ในใจของชุนเซียงเต็มไปด้วยโทสะ แต่เมื่อมองคุณหนูของตนอีกครั้ง นางก็ทำได้เพียงกล้ำกลืนความโกรธ อย่ากล่าวถึงคุณหนูเลย ภายในพระราชวังแห่งนี้ เื่ของผลประโยชน์และโทษของความสัมพันธ์นางเองก็ทราบดี ขันทีสมควรตายกล้าทำเช่นนี้ ย่อมเป็เพราะไทเฮาอนุญาต มิเช่นนั้นด้วยตำแหน่งของคุณหนูของตน เขาไม่ควรจะโอหังไร้มารยาทเช่นนี้
ส่วนอวิ๋นซูที่ตามหลังเกี้ยวไปนั้นด้วยสีหน้านิ่งเฉย ในใจคาดเดาไปได้ถึงเจ็ดแปดส่วนว่าเป็เพราะเื่ของเหลยซื่อ จุดสำคัญก็คือไทเฮาจะทรงคิดอย่างไร พระองค์สามารถคิดได้ว่าเป็อุบัติเหตุ และสามารถคิดได้ว่าเป็จวนชางหรงโหวไม่ไหวหน้าพระองค์ ด้วยเหตุนี้การกระทำเช่นนี้ของไทเฮาย่อมมีการเตรียมพร้อมมาก่อนแล้ว
สำหรับเื่ที่พระนางคิดจะทำอะไรกันแน่นั้น อวิ๋นซูไม่กล้าคิดโดยพลการ ได้แต่ระมัดระวังเอาไว้เป็สำคัญ
“เร็วหน่อย เสี้ยนจู่คงไม่คิดจะให้ไทเฮาทรงรอท่านหรอกกระมัง?” ทันใดนั้น อวี๋กงกงที่อยู่บนเกี้ยวหันมาะโประโยคหนึ่งอย่างไม่พอใจ
ชุนเซียงประหลาดใจ ความหมายของอวี๋กงกงผู้นี้ไม่ใช่้าให้คุณหนูของตนวิ่งไปหรอกหรือ?
ยังไม่ทันรอให้ชุนเซียงใคร่ครวญ อวิ๋นซูก็ถกกระโปรงขึ้นเร่งฝีเท้า นางเองก็เคยอาศัยอยู่ที่วังหลังมาก่อน ย่อมทราบถึงลูกไม้เหล่านี้ของพวกบ่าวไพร่ดี เบื้องหน้าพวกเขาแสดงออกอย่างดีงาม แต่ในใจจะมากจะน้อยล้วนรู้สึกว่าตนต่ำต้อย ด้วยเหตุนี้จึงคิดแย่งชิงกลั่นแกล้ง เหยียบย่ำลงบนศักดิ์ศรีของผู้อื่น
อวี๋กงกงเห็นดังนั้น บนใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มเ็า หางตาปรายมองอวิ๋นซูเขม็ง
นับว่ายังรู้ความ!
ทันใดนั้น ในใจของเขามีแผนการหนึ่งวาบเข้ามา เขายกเท้ากระทืบไปที่พื้นเกี้ยวอย่างแรง
คนแบกเกี้ยวหลายคนเข้าใจได้ในทันที จึงรีบเร่งฝีเท้าขึ้นในพริบตา
เพียงพริบตาเดียว ชุนเซียงก็รู้สึกว่าตามต่อไปไม่ไหว นางมองไปยังอวิ๋นซู บนใบหน้างดงามแดงก่ำ เหงื่อจำนวนมากซึมออกมา แต่กลับไม่ได้กล่าวอะไรเลยแม้เพียงประโยคเดียว เร่งฝีเท้าของตนอย่างเงียบงัน
ชุนเซียงรู้สึกปวดใจ เพียงแต่ว่าไม่มีวิธีการอื่น ทำได้เพียงกัดฟันลอบด่าอวี๋กงกงผู้นี้อยู่ในใจเป็พันรอบ
ในตอนนี้เอง สิ่งที่ทำให้ผู้ค้นคิดไม่ถึงก็คือ สตรีผู้สง่างามผู้หลังจากที่นี้วิ่งเหยาะๆ ไปตลอดทาง บนใบหน้าก็มีเหงื่อจำนวนมากซึมออกมา เมื่อลมเย็นปะทะเข้ามา ถึงกับมีกลิ่นหอมอ่อนๆ
อวี๋กงกงขมวดคิ้ว “รอก่อน นี่มันกลิ่นอะไร?”
เขาทำสัญญาญมือให้เกี้ยวหยุดลง ขมวดคิ้วน้อยๆ เชิดคางขึ้น สูดดมบางอย่างในอากาศด้วยท่าทางจริงจัง
อวิ๋นซูหอบเล็กน้อย แต่รีบตอบสนองอย่างรวดเร็ว “กงกง นี่เป็กลิ่นของถุงหอมบนร่างข้าเองเ้าค่ะ”
นางยื่นมือออกไปยังถุงหอมบริเวณเอว เป็ถุงหอมที่ดูงดงามเรียบง่ายถุงหนึ่ง แต่บนถุงสีม่วงอมชมพูที่ดูเรียบๆ นั้น กลับปักลายดอกไม้ไว้อย่างงดงาม ไม่รู้ว่าฝีเข็มออกมาจากมือผู้ใด ประณีตละเอียดอ่อนเป็อย่างยิ่ง ทำให้ดอกไม้ที่เดิมทีงดงามเรียบง่าย ดูเสมือนจริงขึ้นมา
แต่ถุงหอมนั้นก็ราวกับอวิ๋นซูผู้นี้ ประณีตและสง่างาม อีกทั้งยังมีเสน่ห์
สายตาของอวี๋กงกงสว่างวาบ หยิบขึ้นมาอย่างไม่ยอมวางมือ นำมาสูดดมบริเวณจมูก กลิ่นนี้ทำให้ผู้คนอารมณ์ดียิ่งนัก ให้กลิ่นของใบชาเล็กน้อย คิ้วเรียวบางเลิกขึ้น “นี่มันเครื่องหอมอะไร? เหตุใดข้าจึงไม่เคยพบมาก่อน?”
“นี่เป็เครื่องหอมที่ข้าผสมเอง มีผลทำให้สดชื่นและจิตใจสงบเ้าค่ะ!” อวิ๋นซูมองเขาอย่างเรียบเฉย และเก็บปฏิกิริยาทั้งหมดของเขาเอาไว้ในสายตา
“กลิ่นหอมมากจริงๆ!” อวี๋กงกงสูดหายใจลึกอีกครั้ง ท่าทางเคลิบเคลิ้มเป็อย่างมาก ท่าทางไม่ดีบนใบหน้าเมื่อครู่นี้เองก็เปลี่ยนไป มองไปยังสายตาของอวิ๋นซูอย่างชื่นชมเล็กน้อย และยังปรากฏความละโมบอย่างชัดเจน
อวิ๋นซูมองโดยไม่กล่าวอะไร ในตอนนี้นางเองก็สังเกตเห็นว่าบนร่างของอวี๋กงกงผู้นี้มีกลิ่นหอมเช่นกัน เพียงแต่เป็กลิ่นเครื่องหอมธรรมดา และมิอาจตำหนิที่เขาถือถุงหอมของตนโดยไม่ยอมวางมือ ดูท่าแล้วเขาจะเป็คนที่รักการแต่งตัวผู้หนึ่ง
“หากอวี๋กงกงไม่รังเกียจ ข้ามีถุงเครื่องหอมที่เหมาะสมกับกงกงยิ่งนัก” อวิ๋นซูส่งสายตาให้ครั้งหนึ่ง ชุนเซียงรีบหยิบถุงเครื่องหอมออกมาจากในแขนเสื้อ นี่เป็สิ่งที่อวิ๋นซูให้ชุนเซียงพกมาเป็พิเศษเพื่อสามารถนำมาใช้ได้ตลอดเวลา วังหลังมีนางสนมจำนวนมาก ไม่มีสตรีคนใดที่ไม่ชอบเครื่องหอม อวิ๋นซูรู้ว่าเครื่องหอมเหล่านี้จะต้องได้ใช้สักวันหนึ่ง เพียงแต่กลับคิดไม่ถึงว่า คนแรกที่ได้ใช้จะเป็ขันทีผู้นี้
อย่างไรก็ตาม ใครเป็ผู้ใช้ก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก
“นี่...” ถึงแม้ว่าน้ำเสียงของอวี๋กงกงจะลังเล แต่ในสายตาไม่อาจระงับความยินดีได้ ไม่เพียงแต่ต้องกล่าวว่ากลิ่นของถุงหอมใบนี้ของอวิ๋นซูดึงดูดเขามากจริงๆ แต่เมื่อคิดไปถึงความ้าของไทเฮา เขาก็รู้สึกไม่เหมาะสม
อวิ๋นซูยิ้มเล็กน้อย “นี่เป็เครื่องหอมที่ทำมาจากเหมยกุ้ยฮวา เข้ากับรสนิยมของกงกงได้พอดี นอกจากนี้ข้าเองก็ผสมวัตถุดิบยาลงไปในนี้ไม่น้อย จึงมีผลเหมือนกับถุงหอมของข้า กงกงลองดูเถิด”
เอ๋? เหมยกุ้ยฮวา? ในใจของอวี๋กงกงยินดียิ่ง หย่งจี๋เสี้ยนจู่ผู้นี้ช่างรู้จักพูด ถึงกับเปรียบเทียบตนเองเป็เหมยกุ้ยฮวา อย่างไรก็ตามหากคิดให้ละเอียดกลับรู้สึกว่าเหมาะสมกับตนยิ่งนัก ถึงแม้ว่าร่างกายจะผอมไปบ้าง แต่เขาก็แช่น้ำกลีบดอกไม้ทุกคืน ทำให้ผิวนุ่มลื่นยิ่ง!
พริบตาต่อมาอวี๋กงกงก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้น “เด็กๆ ยังไม่รีบไปเตรียมเกี้ยวให้หย่งจี๋เสี้ยนจู่อีก ปรนนิบัติคนอย่างไรกัน? พวกบ่าวไม่ได้เื่!”
ในใจของชุนเซียงรู้สึกชื่นชมวิธีการของคุณหนูมาก ถึงกับสามารถซื้อตัวกงกงผู้เคี้ยวยากที่สุดผู้นี้ได้อย่างง่ายดายด้วยการสนองความ้าของอีกฝ่าย อย่างไรก็ตาม ผู้ใดจะทราบว่ากงกงผู้นี้จะชอบแต่งตัว่นี้กันเล่า?
ตลอดทาง อวิ๋นซูไม่ได้สนทนามากมายอะไร กลับถามไปตามใจประโยคหนึ่ง “ไทเฮาทรงมีพระบัญชาเรียกตัวข้าไปตรวจรักษา เกรงว่าอาการป่วยนี้...”
อวี๋กงกงอยู่ในพระราชวังอันลึกล้ำแห่งนี้มาครึ่งชีวิต พบผู้คนมาจำนวนไม่น้อย ย่อมฟังความหมายในคำพูดของอวิ๋นซูออก เขาบีบถุงหอมในมือที่มีกลิ่นช่วยในการทำให้จิตใจสดชื่น แล้วจึงเปิดปากเอ่ยอย่างเรียบเฉย “สุขภาพของไทเฮาไม่แข็งแรงเป็เื่จริง อย่างไรก็ตาม หย่งจี๋เสี้ยนจู่ไม่จำเป็ต้องกังวลเกินไปนัก”
“คำพูดนี้ขอกงกงหมายความว่าอย่างไรเ้าคะ?” บนใบหน้าของอวิ๋นซูปรากฏความไม่เข้าใจ
อวี๋กงกงถอนใจเบาๆครั้งหนึ่ง “เห็นแก่น้ำใจของท่าน ข้าจะขอเตือนท่านเสียหน่อยแล้วกัน! ความจริงแล้วไทเฮาทรงมีพระประสงค์เรียกพบท่านเช่นนี้ ที่สำคัญก็เพราะในงานคัดเลือกพระชายารัชทายาทเมื่อวาน เื่ที่ท่านกับรัชทายาทพบกันในสวนบุปผาหลวงถูกผู้อื่นพบก็เท่านั้น”
ในใจของอวิ๋นซูชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงพลันเข้าใจกระจ่าง อย่างไรเสียสายตาของตงฟางซวี่ในตอนนั้น ขอแค่เป็ผู้มีตาก็สามารถมองออก ยิ่งไปกว่านั้นเื่นี้ยังถูกไทเฮาทรงทราบแล้ว
อวี๋กงกงเห็นอวิ๋นซูตกตะลึงเล็กน้อย จึงกล่าวเตือนอีกประโยคหนึ่ง “อีกสักครู่ หากว่าไทเฮาทรงกลั่นแกล้งเสี้ยนจู่ เสี้ยนจู่ก็ต้องยอมรับบ้าง ไทเฮาไม่ชอบคนที่ร้ายกาจจนเกินไป”
ในใจของอวิ๋นซูเข้าใจกระจ่างแล้ว ผู้มีอำนาจทุกคนล้วนไม่ชอบคนที่มีนิสัยฏต่อตนเอง นางย่อมรู้จุดนี้ดี และนางเข้าใจว่าหาก้าทำให้ไทเฮาทรงวางพระทัย จะต้องแสดงเจตนาของตน ทำให้พระองค์รู้ว่าตนไม่มีเจตนาที่จะประจบประแจงผู้เป็ใหญ่
ชั่วขณะนั้นเอง นางพยักหน้า กล่าวแสดงความขอบคุณ “ขอบพระคุณกงกงเ้าค่ะ!”
“เสี้ยนจู่เกรงใจไปแล้ว” ในตอนนี้อวี๋กงกงรู้สึกชื่นชมสตรีที่ไม่สะทกสะท้านต่อเื่ราวผู้นี้อยู่บ้าง ปรายตามองไปยังถุงหอมในมือ “ไม่ทราบว่าถุงหอมนี้สามารถใช้ได้กี่วัน?”
“กงกงโปรดวางใจ รอให้ข้ากลับไปที่จวน จะต้องนำถุงเครื่องหอมที่ผสมดีแล้วส่งให้ถึงมือกงกงอย่างแน่นอน” อวิ๋นซูสงสัยตาไปให้ชุนเซียงที่อยู่ด้านข้างอย่างเรียบเฉย
ในตอนนี้อวี๋กงกงจึงค่อยพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม โตพอที่จะเรียนรู้แล้วจริงๆ!
เพียงไม่นาน ตำหนักสีทองอร่ามอันรุ่งโรจน์ของไทยเฮาก็ปรากฏอยู่ไม่ไกล
ในตอนที่ลงจากเกี้ยว อวี๋กงกงกำชับอีกครั้งด้วยเจตนาดี “เสี้ยนจู่ต้องจำคำพูดเมื่อครู่นี้ของข้าน้อยไว้ อย่าทำให้ไทเฮาทรงไม่พอพระทัย อดทนเอาไว้ หากสามารถทนได้ก็ให้ทน แล้วยังมี...”
เขากล่าวพลางยืดตัว ส่งเสียงออกไป “ข้าได้ชี้แนะท่านไปแล้ว ส่วนจะทำอย่างไรนั้นก็ต้องดูความสามารถของเสี้ยนจู่เองแล้ว”
“ขอบคุณกงกงที่ชี้แนะ!” อวิ๋นซูตอบรับเสียงเรียบ
ในตอนนี้เอง อวี๋กงกงกลับพูดขึ้นยิ้มๆ “ข้าเชื่อว่าด้วยความฉลาดของหย่งจี๋เสี้ยนจู่ จะต้องสามารถได้รับความโปรดปรานจากไทเฮาอย่างแน่นอน”
กล่าวจบก็ค้อมกายคารวะแล้วจึงเดินจากไป ปล่อยให้อวิ๋นซูและชุนเซียงรั้งอยู่ด้านนอกตำหนัก
ชุนเซียงรู้สึกอับจนคำพูด อวี๋กงกงผู้นี้พูดอย่างทำอย่างจริงๆ ช่างยุ่งเหยิงดีแท้
อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้อวิ๋นซูกลับก้าวตรงเข้าไปในประตูตำหนักโดยไม่พูดอะไร
ภายในตำหนักของไทเฮาไม่ได้ด้อยไปกว่าตำหนักของพระสนมคนอื่น ถึงแม้ว่าจะเรียบง่ายอยู่บ้าง แต่สิ่งของทุกชิ้นกลับหรูหราเป็อย่างยิ่ง
เพิ่งจะเดินเข้าไปไม่ไกล ปะการังอันใหญ่ที่วางเรียงอยู่หน้าฉากบังลมก็ปรากฏเข้าสู่สายตา แต่ที่ทำให้ผู้คนต้องสะดุดก็คือ นี่เป็ปะการังเืที่สมบูรณ์มากก้อนหนึ่ง สีแดงดุจเืเช่นนั้น สวยแพรวพราวสะดุดตายิ่งนัก ทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะต้องหยุดมอง นางทราบดีว่าค่าของมันเทียบเท่าได้กับเมืองหนึ่งเมือง
เมื่อเดินเข้าไปด้านหน้า อากาศด้านในไม่ได้หนาวเย็นเหมือนกับด้านนอก ภายในตำหนักมีอุณหภูมิที่เหมาะสมกับผู้คนยิ่งนัก ให้ความรู้สึกราวกับอยู่ในวสันตฤดู
ด้านขวามีจิตรกรรมฝาผนัง บนกำแพงนั้นมีสีทองแวววาวเหลืองอร่าม มีภาพวาดที่วาดด้วยหมึกสีทองอยู่เต็มกำแพง
บนใบหน้าของอวิ๋นซูไม่ปรากฏความประหลาดใจใดๆ ความหรูหราภายในวังไม่ใช่ว่านางจะไม่เคยพบเห็น ความหรูหราที่ดูโอ้อวดยิ่งกว่านี้นางก็พบมาแล้ว แต่กลับเป็ชุนเซียงที่มองจนสายตาพร่ามัว
บนตั่งนุ่มเบื้องหน้า ไทเฮาทรงสวมใส่ฉลองพระองค์ตามแบบฉบับชาววังอันหรูหรา สีสันงดงามแต่กลับทำให้ผู้คนรู้สึกถึงความน่าเกรงขามอย่างหาที่เปรียบมิได้ ปลอกนิ้วสีทองที่สวมอยู่บนนิ้วของพระองค์ เคาะเบาๆ ลงไปตามจังหวะดนตรี พระเกศามวยอย่างพิถีพิถันเป็อย่างมาก ดวงตาทั้งสองปิดเบาๆ อารมณ์บนใบหน้าทั้งงามสง่าและไม่สูญเสียความเคร่งขรึม พระโอษฐ์ยกขึ้น แย้มยิ้มเล็กน้อย
พระองค์ทรงพิงอยู่บนตั่งนิ่ม ภายในความเกียจคร้านมีความเข้มงวดเจืออยู่
ราวกับว่าพระองค์ทรงไม่เห็นการมาของอวิ๋นซู ั้แ่ต้นจนถึงตอนนี้ก็ยังคงหลับตาดื่มด่ำไปกับเสียงดนตรี ท่าทางเช่นนั้นไม่เหมือนกับคนที่ร่างกายไม่แข็งแรงเลยแม้แต่น้อย
อวิ๋นซูก็ไม่ได้ส่งเสียงเช่นเดียวกัน ยืนอยู่ด้านข้างอย่างสงบ กลับเป็แม่นมที่ปรนนิบัติไทเฮาอยู่ซ้ายขวาที่มอบสายตาเคร่งขรึมให้อวิ๋นซู ให้นางอย่าได้รบกวนความสำราญของไทเฮา
อวิ๋นซูกลับไม่ได้แย้ง มีท่าทางก้มหน้าหลุบตา และไม่ได้มีความไม่พอใจเลยแม้แต่ครึ่งส่วน
ในใจของแม่นมไม่พอใจ ด้านนอกเล่าเื่กันถึงหย่งจี๋เสี้ยนจู่เสียยิ่งใหญ่ถึงเพียงนั้น วันนี้ได้มาพบ ต่อหน้าไทเฮาก็ไม่ต่างอะไรกับลูกแมวตัวหนึ่ง ดูท่าแล้วก็คงไม่เกินไปกว่านี้
แต่ในสายตาของพวกนาง ความประพฤติดีใจกว้างที่อวิ๋นซูแสดงออกเป็เพราะรู้สึกผิดในใจ กล่าวคือในใจของนางจะต้องซ่อนตัวตนที่แท้จริงเอาไว้เป็แน่!
เพียงไม่นาน เพลงของคณะนักแสดงจบหนึ่งรอบเพลงแล้ว แต่ไทเฮายังไม่ได้สั่งให้หยุด เหล่าคณะนักแสดงอดไม่ได้ที่จะสบตากัน และจึงบรรเลงเพลงอีกครั้งอย่างช่วยไม่ได้
ถึงแม้ว่าอวิ๋นซูจะไม่ค่อยเข้าใจในบทเพลงเหล่านี้นัก แต่ก็ยังคงฟังถึงเจตนาในบทเพลงนี้ออก อย่างไรก็ตามนางกลับยังคงมีท่าทางเรียบเฉย ยืนอยู่ด้านข้างไม่ขยับไม่ส่งเสียง
สุดท้ายไม่ทราบว่าคณะนักแสดงบรรเลงเพลงไปกี่รอบ ไทเฮาดูเหมือนจะฟังจนเลี่ยน จึงได้หาวออกมาอย่างเกียจคร้าน ดวงตาสุกใสกวาดมองอวิ๋นซูที่อยู่ด้านข้างครั้งหนึ่ง “เอ๋? มาเมื่อใดกัน เหตุใดจึงไม่เรียกอายเจีย1?”
******************************
1 อายเจีย เป็คำใช้เรียกตนเองของไทเฮา
