยกชิ้นนี้มีค่ายกลคุ้มภัยและค่ายกลปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย นายเอาไปห้อยที่คอของหลานสาวก็จะไม่เกิดเื่อีก”
ไป๋อวิ๋นซีพยักหน้าตอบ “ได้”
“ฉันไม่เข้าไปแล้วนะ!” เย่ฝานพูด
ไป๋อวิ๋นซีมองเย่ฝานด้วยความงุนงง ถามเขาว่า “เป็อะไรไป? ทำไมถึงไม่เข้าไปล่ะ?”
“ฉันรู้สึกว่าเด็กคนนั้นเหมือนจะชอบฉันเข้าให้แล้ว คนมีเสน่ห์เกินไปก็เป็ปัญหาเหมือนกัน นายดูสิ ฉันเป็ที่รักของทั้งเด็กและผู้ใหญ่จริงๆ! ฉันไม่เข้าไปแล้วดีกว่า เธอจะได้ไม่ถลําลึกไปมากกว่านี้!” เย่ฝานพูดพลางถอนหายใจ
ไป๋อวิ๋นซีกัดฟันพูดอย่างไม่พอใจว่า “นายคิดมากไปแล้วล่ะ...”
“งั้นเหรอ? เมื่อกี้เด็กคนนั้นมองฉันด้วยสายตาเร่าร้อนมากเลยนะ! ฉันรู้ว่ายอดคนไร้เทียมทานอย่างฉัน พันปีผ่านไปถึงจะปรากฏกายสักคนหนึ่ง ก็เลยเป็ที่หมายปองของใครหลายคน เื่นี้คงหลีกเลี่ยงได้ยาก” เย่ฝานพูดโดยเชื่อว่าเป็อย่างนั้นจริงๆ
“เธอแค่ไม่เคยเห็นคนประหลาดเหมือนนายต่างหากเล่า ก็เลยจ้องนานไปหน่อย!” ไป๋อวิ๋นซีพูดอย่างเสียอารมณ์ พันปีผ่านไปถึงจะปรากฏกายสักคนหนึ่ง พันปีผ่านไปได้แบบนี้ออกมาน่ะเหรอ?
“ประหลาด? นี่คือคำชมใช่ไหม?” เย่ฝานถามด้วยความแปลกใจ
ไป๋อวิ๋นซีสูดหายใจยาวๆ แล้วพูดว่า “ฉันไม่พูดกับนายแล้ว...”
เย่ฝาน “…”
…
เย่ฝานลากกระเป๋าเดินทางไปถึงทางเข้าของชุมชนแห่งหนึ่ง
“คุณผู้ชาย ไม่ทราบว่ามาหาใครครับ” เมื่อเย่ฝานมาถึงทางเข้าชุมชน ก็มีพนักงานรักษาความปลอดภัยเข้ามาถาม
“ฉัน? ฉันเป็เ้าของบ้านน่ะสิ!”
“คุณเป็เ้าของบ้านหลังไหนครับ?” พนักงานรักษาความปลอดภัยถามอย่างสงสัย
ชุมชนคฤหาสน์ซินเยวี่ย มีนักการเมืองที่มีชื่อเสียงและดาราที่ร่ำรวยอาศัยอยู่ไม่น้อย เย่ฝานซึ่งแต่งกายด้วยชุดลำลอง ลากกระเป๋าเดินทางสีดำ ในมือถือถังหูลู่หนึ่งไม้ ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนเ้าของคฤหาสน์
“บ้านฉันหลังที่สิบแปด” เย่ฝานตอบ
เมื่อเย่ฝานพูดจบ สีหน้าของพนักงานรักษาความปลอดภัยก็เปลี่ยนไป “คุณอยู่คฤหาสน์หลังที่สิบแปด?”
คฤหาสน์หลังที่สิบแปดตั้งอยู่มุมหนึ่งของชุมชน ถึงแม้คฤหาสน์หลังนี้จะเคยเกิดเื่ลี้ลับขึ้นบ้าง แต่ว่าผู้คนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงล้วนไม่เคยเจอปัญหา ดังนั้นถึงแม้ว่าคฤหาสน์หลังที่สิบแปดจะทรุดโทรมและดูน่ากลัวไปบ้าง แต่เ้าของคฤหาสน์หลังอื่นๆ ก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ
“ใช่”
“คุณผู้ชาย คุณรู้หรือไม่ว่าบ้านหลังที่สิบแปดมัน...”
เย่ฝานหัวเราะเริงร่า ตอบกลับไปว่า “ฉันรู้ ก็เพราะว่ามันราคาถูก ฉันได้มาด้วยเงินแค่สามล้านเหรียญเท่านั้นเอง ของดีแต่ราคาถูก! สมัยนี้นักลงทุนที่มีสายตาแม่นยำอย่างฉันน่าจะเหลือน้อยมากแล้ว ที่เหลือก็มีแต่พวกไม่เอาไหนทั้งนั้น ที่ะโตึกฆ่าตัวตายกันก็เพราะไม่มีวิสัยทัศน์ไงล่ะ”
เหล่าพนักงานรักษาความปลอดภัยมองหน้ากัน พวกเขาเห็นว่าเย่ฝานเหมือนคนโง่
เย่ฝานเดินเข้าไปในคฤหาสน์พร้อมกับสายตาของพนักงานรักษาความปลอดภัยที่มองตามไป
“พวกนายคิดว่าหมอนี่จะอยู่ได้สักกี่วัน!”
“ไม่รู้เหมือนกัน! เขามาอยู่คนเดียวซะด้วย ไม่แน่ว่าคืนนี้อาจจะโดนหลอกจนหนีหัวซุกหัวซุนออกมาก็ได้”
“พวกนายว่าเ้าหมอนี่เป็ใครกัน!”
“เ้าหมอนี่คงจะเป็ทายาทรุ่นที่สองของตระกูลใหญ่สักตระกูล แต่เป็เพราะผ่านโลกมาน้อย เลยถูกพ่อค้าหน้าเืหลอกขายบ้านให้ แถมยังคิดว่าตัวเองได้เปรียบและคุ้มมากที่ได้คฤหาสน์หลังนั้นไป”
“คฤหาสน์หลังที่สิบแปดไม่มีคนอยู่นานแล้ว หมายเลขสิบแปดจะว่าไปแล้วก็ไม่ค่อยดีเท่าไร หลังที่สิบแปด นรกสิบแปดขุม ลือกันว่าคฤหาสน์หลังนั้นเชื่อมต่อกับประตูนรก”
“หลายคนที่พักในคฤหาสน์หลังนั้นมักจะเจอกับเื่ลี้ลับ! ถ้าเ้าหมอนั่นตายอยู่ข้างในก็ไม่มีใครรู้เลยนะ”
“เ้าทึ่มนี่ยังกล้าเหน็บแนมนักลงทุนที่ะโตึกตายอีกด้วย ดีไม่ดีสองวันผ่านไป เขาเองนั่นแหละที่คิดจะะโตึก”
…
เย่ฝานไม่รับรู้ถึงความกังวลของพนักงานรักษาความปลอดภัยเ่าั้ นาทีนี้เขายืนอยู่หน้าประตูใหญ่ของคฤหาสน์แล้ว
เดิมทีเย่ฝานพักอยู่ที่โรงแรม ตั้งใจว่าจะทำธงดูดิญญา แต่เกรงว่าจะทำให้เกิดเสียงอึกทึกครึกโครมจนโดนไล่ออกจากโรงแรม จึงตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่นี่เลย แน่นอนว่าเย่ฝานไม่ได้กลัวถูกไล่ออกจากโรงแรม แต่เขากลัวว่าการทำธงและหลอมอาวุธของเขาจะถูกรบกวนกลางคัน
