หลินชิงเวยหันกลับไปมองนางกำนัลแล้วกล่าวขึ้นว่า “ข้าขึ้นรถม้าผิดคันหรือไม่?”ดีชั่วอย่างไรนางก็เป็นางสนมของตำหนักในคนหนึ่งนั่งรถม้าคันเดียวกับเซ่อเจิ้งอ๋องกลับไปเยือนครอบครัวฝ่ายมารดาจะถูกกฎเกณฑ์ได้อย่างไร?
ในมือของเซียวเยี่ยนมีหนังสือเล่มหนึ่งอาภรณ์ที่สวมอยู่บนกายนั้นเป็อาภรณ์ในชุดสุภาพที่สวมใส่ทั่วไปเขาเงยหน้าขึ้นกล่าวว่า “วันนี้แต่งกายธรรมดาออกตรวจการยังจวนมหาเสนาบดีหลินไม่ต้องคำนึงถึงกฎระเบียบมากนัก นั่งลงเถิด”
หลินชิงเวยไม่ได้แต่งกายอย่างประณีตเช่นกัน นางไม่ได้สวมอาภรณ์ตามศักดิ์ฐานะของเจาอี๋เหนียงเหนียงสวมเพียงกระโปรงสีสุภาพชิ้นหนึ่งเช่นกัน
หลินชิงเวยได้ยินเช่นนั้นจึงนั่งลงบนรถม้าเขาซึ่งเป็ถึงเซ่อเจิ้งอ๋องไม่เกรงกลัวต่อคำพูดของผู้คน แล้วนางจะต้องกลัวอะไร?
หลังจากหลินชิงเวยนั่งลงดีแล้ว เซียวเยี่ยนจึงให้คนบังคับรถม้าออกเดินทางรถม้าคันนี้หันหลังให้ตำหนักซวี่หยางมุ่งหน้าออกไป
วังหลวงแห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาลจริงๆนั่งรถม้าออกจากตำหนักซวี่หยางไปถึงด้านนอกของประตูวังหลวง เสียเวลาไปครึ่งชั่วโมงกว่าประตูวังหลวงบานใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ดูคล้ายกับทางเข้าออกของกรงขังขนาดใหญ่ที่นั่นมีทหารเฝ้ารักษาการณ์อย่างเข้มงวดกวดขัน
หลินชิงเวยเลิกม่านมองออกไปเห็นรถม้าวิ่งไปข้างหน้าแต่กลับถูกทหารใช้ดาบมาขวางเอาไว้คนบังคับม้าจึงแสดงป้ายคำสั่งชิ้นหนึ่ง องครักษ์ผู้นั้นเห็นแล้วจึงถอยออกไปยืนอยู่ด้านข้างอย่างนอบน้อมจากนั้นให้รถม้าออกไปจากวังหลวงอย่างราบรื่น
ออกมาจากประตูวัง ด้านนอกเป็ถนนสายยาวและเปลี่ยวเส้นหนึ่งถนนเส้นนี้เชื่อมต่อกับตลาดอันคึกคักบนถนนสายนี้มีองครักษ์มากมายกำลังเดินลาดตระเวนชาวบ้านธรรมดาทั่วไปไม่ได้รับอนุญาตให้มาที่นี่
การเริ่มต้นของวันใหม่บนถนนหนทางเริ่มคึกคักและเสียงดังข้างถนนมีร้านค้าที่เปิดร้านบนริมทาง ล้วนเริ่มเปิดร้านเพื่อทำการค้าผู้คนที่สัญจรไปมาบนถนนหนทางเริ่มมีมากขึ้น
นานเช่นนี้แล้วหลินชิงเวยเพิ่งจะได้ออกจากวังมาเห็นภาพคึกคักเช่นนี้เป็ครั้งแรกนางอดไม่ได้ที่จะฟุบร่างกับขอบหน้าต่างเพื่อจะมองดูอีกหน่อยข้างนอกสนุกกว่าในวังหลวงมากมายนัก ทั้งคึกคักทั้งติดดินไม่รู้ดีกว่าวังหลวงตั้งเท่าใดดูท่าแล้วการตัดสินใจเลือกออกจากวังในวันหน้าเป็เื่ที่ฉลาดเฉลียวกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว
หลินชิงเวยเคาะคางเล็กๆ ของตน เริ่มวางแผนชีวิตของตนภายหลังออกจากวังทำอะไรดี? เปิดร้านหมอเล็กๆ ร้านหนึ่งในตลาดก็ดีนะ
ขณะที่หลินชิงเวยคิดได้เช่นนี้ บนถนนพลันมีเสียงกรีดร้องด้วยความใดังขึ้นต่อมามีเสียงเร่งรีบของเกือกม้าที่กระทบกับพื้นถนน หลินชิงเวยมองดูแล้วพลันเห็นคนควบม้าตัวหนึ่งพุ่งเข้ามาอย่างเร่งรีบจากฝั่งตรงข้ามเห็นรถม้าแล้วก็ยังไม่มีความคิดที่จะหลบหลีก
ผู้คนที่กำลังสัญจรไปมาบนถนนต่างหลบซ่อนตามสองข้างทางอย่างลนลาน คาดว่าคนบังคับรถม้าไม่เคยพบเห็นผู้ที่ไม่เคารพกฎเกณฑ์การสัญจรบนถนนเช่นนี้จึงดึงรั้งบังเหียนเพื่อบังคับให้รถม้าเลียบเข้าข้างทางส่งผลให้ม้าตัวนั้นควบผ่านรถม้าไปในระยะประชิดตัวรถ
หลินชิงเวยไม่รู้ว่าเสียงสาปแช่งด่าทอนั้นเป็ของคนบังคับม้าหรือคนควบม้ายังไม่ทันได้เห็นว่าอีกฝ่ายมีหน้าตาอย่างไร รถม้าพลันเอียงไปอีกทางหนึ่งอย่างกะทันหัน
หลินชิงเวยไม่ทันระวังตัว ร่างทั้งร่างจึงไถลลื่นมาอีกด้านหนึ่งความเงียบงันและความสมดุลภายในรถม้าถูกทำลายลงในชั่วพริบตาหลินชิงเวยควบคุมร่างกายของตนไม่ได้ได้แต่เบิกตาโตมองตนเองไถลเข้าหาก้อนน้ำแข็งที่อยู่ตรงข้าม
เดิมทีเซียวเยี่ยนกำลังอ่านหนังสือ ครานี้ดียิ่งนักหลินชิงเวยโผเข้ามาเต็มอ้อมกอดของเขา
คนทั้งสองดวงตาใหญ่ถลึงใส่ดวงตาเล็กดูเหมือนคนที่ไม่มีความเกี่ยวข้องสองคนแปรเปลี่ยนเป็มีความเกี่ยวข้องเสียแล้วด้วยความรีบร้อนเพราะเกรงกว่าหลินชิงเวยจะหกล้มเขาจึงยื่นมืออออกไปประคองเอวของนาง
คนบังคับม้าด้านนอกร้อง อวี้ ขึ้นครั้งหนึ่งเวลานี้รถม้าจึงได้หยุดนิ่งลง เขารีบถามว่า “เซ่อเจิ้งอ๋อง ท่านไม่เป็ไรกระมัง?”
หนังสือในมือกระเด็นไปด้านข้างถูกสายลมที่พัดเข้ามาทางหน้าต่างเปิดพลิกไปไม่รู้กี่หน้า
เซียวเยี่ยนถูกร่างของหลินชิงเวยกดทับจนร่างแนบติดไปกับหน้าต่างของรถม้าเส้นผมด้านหลังศีรษะของเขาที่ตรึงไว้ด้วยหยกประดับศีรษะนั้นแผ่กระจายออกมาเส้มผมดำขลับราวกับเส้นไหมนั้นทิ้งตัวลงมาส่งผลให้ใบหน้าเ็าตลอดกาลของเขาเพิ่มความอ่อนโยนขึ้นหลายส่วน
มือข้างนั้นที่อยู่บนเอวของหลินชิงเวยราวกับติดอยู่่เอวของนางอย่างไรอย่างนั้นเนิ่นนานไม่ได้เคลื่อนย้ายไปที่อื่น เซียวเยี่ยนมองนางในระยะใกล้เช่นนี้จากนั้นกล่าวกับคนบังคับม้าด้านนอกว่า “เปิ่นหวางไม่เป็ไร เดินทางต่อเถิด”
ต่อมารถม้าจึงค่อยๆ ออกเดินทางมุ่งหน้าต่อไป
หลินชิงเวยได้สติกลับมา นางคลานขึ้นมาจากร่างของเซียวเยี่ยนจัดเสื้อผ้าอาภรณ์บนร่างของตน ระหว่างที่เงยหน้าขึ้นนางยังคงมีรอยยิ้มทว่ารอยยิ้มนั้นไปไม่ถึงดวงตา นางเอ่ยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นว่า“เซ่อเจิ้งอ๋องคงไม่คิดว่าหม่อมฉัน้าอิงแอบแนบชิดในอ้อมกอดกระมังเมื่อสักครู่ท่านก็เห็นแล้ว เป็รถม้าที่โคลงเคลง”
เซียวเยี่ยนค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง ขมวดคิ้วด้วยความเคยชินราวกับไม่ชอบใจที่หลินชิงเวยใช้น้ำเสียงเช่นนี้พูดจากับเขาเขายื่นมือออกไปปัดเส้นผมของตน หยิบเกี้ยวหยกครอบผมที่ตกอยู่บนอาภรณ์ขึ้นมา รวบตรึงเส้นผมของตนขึ้นมากล่าวเนิบๆ ว่า “เปิ่นหวางไม่กล่าวโทษเ้า”
จากนั้นคนทั้งสองไม่ได้พูดจากันอีก
ต่อมารถม้าได้หยุดลง คนบังคับม้าที่อยู่ด้านนอกกล่าวว่า“เซ่อเจิ้งอ๋อง ถึงแล้วพะยะค่ะ”
รับรู้ได้ถึงเสียงหัวเราะ เสียงพูดจาด้านนอก ราวกับน่ายินดีและยังได้ยินคำอวยพรของคนบางคน หลินชิงเวยเห็นเซียวเยี่ยนไม่ขยับนางจึงไม่เคลื่อนไหว “มาถึงแล้ว ท่านอ๋องคิดจะนั่งอยู่บนรถม้าตลอดหรือไร?”
เซียวเยี่ยนจึงเงยหน้าขึ้นมองนางเขาคิดจะเอ่ยอะไรทว่าในที่สุดก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา เพียงกล่าวว่า “ออกไปเถิด”
ยามนี้ราวกับผู้คนที่อยู่ด้านนอกจะจดจำได้ว่าเ้าของรถม้าคันนี้คือผู้ใดจึงมีคนเดินเข้ามาส่งเสียงอยู่ข้างรถม้า “กระหม่อมน้อมรับเสด็จเซ่อเจิ้งอ๋องเป็เกียรติแก่กระหม่อมยิ่งนักพะยะค่ะ”
เอ๊ะ ดูท่าแล้วคนที่กำลังพูดจานี้น่าจะเป็มหาเสนาบดีหลินแน่แล้วบิดาของหลินชิงเวย
หลินชิงเวยกลอกนัยนต์ตาไปมา และกล่าวว่า“เช่นนั้นหม่อมฉันออกไปก่อนแล้วนะเพคะ”
ยามนี้ผู้ที่ยืนโน้มกายคำนับอยู่หน้ารถม้าเป็มหาเสนาบดีหลินจริงๆวันนี้เขาจัดงานฉลองวันเกิด อยู่ในอาภรณ์ผ้าแพรสีแดงเข้มบนอาภรณ์ปักลวดลายตัวอักษรอายุยืน อายุสี่ห้าสิบปีดูแล้วสีหน้าเต็มไปด้วยเืฝาดกระปรี้กระเปร่ามีชีวิตชีวายิ่ง
ด้วยเซ่อเจิ้งอ๋องเสด็จมาเยือนจวนของเขาด้วยตนเอง ทำให้เขารู้สึกได้หน้าอีกหลายเท่า
แต่คิดอย่างไรเขาก็คิดไม่ถึงว่า ผู้ที่เปิดม่านออกมาจะเป็มือเล็กๆอ่อนเยาว์ข้างหนึ่ง ผู้ที่ก้าวออกมาจากรถม้าเป็คนแรกมิใช่เซ่อเจิ้งอ๋องเช่นกันแต่เป็สตรีรูปร่างแบบบางนางหนึ่ง ใบหน้าของสตรีนางนี้งดงามคิ้วตางดงามราวกับวาดลงไป ผิวพรรณเรียบลื่นขาวผ่องทั้งเนียนละเอียดผมหน้าม้าที่เหลือไว้งองุ้มเข้าบดบังหน้าผาก ที่เหลือคือดวงตาคู่หนึ่งทั้งใหญ่และกระจ่างใส ไร้เดียงสาและไร้พิษสง
เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นรอบด้านทันทีที่มหาเสนาบดีหลินเงยหน้าขึ้นมอง เขาตื่นตะลึง “เวยเอ๋อร์?” ต่อมาเขาปรับสีหน้าอย่างรวดเร็วเขายอบกายลงกล่าวตามธรรมเนียมมารยาท สีหน้านั้นสับสนยากจะแยกแยะดูไม่ออกถึงความยินดีอันใด “ที่แท้เจาอี๋เหนียงเหนียงเสด็จด้วย”
หลินชิงเวยลงมาจากรถม้าด้วยการประคับประคองของคนบังคับม้านางกล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนหวานกับมหาเสนาบดีหลินว่า “วันนี้ข้าไม่ใช่เจาอี๋เหนียงเหนียงฝ่าาทรงประทานอนุญาตให้ข้ากลับมาเยี่ยมครอบครัวฝ่ายมารดาเพื่อฉลองวันเกิดของบิดาตนบิดาดูแล้วเบิกบานผ่องใสยิ่งนัก” นางมองดูสีหน้าท่าทางของมหาเสนาบดีหลินแล้วถามว่า “อย่างไรเล่า บิดาเห็นข้ากลับมา ไม่ยินดีหรือไร?”
