“อ้า!” เสียงกรีดร้องดังมาจากสุสาน
ไป๋อวิ๋นซีเห็นนักเผยแผ่ศาสนาคนหนึ่งวิ่งออกจากถ้ำด้วยใบหน้าหวาดกลัว งูสีนิลจำนวนมากไล่ตามชายคนนั้นออกมา
บนตัวของนักเผยแผ่ศาสนาน่าจะมีของบางอย่างที่มีแรงดึงดูดมหาศาลต่องูสีนิล ทำให้พวกมันล้อมเขาเอาไว้ แล้วกระโจนใส่ชายคนนั้นอย่างบ้าคลั่ง
นักเผยแผ่ศาสนาคนนั้นพกไม้กางเขนไว้กับตัว ถึงแม้ว่าแสงสลัวๆ ที่เปล่งออกมาจากมันจะทำให้งูสีนิลถอยห่างจากเขา แต่แสงที่เปล่งออกมานั้น ค่อยๆ มืดสลัวลง ทำให้งูเ่าั้สามารถเข้าใกล้เขามากขึ้นทุกที
ในหมู่งูสีนิล มีงูตัวหนึ่งที่ลำตัวใหญ่เท่ากำปั้น ยาวประมาณสามเมตรกว่า เหมือนจะเป็จ่าฝูง
งูจ่าฝูงตัวนั้นพุ่งไปกัดห่อผ้าที่นักเผยแผ่ศาสนาแบกไว้ “ก้อนหิน” ที่มีขนาดใหญ่กว่าลูกบาสเกตบอลกลิ้งออกมาจากห่อผ้า
“ใช่ของสิ่งนั้นไหม?” ดวงตาของไป๋อวิ๋นซีส่องประกายแวววาว
“ไม่นึกว่าจะเป็ไข่นกศักดิ์สิทธิ์จริงๆ” เย่ฝานกล่าวอย่างประหลาดใจ
เดิมทีเย่ฝานคิดว่า ถึงได้เจอกับไข่นกศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ด้วยระยะเวลาที่ผ่านพ้นไปนับพันปี ไข่นั่นคงไม่มีคุณค่าอะไรหลงเหลืออยู่แล้ว แต่หลังจากได้เห็นไข่นกศักดิ์สิทธิ์กับตา จึงได้พบว่าพลังปราณของไข่ยังไม่สลายไปหมด ดังนั้นไข่นกศักดิ์สิทธิ์จึงสามารถนำไปหลอมเป็โอสถได้
พองูสีนิลคาบไข่เอาไว้ได้ มันก็กลืนลงไปทันที ไป๋อวิ๋นซีเห็นอย่างนั้นพลันะโด้วยความลนลาน “ไม่ได้การแล้ว”
“ไม่ต้องกังวล” เย่ฝานพูดด้วยความใจเย็น
หลังจากที่งูตัวนั้นกลืนไข่ลงไป มันก็เลื้อยไปมาด้วยความทรมาน ท้องของงูสีนิลปริแตกเป็รูโหว่ ไข่ที่กลืนเข้าไปพลันกลิ้งออกมา
ไป๋อวิ๋นซีเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็สั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม งูตัวนั้นมันจุกตายงั้นหรือ? ถ้าจุกตายจริงๆ ท้องของมันก็ไม่น่าจะเกิดรูอย่างนั้น! ไข่นี่มันกินไม่ได้งั้นหรือ?
“สัตว์ร้ายธรรมดาไม่สามารถกลืนไข่นกศักดิ์สิทธิ์เข้าไปได้” นกศักดิ์สิทธิ์เป็สายเืของพญาหงส์ พญาหงส์เป็สัตว์ที่หยิ่งผยองที่สุด
นักเผยแผ่ศาสนากอดไข่นกศักดิ์สิทธิ์ไว้ในอกอย่างไม่ยอมแพ้ งูสีนิลนับสิบโอบล้อมเขา นักเผยแผ่ศาสนาคำรามด้วยความโกรธแค้น ทำให้งูสีนิลเ่าั้ถูกพลังเสียงปะทะจนกระเด็นออกไป
“คนคนนี้เก่งกาจจริงๆ!”
“มันเป็พลังเฮือกสุดท้ายของเขาแล้ว” เย่ฝานกล่าวด้วยเสียงเ็า
นักเผยแผ่ศาสนาอุ้มไข่นกศักดิ์สิทธิ์วิ่งไปด้านนอก แต่ว่าเขาถูกค่ายกลของเย่ฝานอำพรางตา จึงได้แต่วิ่งไปมาอยู่ในค่ายกลนั้น
นักเผยแผ่ศาสนาซึ่งบันดาลโทสะสุดขีด รู้ทันทีว่าตนติดกับเสียแล้ว จึงเอาแต่บ่นพึมพําว่า ถ้าหลุดออกไปได้จะจับคนนอกศาสนาที่ทำกับเขาแบบนี้ไปเผาให้หมด แล้วยังสาปแช่งด้วยคำพูดต่างๆ นานา เพื่อขอให้พระผู้เป็เ้าลงโทษบุคคลที่คิดร้ายต่อเขา
นักเผยแผ่ศาสนาคนนั้นพูดภาษาต่างชาติ เย่ฝานจึงฟังไม่ค่อยรู้เื่
“เ้าผมทองนั่นพูดอะไรน่ะ? กำลังอธิษฐานอยู่เหรอ?” เย่ฝานถามด้วยความแปลกใจ
ไป๋อวิ๋นซีส่ายหน้าแล้วตอบว่า “ไม่ใช่หรอก เขากำลังพูดว่า เขาจะจับนายมัดไว้กับตะแลงแกง แล้วเผาให้ตาย เขายังบอกอีกว่าพระผู้เป็เ้าจะต้องลงลงทัณฑ์คนบาปอย่างนาย”
เย่ฝานกะพริบตา “เ้าหมอนี่คงบ้าไปแล้ว! ถึงได้พูดจาไร้สาระแบบนี้”
ไป๋อวิ๋นซี “…”
………………………………..…
เย่ฝานขว้างยันต์สายฟ้าฟาดไปอีกแผ่น เพื่อโจมตีนักเผยแผ่ศาสนาที่ถูกอสรพิษโอบล้อมเป็ครั้งสุดท้าย
หลังจากที่เย่ฝานโจมตีนักเผยแผ่ศาสนาคนนั้นจนล้มลง ก็มีนักเผยแผ่ศาสนาอีกคนเดินออกมาจากสุสาน ชายผู้นั้นถือดาบรูปไม้กางเขน ดาบนั่นมีกลิ่นคาวเืรุนแรง เขาคงใช้มันสังหารคนไปไม่น้อย
อุปกรณ์ที่คนคนนี้พกไว้ไม่เลวเลยทีเดียว! เย่ฝานคิดในใจ
“ตายซะเถอะพวกอสรพิษร้าย” นักเผยแผ่ศาสนาฟาดดาบลงไป ทำให้งูพิษนับร้อยสิ้นชีวิตลงในคราเดียว
“ใครมันบังอาจสร้างความเร้นลับซับซ้อนแบบนี้ ขอพระผู้เป็เ้าประทานดวงตาแห่งแสงสว่างแก่ข้า” นักเผยแผ่ศาสนาพุ่งเข้าฟาดฟันค่ายกลของเย่ฝานด้วยความบ้าคลั่งจนค่ายกลเสียหาย
เย่ฝานขมวดคิ้วแล้วเอ่ยว่า “เ้าหมอนี่ดูท่าจะสร้างความยุ่งยากมากจริงๆ”
“สายฟ้าฟาด สังหาร!”
ค่ายกลสายฟ้าที่เย่ฝานสร้างขึ้นก่อนหน้านี้พลันะเิ “เ้าสารเลว” นักเผยแผ่ศาสนาตะเบ็งเสียงด้วยความโมโห
“ในนามของพระผู้เป็เ้า ข้าจะพิพากษาเ้า”
นักเผยแผ่ศาสนายกดาบชี้เย่ฝาน เย่ฝานััได้ถึงพลังอันพิสดารซึ่งกระทบบนตัวเขา พลังที่จู่โจมมาไม่ต่างกับการโจมตีจากผู้ฝึกวิทยายุทธ์ขั้นห้าเลย
ร่างของเย่ฝานสั่นะเืเพียงนิดเดียว หลังจากนั้นพลังโจมตีที่ปะทะกับร่างของเย่ฝานก็สลายในพริบตา
“เป็ไปไม่ได้ แกไม่สามารถมีชีวิตอยู่หลังจากถูกพระผู้เป็เ้าพิพากษาได้”
เย่ฝาน “…” เ้าโง่เอ๊ย มีแรงปณิธานเพียงเท่านี้ ก็คิดว่าตนเหนือกว่าใครในใต้หล้า
“ตอนนี้… ถึงตาฉันพิพากษาแกบ้าง” เพียงตวัดมือ ร่างของนักเผยแผ่ศาสนาคนนั้นก็ปลิวไป เขาถูกแรงกระแทกจากพลังของเย่ฝานจู่โจมจนเสียชีวิต
ไป๋อวิ๋นซีมองเย่ฝาน แล้วกลืนน้ำลายลงคอ “เขาตายหรือยัง?”
เย่ฝานพยักหน้าแล้วพูดว่า “น่าจะตายแล้วล่ะ”
“ในสุสานยังมีคนอีกไหม? ”
เย่ฝานส่ายหน้า “มีคนอยู่ในสุสานแน่ๆ แต่เหมือนทุกคนจะตายแล้ว”
เย่ฝานค้นเจอเข็มทิศจากร่างของนักเผยแผ่ศาสนา “เป็ของวิเศษที่ลึกลับมาก ไม่รู้ว่ามันใช้ยังไง”
เย่ฝานตรวจสอบอยู่ครู่หนึ่ง จึงพบว่าเข็มทิศนั่นสามารถตรวจจับสิ่งของที่มีพลังปราณในระยะใกล้ได้ และสิ่งของที่มีพลังปราณในบริเวณนั้น คือไข่นกศักดิ์สิทธิ์ที่ตกลงบนพื้น ส่วนตำแหน่งสิ่งของอีกชิ้นหนึ่งอยู่ในสุสาน
ไป๋อวิ๋นซีย่อตัวดูไข่ที่วางบนพื้นดิน ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความสงสัย
ไข่ฟองนี้เคยถูกกลืนเข้าไปในท้องของงูพิษ แต่กลับดูยังสะอาดสะอ้าน
ไป๋อวิ๋นซียื่นมือไปจับไข่ฟองนั้น ภาพความทรงจำตอนหนึ่งก็พลันผุดขึ้นมาในหัวของเขา ไป๋อวิ๋นซีจึงรีบดึงมือกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว
“เป็อะไรไปเหรอ? ” เย่ฝานถาม
ไป๋อวิ๋นซีส่ายหน้าแล้วตอบว่า “ไม่มีอะไร นายลองจับมันดูสิ”
มือของเย่ฝานแตะบนไข่ของนกศักดิ์สิทธิ์ และในตอนนั้นเองเขาได้เห็นภาพความทรงจำตอนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในหัวของเย่ฝาน นกศักดิ์สิทธิ์คู่ผัวเมียเกิดไข่หนึ่งฟอง แม่นกกกไข่นานกว่าสองพันปี แต่ลูกนกก็ยังไม่ฟักตัวสักที จนในที่สุด นกศักดิ์สิทธิ์คู่นั้นก็พบว่า ิญญาของลูกนกได้ดับสูญไปแล้ว
นกศักดิ์สิทธิ์ดูไข่ น้ำตาแห่งสายเืก็ไหลริน น้ำตาเืหยดลงบนไข่ฟองนั้น จากนั้นไม่นานนกศักดิ์สิทธิ์คู่ผัวเมียก็ตัดสินใจบินจากไป
เย่ฝานพลันได้สติกลับคืนมา ไป๋อวิ๋นซีมองเย่ฝานแล้วถามว่า “นายเห็นอะไรเหรอ? ”
เย่ฝานพยักหน้า “สุดท้ายนกศักดิ์สิทธิ์คู่นั้นก็บินจากไป ฉันคิดว่าพวกมันคงบินจากโลกนี้ไปแล้ว”
ไป๋อวิ๋นซี “…”
เย่ฝานขมวดคิ้วเข้าหากันพลางคิดในใจว่า โดยทั่วไปแล้วนกวิเศษจะมีอายุขัยยืนยาว มันมีอัตราการผสมพันธุ์ต่ำ ดังนั้นจึงให้ความสำคัญกับทายาทเป็อย่างมาก ยิ่งเป็นกวิเศษชั้นสูงแล้ว ก็ยิ่งฟักตัวยากขึ้นไปอีก
“เก็บไข่ฟองนั้นเอาไว้ก่อน” ไป๋อวิ๋นซีเอ่ย
เย่ฝานพยักหน้ารับคำ แล้วเก็บไข่ฟองนั้นไว้ในยันต์เก็บของ
ไป๋อวิ๋นซีกัดฟันกรอด แล้วถามต่อ “ในสุสานยังมีงูอีกไหม?”
เย่ฝานพยักหน้าตอบว่า “มีสิ”
ไป๋อวิ๋นซีกัดฟันพูด “ในสุสานยังมีสิ่งที่เรา้า แล้วพวกเราจะลงไปยังไงล่ะ!”
เย่ฝานมองไป๋อวิ๋นซีแวบหนึ่ง แล้วกล่าวด้วยความงงงวย “ก็ต้องเดินลงไปนะสิ! ”
ไป๋อวิ๋นซีได้ยินอย่างนั้นสีหน้าก็ยิ่งแย่ลง เย่ฝานดูใบหน้าไป๋อวิ๋นซี เขาเอียงคอ เหมือนจะนึกบางอย่างได้ “นายกลัวงูใช่ไหม?”
ไป๋อวิ๋นซีมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมา และไม่ได้ตอบสิ่งใดกลับไป!
“ไม่ต้องกลัว นายคิดว่างูเป็หนอนก็แล้วกัน”
สีหน้าของไป๋อวิ๋นซีไม่ดีขึ้นเลยสักนิด เขาอยากเตะเย่ฝานใจจะขาด หนอนงั้นเหรอ ถึงให้มองว่าเป็หนอน ก็ยังน่าหวาดกลัวอยู่ดี!
เย่ฝานหันมายิ้มให้ไป๋อวิ๋นซี แย้มมุมปากให้เห็นแผงฟันขาวสดใส
ไป๋อวิ๋นซีสูดหายใจลึกๆ แล้วกระทืบเท้ากับพื้นอย่างแรง พลางพูดอย่างมีน้ำโห “ฉันกลัวงู แล้วก็กลัวหนอนด้วย เข้าใจไหม? ”
เย่ฝานใกับไฟโทสะที่ไป๋อวิ๋นซีถาโถมใส่เขาอย่างไม่ทันตั้งตัว เย่ฝานกะพริบตาปริบๆ แล้วพูดอย่างผู้บริสุทธิ์ “นายกลัวก็กลัวสิ? ทำไมต้องเสียงดังขนาดนี้ด้วย แล้วยังมาดุฉันอีก”
ไป๋อวิ๋นซี “…”
เย่ฝานดึงแขนไป๋อวิ๋นซีขึ้นเหยียบบนกระบี่บินแล้วบินขึ้นไป จากนั้นเขาก็เปล่งเสียงแปลกๆ ออกมา ทันใดทันงูสีนิลจำนวนมหาศาลก็คืบคลานมาจากปากทางเข้าสุสาน มันพากันเลื้อยยั้วเยี้ยเต็มพื้นด้านล่าง
ผ่านไปเพียงครู่เดียวก็ไม่มีงูออกมาจากสุสานแล้ว ไป๋อวิ๋นซีพูดด้วยความตกตะลึง “นายรู้ภาษาสัตว์ด้วยเหรอ?”
เย่ฝานหัวเราะ “ก็พอจะรู้อยู่บ้าง แค่ทำเสียงเลียนแบบคลื่นความถี่เสียงของาางูได้ก็พอ”
ไป๋อวิ๋นซี “…”
“เอาล่ะ ทีนี้ในสุสานก็ไม่มีงูแล้ว พวกเราลงไปกันเถอะ” เย่ฝานเอ่ย
ไป๋อวิ๋นซีพยักหน้ารับคำ “ได้”
เย่ฝานถือไฟฉายเดินลงไปในสุสานโบราณ
ไป๋อวิ๋นซีตามเย่ฝานลงไปในสุสาน พบว่าในนั้นเต็มไปด้วยโครงกระดูก
“กลิ่นเหม็นมาก!” ไป๋อวิ๋นซีบีบจมูกไว้
เย่ฝานพยักหน้า แล้วพูดว่า “มันแน่นอนอยู่แล้ว ก็เล่นฝังหมูลงในสุสานมากมายขนาดนั้น จึงดึงดูดงูเข้ามาในนี้นับไม่ถ้วน”
สุสานมีพื้นที่กว้างขวาง แต่ภายในทั้งมืดและชื้น
“สุสานนี้สร้างได้ใหญ่โตมาก แต่เหมือนจะไม่มีของดีเลย” ไป๋อวิ๋นซีกล่าว
เย่ฝานพยักหน้า “อืม เ้าของสุสานนี้ไม่ได้เป็คนมีความสามารถขนาดนั้น แต่กลับชอบโอ้อวดทรัพย์สมบัติ”
ในสุสานไป๋อวิ๋นซียังได้พบศพของนักเผยแผ่ศาสนาอีกสองคน หนึ่งในนั้นถูกงูสีนิลกัดจนตาย แต่ขนาดสิ้นชีพไปแล้วในมือของเขายังกำตราประทับชิ้นหนึ่งไว้แน่น
เย่ฝานดึงตราประทับชิ้นนั้นออกมา แล้วผงะไปชั่วครู่
“ไปกันเถอะ ในสุสานนี้ไม่มีของดีอะไรแล้วล่ะ มีแต่ตราประทับนี้ที่พอจะขายได้ราคาเล็กน้อย” เย่ฝานกล่าว
ไป๋อวิ๋นซีเองก็ไม่อยากอยู่ในสุสานนานไปกว่านี้ พอได้ยินคำพูดของเย่ฝาน ก็รีบตามเขาถอยจากสุสานด้วยความรวดเร็ว
…………………………………….…
สุสานโบราณที่เย่ฝานและไป๋อวิ๋นซีเพิ่งออกมา ตอนนี้ถูกเ้าหน้าที่ปิดล้อมเอาไว้แล้ว
“หัวหน้าครับ นักเผยแผ่ศาสนาที่มีรายชื่ออยู่ในแฟ้มอาชญากรรม พวกเขาเสียชีวิตหมดแล้วครับ” หูหลินรายงาน
ตอนพลบค่ำ มีงูพิษจำนวนมากเลื้อยออกมาจากหุบเขา สร้างความตื่นตระหนกแก่ชาวบ้านไม่น้อย หลังจากที่มีการแจ้งความ ทหารของหน่วยปฏิบัติภารกิจพิเศษก็สืบพบว่างูเ่าั้เลื้อยออกมาจากสุสานโบราณในหุบเขา พวกเขาเดินย้อนตามรอยงูเลื้อย จึงพบกับถ้ำซึ่งเป็ปากทางเข้าสุสานได้ไม่ยาก
“สองศพด้านนอก เหมือนจะโดนฆ่าตายนะครับ” หูหลินเอ่ย
เฉินเอี๋ยนพยักหน้าแล้วพูดว่า “เห็นได้ชัดว่าถูกคนสังหารแน่”
“หัวหน้าของกลุ่มผู้เผยแผ่ศาสนาที่ถูกสังหารคนนั้นดูท่าทางแข็งแกร่งไม่เบา คนธรรมดาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาแน่นอน” หูหลินบอก “ในต่างประเทศมันไม่ใช่เื่ง่ายที่จะบ่มเพาะและฝึกฝนยอดฝีมือที่มีพลังปราณขั้นห้าได้ พวกเขาคงเจ็บช้ำเป็อย่างมาก”
เฉินเอี๋ยนหัวเราะอย่างเ็า “เ้าหมอนี่ก่อคดีในประเทศของเรา มันตายก็สมควรแล้ว ที่น่าเสียดายคือทายาทเศรษฐีสองคนนั้นต่างหาก อายุยังน้อยก็ต้องมาตายไปเสียแล้ว”
“เ้าพวกนั้นก็ไม่น่าเลยจริงๆ มอบของให้รัฐบาลก็สิ้นเื่แล้วไม่ใช่เหรอ?” หูหลินนิ่งสักครู่ก่อนกล่าวต่อ “หัวหน้าครับ ของที่พวกนั้นได้ไปมันหายไปแล้วครับ”
เฉินเอี๋ยนรู้สึกว่า เื่นี้อาจเป็ฝีมือของเย่ฝาน หากเป็เย่ฝานจริงๆ คิดว่าของที่กลุ่มนักเผยแผ่ศาสนาได้ไป คงตกไปอยู่ในมือของเขาแล้ว ของสิ่งนั้นตกอยู่ในมือของเย่ฝาน ก็ดีกว่าอยู่ในมือของคนที่มาจากประเทศอื่น
“ในเมื่อคนพวกนั้นตายแล้ว พวกเราก็สามารถรายงานเบื้องบนได้” เฉินเอี๋ยนกล่าว
หูหลินมองเฉินเอี๋ยน แล้วพูดด้วยความลำบากใจ “ความประสงค์ของเบื้องบน คือ้าให้เราหาของสิ่งนั้นกลับมาให้ได้นี่ครับ”
เฉินเอี๋ยนส่ายหน้า แล้วเอ่ยว่า “ของสิ่งนั้นไม่ใช่ว่าเราจะหาเจอได้ง่ายๆ” ผู้บัญชาการสูงสุดของทีมัคนไหนที่อยากได้ของสิ่งนั้นไป ก็ให้พวกเขาไปหาวิธีเอาเองเถอะ
