กู้โยวหนิงรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังอยู่ในฝันแสนยาวนาน ภายใต้ความเลือนราง สักพักเขาเหมือนได้กลับไปใช้ชีวิตอยู่ในยุคที่การจราจรติดขัด ยังเป็แค่นักศึกษามหาวิทยาลัยที่มักโชคร้ายอยู่ตลอด แต่อีกสักพักเขากลับรู้สึกเหมือนตัวเองได้ย้อนเวลามาในยุคโบราณ กลายเป็ลูกอนุภรรยาที่ไม่เคยได้รับความรักจากคนเป็พ่อ
เขาฝันถึงยุคปัจจุบัน พี่ชายของเขาฟุบหมอบอยู่ข้างเตียงโดยที่มือกำลังกุมมือขาวซีดเซียวข้างหนึ่งไว้แน่น พี่ของเขาใช้ความพยายามอย่างสุดชีวิตเพื่อกลั้นเสียงสะอื้นของตัวเอง กู้โยวหนิงได้แต่ยืนอยู่ด้านข้าง คอยฟังเสียงร้องไห้ของพี่ชายที่ปกติมักจะเข้มแข็งและอดทนเสมอ แต่ตอนนี้พี่กลับร้องไห้ปานจะขาดใจจนเขายังเผลอร้องไห้ตามโดยไม่รู้ตัว กู้โยวหนิงคอยพูดปลอบใจพี่ชายตน แต่เหมือนจะไม่มีใครได้ยินเสียงเขา เมื่อยื่นมือออกไปหวังจะประคองพี่ให้ลุกขึ้น พลันพบว่ามือของตนกลับทะลุผ่านร่างของพี่ชาย กู้โยวหนิงตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาหันไปมองคนที่นอนอยู่บนเตียงทันที ร่างที่กำลังนอนไร้ลมหายใจอยู่บนเตียง ใบหน้าเกลี้ยงเกลาแต่ไร้สีสันเช่นคนยังมีชีวิต นั่นมันไม่ใช่ร่างของเขาเองหรือไง?
เขาตายแล้ว...
ความรู้สึกสิ้นหวังในส่วนลึกของหัวใจ ทำให้เขารู้สึกคล้ายกำลังจะแตกสลาย ทันใดนั้นก็มีเสียงของคนคนหนึ่งกำลังพร่ำเรียกชื่อเขา
“โยวหนิง... โยวหนิง...โยวหนิง...”
ใครกำลังเรียกชื่อเขา ราวกับมีมือข้างหนึ่งกำลังกอบกุมมือเขาภายใต้ความเลือนรางนี้ ความอบอุ่นและความหยาบจากฝ่ามือทำให้จิตใจสงบอย่างไม่เคยเป็มาก่อน แต่จู่ๆ รอบกายกลับแปรเปลี่ยนเวียนวน คล้ายกับเขากลับมาในยุคโบราณอีกครั้ง กลับมาเป็บุตรอนุภรรยาผู้ไม่ได้รับความรักจากบิดาอีกครั้ง
ทำไม...ทำไมกัน...เขาไม่ได้อยากอยู่ที่นี่ เขาตายแล้ว พี่เสียน้ำตามากมายเพราะการตายของเขาขนาดนั้น แล้วทำไมถึงไม่ให้เขากลับไปอยู่ในยุคปัจจุบัน ต่อให้เขาเป็แค่ดวงิญญาเล็กๆ ก็ยังดี
“โยวหนิง...โยวหนิง...เ้าฟื้นได้แล้ว อย่าร้องไห้เลย หมอหลวง...หมอหลวง...”
ใครเรียกเขาอีกแล้ว แต่เสียงเรียกครั้งนี้ฟังดูร้อนรน ไม่สุขุมนุ่มนวลเหมือนเมื่อครู่สักนิด
“โยวหนิง เ้าอย่าทำให้ข้าใเช่นนี้เลย เ้าฟื้นขึ้นมาได้แล้ว!”
ทันใดนั้น เขาได้ยินเสียงร้องไห้ของผู้หญิงแทรกเข้ามา
“เหตุใดอาสะใภ้กับท่านลุงจึงทำเช่นนี้ แม้โยวหนิงจะลบหลู่พวกท่าน แต่พวกท่านควรคำนึงถึงเหวินอ๋องและให้อภัยเขาสักนิด ทั้งยังอากาศเช่นนี้ เหตุใดจึงขังเขาไว้ในห้องเก็บฟืนไม่ถามไถ่สักคำ”
กู้โยวหนิงนอนหลับใหลสติเลือนรางอยู่ในห้องเก็บฟืนเป็เวลาหนึ่งคืน เจียนอวี่ร้อนใจจนอยู่ไม่สุข กำลังจะตัดสินใจพังประตูเข้าไป กลับพบกับฉู่อวี้ที่ขี่ม้าบุกเข้ามาภายในจวนเสียก่อน ฉู่อวี้จัดการถีบประตูห้องเก็บฟื้นจนพังพินาศ จากนั้นเข้าไปอุ้มกู้โยวหนิงที่กำลังสลบไสลไร้สติออกมาจากข้างใน
ทั้งจวนอัครเสนาบดีโกลาหลขึ้นมาทันใด ฮูหยินแซ่หลี่กับกู้ถิงมีสีหน้าเคร่งเครียด กู้ชิงซวงรีบตามมาเช่นกัน นางกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เมื่อกู้โยวหนิงนอนใบหน้าซีดเซียวอยู่บนเตียง
เดิมทีเื่นี้ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร บิดาลงโทษเป็การสั่งสอนบุตรถือเป็เื่ปกติทั่วไปมาแต่โบราณ ทว่าการลงโทษจนถึงกับป่วยหนัก ทั้งยังถูกเหวินอ๋องพบเข้าเช่นนี้ คาดว่าคงจะไม่ได้เป็แค่เื่เล็กน้อยเสียแล้ว เมื่อฮูหยินแซ่หลี่เห็นสีหน้าและแววตาแห่งความปวดใจของเหวินอ๋อง นางโมโหจนถึงกับดึงทึ้งผ้าเช็ดหน้าในมือตนอย่างแรง ทั้งยังลอบบริภาษกู้โยวหนิงในใจว่า เ้าลูกสุนัขจิ้งจอก!
ฉู่อวี้นั่งอยู่ข้างเตียง ทั้งปลอบกู้โยวหนิงที่ร้องไห้เพราะอาจฝันร้าย และคอยเช็ดน้ำตาให้อย่างอ่อนโยน เขารู้มาั้แ่ชาติก่อนว่าจวนอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายหมางเมินต่อบุตรอนุ แม้เขาจะเกิดเป็พระโอรสของฮ่องเต้ แต่ก็เป็บุตรอนุเช่นกัน ย่อมต้องเข้าใจถึงความยากลำบากที่บุตรของอนุต้องพานพบ ทว่าเขาคาดไม่ถึงแม้แต่นิดว่าฐานะของกู้โยวหนิงจะต่ำต้อยกว่าเด็กรับใช้ในจวนเสียด้วยซ้ำ อย่างไรเสียก็เป็ถึงคุณชายผู้หนึ่ง จะมาขังไว้ในห้องเก็บฟืนเช่นนี้ได้อย่างไร?
ขณะเขากำลังกรุ่นโกรธยิ่งนัก กู้โยวหนิงที่นอนอยู่บนเตียงพลันฉวยเอามือข้างหนึ่งของเขาไปจับไว้ กู้โยวหนิงจับมือเขาไว้ไม่ต่างจากคนจมน้ำ พยายามไขว่คว้าหาสิ่งยึดเหนี่ยว นอกจากจะจับมือของเขาแน่นไม่ยอมปล่อยแล้ว ปากยังพร่ำเอ่ยบางอย่างไม่หยุด
หลังฉู่อวี้โน้มตัวเข้าใกล้เพื่อฟังสิ่งที่กู้โยวหนิงกำลังพร่ำเพ้อถึง เขากลับได้ยินคำว่า ‘พี่ชาย’ เพียงสองคำ
ฉู่อวี้เงยหน้าขึ้นด้วยความสงสัย กู้ถิงมีบุตรชายทั้งหมดสามคน บุตรสาวทั้งหมดสองคน นอกจากกู้โยวหนิงแล้ว พี่ชายที่เหลือทั้งสองคนล้วนเป็บุตรที่เกิดจากฮูหยินเอก บุตรชายคนโตนามกู้จวิ้นเซวียนเข้ารับราชการทหาร อาศัยอยู่แถบทะเลทรายเป็เวลาหลายปี ในจวนอัครเสนาบดีเหลือเพียงบุตรชายคนที่สองนามกู้เหรินอัน ฉู่อวี้เองได้ยินคำเล่าลือมาบ้าง เดิมราชสำนักเลือกกู้เหรินอันผู้เป็บุตรฮูหยินเอกของกู้ถิงให้อภิเษกเป็พระชายาของตน แต่เพราะกู้ถิงอาลัยอาวรณ์ ไม่อาจยอมสละบุตรชายผู้นี้ได้ ภายหลังจึงขอเปลี่ยนเป็กู้โยวหนิงแทน
ฉู่อวี้ขมวดคิ้วพลางกวาดสายตามองไปยังโดยรอบ ยามสายตาดุดันเคลื่อนผ่านผู้ใด คนผู้นั้นเป็อันต้องรู้สึกกระอักกระอ่วน ท้ายที่สุดก็หยุดสายตาที่เด็กหนุ่มอายุมากกว่ากู้โยวหนิงเล็กน้อย เด็กหนุ่มผู้นี้สวมอาภรณ์หรูหรา เมื่อครู่มีคนเรียกเขาว่าคุณชายรอง เช่นนั้นคนผู้นี้คือกู้เหรินอันแน่นอน สายตาที่คนผู้นี้ใช้มองมากลับไม่ได้สนใจอาการป่วยกู้โยวหนิงสักนิด คล้ายกำลังจดจ้องมายังตนเสียมากกว่า ความโลภและกระหายอำนาจสื่อออกทางสายตาอย่างปิดไม่มิด พี่ชายที่โยวหนิงพร่ำเรียกหาในยามป่วยเช่นนี้ ต้องไม่ใช่คนผู้นี้อย่างแน่นอน ถ้าเช่นนั้นแล้วคือพี่ชายคนโตที่ไม่ได้อยู่ในจวนแห่งนี้หรอกหรือ?
กู้เหรินอันรูปร่างผอมบาง ผิวพรรณเนียนละเอียด ใบหน้าคล้ายคลึงฮูหยินแซ่หลี่ เขารู้สึกโมโหเมื่อเห็นเหวินอ๋องปฏิบัติต่อกู้โยวหนิงเช่นนี้ ไม่อาจยอมรับว่าเหวินอ๋องโปรดปรานกู้โยวหนิง และคิดว่าผู้ที่ควรได้รับการโปรดปรานควรเป็ตนเสียมากกว่า แม้ไม่อยากถูกจองจำอยู่ในตำหนักใหญ่ แต่ด้วยท่าทีเช่นนี้ของเหวินอ๋อง หลังเข้าไปอยู่ในตำหนักใหญ่เช่นนั้น จะยังมีอะไรที่ตนอยากได้แล้วไม่ได้อีกเล่า
พี่ชายคนโตของเขานามกู้จวิ้นเซวียนมีตำแหน่งเป็นายพลทหาร ในอนาคตหลังกู้ถิงเกษียณราชการ ฝ่าาย่อมต้องพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้อย่างแน่นอน แต่มีเพียงบุตรชายคนโตที่เกิดจากฮูหยินเอกเท่านั้นที่สามารถสืบทอดตำแหน่งจากบิดา บุตรชายคนรองเช่นเขาย่อมต้องตกต่ำกว่าพี่ชายอยู่ดี เมื่อก่อนได้ยินว่าเหวินอ๋องเป็ผู้มีจิตใจอำมหิต หากอภิเษกเข้าไปต้องไม่มีวันได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายเป็แน่ แต่เมื่อได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ คาดว่าคำเล่าลือคงจะไม่จริงสักนิด และเขาไม่อาจยอมยกสิ่งเ่าั้ให้กู้โยวหนิงโดยไม่ได้อะไรเช่นนี้
เขาคิดว่าตนไม่ได้ด้อยไปกว่ากู้โยวหนิง จึงก้าวเข้าไปพลางส่งยิ้มให้ฉู่อวี้ “ท่านอ๋อง ท่านอ๋องเฝ้ามานานเช่นนี้อาจจะเมื่อยล้า เหตุใดจึงไม่ให้ท่านแม่กับน้องชิงซวงเฝ้าแทนขอรับ ท่านอ๋องจะได้ไปดื่มน้ำชากับท่านพ่อของกระหม่อมในห้องโถง”
ฉู่อวี้กรุ่นโกรธไม่น้อย กู้โยวหนิงถูกจับขังในห้องเก็บฟืนเพราะดูิ่ฮูหยินแซ่หลี่ เป็เหตุให้ยามนี้จับไข้จนยังไม่ฟื้น ยังกล้าพูดว่าจะให้ฮูหยินแซ่หลี่เข้าใกล้กู้โยวหนิงอีกหรือ เขาเงยหน้ามองกู้เหรินอันด้วยความรำคาญครู่หนึ่ง ตามด้วยผู้ที่กำลังประหวั่นพรั่นพรึงอย่างกู้ถิง “ไม่จำเป็ เปิ่นหวางจะเฝ้าอยู่ที่นี่!”
