สามวันให้หลัง ขงเหวินก็เรียกเขาเข้าพบ
เพราะความสามารถโดดเด่นในหอประชุมโอสถวันนั้น เหล่าผู้าุโของแขนงโอสถจึงอนุญาตให้เขาฝึกฝนวิชายุทธ์นั้น หลังจากการฝึกฝน โหยวเสี่ยวโม่ก็จะกลายเป็ศิษย์รักของสำนักเทียนซิน
คำสาบานนั้นกล่าวต่อหน้าขงเหวินและผู้าุโทั้งหลาย
มีตัวช่วยอย่างเมล็ดสัญญาเืแล้ว โหยวเสี่ยวโม่จึงสาบานอย่างว่าง่าย กล่าวปฏิญาณต่อหน้าผู้าุโ ว่าเขาจะจงรักภักดีกับสำนักเทียนซินตลอดชีวิต และไม่เปิดเผยเคล็ดวิชากับผู้ใด เนื้อหาคำสาบานนั้นกล่าวตามผู้าุโท่านหนึ่ง ที่ผ่านมาล้วนเป็เช่นนี้ ดังนั้นพวกเขาก็ไม่ต้องกังวลว่าผู้กล่าวคำสาบานตนนั้นจะหลุดคำพูดใดไป
เมื่อจากหอประชุม โหยวเสี่ยวโม่ตามขงเหวินไปยังห้องลับ
ณ ห้องลับนี้ ขงเหวินยื่นคัมภีร์เล่มนั้นให้กับเขา เนื่องจากเป็คัมภีร์ชั้นล่าง เนื้อหาไม่เยอะมาก เทียบกับคัมภีร์ิญญา์ที่มีเพียงสิบหน้า คัมภีร์ชั้นล่างนี้มีเพียงหกหน้าเท่านั้น
โหยวเสี่ยวโม่อ่านครั้งเดียวก็จดจำไว้ในสมองจนหมด จากพลังของเขาที่ข้ามขั้นแล้ว ตอนนี้เขาอ่านตำราเพียงรอบเดียวก็จำได้ขึ้นใจ เหมือนการอ่านผ่านตาแต่ไม่ลืมเลือน และเพราะเหตุนี้ ดังนั้นเขาใช้เพียงระยะเวลาครึ่งปีก็อ่านตำราต่างๆ กว่าครึ่งในหอคัมภีร์ชั้นหนึ่ง
“อาจารย์ ข้านึกได้แล้วว่าอยากได้อะไร”
หลังท่องคัมภีร์เสร็จ โหยวเสี่ยวโม่ก็นึกได้ว่าตัวเองยังไม่ได้ยื่นคำขอ ก่อนจากมาจึงเอ่ยกับอาจารย์
ขงเหวินไม่ได้เอะใจ เอ่ยถามเสียงเรียบ “ขอเพียงไม่เกินความสามารถของอาจารย์ เ้าจะขออะไรก็ได้ทั้งนั้น” คำพูดที่ว่าไม่เกินความสามารถนั้นหมายถึงเสียโอกาสไปเปล่าๆ หรือไม่ก็ขออย่างอื่นแทน
โหยวเสี่ยวโม่เดาออกแต่แรก โชคดีคำขอของเขาไม่ได้ยากนัก “อาจารย์ คือว่า…ข้าอยากไปสำรวจหอคัมภีร์ชั้นสามดูขอรับ”
ทันใดขงเหวินก็ขมวดคิ้ว “เ้าจะไปหอคัมภีร์ชั้นสามทำไมกัน?”
หอคัมภีร์ชั้นสามถือว่าเป็เขตหวงห้าม ตำราด้านในล้วนเป็ตำรามีค่า หากไม่ได้รับอนุญาตจากเบื้องบน ศิษย์คนไหนก็ห้ามเข้าทั้งนั้น แม้โหยวเสี่ยวโม่จะเป็ศิษย์รักแล้วก็ตาม จากสถานะเขาตอนนี้เข้าได้เพียงชั้นหนึ่งกับชั้นสอง
“ข้าได้ยินมาว่าหอคัมภีร์ฝั่งตะวันออกชั้นสามมีตำราขนานโอสถของยาเซียนตันขั้นสี่ ดังนั้นจึงอยากลองไปดูขอรับ” โหยวเสี่ยวโม่แอบชำเลืองมองเขา
ขงเหวินเป็ผู้นำทัพพิภพ นักหลอมโอสถขั้นสูง ไม่ต้องได้รับอนุญาตก็สามารถเข้าออกบริเวณชั้นสามได้สบาย อีกอย่างเขามีสิทธิ์ที่จะอนุญาตการเข้าออกให้ลูกศิษย์ได้ เื่พวกนี้เขาได้ยินมาจากศิษย์พี่ใหญ่คราวก่อน
ขงเหวินท่าทีไม่ได้คาดเดามาก่อนว่าเขาจะขอเื่นี้ ลังเลครู่หนึ่งแล้วเอ่ย “ตอนนี้เ้าเป็เพียงนักหลอมโอสถขั้นสอง หอคัมภีร์ชั้นสามนั้นมีแต่สิ่งที่เ้ายังแตะต้องไม่ได้ แม้เ้าจะดูแล้ว ก็คงไม่มีประโยชน์มากมายนัก”
“ศิษย์รู้ขอรับ แต่ศิษย์แค่อยากไปดู…” โหยวเสี่ยวโม่ก้มหน้าเอ่ยเสียงเบา
เขาก็พึ่งรู้ทีหลังว่า นักหลอมโอสถนั้นไม่ใช่ว่ามีหญ้าเซียนและพลังปราณิญญาก็สามารถหลอมยาได้เลย
ส่วนผสมหญ้าเซียนที่จำเป็ของขั้นหนึ่งถึงขั้นสามมีไม่เยอะ ดังนั้นการนวดผสมยาจึงมีเพียงแค่ห้ากระบวนท่า ดังนั้นจึงไม่จำเป็ต้องมีตำรับสูตรยา แต่ยาเซียนตันขั้นสี่นั้นต่างออกไป
ยกตัวอย่างเช่น ยาเซียนตันขั้นสี่ เขาต้องใช้หญ้าเซียนถึงแปดชนิด เนื่องจากสรรพคุณของตัวหญ้าเซียนแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน หากหลงลืมขาดสรรพคุณของยาชนิดใดชนิดหนึ่งไป ยาเม็ดนั้นเท่ากับศูนย์เปล่า ดังนั้นจึงต้องอ้างอิงจากกระบวนท่าของตำรับสูตรยามาช่วยในขั้นตอนการนวดยา
โหยวเสี่ยวโม่เคยหาจนทั่วหอคัมภีร์ชั้นสอง ก็หาข้อมูลเกี่ยวกับตำรับสูตรยาของยาเซียนตันขั้นสี่ถึงขั้นหกไม่เจอ ดังนั้นเขาเดาว่าตำราของขั้นสี่คงไม่สามารถถ่ายทอดง่ายๆ ด้วยเหตุนี้จึงอยากไปลองหาที่หอคัมภีร์ชั้นสาม
แต่หอคัมภีร์ชั้นสามเขายังไม่มีอำนาจเข้าถึง ดังนั้นจึงต้องขออนุญาตจากขงเหวิน
หากเขาเอ่ยขอเื่นี้ก่อนการสาบานตน ขงเหวินต้องไม่ยอมแน่ เพราะตำรับสูตรยาของขั้นสี่ขึ้นไปนั้นนอกจากศิษย์สายกลางแล้ว ตอนนี้เขาเพียงสงสัยเท่านั้น
“หากว่าเ้ายืนกรานที่จะไปดูที่หอคัมภีร์ชั้นสาม อาจารย์ก็ไม่ห้ามเ้า แต่เ้าเข้าไปได้เพียงสองชั่วยามเท่านั้น ครบสองชั่วยามเ้าต้องออกมาทันที รีรอไม่ได้ เข้าใจมั้ย?” ขงเหวินเอ่ย
“ศิษย์รับทราบขอรับ” โหยวเสี่ยวโม่รับปากอย่างยินดี
จากนั้นขงเหวินก็หยิบแผ่นป้ายสีแดงออกจากตัวแล้วยื่นให้เขา บนป้ายมีชื่อเขาอยู่ หากใช้ป้ายนี้ก็สามารถเข้าไปชั้นสามได้ แต่เข้าได้เพียงฝั่งตะวันออก ฝั่งตะวันตกนั้นเข้าไม่ได้
“นี่เป็แผ่นป้ายเข้าออกชั่วคราวที่ข้าทำขึ้น ใช้เข้าออกได้เพียงครั้งเดียว ใช้เสร็จมันก็จะทำลายตัวเอง”
เพราะศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์พี่รองล้วนเป็นักหลอมโอสถขั้นสี่ จึงต้องไปหอคัมภีร์ชั้นสามบ้างเป็ครั้งคราว ดังนั้นขงเหวินจึงเตรียมแผ่นป้ายพวกนี้ไว้ ซึ่งมีพลังปราณของเขาบรรจุอยู่ หากมันทำลายตัวเองเขาก็สามารถรับรู้ได้
เมื่อได้รับแผ่นป้ายมา โหยวเสี่ยวโม่ก็รีบปรี่ไปยังหอคัมภีร์
การทดสอบจบลงเขามีเวลาว่างมาก ครั้งนี้ไม่มีธุระอะไร จึงตั้งใจไปดูที่หอคัมภีร์
ผู้เฒ่าที่เฝ้าหอคัมภีร์โยนแผ่นป้ายสำหรับชั้นสองให้เขา เขาไม่ได้ปฏิเสธ เพราะอย่างไรก็เข้าไปชั้นสามได้แค่สองชั่วยาม ส่วนเวลาที่เหลือจึงตั้งใจลงมาต่อที่ชั้นสอง
หอคัมภีร์ชั้นสามนั้นตำราไม่เยอะเท่าชั้นหนึ่งและชั้นสอง แต่ตำราพวกนั้นหากขนออกไปคงมีแต่คนแย่งกัน
โหยวเสี่ยวโม่กวาดตามองผ่าน บนชั้นวางตำราไม่เพียงมีตำรับสูตรยาของขั้นสี่ถึงขั้นหก ทั้งยังมีประสบการณ์หลอมยาของนักหลอมโอสถขั้นกลางและขั้นสูงที่ถูกบันทึกไว้หลายพันปีก่อน ลำพังแค่ประสบการณ์พวกนี้ก็กินพื้นที่ชั้นวางไปสามอัน หากไม่ได้จำกัดเวลา จะให้เขาแช่อยู่ในนี้เป็เดือนเพื่อนอ่านตำราพวกนี้เขาก็ยอม
……
สองชั่วยามพริบตาเดียวก็ผ่านไป โหยวเสี่ยวโม่อดไม่ได้ที่จะต้องปิดหน้าตำราบนมือ
ตำรับสูตรยาขั้นสี่ถึงขั้นหก เขาใช้พลังปราณิญญาจดจำทุกสิ่งอย่างลงในิญญา เพราะใช้ความจำทั่วไปไม่ได้
คนที่เขียนบันทึกพวกนี้ไว้คงเป็นักหลอมโอสถขั้นสูงที่เก่งกาจ ตัวอักษรทุกตัวราวกับมีเวทมนตร์ อ่านนานเข้าสมาธิก็ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว พอจดจำได้ครู่เดียวก็ลืมไปหมด เป็พลังที่น่าลึกลับมาก
โชคดีที่ศิษย์พี่ใหญ่เคยบอกเขาไว้ก่อน เขาจึงไม่เสียเวลาเปล่า
ใช้เวลาไปหนึ่งชั่วยามครึ่ง ในที่สุดก็จดจำตำรับสูตรยาได้หมด เหลืออีกครึ่งชั่วยามเขาหยิบบันทึกของนักหลอมโอสถขั้นสูงท่านหนึ่งมาอ่าน เดิมทีเขาอยากหาตำราบันทึกการดูแลเพาะปลูกของอาจารย์อาเยี่ยว่ามีมั้ย แต่หาทั่วชั้นวางแล้วก็ไม่เจอ
ออกจากหอคัมภีร์ แผ่นป้ายนั้นก็ทำลายตัวเองทันทีตามคำบอกของอาจารย์
โหยวเสี่ยวโม่ไม่ได้ไปหาขงเหวิน แต่กลับไปยังห้องตัวเองแล้วหยิบกระดาษ หมึกกับพู่กันออกมา
จากนั้นใช้พลังปราณิญญาดึงความจำซึ่งทำแบบนี้ครั้งแรก จึงไม่รู้ว่าจะได้ผลหรือไม่ เขาเป็ห่วงว่าวันใดวันหนึ่งจะลืมมัน ดังนั้นจึงตั้งใจว่าจะจดบันทึกตำรับสูตรยาทั้งหมดเก็บไว้
ยาเพียงสามชนิด รวมกันต้องใช้สูตรยาสิบกว่าสูตร เมื่อโหยวเสี่ยวโม่กำลังจะลงมือจดก็ค้นพบความจริงเื่หนึ่ง
น้ำตาไหลพราก เขาเขียนอักษรจีนพู่กันไม่เป็…
เบ้ปากอยู่ครึ่งค่อนวัน โหยวเสี่ยวโม่จึงตัดสินใจลองเขียนได้เพียงตัวอักษรบิดเบี้ยวไปมาได้สามตัว ศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดมีแต่ปากกาด้ามลูกลื่น พู่กันถูกโยนทิ้งไปซอกหลืบไหนยังไม่รู้เลย ในสิบคนก็ใช่ว่าจะมีคนเขียนพู่กันได้เสียเมื่อไร
ปวดหัวอยู่ครึ่งวัน โหยวเสี่ยวโม่พึ่งรู้ตัวว่าตัวเองควรเริ่มจากฝึกเขียนพู่กันก่อน
แต่ตอนนี้เขาไม่ได้มีเวลาเหลือเฟือขนาดนั้น คิดอยู่นาน สุดท้ายก็ตัดสินใจบันทึกสูตรยา แม้ว่าตักหนังสือจะเหมือนกับหนอนดิ้น แต่ขอเพียงอ่านออกก็พอ
…….
ตะวันที่ตั้งตรงเหนือหัว ผ่านไปอย่างยากเย็นแสนเข็ญ ในที่สุดก็คืบคลานจนถึงเส้นขอบฟ้าทิศตะวันตก
ประตูที่ปิดแน่นถูกเปิดออกจากด้านนอก เงารูปร่างปราดเปรียวถูกแสงตะวันสาดส่องย้อนแสงเข้ามาจากประตู เงานั้นหยุดอยู่ตรงพื้นและเคลื่อนมายังเก้าอี้…
หลิงเซียวเดินเข้ามาสงัดเงียบ หมุนตัวก็เห็นโหยวเสี่ยวโม่ที่ฟุบหลับอยู่คาโต๊ะ
โหยวเสี่ยวโม่นอนหนุนแขนตัวเองข้างหนึ่ง น้ำลายไหลย้อยลงกระดาษที่พึ่งเขียนได้เพียงครึ่งหน้า จากน้อยเป็มาก น้ำลายไหลรวมเป็กอง
หลิงเซียวเดินไป ก้มตัวลงเก็บกระดาษที่หล่นอยู่บนพื้น พลิกกลับมาดู ้าถูกเขียนด้วยตัวอักษรบิดเบี้ยวสิบกว่าตัว กระดาษที่คนทั่วไปสามารถจดอักษรลงไปได้เป็ร้อย เขากลับเขียนได้เพียงสิบกว่าตัว อีกทั้งยังน่าเกลียดเกินทน
หลิงเซียวยิ้มมุมปาก อดไม่ไหวขำออกมาเบาๆ
ตัวหนังสือพวกนี้ดูก็รู้ว่าเป็ฝีมือพวกฝึกหัด เพราะยังควบคุมน้ำหนักมือไม่เป็ ดังนั้นจึงลากเส้นหนาทึบราวกับท่อนแขนทารก มีบางเส้นที่เรียวอยู่บ้าง เล็กใหญ่ไม่พอดีกัน ดูน่าขันนัก
หลิงเซียวช่วยเก็บกระดาษที่หล่นอยู่บนพื้นขึ้นมาทั้งหมด ดูอย่างละเอียดจึงพบว่าเป็สูตรยาของยาเซียนตันขั้นสี่ แล้วคิ้วก็กระตุกขึ้น ไม่มีธุระอะไรเขาเขียนสูตรยาพวกนี้ไปทำไมกัน?
“อือ…”
โหยวเสี่ยวโม่ที่กำลังหลับส่งเสียง จากนั้นเปลี่ยนท่านอนต่อ
หน้าที่พลิกมาอีกด้านนั้นแดงเพราะการกดทับราวครึ่งชั่วยามคล้ายกับผื่นวงใหญ่
หลิงเซียวยื่นมือไปเขี่ยปลายจมูกเขา มุมปากคลี่รอยยิ้ม “เอาเปรียบเ้าแล้ว”
