ดวงตาสองข้างของพี่สะใภ้ห้าเบิกกว้าง แม้ว่านางจะมองดูฉินหยีหนิง แต่ดวงตาของนางมีเพียงความว่างเปล่า น้ำตาไหลรินออกมาอย่างต่อเนื่องเหมือนเป็ตาน้ำที่ไม่มีวันเหือดแห้ง
เมื่อเห็นนางเป็เช่นนั้น ฮูหยินติ้งกั๋วกงก้าวเท้าเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ นางค่อยๆ จับเข่าด้วยมือและนั่งลงบนเตียง น้ำเสียงของนางเป็น้ำเสียงของคนวัยชรา อีกทั้งยังมีความสงบอีกด้วย
“เมื่อรู้ว่าเ้าคลอดลูกออกมาอย่างปลอดภัย เขาก็สามารถไปได้อย่างสบายใจ ผู้ตายได้ตายไปแล้วและคนที่มีชีวิต ยิ่งจะต้องแข็งแกร่งขึ้น มันง่ายสำหรับพวกเขาที่จะปิดตาสองข้าง แต่ความรับผิดชอบเหล่านี้ พวกเราที่ยังมีชีวิตอยู่จะรับผิดชอบหรือไม่? ซวงเอ๋อร์รู้ว่าคู่หนุ่มสาวอย่างพวกเ้ามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เ้าฟังย่าพูดสักหนึ่งประโยคนะ ก็ให้คิดเหมือนกับว่าเขาเดินทางไกลที่สุด แล้วก็จะมีวันใดวันหนึ่งที่จะได้พบกันอีกในอนาคต”
“ท่านย่า” พี่สะใภ้ห้าสำลักออกมา มือข้างหนึ่งกอดเด็กทารกเอาไว้ มืออีกข้างหนึ่งนั้นจับมือของฮูหยินติ้งกั๋วกง ราวกับจะบีบนิ้วมือของอีกฝ่ายจนเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยปานนั้น
ทุกคนอดไม่ได้ที่จะร้องไห้อีกครั้ง
เมื่อเผชิญกับความหายนะอยู่ตรงหน้า จะถูกอุปสรรคทำให้พ่ายแพ้ หรือว่าจะอดกลั้นสูดลมหายใจเข้า และจะยืดกระดูกสันหลังที่คดงอให้ตรงขึ้นมา
ฮูหยินติ้งกั๋วกงยังคงจำคำพูดสั่งเสียของติ้งกั๋วกงก่อนจากไปได้ดี
และฮูหยินติ้งกั๋วกงสมควรที่นางจะได้รับชื่อเสียงมาั้แ่ไหนแต่ไรแล้ว ใน่เวลาที่สำคัญ นางเป็ผู้สูงอายุที่ร่างกายเปราะบางมากที่สุด แต่ในขณะที่นางควรจะร้องไห้เศร้าโศก ไม่สามารถลุกขึ้นมาได้ อย่างไรก็ตามนางยังคงสามารถวิเคราะห์ทุกอย่างได้อย่างใจเย็น นำพาสมาชิกในครอบครัวซึ่งยังตื่นตระหนกอยู่ เลือกวิธีที่ถูกและเดินหน้าต่อไป
ฉินหยีหนิงมองฮูหยินติ้งกั๋วกงด้วยความนับถือและชื่นชม ทั้งรู้สึกรักนางอย่างสุดซึ้ง
สิ่งที่นางสามารถทำได้ คือการดูแลท่านยายให้ดี ไม่ทำให้พวกนางต้องบกพร่องทางด้านอาหาร ด้านเสื้อผ้าและด้านอื่นๆ
ขณะที่ทุกคนต่างรับรู้ถึงจุดจบอันน่าสลดใจของสายเืติ้งกั๋วกง หนังสือประกาศทางการของราชวงศ์ต้าโจวก็ได้ถูกปิดประกาศบนถนนอีกครั้ง คราวนี้ไม่เพียงแต่ปิดประกาศเด่นหราให้เห็นเท่านั้น แต่ยังกระจัดกระจายบนถนน ตรอกซอกซอย บ้างปลิวไปตามลม คนที่สามารถอ่านหนังสือได้ก็หยิบมาอ่านหนึ่งแผ่นเพื่อดูเนื้อหา
ราชวงศ์ต้าโจวสังหารเชลยสองหมื่นคน เนื่องจากฮ่องเต้เยี่ยนกระทำการให้โกรธเคือง มีเด็กกว่าสองหมื่นคนที่ไม่สามารถพบเจอบุพการีของพวกเขาได้อีกต่อไป และฮ่องเต้ที่ดีกับปีศาจหวงโฮ่วของราชวงศ์เยี่ยนของพวกเขานั้น ยังคงนั่งพักผ่อนอย่างสบายอารมณ์และใช้จ่ายอย่างสิ้นเปลือง เพื่อขออภัยโทษต่อฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ต้าโจว นึกไม่ถึงเลยว่า เขายังบังคับหลานชายของตระกูลซุนให้เสียสละสมอง สุดท้ายคนก็ไม่ให้ อย่างไรก็ตาม จึงถูกราชวงศ์ต้าโจวทำให้เกิดปัญหาอย่างไม่สมควร พร้อมชี้ไปที่จมูกพลางดุด่า และด้วยความขลาดกลัวจนตัวสั่น จึงสั่งสังหารสมาชิกผู้ชายในครอบครัวซุนทั้งครอบครัว แม้กระทั่งเด็กห้าขวบก็ไม่เว้น เมื่อฆ่าคนไปแล้วก็ได้ออกหนังสือเพื่อส่งไปให้ราชวงศ์ต้าโจวทันที เหมือนสุนัขหน้าหนาไร้ยางอาย ที่ขอร้องฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ต้าโจวว่าอย่าโกรธอย่างไรอย่างนั้น
ฮ่องเต้อ่อนแอและบ้าตัณหา รักตัวกลัวความตาย นึกไม่ถึงเลย ว่าเขาไม่ลังเลใจที่จะฆ่าขุนนางผู้จงรักภักดี จึงทำให้ผู้คนรู้สึกไม่สบายใจเลย
ในวันใกล้เทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ เมืองหลวงต่างเต็มไปด้วยความเศร้าโศกและความโกรธเคือง นั่นก็คือเมื่อประชาชนธรรมดาๆ นึกถึงข่าวลือและโศกนาฏกรรมของการฆาตกรรมโดยฉาวกั๋วจ้างบนถนน รวมถึงความเฉยเมยของฮ่องเต้ พวกเขาต่างก็รู้สึกเป็ทุกข์จากความผิดหวังอย่างมาก
แต่เมื่อเทียบกับประชาชนธรรมดาๆ แล้ว คนที่เป็ทุกข์จากความผิดหวังมากกว่านั้นคือซุนซื่อ
“ท่านแม่” ซุนซื่อสวมใส่เสื้อยาวสีน้ำเงินไพลิน ตกแต่งด้วยเครื่องประดับเงินบนศีรษะและสวมเสื้อคลุมสีดำ ทันทีที่เดินเข้ามาในบ้าน นางก็กอดฮูหยินติ้งกั๋วกงพร้อมร้องไห้ขึ้นมา “ท่านแม่ ฉินเิที่เป็คนเนรคุณคนนั้น ทำให้ข้าผิดหวังแล้ว และทำให้ครอบครัวของเราผิดหวังอีกด้วย!”
ครั้นฮูหยินติ้งกั๋วกงเห็นลูกสาวร้องไห้หนักมาก นางก็รู้สึกว่าในหัวของนางมีเสียงดังขึ้น
ลูกสาวคนนี้ ถือว่าเสียเปล่าไปแล้วจริงๆ
เมื่อนางพบเจอกับปัญหาอะไรบางอย่าง นางรู้แต่เพียงบ่นโทษคนอื่นกับรำพันร้องไห้ ก็ไม่น่าแปลกใจที่นางจะสอนลูกสาวอย่างฉินฮุ่ยหนิงออกมาเป็เช่นนั้น
“เ้าลุกขึ้นมาพูดคุยเถิด” ฮูหยินติ้งกั๋วกงลูบหน้าผาก
แม่นมเปาผู้ถูกไถ่ตัวออกมานั้นอยู่ข้างๆ จับมือของซุนซื่อให้ไปนั่งบนเก้าอี้กลม “กูหน่ายนายอย่าร้องไห้เลยนะเ้าคะ อย่างไรก็ตามท่านต้องนึกถึงร่างกายของฮูหยินด้วยนะเ้าคะ” มีเื่ใหญ่เกิดขึ้นในครอบครัว ก็ไม่เห็นว่าซุนซื่อจะทำอะไรเพื่อครอบครัวของพ่อแม่เลย แม้กระทั่งในสองวันที่ผ่านมา นางก็ไม่ได้มาเยี่ยมเลยสักนิด ต่างเป็ฉินหยีหนิงที่ยุ่งอยู่กับการจัดการปัญหาต่างๆ แม่นมเปาได้ขอร้องและบ่นซุนซื่อแล้ว
ซุนซื่อสูดอากาศพลางพูดเหมือนตนเองถูกกระทำอย่างไม่เป็ธรรม “ฉินเิ เขา้าที่จะยอมรับฉาวซื่อ ซวงฟู่ ครอบครัวฉาว เข้ามาในฐานะอนุ วันนี้จะเข้ามาที่บ้านแล้ว ข้าตักเตือนอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์ เขายังหลอกลวงข้า บอกอะไรนะ บอกว่าหวงช่างมอบฉาวซื่อให้กับเขา ท่านแม่ เขาทำเช่นนี้กับข้าได้อย่างไร ตอนนั้นถ้าเขาไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งจากท่านพ่อ เขาจะสามารถมีวันนี้ได้หรือ? ตอนนี้ครอบครัวของเรากำลังเดือดร้อน ครอบครัวของพวกเขาเนรคุณ จนทำให้คนรู้สึกเป็ทุกข์จากความผิดหวังแล้วจริงๆ”
ฮูหยินติ้งกั๋วกงเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าซีดขาวของซุนซื่อ ดวงตาสีคล้ำช้ำบวมเป็เม็ดถั่ว นางจึงถอนหายใจ “ฮั่นเจี่ยร์ เ้าไม่ใช่เด็กๆ อีกต่อไปแล้ว มีบางสิ่งบางอย่างที่แม่สามารถสอนเ้าได้ แม่ก็สอนมาั้แ่แรกแล้ว เ้าเองที่ไม่ยอมเอาไปคิด ไม่ยอมจัดการชีวิตของเ้าด้วยหัวใจ คิดแค่เพียงความสูงส่งของเ้า หรือว่าเ้าจะสามารถนั่งบนการสนับสนุนของครอบครัวพ่อแม่ได้ตลอดชีวิต ใช้การสนับสนุนนี้ในการมองแม่สามีของเ้าหรือ? คำพูดนี้ข้าได้พูดมาแล้วั้แ่ก่อนหน้านี้อีก ตอนนี้ครอบครัวซุนล้มลงแล้ว เ้าย่อมไม่มีที่พึ่งอีกต่อไป ในอนาคตแม่ไม่ได้อยู่เคียงข้างเ้า เ้าจะต้องใช้สมองของเ้าให้มากขึ้นนะ”
น้ำตาของซุนซื่อะเิออกมาอีกครั้ง “ท่านแม่ ท่านจะไม่อยู่กับข้าได้อย่างไรเ้าคะ”
ฮูหยินติ้งกั๋วกงแตะที่ใบหน้าของนางและหันไปมองฉินหยีหนิง ไครั้งนี้ หยีเจี่ยร์ช่วยเรามากมายและเราไม่มีอะไรจะตอบแทนได้”
“ท่านยายอย่าพูดเช่นนี้นะเ้าคะ ทั้งหมดนี้เป็สิ่งที่ข้าควรทำ ข้าทำเพื่อความกตัญญูกตเวทีต่อท่านแม่ของข้าด้วย” ฉินหยีหนิงพูดอย่างจริงจัง
“ข้ารู้ เ้าเป็เด็กที่เห็นอะไรได้ทะลุปรุโปร่ง ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าจะไปที่ใดและข้าได้ติดต่อไว้เรียบร้อยแล้ว จะเริ่มย้ายออกไปในวันนี้เลย ในอนาคตเ้าจงดูแลท่านแม่ของเ้าให้ดีๆ ล่ะ อาศัยอยู่ที่บ้านฉินให้ดีๆ พวกเราก็ติดต่อกันให้น้อยลงก็แล้วกันนะ”
เมื่อประโยคดังกล่าวจบลง เสียงต่างๆ พลอยเงียบสนิทลงไม่เว้นแม้แต่เสียงลมหายใจ
ซุนซื่อตื่นตระหนกและพูดว่า “ท่านแม่ ท่านโกรธข้าหรือ? ข้า...หัวใจของข้าแค่เต็มไปด้วยความคับข้องใจ ไม่มีที่จะบอกก็เท่านั้น ถึงได้มาบอกกับท่าน ข้ารู้ว่าไม่ควร ท่านแม่อย่าโกรธนะเ้าคะ อย่าทิ้งข้านะเ้าคะ”
“ไม่ใช่เพราะเ้า” ฮูหยินติ้งกั๋วกงถอนหายใจ “ฮั่นเจี่ยร์ ในอนาคตเ้าเชื่อฟังคำพูดของสามีของเ้าให้มากๆ และฟังคำแนะนำของหยีเจี่ยร์ให้มากๆ แน่นอนว่าฮ่องเต้มอบฉาวซื่อคนนั้นให้กับกูแหย่ เื้ัของนางไม่ธรรมดา วันข้างหน้าเ้าก็อย่าไปเปรียบเทียบอะไรกับนาง แต่เ้าต้องระวังให้มากขึ้น อย่าเชื่อใจคำพูดของใครทั้งนั้น ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นและจะทำอะไรก็ตามให้คุยกับหยีเจี่ยร์ก่อน เพราะหยีเจี่ยร์เป็คนมองเห็นอะไรได้ชัดเจน”
ฮูหยินติ้งกั๋วกงเหมือนกำลังสั่งเสียเป็ครั้งสุดท้าย นั่นยิ่งเป็ผลให้ซุนซื่อตื่นตระหนกมากยิ่งขึ้น
ฉินหยีหนิงเข้าใจความหมายของฮูหยินติ้งกั๋วกง นางขมวดคิ้วพร้อมเอ่ยขึ้น “ท่านยายไม่จำเป็ต้องกังวลจริงๆ นะเ้าคะ กรณีของจ้าวหยุนซือเช่าคนมาจากที่คุมประพฤติ ไม่ใช่ข้าที่เป็คนตั้งกฎนี้ขึ้นมาเอง แต่เป็กฎที่บรรพบุรุษสืบทอดกันมา ข้ายินดีที่จะพาครอบครัวของพวกเรามาเลี้ยงดู และนี่ก็เป็อิสระของจ้าวหยุนซือของข้าด้วยเช่นกัน มือของฮ่องเต้จะสามารถยื่นมาถึงที่นี่ได้หรือ?”
“เ้า เด็กโง่” ฮูหยินติ้งกั๋วกงกล่าวว่า “เ้าคิดว่าฮ่องเต้เป็คนมีเหตุผล? หากเขามีเหตุผลจริงๆ ครอบครัวของเราก็คงไม่ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ท่านพ่อของเ้าอยู่ในสถานะที่พิเศษและการที่เราอยู่ที่นี่ยิ่งไม่เหมาะสม นอกจากนี้ ข้ามีบางอย่างที่จะต้องทำอีกด้วย”
ครั้นฮูหยินติ้งกั๋วกงได้กล่าวถึงตอนนี้ นางก็ยืนขึ้น ตบศีรษะของซุนซื่อเบาๆ อีกทั้งพูดกับฉินหยีหนิงด้วยความรัก “ถึงแม้ว่าเ้ากลับบ้านได้ไม่นานนัก แต่ข้ามองออกว่าเ้าเป็เด็กที่ฉลาดเฉลียว วันข้างหน้าพวกเราก็ติดต่อกันน้อยลงเถิด ต่างใช้ชีวิตของตัวเองเถิด มีความปลอดภัยถึงตอนแก่ ถือว่าเป็พระพรเช่นกัน”
คิ้วของฉินหยีหนิงขมวดแน่น
ปิงถาง ซงหลาน และชิวหลู่ที่อยู่ข้างๆ นั้น ต่างก็รู้สึกว่าคำพูดของฮูหยินติ้งกั๋วกงเืเย็นมากเกินไป
ในตอนแรกคุณหนูของพวกนางทำเพื่อช่วยเหลือบรรดาญาติผู้หญิง นอกจากนั้นยังส่งข่าวไปยังที่คุมขังเพื่อไม่ให้ญาติผู้ชายจากไปอย่างมีห่วงกังวล ทำเพื่อรวบรวมศพญาติผู้ชายตระกูลซุน และทำเพื่อช่วยให้พวกนางได้บ่าวรับใช้ที่ซื่อสัตย์คืนมา มันไม่ใช่แค่เื่เงินที่เสียไป แต่นางใส่ใจมากถึงเพียงใด รับผิดชอบความเสี่ยงไปแล้วเท่าใด?
วลีที่ว่า ‘ติดต่อกันให้น้อยลง’ ของฮูหยินติ้งกั๋วกง ก็เท่ากับว่าได้แบ่งความสัมพันธ์ระหว่างพวกนางออกจากกันแล้ว
