เฟิ่งสือจิ่นบีบเข้ามาเรื่อยๆ เส้นผมสีดำของเฟิ่งสือจาวยุ่งเหยิงไปหมด ปิ่นระย้าบนหัวร่วงตกเต็มพื้น นางหันหน้าหลบกรงเล็บของเฟิ่งสือจิ่น พลางจิกเล็บแหลมๆ ของตนเองเข้าไปในแขนของอีกฝ่ายสุดแรง “เฟิ่งสือจิ่น เ้ากล้าทำกับข้าเช่นนี้เชียวหรือ ข้าจะทำให้เ้าเ็ปยิ่งกว่าตายทั้งเป็!”
เฟิ่งสือจิ่นยังคงนิ่งสงบ การเคลื่อนไหวเพียงเท่านี้ไม่ทำให้นางรู้สึกเหนื่อยเลยด้วยซ้ำ นางหัวเราะด้วยเสียงทุ้มต่ำ “งั้นก็ลองทำให้ข้าเ็ปยิ่งกว่าตายทั้งเป็ดูหน่อยสิ เ้าเป็คนรนหาที่เอง เพราะฉะนั้น อย่าโทษที่ข้าไม่ยอมออมมือให้เลย เ้าคิดว่าข้ายังเป็เฟิ่งสือจิ่นคนเก่าที่จะรังแกโขกสับอย่างไรก็ได้หรือ หากเ้าคิดแบบนั้นจริงๆ เ้าก็คิดผิดอย่างใหญ่หลวงเลย”
เฟิ่งสือจาวพยายามก้มหน้าแล้วถอยกลับไปด้านหลังอย่างสุดชีวิต ไม่้าให้เฟิ่งสือจิ่นแตะต้องใบหน้าของนางได้ ทว่าเฟิ่งสือจิ่นไม่ได้มีความอดทนสูงขนาดนั้น นางจิกเส้นผมที่ยุ่งเหยิงของเฟิ่งสือจาวอย่างแรงเหมือนที่เฟิ่งสือจาวเคยทำกับนางในวิทยาลัยหลวง จากนั้นก็ออกแรงดึงเส้นผมสีดำกลับไปด้านหลัง เฟิ่งสือจาวเ็ปจนน้ำตาไหล แรงดึงทำให้นางจำต้องเงยหน้าขึ้นอย่างไร้ทางเลือก เครื่องสำอางบนใบหน้าที่เคยประณีตงดงาม บัดนี้เลอะเทอะวุ่นวายไปหมด ชาดสีแดงที่ทาอยู่บนริมฝีปากถูกปาดจนเลอะเต็มคาง ไม่หลงเหลือความงามอยู่เลยแม้แต่น้อย
เฟิ่งสือจาวมองสบตากับดวงตาที่หรี่ลงอย่างเ้าเล่ห์ของเฟิ่งสือจิ่น นางคำรามสั่งสาวใช้ด้วยเสียงที่สั่นเครือเพราะความหวาดกลัว “นั่งบื้ออยู่อีกทำไม ยังไม่รีบไปเรียกคนมาช่วยอีก...”
สาวใช้รีบลุกขึ้นมาจากพื้น แล้ววิ่งกลับไปยังเรืออีกลำอย่างร้อนรน หลิวอวิ๋นชูเตรียมจะเข้าไปรั้งเอาไว้ แต่เฟิ่งสือจิ่นกลับห้ามเอาไว้ก่อน “ไม่เป็ไร ปล่อยนางไปเถอะ! ไม่เช่นนั้น ข้ากลัวจริงๆ ว่าตัวเองจะโกรธจนควบคุมตัวเองไม่ได้ พลั้งมือฆ่าคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเฟิ่งที่นี่”
เฟิ่งสือจาวเบิกตากว้าง นางเกลียดเฟิ่งสือจิ่นจริงๆ เกลียดจนเข้ากระดูกดำ
เฟิ่งสือจิ่นตบหน้าของเฟิ่งสือจาวอีกสองครั้งแล้วพูดอมยิ้ม “ในหมู่สตรี การมีปากเสียงจนถึงขั้นตบตีกันเช่นนี้ ถือเป็เื่ธรรมดา ไม่ใช่เื่แปลกอะไร งานประกวดริมแม่น้ำฉินฉู่ในวันนี้ ไม่ใช่สถานที่ที่คนดีๆ ควรจะมากันหรอกนะ เป็อะไรไป ไม่พอใจหรือ เช่นนั้นพรุ่งนี้ก็ไปฟ้องเอาเื่ข้าสิ บอกว่าข้าตบตีเ้าบนเรือสำราญในงานริมแม่น้ำฉินฉู่ ใครๆ ต่างก็รู้ดีว่าข้ามีนิสัยเกกมะเหรกเกเร ไม่เคารพกฎระเบียบและมารยาท นี่เป็ปัญหาเก่าแล้ว แต่การที่คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเฟิ่งเช่นเ้ามาเที่ยวเล่นในซ่องเช่นนี้ ช่างเป็การกระทำที่น่าขายหน้าและไร้ยางอายสิ้นดี ซึ่งอาจกลายเป็ข่าวใหญ่ในเมืองหลวงไปเลยก็ได้”
หลิวอวิ๋นชูที่ยืนอยู่ข้างๆ สะใจจนอยากจะปรบมือดังๆ สักครั้ง เขายกนิ้วโป้งขึ้นเงียบๆ สมแล้วที่เป็สหายของข้า สะใจจริงๆ!
เฟิ่งสือจาวจับมือของเฟิ่งสือจิ่นเอาไว้ด้วยหวังว่าจะตอบโต้และพลิกเกมจากแพ้เป็ชนะ นางกัดฟันกรอด “เฟิ่งสือจิ่น แล้วเ้าจะเสียใจ!”
น่าเสียดายที่นางไม่มีท่าทีว่าจะชนะเฟิ่งสือจิ่นได้เลย ในตอนนั้นเอง จู่ๆ ร่างของคนกลุ่มหนึ่งก็เดินออกมาจากเรืออีกลำอย่างรีบร้อน เฟิ่งสือจิ่นเห็นดังนั้นจึงลากเฟิ่งสือจาวไปชิดกับขอบเรือ เบื้องล่างเป็คลื่นน้ำที่ซัดกระหน่ำ เส้นผมยาวๆ ของเฟิ่งสือจาวคล้อยตกไปนอกขอบเรือและพลิ้วไหวไปตามแรงลม นางตื่นตระหนกเป็อย่างมาก “เฟิ่งสือจิ่น เ้าคิดจะทำอะไร?”
เฟิ่งสือจิ่นพูดอย่างไม่ใส่ใจ “ข้าอยากทำอะไร เ้ารู้ดีอยู่แล้วไม่ใช่หรือ” พูดจบก็พลิกร่างของเฟิ่งสือจาวให้หันออกไปด้านนอก แล้วยกเท้าถีบอย่างไม่เกรงใจ ตู้ม... เสียงน้ำดังขึ้น เฟิ่งสือจาวถูกถีบจนตกลงไปในแม่น้ำ
เฟิ่งสือจาวกรีดร้องด้วยความหวาดผวา แต่ยังไม่ทันได้ร้องจนสุดเสียง ร่างของนางก็จมหายเข้าไปในน้ำเสียแล้ว ไม่นานเสียงเอะอะโวยวายของฝูงคนที่ชมการแสดงอยู่รอบด้านก็เข้ามาแทนที่อย่างรวดเร็ว จึงแทบไม่มีใครสังเกตเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นทางนี้เลยก็ว่าได้
หลิวอวิ๋นชูตกตะลึงอย่างหนัก เขาวิ่งมาที่ขอบเรือ จับราวกั้นเอาไว้และมองลงไปในน้ำอย่างตื่นตระหนก “เฟิ่งสือจิ่น เ้าถีบนางลงไปในน้ำแล้วจริงๆ หรือ? หากเกิดเื่อะไรขึ้นมา...”
อีกด้าน เมื่อเห็นเฟิ่งสือจาวตกน้ำ กลุ่มคนที่ออกมาจากเรืออีกลำ ซึ่งถูกหญิงรับใช้ตามออกมาช่วยก็รีบะโลงไปในน้ำ และช่วยเฟิ่งสือจาวขึ้นมาทันที ในเวลาเช่นนี้ พวกเขาไม่มีเวลามาคิดบัญชีกับเฟิ่งสือจิ่นหรอก
เมื่อถูกช่วยขึ้นมาบนเรือ เฟิ่งสือจาวก็ร้องไห้โฮอยู่นานอย่างไม่อาจหยุดลงได้ ร้องไปพลาง พลางคำรามด้วยเสียงขาดห้วง “เฟิ่งสือจิ่น เ้าต้องชดใช้ในสิ่งที่... แคกๆ... ในสิ่งที่เ้าทำในวันนี้อย่างสาสม!”
เฟิ่งสือจิ่นจับราวกั้นเอาไว้ ดวงไฟทั้งใกล้และไกลส่องแสงระยิบระยับ แสงริบหรี่สาดลงบนใบหน้างาม ดวงตาที่หรี่เล็กของนางเป็เหมือนต้นน้ำของธารใสจากูเาสูง ช่างบริสุทธิ์ สวยงามและน่าดึงดูดอะไรเช่นนี้ หลิวอวิ๋นชูมองนาง ขณะที่นางกำลังมองไปยังเฟิ่งสือจาวด้วยสีหน้าราบเรียบ เฟิ่งสือจิ่นหัวเราะเบาๆ “ดูสิ นางไม่ได้เป็อะไรเสียหน่อย ยังมีแรงแผดเสียงออกมาเช่นนี้ จะเป็อะไรไปได้”
หลิวอวิ๋นชูถามอย่างอดกังวลไม่ได้ “หากนางมาหาเื่เ้าอีกจะทำอย่างไร?”
เฟิ่งสือจิ่นพูด “ต่อให้คืนนี้ข้าไม่เล่นงานนาง นางก็จ้องจะหาเื่ข้าตลอดเวลาอยู่แล้วนี่”
เสียงร้องไห้ของเฟิ่งสือจาวดึงดูดความสนใจจากเรืออีกลำ เรือลำนั้นเคลื่อนเข้ามาต่อกับเรือของเฟิ่งสือจิ่น ฝูงคนเดินขวักไขว่ไปมาระหว่างเรือทั้งสองลำ ในตอนนั้นเอง ดูเหมือนเสียงร้องไห้ของเฟิ่งสือจาวจะดังยิ่งกว่าเดิมเล็กน้อย
เฟิ่งสือจิ่นกับหลิวอวิ๋นชูเดินกลับเข้าไปในเรือ จากนั้นก็สั่งให้คนแจวเรือเคลื่อนเรือไปยังบริเวณที่มีพื้นที่ว่างและโล่งกว่านี้ ซึ่งค่อนข้างห่างไกลจากเวทีกลางน้ำ ที่นั่น เสียงดนตรีดังแว่วผ่านสายน้ำมากระทบกับใบหูเพียงแ่เบา เสียงนั้นดังเพียงรำไร ทว่าก็ให้ความรู้สึกนุ่มนวล ละมุนและน่าหลงใหล คล้ายบทเพลงนั้นถูกความชุ่มชื้นของสายน้ำชำระล้างจนอ่อนนุ่มลงเช่นนั้น
เพราะเกิดเื่เมื่อครู่ขึ้น ทั้งสองจึงเสียอารมณ์ ไม่อยากรู้แล้วว่าใครจะชิงตำแหน่งยอดบุปผาไป พวกเขากลับเข้าไปนั่งอยู่ในเรือ ฟังดนตรีไปพลาง พลางก็ชนแก้วและดื่มสุราไปด้วย
ดูเหมือนเฟิ่งสือจิ่นจะอารมณ์ดีเป็พิเศษ นางหลับตาลง พลางโยกหัวไปตามจังหวะดนตรี เมื่อเทียบกันแล้ว หลิวอวิ๋นชูรู้สึกสะใจก็จริง แต่ก็ยังมีความกังวลแฝงอยู่เล็กน้อย เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าความรู้สึกเหล่านี้มาจากที่ใด รู้แค่ว่ามันอุดอู้อยู่ในใจ ไม่อาจกำจัดออกไปได้เลย
หลังดื่มสุรากันไปหลายจอก หลิวอวิ๋นชูจึงถามเฟิ่งสือจิ่นอย่างกลัดกลุ้ม “เฟิ่งสือจิ่น เ้าจำเื่ในอดีตไม่ได้แล้วจริงๆ หรือ?”
เฟิ่งสือจิ่นเคาะนิ้วลงบนโต๊ะ และฮัมเพลงตามจังหวะดนตรี “จำได้สิ”
“แต่... แต่ดูเหมือนเ้าจะลืมองค์ชาย...” เขาเองก็เคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับเฟิ่งสือจิ่นผ่านหูมาบ้าง เพียงแต่เขาไม่ได้ใส่ใจเท่านั้น ทว่าเมื่อได้ฟังสิ่งที่เฟิ่งสือจาวพูดในวันนี้ เขาจึงพบว่าแท้จริงแล้วตนใส่ใจในเื่นี้ไม่น้อย... ไม่สิ ใส่ใจมากเลยต่างหาก เขาพึมพำขึ้นเบาๆ “ไม่แน่ สิ่งที่นางพูดอาจเป็เื่จริงก็ได้...”
เฟิ่งสือจิ่นอยู่ในอาการเคลิ้มเพราะฤทธิ์สุรา ดวงตาคู่สวยเริ่มแดงขึ้นมาเล็กน้อย นางถาม “เ้าอยากพูดอะไรกันแน่?”
หลิวอวิ๋นชูส่ายหน้า เขายกไหสุราขึ้นจากโต๊ะ พลางพูดด้วยท่าทางใจกว้าง “ไม่มีอะไร วันวานไม่อาจแก้ไข สู้ดื่มสุรา หาความสำราญให้หนำใจ ลืมเื่ในอดีตไปดีกว่า! มา ดื่ม!”
ในยามปกติ ทั้งสองไม่ค่อยได้ดื่มสุราสักเท่าใด แต่กลับชื่นชอบรสชาติของสุราเป็อย่างมาก เหตุนี้ เพียงไม่นานพวกเขาก็เมาจนสติเลือนรางไปหมด หารู้ไม่ว่าหลังเรือของพวกเขาหยุดลงได้ไม่นาน เรือของเฟิ่งสือจาวก็เคลื่อนตามมาติดๆ ซึ่งตอนนี้ เรืออีกลำกำลังใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว
ท้ายที่สุดเรือทั้งสองลำก็ชนเข้าด้วยกันอย่างจัง การปะทะครั้งนี้รุนแรงกว่าครั้งก่อนเป็ไหนๆ สายน้ำเบื้องล่างสาดกระเซ็น เรือทั้งสองลำก็ถูกแรงปะทะผลักให้ถอยกลับไปด้านหลังเช่นกัน
เฟิ่งสือจิ่นกับหลิวอวิ๋นชูที่นั่งอยู่ภายในเรือไม่ทันได้ตั้งตัว จึงเสียหลักล้มลงทั้งคู่ หลิวอวิ๋นชูรีบมุดเข้าไปหลบใต้โต๊ะ เฟิ่งสือจิ่นรีบหันไปมองรอบด้าน “แผ่นดินไหวหรือ?”
ลูกสมุนที่ดุดันแถมยังมีวรยุทธ์ติดตัวเดินออกมาจากในเรือ แล้วใช้โซ่สองเส้นผูกและดึงให้เรือทั้งสองลำขยับเข้ามาติดกัน จากนั้นคนกลุ่มหนึ่งก็ะโมายังเรือของเฟิ่งสือจิ่นกับหลิวอวิ๋นชูด้วยท่าทางเหี้ยมเกรียม
ทั้งสองยังไม่ทันได้เข้าใจเลยด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น ประตูของห้องขนาดเล็กบนเรือก็ถูกกระแทกจนเปิดออกเสียแล้ว พลันเสียงแหลมๆ ที่อัดแน่นไปด้วยความโกรธเกรี้ยวของสตรีก็ดังขึ้น “เฟิ่งสือจิ่นอยู่ไหน?”
เฟิ่งสือจิ่นเดินโซเซไปมา จู่ๆ ภาพตรงหน้าก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างกะทันหัน เฟิ่งสือจิ่นถูกกระชากคอเสื้อให้หันไปอีกทาง ฤทธิ์สุราทำให้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีมลายหายไปจนหมดสิ้น แม้จะดิ้นขัดขืน ร่างกายก็อ่อนแรงเกินกว่าจะต่อสู้ได้อยู่ดี มีหรือที่เฟิ่งสือจิ่นในสภาพเช่นนี้จะสู้ผู้ชายสองคนที่ล็อกตัวนางเอาไว้ได้
