ด้านนั้น เฟิ่งสือจิ่นกำลังคุยกับหลิวอวิ๋นชู ด้านนี้ ผู้ดูแลจวนหันไปประสานมือคารวะจวินเชียนจี้ “วันนี้ ท่านชายดึงดันจะมารบกวนที่จวนราชครู แม้แต่ท่านโหวก็ยังรั้งไว้ไม่อยู่ สร้างความลำบากแก่จวนราชครูไม่น้อย ท่านโหวบอกว่าเมื่อท่านชายอาละวาดจนพอใจแล้วก็จะกลับไปเอง หวังว่าท่านราชครูจะไม่ถือสา วันหน้า ท่านโหวจะขอบคุณท่านอย่างงามแน่นอน”
จวินเชียนจี้ตอบด้วยเสียงราบเรียบ “เกรงใจกันเกินไปแล้ว ท่านโหวรู้จักท่านชายดีจริงๆ”
ผู้ดูแลหัวเราะขึ้นเบาๆ แทนการตอบกลับ
ไม่มีใครให้ความสำคัญกับเื่นี้สักคน ผู้ที่จริงจังกับเื่นี้ก็คงจะมีแค่หลิวอวิ๋นชูคนเดียวเท่านั้น ด้วยนิสัยของเขา เมื่ออาละวาดจนพอใจแล้วก็จะหยุดเอง ท่านโหวอันกั๋วและคนอื่นๆ ห้ามเขาไม่ได้ จึงจำต้องปล่อยให้เขามาที่จวนราชครูเช่นนี้ เพราะรู้ดีว่าหากไม่เห็นด้วยตาของตนเองว่าเบื้องหน้านี้เป็ทางตัน เขาย่อมไม่มีวันถอดใจ ท่านโหวอันกั๋วรู้ว่าเฟิ่งสือจิ่นเป็ศิษย์เพียงหนึ่งเดียวของท่านราชครู ต่อให้เขากับนางรักกันจะเป็จะตาย ก็ยังไม่แน่ว่าท่านราชครูจะยอมเปิดทางให้หรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ทั้งสองคนก็ยังไม่มีข่าวเสียๆ หายๆ อะไรด้วย ข่าวเดียวที่ถูกคนเล่าลือก็คงจะมีแค่ข่าวเื่ที่พวกเขาทะเลาะวิวาทกันจนกลายเป็เื่ใหญ่โตเท่านั้น
ดังนั้น ท่านโหวอันกั๋วจึงวางใจให้หลิวอวิ๋นชูมาเยือนจวนราชครูเช่นนี้ เพราะเขารู้ดีว่าลูกชายของตนต้องถูกปฏิเสธแน่
เฟิ่งสือจิ่นพูดไปได้สักพัก พบว่าความดีอกดีใจที่เคยอยู่บนใบหน้าของหลิวอวิ๋นชูเหือดหายไปจนหมดสิ้นแล้ว ท้ายที่สุดเขาก็ถามออกมาด้วยเสียงแ่เบา “เ้าไม่ชอบข้าใช่หรือไม่?”
เฟิ่งสือจิ่นคิดก่อนพูด “ไม่ได้เกลียด”
หลิวอวิ๋นชูพูดเสียงแ่ “ความจริง ข้าไม่ได้มาที่นี่เพียงเพราะความรับผิดชอบหรอก...”
“เ้าว่าอย่างไรนะ?”
หลิวอวิ๋นชูหลุดออกจากภวังค์ เขาแสร้งพูดด้วยท่าทางเย่อหยิ่ง “ข้าจะบอกอะไรให้ เ้าเป็ผู้หญิงคนแรกเลยที่กล้าปฏิเสธข้าเช่นนี้ ตอนนี้ ข้าอนุญาตให้เ้าเปลี่ยนใจได้”
“ข้าไม่มีวันเปลี่ยนใจหรอกนะ” เฟิ่งสือจิ่นคลายคิ้วที่ขมวดลง นางฉีกยิ้มขึ้นเบาๆ พลางมองหลิวอวิ๋นชูด้วยสายตาอ่อนโยนทว่าจริงจัง “ข้าไม่ได้กลับมาเมืองหลวงเพื่อแต่งงานกับใคร”
“ไม่แต่งก็ตามใจ พลาดโอกาสนี้ ต่อไป เ้าจะไม่มีโอกาสอีกแล้ว” หลิวอวิ๋นชูผิดหวังเป็อย่างมาก เขาเดินกลับออกไปด้วยความหมองเศร้า สั่งให้ผู้ดูแลจวนกับคนรับใช้ขนสินสอดทั้งหลายกลับไป แต่ทิ้งยาบำรุงร่างกายที่เตรียมมาให้เฟิ่งสือจิ่นเอาไว้ที่เดิม เขากัดฟันกรอด หันไปบอกกับเฟิ่งสือจิ่นด้วยเสียงลอดไรฟัน “หากเ้าเอาเื่น่าขายหน้าที่เกิดขึ้นในวันนี้ไปบอกต่อละก็ ข้าเอาเ้าตายแน่!”
เฟิ่งสือจิ่นพยักหน้าเบาๆ “วางใจเถอะ ข้าไม่บอกใครหรอก”
“หึ เฟิ่งสือจิ่น เ้ามันน่าเกลียดน่าชังสิ้นดี ข้าให้เกียรติเ้าแล้ว ในเมื่อเ้าไม่ยอมรับมันเอาไว้ก็ลืมมันไปเสียเถอะ ข้าไปละ”
ท้ายที่สุดหลิวอวิ๋นชูก็ออกจากจวนราชครูพร้อมกับคนใช้และหีบกล่องน้อยใหญ่ แผ่นหลังของเขาดูผิดหวังและหมองเศร้าเป็อย่างมาก
ในโถงเหลือเฟิ่งสือจิ่นกับจวินเชียนจี้แค่สองคนเท่านั้น เฟิ่งสือจิ่นหันหน้ากลับไป เื้ันางเห็นท้องฟ้ายามเย็นที่กว้างไกลไร้ที่สิ้นสุด นางหรี่ตามองจวินเชียนจี้ที่กำลังดื่มชาอย่างใจเย็น ก่อนจะถามขึ้น “อาจารย์ วันหน้า หากศิษย์เจอคนที่ศิษย์รักจริงๆ หากศิษย์บอกว่ายินยอมจะแต่งงานกับเขาคนนั้น อาจารย์ก็จะอนุญาตใช่หรือไม่?”
จวินเชียนจี้วางถ้วยชาลงอย่างเชื่องช้า จากนั้นจึงช้อนสายตาขึ้นมามองสบกับนาง แสงตะวันสีแดงส่องสะท้อนอยู่ในแววตาคู่สวยของชายหนุ่ม เขาจ้องเฟิ่งสือจิ่นตาไม่กะพริบพลางพูดด้วยเสียงนิ่งเรียบ “แน่นอนว่า... ไม่มีทาง”
เฟิ่งสือจิ่นเบะปาก “แล้วเมื่อครู่ ทำไมอาจารย์ถึงบอกท่านชายหลิวว่าหากข้ายินยอม ท่านก็จะอนุญาตล่ะ?”
จวินเชียนจี้ตอบ “เ้าเองก็บอกไปแล้วนี่ว่าเ้าเป็ว่าที่ราชครูของแคว้นจิ้น จะแต่งงานสุ่มสี่สุ่มห้าได้อย่างไร”
เฟิ่งสือจิ่นถูกตอกกลับจนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
จวินเชียนจี้เดินออกมาจากห้องโถงอย่างเรียบเฉย แสงตะวันที่ริมขอบฟ้าสะท้อนให้ชุดคลุมบนร่างเปล่งประกายขึ้นมาเล็กน้อย เขาพูดขึ้น “ต่อไป พยายามอย่าเข้าใกล้ท่านชายหลิวอีก เขาจะได้ไม่คิดไปเองอีก” เฟิ่งสือจิ่นได้ฟังดังนั้นก็เอียงคอครุ่นคิดทันที อีกด้าน จวินเชียนจี้เดินลงบันไดทีละขั้นๆ เขาก้าวเดินอย่างเชื่องช้าพลางพูดเสริม “ไม่ใช่แค่เขา แต่ทางที่ดี อย่าเข้าใกล้นักศึกษาชายคนอื่นๆ หรืออาจารย์ในวิทยาลัยหลวงเลยจะดีกว่า”
“ทำไมล่ะ?” เฟิ่งสือจิ่นถามด้วยความสงสัย
จวินเชียนจี้พูดโดยไม่หันกลับมามอง “ไม่มีอะไร นี่เป็คำสั่งของอาจารย์ แค่ทำตามก็พอ”
ทางด้านของหลิวอวิ๋นชูกับผู้ดูแล เมื่อออกมาจากจวนราชครูแล้ว พวกเขาก็มุ่งหน้าไปยังซอยแคบที่อยู่ลับตาผู้คนทันที หากมีคนรู้ว่าเขามาขอเฟิ่งสือจิ่นแต่งงานถึงจวนราชครู แต่กลับถูกปฏิเสธกลับมาละก็ เขาต้องถูกหัวเราะเยาะแน่ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ตนเองขายหน้าไปมากกว่านี้ เขาจึงเลือกเดินทางกลับด้วยถนนสายเล็กเส้นนี้ เพื่อหลบสายตาผู้คน
ผู้ดูแลจวนเกลี้ยกล่อมด้วยรอยยิ้ม “ท่านชาย อย่าเสียใจไปเลย สตรีดีๆ มีมากมาย ในอนาคต ท่านต้องเจอคนที่ดีกว่านี้แน่ๆ”
หลิวอวิ๋นชูหันไปเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของผู้ดูแล จึงพูดขึ้น “ดูเหมือนเ้าจะดีใจไม่น้อยที่ข้าถูกปฏิเสธกลับมา”
ผู้ดูแลรีบปั้นหน้าเคร่งขรึมจริงจัง “เปล่าเลย ท่านชายตาฝาดไปแล้ว บ่าวเองก็เสียใจมากไม่ต่างกัน คุณหนูเฟิ่งปฏิเสธท่านชาย เพราะนางมีตาหามีแววไม่ ถึงมองไม่เห็นความดีของท่านชาย”
หลิวอวิ๋นชูรู้สึกดีขึ้นมาเล็กน้อย “แบบนี้ค่อยดีขึ้นมาหน่อย”
ผู้ดูแลพูดต่อ “หากกลับไปตอนนี้ ท่านชายจะกลับไปทันมื้อเย็นพอดี ท่านโหวแจ้งมาว่าทางนั้นเตรียมมื้อเย็นเอาไว้แล้ว กำลังรอให้ท่านชายกลับไปกินร่วมกันที่จวนขอรับ”
หลิวอวิ๋นชูหงุดหงิดใจเป็อย่างมาก เขาร้องคำราม “พวกเ้าดูออกั้แ่แรกแล้วใช่ไหมว่าข้าจะถูกปฏิเสธกลับมา! มีแค่ข้าคนเดียวที่โง่งม ไม่รู้อะไรเลย ถึงได้คิดว่าตัวเองจะได้แต่งงานกับนางจริงๆ!”
ผู้ดูแลเงียบเสียงลง เขาดูแลหลิวอวิ๋นชูมาั้แ่เล็กจนโต จากความเข้าใจที่เขามีต่อหลิวอวิ๋นชู ดูเหมือนครั้งนี้ท่านชายจะจริงจังไม่น้อย... อีกด้าน เมื่อคำรามเสร็จ หลิวอวิ๋นชูก็รู้สึกเศร้าใจขึ้นมาอย่างกะทันหัน แม้แต่ขอบตาก็เริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว เขาแหงนหน้ามองฟ้าพลางสะบัดแขนเสื้อแรงๆ “ช่างเถอะ สตรีมีตั้งมากมาย ไยต้องจมปลักอยู่กับนาง กลับไปกินข้าวกันเถอะ”
ต่อมา หลิวอวิ๋นชูกับเฟิ่งสือจิ่นไปเรียนที่วิทยาลัยหลวงตามเดิม ซูเหลียนหรูได้รับาเ็จึงหยุดเรียนไปหลายวัน อีกด้าน แม้เฟิ่งสือจิ่นกับหลิวอวิ๋นชูจะยังนั่งอยู่ข้างกันเหมือนเดิม แต่ทั้งสองกลับอยู่เงียบๆ มาสองวันติดกันแล้ว ซึ่งถือเป็เื่ที่พบเห็นได้ยากมากทีเดียว แม้แต่ซูกู้เหยียนก็ยังอดรู้สึกแปลกใจไม่ได้
เื่ที่หลิวอวิ๋นชูไปสู่ขอเฟิ่งสือจิ่นถึงจวนราชครู เฟิ่งสือจิ่นทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อนตามที่ได้รับปากเอาไว้ แต่หลิวอวิ๋นชูกลับก้าวข้ามความรู้สึกในหัวใจไม่ได้ จึงไม่กล้าเข้าไปพูดคุยหรือทักทายเฟิ่งสือจิ่นแม้แต่คำเดียว ทุกครั้งที่เตรียมจะพูดอะไรออกมา คำพูดนั้นก็มักจะติดอยู่ที่ลำคอ ท้ายที่สุดก็ถูกเขากลืนกลับเข้าไปอีกครั้งเสมอ
เขารู้สึกอับอายและเสียศักดิ์ศรีเหลือเกิน ทั้งที่ตนถูกปฏิเสธมาแท้ๆ แต่นอกจากจะไม่มีความคิดที่จะเลิกคบกับเฟิ่งสือจิ่นแล้ว เขากลับยังอยากหาโอกาสพูดคุยและสานสัมพันธ์กับเฟิ่งสือจิ่นอีกต่างหาก
หลิวอวิ๋นชูอยากตบตัวเองแรงๆ สักที ให้ตายเถอะ เขามันไร้ศักดิ์ศรีจริงๆ!
เหตุนี้ เขาจึงไม่ได้คุยกับเฟิ่งสือจิ่นเสียที เฟิ่งสือจิ่นเองก็ไม่ได้คิดอะไรมากมาย นางคิดว่าหลิวอวิ๋นชูคง้าเวลาสำหรับทำความคุ้นเคยและลบความอึดอัดในใจออกไป จึงไม่ได้เข้าไปรบกวนเขา
เช้าวันนี้ ในห้องเรียน อาจารย์ชราสั่งให้นักศึกษาทุกคนนำหนังสือเรียนออกมา หลิวอวิ๋นชูก้มลงไปควานหาในลิ้นชักใต้โต๊ะอยู่นาน แต่กลับไม่เจอหนังสือเรียนแม้แต่เล่มเดียว หนังสือของเขาหายไปอย่างเป็ปริศนา เพราะไม่มีทางเลือกจึงหยิบหนังสือมั่วๆ ขึ้นมาหนึ่งเล่ม คิดไม่ถึงว่าเมื่อเปิดมันออก เขาก็แทบจะตาถลนเลยทีเดียว
เวรเอ๊ย... ใครเอาหนังสือภาพกำหนัดมายัดไว้ใต้โต๊ะของเขาเนี่ย?
ทันทีที่มองเห็น อาจารย์ชราก็โกรธเกรี้ยวเป็อย่างมาก เขาตวาดด่าว่าหลิวอวิ๋นชูอนาจาร ไร้มารยาท ลามกวิปริต ไร้ความละอาย ไม่ซึมซับคำสั่งสอน แถมยังสั่งให้เขาไปยืนตากแดดอยู่ข้างนอกเป็เวลาหนึ่งชั่วยามเพื่อเป็การลงโทษ แสงแดดทำให้หลิวอวิ๋นชูมีเหงื่อโชกร่าง ผิวสีขาวเนียนถูกแดดเผาจนแดงไปหมด เขาร้อนจนเกือบจะเป็ลมอยู่แล้ว
่พักเที่ยง หลังกินมื้อเที่ยงจนอิ่มท้อง เฟิ่งสือจิ่นก็ปีนขึ้นไปนอนบนต้นไม้ต้นหนึ่ง นางปิดตาทั้งสองข้างด้วยใบไม้ขนาดใหญ่ใบหนึ่ง และนอนกลางวันอย่างสบายอารมณ์ แต่เพียงไม่นานก็มีนักศึกษาชายสามคนเดินมาหยุดอยู่ใต้ต้นไม้ พวกเขาพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งถือเป็การรบกวนการนอนหลับของเฟิ่งสือจิ่นโดยตรง
