ไกลออกไป ความคิดของอวิ๋นซูไม่อยู่กับดนตรีโดยสิ้นเชิง ความเคียดแค้นชิงชังกดทับอยู่ในใจ ดนตรีข้างหูฟังแล้วช่างเสียดแทงยิ่งนัก ได้เกิดเป็มนุษย์อีกครั้ง ได้พบกับศัตรูคู่อาฆาต อีกฝ่ายกลับจดจำตนไม่ได้ นี่ควรจะยินดีหรือควรจะชิงชังกัน? อวิ๋นซูรู้สึกทุกข์ใจอย่างยิ่งยวด ใจเย็น ใจเย็นเข้าไว้! นางแอบคิดในใจ ทว่าร่างกายกลับสั่นเทาด้วยความเคียดแค้นอย่างไม่อาจระงับ บนใบหน้าราวกับมีความเ็ปพาดผ่าน ทำให้นางคิดถึงความเ็ปที่ถูกอวิ๋นเม่ยถลกหนัง!
หลิ่วอวิ๋นเฟิงสังเกตเห็นถึงอาการแปลกๆ ของอวิ๋นซู จึงส่งถ้วยเหล้าถ้วยหนึ่งไปให้ “น้องหก? ดื่มเป็เพื่อนพี่ใหญ่สักถ้วยเป็อย่างไร?”
อวิ๋นซูชะงัก ทว่ามิได้ปฏิเสธ หยิบถ้วยเหล้าขึ้นมาพลางยิ้มบางๆ “เ้าค่ะ!”
เหล้ารสเผ็ดร้อนแล่นพล่านไปตามต่อมรับรส ความรู้สึกร้อนดั่งไฟพลันตกลงสู่่ท้อง จากนั้นจึงแผดเผาอย่างกำเริบเสิบสาน เพราะเหล้านี้อวิ๋นซูจึงเยือกเย็นลงไม่น้อย
“ขอบคุณเ้าค่ะ!” อวิ๋นซูพยักหน้าอย่างเกรงอกเกรงใจไปทางหลิ่วอวิ๋นเฟิง
“ขอบคุณอะไรกัน? ในฐานะพี่อยากจะบอกเ้าว่า ในเมื่อมาแล้วก็อย่าทำท่าทางหนักอกหนักใจไปเลย ผ่อนคลายแล้วสนุกกับงานเลี้ยงเถิด!” หลิ่วอวิ๋นเฟิงรินเหล้าให้ตนเองจนเต็มอีกครั้ง จากนั้นจึงยกขึ้นส่งสัญญาณให้อวิ๋นซู
อวิ๋นซูรู้สึกอบอุ่นในใจ แม้หลิ่วอวิ๋นฮว๋าจะทำไม่ดีกับตน ทว่าพี่ชายคนนี้มองนางเป็ญาติมิตรจากก้นบึ้งของหัวใจ
อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการดื่มเหล้าของอวิ๋นซูไม่ดีนัก แม้จะบอกว่าเหล้านี้เป็เหล้าดี ทั้งยังมีทัศนียภาพเหมาะสม แต่อย่างไรนางก็ไม่คิดว่าการดื่มมากเกินควรจะเป็เื่ดี
ในขณะนี้เอง นางเพิ่งจะสังเกตเห็นบุรุษสวมหน้ากาก จู่ๆ ก็ทำให้นางนึกถึงคนที่ช่วยตนเองที่สนามฝึกม้าเมื่อวันนั้นขึ้นมาได้ ความรู้สึกแปลกประหลาดเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว อวิ๋นซูรู้สึกสงสัย หรือว่านางรู้จักคนผู้นี้?
ไม่รอให้นางได้คิดเื่นี้ เสียงดนตรีรื่นหูพลันเงียบสนิท คำพูดของจักรพรรดิเฉินขัดความคิดในใจของนาง
“ดี! ดี! ดี!” จักรพรรดิเซียวถึงกับกล่าวคำว่าดีออกมาสามครั้ง “ไม่เคยคิดว่า ที่แท้ดนตรีของแคว้นเฉินจะยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้!”
จักรพรรดิเฉินเต็มไปด้วยความยินดี “หากท่านชอบ วันนี้นางระบำพวกนี้ก็ยกให้ท่านดีหรือไม่?”
“ท่านมีไมตรีเช่นนี้ เจิ้นจะปฏิเสธได้อย่างไร?”
“ได้ร่วมมือกับท่าน นางระบำไร้ความสำคัญไม่กี่คนจะนับเป็อะไรได้?”
“ฮ่าๆๆ! ดื่ม!”
“ดื่ม!”
...
อย่างไรก็ตามคำพูดเหล่านี้ อวิ๋นซูที่อยู่ข้างล่างเวทีฟังแล้วกลับรู้สึกว่าจักรพรรดิเซียวปลอมสิ้นดี เขาเพียงคิดจะใช้ประโยชน์จากแคว้นเฉิน แล้วสุดท้ายก็จะกลืนกินลงไปเท่านั้น เหตุใดยังต้องมาสิ้นเปลืองแรงใจประจบสอพลอเช่นนี้ด้วย? หรือจะกล่าวว่าเขาในตอนนี้ทำได้เพียงเท่านี้
นับว่าแปลกมาก ในใจของอวิ๋นซูบังเกิดความลำพองใจขึ้นมา หากกดความฮึกเหิมของเซียวอี้เชินในตอนนี้ลงไปได้ เขายังจะมีใจมาพูดจาประจบอยู่หรือไม่?
ดนตรีอันไพเราะตามติดมาด้วยท่วงท่าอันเย้ายวน งานพระราชพิธีเฉลิมฉลองมีเสียงยินดีดังขึ้นไม่ขาดสาย
จักรพรรดิเซียวชูถ้วยเหล้าในมือขึ้น ในดวงตามีความเคลิบเคลิ้มอยู่หลายส่วน คนที่ไม่ทราบยังคิดว่าเขาเมาไปแล้ว สตรีไม่น้อยอาศัยจังหวะนี้สำรวจจักรพรรดิวัยเยาว์ผู้นี้อย่างเปิดเผย
ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกชมชอบอยู่ในใจ เมื่อเทียบกับความเยาว์วัยที่เปล่งประกายดั่งดวงจันทราของรัชทายาท จักรพรรดิเซียวก็เป็ดุจดั่งเหล้าบริสุทธิ์เลิศรสที่ผ่านการประสบการณ์บ่มเพาะมายาวนาน ยิ่งไปกว่านั้นข่าวลือเกี่ยวกับเขายังมากมายถึงเพียงนี้ ยิ่งทำให้เขาดูเปล่งประกายลึกลับขึ้นไปอีกขั้น ราวกับร่างกายของเขาดูสูงใหญ่ขึ้นมาก็มิปาน
ในใจของหญิงสาวทั้งหลายก็ยังคงมีจิตใจของเด็กสาว ไม่มีใครคิดต่อต้านเื่ราวของวีรบุรุษ
หลิ่วอวิ๋นฮว๋าข้างกายอวิ๋นซูก็เป็เช่นนั้น นางในตอนนี้มิได้มองรัชทายาทที่อยู่ตรงข้ามอีกต่อไป แต่กลับมองไปยังจักรพรรดิเซียวอย่างโง่งม มองรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากของเขา
เหตุการณ์นี้ตกอยู่ในสายตาของอวิ๋นซู นางคิดว่าน่าขันยิ่งนัก อย่างไรก็ตามเมื่อปีนั้นตนเองก็เป็เหมือนสตรีเหล่านี้ เพียงครั้งแรกที่มองก็หลงใหลไปกับใบหน้าอันโดดเด่นของเขา จะมีผู้ใดรู้ว่าภายใต้รูปร่างงดงามเลิศล้ำจะซ่อนความโเี้ดิบเถื่อนอย่างไรไว้
การเชื่อเขา นับเป็ความโง่เขลาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
“พี่สาม เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าคุณหนูหกดูแปลกๆ” เฟิ่งฉีเอียงศีรษะ หากมองจากมุมของเขา อวิ๋นซูราวกับกำลังวุ่นวายใจ แตกต่างจากนางในยามปกติอย่างมาก ทว่าสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกเหนือคาดก็คือ ราวกับว่าสตรีทุกคนล้วนจ้องมองจักรพรรดิเซียว มีเพียงนางที่ไม่มองเลยแม้เพียงนิด
สตรีที่พี่สามถูกใจผู้นี้ช่างพิเศษนัก
“เ้าเล่า จ้องผู้อื่นไม่แปลกหรืออย่างไร?” น้ำเสียงของเฟิ่งหลิงราบเรียบ ทว่าการหยอกล้อเช่นนี้ทำให้เฟิ่งฉีอดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วขึ้น “พี่สาม ไม่ใช่ว่าข้าใส่ใจพี่สะใภ้สามหรอกหรือ หรือจะบอกว่าท่านเปลี่ยนใจแล้ว? หากเป็เช่นนี้จริงๆ เช่นนั้นน้องสี่อย่างข้า...”
ขนมชิ้นหนึ่งถูกส่งเข้าไปในชามตรงหน้าเฟิ่งฉีอย่างรวดเร็ว “กินของเ้าไปเสีย!”
“ฮ่าๆ!”
การเคลื่อนไหวทางด้านนี้ทำให้เฟิ่งอวี่ที่อยู่โต๊ะข้างๆ หันมามองหน้ากากอันประณีตงดงามอย่างสนใจ งานเลี้ยงคึกคักเกินไปจนเขาได้ยินไม่ชัดว่าทั้งสองกำลังคุยอะไรกันอยู่ แต่เขามักจะรู้สึกว่าบุรุษหน้ากากผู้นั้นคุ้นเคยอย่างยิ่ง ราวกับเคยพบที่ไหนมาก่อน
ทว่าคนผู้นี้สวมหน้ากากที่พิเศษเช่นนี้ หากตนเคยพบมาก่อนควรจะต้องจำได้ทันที น้องสี่ของตนผู้นี้มีสหายทุกประเภทจริงๆ
อีกทั้ง่นั้นอวิ๋นซูไม่ได้มาที่สนามฝึกม้า หากพวกเขาพบบุรุษสวมหน้ากากที่มีฝีมือการขี่ม้าเป็เลิศ เงาร่างอันคล่องแคล่วว่องไวนั้นมีความแข็งแกร่งห้าวหาญที่ยากจะต่อกร หากเป็ไปได้ เขาเองก็อยากจะคบค้าสมาคมกับคนผู้นี้ ดังคำกล่าวที่ว่าวีรบุรุษเสียดายวีรบุรุษ
เฟิ่งหลิงย่อมััได้ถึงสายตาประเมินของพี่ใหญ่ของตน ถึงอย่างไรตนก็สวมหน้ากากอยู่ ขอเพียงเขาไม่สงสัยขึ้นมาก็ดีแล้ว
“น้องสี่ เ้าเด็กหลิงเอ๋อร์เล่า?” เด็กคนนั้นบอกว่าอยากมา จึงได้เตรียมที่นั่งไว้ให้นางเป็พิเศษ แต่ว่าเมื่อมองไปยังที่นั่งอันว่างเปล่าแล้ว เฟิ่งอวี่จึงรู้สึกว่าตนไม่ควรตามใจน้องเจ็ดถึงเพียงนั้น ทำให้รัชทายาทเห็นว่าทางฝั่งพวกเขายังมีที่ว่างคงไม่ค่อยดีนัก
“ใช่แล้ว พูดไปก็แปลก วันนี้รถม้าของนางตามหลังพวกเรามาแท้ๆ! ไม่แน่ว่าเข้าวังมาแล้วอาจจะไปเล่นกับองค์หญิงสักองค์แล้วก็เป็ได้!” เฟิ่งฉีแย้มยิ้ม ในสายตาของเขา หากคุณหนูเฟิ่งหลิงนั่งเงียบๆ อยู่ที่นี่ นั่นถึงจะเรียกว่าแปลก
ดนตรีหยุดบรรเลงแล้ว ทว่ากลับมีสตรีอ่อนละมุนนางหนึ่งเดินขึ้นมา ในมือของนางถือพิณมาตัวหนึ่ง คารวะจักรพรรดิทั้งสองที่นั่งอยู่ในตำแหน่งประธาน
“ฝ่าา ผู้นี้คือบุตรีเสนาบดีซู ซูหน่วนจวง เสียงพิณของนางกล่าวได้ว่าเป็อันดับต้นๆ ของเมืองหลวง วันนี้เหมาะสมพอดีที่จะมอบให้ท่านสักเพลง” ตอนที่จักรพรรดิเฉินกล่าวประโยคนี้ ไม่ลืมมองไปยังรัชทายาทตงฟางซวี่ เขาเข้าใจโดยพลันว่านี่เป็สิ่งที่เสด็จแม่เตรียมไว้ อย่างไรเสียก็เป็เพียงการอุ่นเครื่องสำหรับงานคัดเลือกพระชายาในอีกไม่นานเท่านั้น
ตงฟางซวี่ถอนใจเบาๆ มองไปยังสตรีบนเวที อีกฝ่ายสวมชุดสีขาวปลิวไสว ผมยาวลู่ไปข้างหลังอย่างนุ่มนวล ดวงหน้าที่ประทินโฉมบางเบามิทำให้ดูภูมิฐานน้อยลง ทั้งที่เป็หญิงงามแท้ๆ ทว่าบนร่างกลับให้ความรู้สึกเสแสร้งอยู่มาก เมื่อตงฟางซวี่มองแล้วก็รู้สึกหมดความสนใจ
หากว่ากันตามเหตุผลแล้ว เขาชมชอบการแต่งกายเรียบง่ายงดงามเช่นนี้ แต่อย่างไรก็ยังต้องดูตัวคน ซูหน่วนจวงผู้นี้มักจะส่งสายตาเขินอายมาบ่อยครั้ง ทำให้ตงฟางซวี่รู้ว่าท่าทางสุภาพเหนือธรรมดาเช่นนี้เป็การเสแสร้ง เขามองไปยังอวิ๋นซูที่อยู่ตรงข้ามโดยไม่รู้ตัว ต่อให้ชุดที่นางสวมวันนี้จะเป็ชุดกระโปรงสีฟ้าเหลือบเงินที่งามวิจิตร ทว่าความสงบเยือกเย็นของนางยังคงอยู่
อดไม่ได้ที่จะเริ่มจินตนาการขึ้นมาว่า หากอวิ๋นซูสวมใส่ชุดสีขาวที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของเซียน์ คงจะงดงามจนหาที่เปรียบมิได้
เสียงพิณสูงต่ำลื่นไหลดั่งสายน้ำซึมซาบเข้าสู่จิตใจผู้คน ทำให้เกิดเสียงชมเชยจากทั่วทั้งสี่ทิศแว่วมา
จักรพรรดิเฉินพยักหน้า ส่วนจักรพรรดิเซียวกลับยิ้มบางๆ ราวกับเื่ตรงหน้าไม่เกี่ยวข้องกับตน
เสียงพิณเช่นนี้ยังนับว่าชั้นเลิศด้วยหรือ? ราชครูฝ่ายดนตรีในวังของเขาผู้ใดบ้างที่อ่อนด้อยกว่านาง?
ฮองเฮาสังเกตสีหน้าของรัชทายาท พบว่าความสนใจของเขายังคงอยู่ที่อวิ๋นซู จึงทราบว่าบุตรีเสนาบดีผู้นี้ไม่ถูกใจเขา
เสียงพิณสูงต่ำดังข้างหูไม่ขาดสาย ราวกับรูปวาดูเาสูงธาราไหลปรากฏเบื้องหน้าของทุกคน เมื่อเสียงสุดท้ายดังขึ้นภาพพลันเปลี่ยนเป็สตรีงดงามบอบบางราวสายน้ำ ท่าทางราวกับกำลังบอกความในใจ
อวิ๋นซูลิ้มรสอาหารไปพลาง ัักับสายตาจำนวนไม่น้อยที่พุ่งตรงมายังนางไปพลาง นางเงยหน้าขึ้นมองไปยังทิศทางของจวนชางติ้งโหวที่อยู่ตรงข้าม บุรุษหน้ากากผู้นั้นราวกับกำลังมองมาที่ตน เพียงแต่ว่าไม่เห็นเขาแสดงท่าทีใดๆ
ใจของนางรู้สึกแปลกประหลาด พยายามคาดเดาฐานะของบุรุษผู้นั้นอยู่ในใจ ยามเมื่อเสียงพิณหยุดลง ทุกสารทิศต่างมีเสียงปรบมือดังขึ้นอย่างครื้นเครง
ซูหน่วนจวงกอดพิณ คารวะทุกคนอย่างสมบูรณ์แบบครั้งหนึ่ง ทั้งยังไม่ลืมส่งสายตาลึกล้ำไปยังรัชทายาท
“ฮึ สตรีสูงศักดิ์” หลิ่วอวิ๋นฮว๋าที่อยู่ข้างๆ หัวเราะเสียงเย็น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
อวิ๋นซูกวาดสายตามองนางครู่หนึ่ง นางจำได้ว่าก่อนงานเลี้ยงจะเริ่ม หลิ่วอวิ๋นฮว๋ายังพูดคุยกับคุณหนูซูหน่วนจวงผู้นี้อย่างเบิกบาน เวลาเพียงไม่นานนางก็มองอีกฝ่ายเป็หนามตำใจแล้วหรือ?
ตอนนี้ จักรพรรดิเซียวที่นั่งบริเวณตำแหน่งประธานเปิดปากกล่าว
“ดี! ดี! สตรีแคว้นเฉินช่างงดงามมากด้วยความสามารถ เจิ้นจำได้ว่าเมื่อครู่พบสตรีนางหนึ่ง ใช่แล้ว...เป็คุณหนูหกของท่านชางหรงโหวใช่หรือไม่? อืม...จู่ๆ เจิ้นก็อยากเห็นคุณหนูหกผู้นี้แสดงความสามารถ!”
เมื่อกล่าวคำนี้ออกมา พลันเกิดความโกลาหลไปทั่วทั้งลาน
เป็ไปได้อย่างไร? จักรพรรดิเซียวถึงกับขานชื่อเจาะจงว่า้าดูหลิ่วอวิ๋นซูแสดงความสามารถเชียวหรือ? นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน
คำกล่าวนี้ทำให้บุรุษหลายคนในลานหน้าเปลี่ยนสี ดวงตาของเฟิ่งหลิงฉายแววสืบเสาะอย่างระมัดระวัง ส่วนตงฟางซวี่กลับมองไปยังจักรพรรดิเซียวอย่างตกตะลึง สุดท้ายจึงมองไปยังอวิ๋นซูที่อยู่ตรงข้ามอย่างเป็กังวล
หรือว่าเมื่อครู่คุณหนูหกจะล่วงเกินจักรพรรดิเซียว? หากเป็เช่นนี้ไม่ดีแน่
อย่างไรก็ตามมีเพียงจักรพรรดิเซียวที่ทราบว่า ั้แ่เมื่อครู่เป็ตนเองที่ให้ความสนใจสตรีลึกลับผู้นั้นมาตลอด ทุกท่วงท่าการกระทำของนางล้วนทำให้เขารู้สึกคุ้นเคยยิ่งนัก ความรู้สึกทั้งคุ้นเคยทั้งแปลกหน้าเช่นนี้ทำให้จักรพรรดิเซียวยิ่งรู้สึกสนใจ
หากนางแสร้งปล่อยเพื่อจับ เช่นนั้นก็ดี นางประสบความสำเร็จแล้ว นานเพียงใดแล้วที่เขารู้สึกสนใจต่อสตรีนางหนึ่ง? ั้แ่เมื่อใดกันที่เขารู้สึกว่าสตรีทุกนางล้วนไม่แตกต่าง ต่อให้งามล่มแคว้นก็ทำให้เขาสนใจได้แค่เพียงชั่วครู่
ครั้งนี้ความอิจฉาในใจของหลิ่วอวิ๋นฮว๋าพลันวูบผ่านขึ้นมาเพียงชั่วประเดี๋ยว เพราะนางคิดว่านังสารเลวนี่โตมาจากชนบท ถ้าให้ปลูกผักปลูกหญ้าก็ยังดี หากให้ร่ายรำดีดพิณเล่า? ฮ่าๆ นางอยากจะดูงิ้วสนุกๆ ครั้งนี้เสียเหลือเกิน!
ดีจริงๆ ที่จักรพรรดิเซียวเป็ผู้เอ่ยออกมาเอง นังสารเลวนี่คงไม่สามารถปฏิเสธได้แน่ ให้นางได้อับอายต่อหน้าผู้คนเสียหน่อย ดูสิว่านางจะยังกล้าฝันจะเป็พระชายารัชทายาทอีกหรือไม่!
“ฝ่าารัชทายาท...” เฟิ่งอวี่เอ่ยขึ้น สถานการณ์เช่นนี้จะต้องออกหน้าปกป้องคุณหนูหกหรือไม่? กระทั่งเขาเองก็ยังไม่ทราบว่าตนเองก็รู้สึกเครียดอยู่บ้าง บางทีอาจเป็เพราะในใจของเขารู้ดีว่าอวิ๋นซูเป็สตรีที่พิเศษ เขาไม่อยากเห็นสตรีเช่นนี้เกิดเื่ใดๆ ก็ตามที่ทำให้นางไม่มีความสุข
อย่างไรก็ตาม อวิ๋นซูไม่จำเป็ต้องให้คนมากมายกังวลใจเพื่อนาง นางค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างเปิดเผย หลิ่วอวิ๋นเฟิงที่อยู่ข้างกายพลันตกตะลึง “น้องหก เ้า...”
เขาไม่ทราบว่าน้องหกของตนมีความสามารถอื่นใดนอกจากวิชาแพทย์หรือไม่
อวิ๋นซูส่งสายตาบอกให้เขาวางใจ ยามที่หันกายเดินจากไป ได้ยินเสียงหัวเราะถากถางของหลิ่วอวิ๋นฮว๋าดังแว่วมา “นกกระจอกไม่สามารถบินขึ้นเกาะกิ่งไม้เพื่อกลายเป็หงส์ได้หรอก!”
จักรพรรดิเฉินมองท่าทางสนอกสนใจของจักรพรรดิเซียวข้างกาย อดไม่ได้ที่จะกล่าวถาม “ฝ่าารู้จักคุณหนูท่านนี้หรือ?”
“หือ? ไม่ เจิ้นเพียงรู้สึกว่าคนผู้นี้คล้ายกับศัตรูผู้หนึ่งเท่านั้น”
ศัตรู? แม้จะพูดไปตามใจทว่าคิ้วของจักรพรรดิเซียวกลับขมวดโดยไม่รู้ตัว เหมือนหรือ? ดูเหมือนว่า...คล้ายอยู่บ้าง
