เบียดเสียดผู้คนเข้าไปในวัด ใจที่กำลังเต้นปึงปังของเซี่ยจื่ออวี้ค่อยๆผ่อนคลายลง
ภายใต้การปรากฏตัวชั่วพริบตานั้น เซี่ยเสี่ยวหลานดูเหมือนจะสวยขึ้นกว่าเดิมไม่เพียงแต่แต่งกายใหม่หมดจด อีกทั้งให้ความรู้สึกที่บอกไม่ถูกมิใช่ว่าเซี่ยเสี่ยวหลานชนที่ผนังหวังปลิดชีพตนเองควรมีรอยบนหน้าผากหรือ? พอจับตามองเมื่อครู่ กลับสว่างใสอิ่มเอิบ ไม่มีรอยสักรอยเดียว
“จื่ออวี้ ฉันจะไปยกน้ำให้เธอ เธอพักตรงนี้นะ”
ท่าทางภาระใจหนักอึ้งของหวังเจี้ยนหัวทำให้ในใจเซี่ยจื่ออวี้อึดอัดเสียแทบแย่พอสงบลงเธอพบว่าตนเองได้กระทำความผิดร้ายแรงแล้ว เมื่อพบเซี่ยเสี่ยวหลานเธอไม่ควรหลบลี้หนีหายนิสัยของคนคนหนึ่งไม่มีทางที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชั่วข้ามคืนเมื่อครู่เธอควรควงแขนหวังเจี้ยนหัว เดินหน้าทักทายเซี่ยเสี่ยวหลานอย่างผ่าเผย
เซี่ยเสี่ยวหลานเป็คนใจแคบอารมณ์ร้อน ยุแหย่เล็กน้อยเพียงไม่กี่ประโยค ก็สามารถทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานะเิตรงนั้นได้
ทุกครั้งที่เซี่ยเสี่ยวหลานแสดงความร้ายกาจ ก็จะลดความสำคัญในหัวใจของหวังเจี้ยนหัวลงหนึ่งส่วนส่วนเธอแค่อ่อนโยนใจกว้างตรงข้ามกับที่เซี่ยเสี่ยวหลานแสดงออกย่อมทำให้หวังเจี้ยนหัวััถึงความแตกต่างของเธอและเซี่ยเสี่ยวหลานได้มากขึ้น
เธอกระทำเช่นนี้มาโดยตลอด ผลลัพธ์ก็ดีเยี่ยมตอนจุดธูปขอพรเสร็จเมื่อสักครู่เซี่ยจื่ออวี้ถึงขนาดมีความรู้สึกว่าหวังเจี้ยนหัวจะ ‘ขอแต่งงาน’ กับเธอด้วยซ้ำ
หากเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ปรากฏก็ดีแล้วเชียว!
ต่อให้ต้องปรากฏตัว ก็ไม่ควรจะเป็จังหวะแบบนี้ และไม่ควรมีภาพลักษณ์สดใสสวยงามเช่นนี้
เซี่ยจื่ออวี้กัดริมฝีปาก ถ้าตอนนี้พบเซี่ยเสี่ยวหลาน ‘โดยบังเอิญ’ อีก น่าจะสูญเสียราศีไปเมื่อครู่เซี่ยเสี่ยวหลานเห็นเธอและหวังเจี้ยนหัวหรือเปล่านะ? คนทำบุญมากมายขนาดนั้น บางทีเซี่ยเสี่ยวหลานคงไม่เห็น
จะปล่อยเซี่ยเสี่ยวหลานเป็อิสระไร้กังวลอยู่ที่อื่นนอกจากบ้านเซี่ยไม่ได้ถ้าไม่ใช่คนของตระกูลเซี่ย ตระกูลเซี่ยก็ยุ่งกับเธอไม่ได้
ด้วยคะแนนของเซี่ยเสี่ยวหลาน หากสอบเกาเข่าในเดือนกรกฎาคมความเป็ไปได้ที่จะสอบติดมหาวิทยาลัยคือเกือบร้อยละร้อย เว้นเสียแต่ว่ามีปัจจัยที่ไม่คาดคิดที่มนุษย์ไม่สามารถต้านทานได้อย่างเช่นขณะเซี่ยเสี่ยวหลานสอบทำได้ไม่ดีเท่าปกติหรือเธอแค่ไม่สามารถเข้าร่วมสอบเกาเข่าได้เล่า?
ใครประสบความสำเร็จก็ได้ มีแต่ ‘ความสำเร็จ’ ของเซี่ยเสี่ยวหลานเท่านั้นที่ทำให้เธอหวั่นกลัว
เพราะว่าทุกอย่างที่เธอมีในตอนนี้เธอขโมยมาจากเซี่ยเสี่ยวหลานทั้งนั้น—หากไม่มีเธอเอาคานเข้ามาสอดหวังเจี้ยนหัวต้องลงเอยกับเซี่ยเสี่ยวหลานแล้วแน่นอน! เซี่ยจื่ออวี้ใจกว้างต่อผู้อื่นได้แต่ใจแคบต่อน้องสาว เธอเห็นหวังเจี้ยนหัวยกน้ำถ้วยหนึ่งกลับมา ริมฝีปากก็เบ่งบานร้อยยิ้มสุดแสนอ่อนโยน
“เจี้ยนหัว เธอดีกับฉันจริงๆ !”
หวังเจี้ยนหัวตะลึงงัน
เขาดีกับเซี่ยจื่ออวี้หรือ?
เป็เซี่ยจื่ออวี้ต่างหากที่ทุ่มเทมากกว่าเล็กน้อย
แรกเริ่มเดิมทีเขาขัดขืนความสัมพันธ์นี้ด้วยซ้ำเซี่ยจื่ออวี้ถามเขาว่าควรทำอย่างไรดีเขาเพียงแต่จำเป็ต้องรับผิดชอบเซี่ยจื่ออวี้เท่านั้น จากนั้นเซี่ยจื่ออวี้ก็พูดว่าระหว่างทั้งสองคนถือเป็การคบหาดูใจหรือไม่หวังเจี้ยนหัวพยักหน้ายอมรับ เซี่ยจื่ออวี้จึงใช้ท่าทีของคนรักมาปฏิบัติต่อเขาเสมอมาส่วนหวังเจี้ยนหัวก็ได้รับอยู่ฝ่ายเดียวมากกว่า ความทุ่มเทในความสัมพันธ์นี้น้อยนิดยิ่งนัก
พอคิดเช่นนี้ หวังเจี้ยนหัวก็รู้สึกผิดขึ้นมา
ความรู้สึกผิดนี้ทำให้เขาคิดว่าความคิดของตนเองเมื่อครู่ช่างน่ารังเกียจเขารอเซี่ยจื่ออวี้ดื่มน้ำเสร็จ จึงกล่าวออกไปอย่างตะกุกตะกัก
“จื่ออวี้ เมื่อสักครู่เหมือนฉันเห็นเซี่ยเสี่ยวหลานมาวัดไป๋ซีเหมือนกัน”
หวังเจี้ยนหัวพบว่าบนใบหน้าเซี่ยจื่ออวี้มีความใปนความยินดีอารมณ์เหล่านี้ได้กลายเป็วิตกในเวลาอันสั้น
“แล้ว แล้วพวกเราควรจะไปพบเธอสักหน่อยหรือไม่?”
การทำบุญบูชาของวัดไป๋ซีเพิ่งเฟื่องฟูอีกครั้งเมื่อสองปีก่อน
ตัวเซี่ยเสี่ยวหลานเองเป็คนไม่มีความศรัทธาแม้ประสบพบเื่เหนือจินตนาการอย่าง ‘การเกิดใหม่’ นี้แล้ว เธอก็เชื่อมั่นว่าโชคชะตาต้องกอบกุมไว้ด้วยมือของตนเองคนไร้ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงความเป็จริงถึงจะฝากความเชื่อและความหวังไว้กับทวยเทพที่ว่างเปล่าหลี่เฟิ่งเหมยและหลิวเฟินก็ไม่เชื่อเื่พวกนี้เช่นกัน พวกเธอแค่จุดธูปบูชาตามคนหมู่มากเท่านั้น
ทว่าสะใภ้ใหญ่เฉินศรัทธาเป็อย่างมาก นอกจากจุดธูปขอพรยังโยนเงินลงในกล่องบุญด้วย ไม่ต้องพูดออกมาก็รู้ได้ว่าสิ่งที่เธอขอต้องเป็ขอให้เฉินชิ่งสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้อย่างราบรื่นแน่
เฉินชิ่งอับอายเล็กน้อยจากการกระทำที่งมงายสมัยเก่าเช่นนี้ของมารดาถ้าอ้อนวอนขอพรทวยเทพก็สอบติดมหาวิทยาลัยวัดวาอารามทั่วประเทศต้องแออัดเต็มไปด้วยคนทำบุญแน่นอน หลังจากปักธูปเสร็จจะลงจากเนินเขาชายหญิงวัยรุ่นสองคนก็ออกมาจากในวัด หญิงสาวตาโตคิ้วเข้ม ชายหนุ่มสูงใหญ่หล่อเหลาเดินจูงมือกันมาช่างเหมาะสมกันเหลือเกิน
แต่หญิงสาวดูเหมือนแทบร้องไห้ เรียก ‘เสี่ยวหลาน’ ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ จากนั้นก็พูดอะไรไม่ออกแล้ว
ผู้ชายลูบหลังของเธอ ท่าทางของทั้งสองทำให้เฉินชิ่งสับสนงงงวย
อะไรกันน่ะ? นี่รู้จักเสี่ยวหลานหรือ?
แม้บ้านหลิวและบ้านเซี่ยจะเคยเป็ญาติกันจากการดองทว่าหลี่เฟิ่งเหมยติดต่อกับคนตระกูลเซี่ยไม่มาก ต่อมาเซี่ยจื่ออวี้ก็ต้องเข้าเรียนในเขตอันชิ่งขนาดจำนวนครั้งที่หลี่เฟิ่งเหมยพบหลานสาวเซี่ยเสี่ยวหลานคนนี้ยังน้อยนักนับประสาอะไรกับลูกพี่ลูกน้องของเซี่ยเสี่ยวหลาน
แต่หลี่เฟิ่งเหมยรู้จักจางชุ่ยเซี่ยจื่ออวี้หน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับจางชุ่ยทีเดียวในขณะเดียวกันก็มีลักษณะเด่นทางรูปลักษณ์ของคนตระกูลเซี่ยด้วย
เซี่ยเสี่ยวหลานยังไม่ทันพูดอะไร หลี่เฟิ่งเหมยก็แผลงฤทธิ์เดชแล้ว
“ปีใหม่แท้ๆ ปั้นหน้าโศกเศร้าให้ใครดูเล่า ในบ้านมีคนตายแล้วใช่หรือไม่ทำเป็จะร้องไห้ อัปมงคลยิ่งนัก!”
วาจาของหลี่เฟิ่งเหมยออกมาจากใจ
ถ้ารู้แต่แรกว่ามาวัดไป๋ซีจะเจออุจจาระสุนัขเหม็นหึ่งของตระกูลเซี่ยพวกเธอทั้งครอบครัวคงจะอยู่บ้านผิงไฟดีกว่า ความเบิกบานของงานวัดพอเจอผีท้อแท้อย่างคนตระกูลเซี่ยก็มลายสลายสิ้น
หวังเจี้ยนหัวขมวดคิ้ว ผู้หญิงคนนี้พูดจาระคายหูเหลือเกินหญิงชนบทแสดงออกอย่างหยาบคายและแดกดันโดยไม่ปิดบังสักนิดเดียว แม้จะอยู่ในหมู่บ้านต้าเหอมานานหลายปีแต่หวังเจี้ยนหัวก็ยังคงไม่คุ้นชิน
โอ้ สองคนนี้ถ่อมาทักทายจริงด้วย
นี่ก็คือเซี่ยจื่ออวี้... จะว่าอย่างไรนะค่อนข้างเหมือนกับที่เซี่ยเสี่ยวหลานคิดไว้ และค่อนข้างไม่เหมือนเช่นกันเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้หมายความว่าเธอขี้ริ้วขี้เหร่ รูปลักษณ์ไร้มารยาและสง่างามทีเดียวแต่ทำไมความรู้สึกเหนียมอายที่แสร้งประดิษฐ์นี้จึงไม่น่าอภิรมย์กันนะ?
เซี่ยเสี่ยวหลานนึกว่าตนเองเกิดใหม่มาเพื่อเป็ดอกบัวขาว [1] เสียอีก ถึงได้มีใบหน้าเปี่ยมล้นความนัย เพียงทำหน้านิ่วคิ้วขมวดนิดหน่อยก็เร้าผู้คนให้เอ็นดูยิ่งนัก
เวลานี้เธอตระหนักได้ว่าตนเองคิดผิด!
เพราะทางของเธอโดนพี่สาวเซี่ยจื่ออวี้ชิงไปแล้วการเสียดสีของป้าสะใภ้ยิ่งสะท้อนความน่าสงสารและความไร้เดียงสาของเซี่ยจื่ออวี้สีหน้าประณามกล่าวโทษของว่าที่พี่เขยใกล้แปลงเป็การกระทำแล้ว
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ค่อยมั่นใจว่าหวังเจี้ยนหัวทำร้ายผู้หญิงหรือเปล่าสุดท้ายความเข้าใจต่อเขาใน ‘ความทรงจำ’ ก็เป็เพียงด้านหนึ่งที่หวังเจี้ยนหัวยินดีแสดงออกมาให้เธอเห็นชายหนุ่มหญิงสาวยามแรกรักเสน่หาย่อมปกปิดข้อเสียของตนเองเป็ธรรมดา
เมื่อััถึงสีหน้าสงสัยใคร่รู้ของสะใภ้ใหญ่เฉินเซี่ยเสี่ยวหลานกล่าวกับเฉินชิ่งอย่างแน่วแน่
“นี่คือพี่สาวของฉัน ฉันว่าเธอมีเื่จะคุยกับฉันนะพี่กับคุณป้าช่วยพาเทาเทาไปเล่นที่แผงน้ำตาลปั้นนั่นหน่อยได้ไหม?”
สายตาของเฉินชิ่งเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นทันใด
เขาจดจำคนตระกูลเซี่ยได้แม่นยำตอนเซี่ยต้าจวินและหลิวเฟินหย่าเฉินชิ่งก็อยู่ในเหตุการณ์ป้าสะใภ้และอาสะใภ้ของเซี่ยเสี่ยวหลานล้วนน่าหงุดหงิดยิ่งนัก
ผู้ที่น่าหน่ายใจกว่าคือน้องสาวของเสี่ยวหลาน... ครานี้ยังมีพี่สาวผู้โผล่ออกมากะทันหันแบบนี้เกรงว่ามิใช่คนดีอะไรนักเหมือนกัน
มาตรฐานการตัดสินของเฉินชิ่งเรียบง่ายมาก คนสนิทอยู่เหนือเหตุผล
เขาไม่อยากจากไป แต่เขาก็เข้าใจความคิดของคนสีหน้าใคร่รู้ของมารดาเขาทำให้เขาจำเป็ต้องไป
“เทาเทา ไปเถอะ ไปแผงน้ำตาลปั้นกับพี่ดีกว่า”
สะใภ้ใหญ่เฉินเดินจากไปด้วยความไม่เต็มใจ เฉินชิ่งคิดตื้นๆ แค่นี้พวกเสี่ยวหลานสี่คนปะทะกับคนสองคน ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่เสียเปรียบแน่
เื่โต้เถียงประเภทนี้ ปล่อยให้เด็กน้อยดูจะมีผลกระทบมากขนาดไหน เซี่ยเสี่ยวหลานคิดว่าพันธุกรรมแห่งการสู้รบปรบมือภายในร่างกายของตนเองกำลังตื่นตัวกำลังพลุ่งพล่าน และกำลังเดือดดาล! เดือดดาลคงเป็อารมณ์ของเ้าของร่างเดิมชายหญิงตรงหน้าเกี่ยวข้องกับการชนผนังฆ่าตัวตายของเธอ
“เซี่ยจื่ออวี้ เธอเรียกฉันให้หยุดตรงนี้ จะขอโทษฉันหรือ?”
เชิงอรรถ
[1]白莲花 ดอกบัวขาว หมายถึง คนที่ภายนอกแสร้งว่าคุณธรรมสูงส่งแต่ภายในจิตใจชั่วร้ายเน่าเฟะ
