ตอนที่ฉินซีได้พบกับเฉินเจวี๋ย เฉินเจวี๋ยก็ยังคงสวมเสื้อผ้าสบายๆ อยู่เช่นเดิม ลักษณะและท่าทางของเขาทำให้ผู้คนคิดว่าเขาเป็คุณชายผู้สูงส่งคนหนึ่ง แต่กลับไม่ทำให้คิดว่าเขาก็เป็บุคคลที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในนิตยสารฟอบล์ คนแบบนี้มีตรงไหนที่ดูเหมือนพวกคนใหญ่คนโตบ้าง?
เฉินเจวี๋ยนั่งอยู่บริเวณที่นั่งส่วนตัวของร้านกาแฟ บรรดาสาวๆ มักจะส่งสายตาแอบมองเขา และอย่าได้พูดถึงพนักงานที่อาศัยโอกาสจากตอนไปเสิร์ฟกาแฟส่งสายตาไปหาเขาเลย การมีลูกค้าอย่างเขาสักคน เหล่าพนักงานต่างก็พากันแย่งโอกาสไปเสิร์ฟกาแฟจนวุ่นวายไปหมด
รอจนฉินซีเดินเข้ามา เขาก็ดึงดูดสายตาคนเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อย ต้องยกความดีความชอบให้เหลียนเหล่ย ่นี้ชื่อเสียงของเขาโด่งดังเสียจนมากเกินไปด้วยซ้ำ เมื่อเทียบกับพวกคนหน้าใหม่ที่ต้องพยายามอย่างยากลำบาก ฉินซีก็ถือว่าได้ประโยชน์มาไม่น้อย ตอนนี้เมื่อเขาเข้ามาในร้านกาแฟก็เริ่มมีคนนึกหน้าเขาออกแล้ว
เหล่าเด็กสาววัยรุ่นพยายามกดเสียงตื่นเต้นของพวกเธอเอาไว้และพูดคุยกัน
“นั่นฉินซีหรือเปล่า?”
“คงเป็เขานั่นแหละ ไม่ต่างจากในรูปเท่าไรเลย คิดไม่ถึงว่าตัวจริงจะดูดีกว่าในรูปเสียอีก!”
“ใช่แล้ว ไม่รู้ว่าตอนกระบี่เย้ยยุทธจักรออกอากาศจะเป็ยังไงบ้างนะ?”
“เฮ้อ พูดขึ้นมาแล้ว เธอได้ดูรายการวาไรตี้อาทิตย์นั้นหรือเปล่า? ครั้งนั้นถ้าฉินซีไม่ได้รับาเ็ รายการนั้นคงจะสมบูรณ์แบบกว่านี้แน่ๆ! ฉันดูรูปที่รายการปล่อยออกมาแล้ว เขาสวยมากเลยล่ะ…”
ฉินซีมองตามเสียงที่ส่งผ่านเข้ามาในหู และไปนั่งลงตรงข้ามเฉินเจวี๋ย เขาไม่ได้คิดถึงเลยว่า ทั้งที่เด็กสาวเ่าั้อยู่ห่างจากเขาออกไป แต่ทำไมตัวเองถึงได้ยินคำพูดของพวกเธอได้ชัดเจนนัก
เฉินเจวี๋ยถามขึ้นโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้ามอง “ไม่รู้ว่านายจะมาถึงตอนไหนก็เลยสั่งลาเต้มาให้ก่อนแล้ว”
ตอนที่ฉินซีนั่งลง พนักงานก็เข้ามาเสิร์ฟกาแฟพอดี
ฉินซีส่งยิ้มให้พนักงานเล็กน้อย ทำเอาใบหน้าของเด็กสาวแดงก่ำขึ้นมา ก่อนเธอจะกอดถาดวิ่งจากไป
“ถูกปากผมมากเลย ขอบคุณครับ” แน่นอนว่าประโยคนี้ฉินซีพูดกับเฉินเจวี๋ย
แต่เฉินเจวี๋ยกลับไม่ได้แสดงท่าทีจะคุยเื่เหลียนเหล่ยออกมา เขาคนกาแฟ ก่อนถามฉินซีด้วยความสนใจ “นายไปพบท่านทังมาเหรอ?”
ฉินซีไม่แปลกใจว่าทำไมเฉินเจวี๋ยถึงถามแบบนี้ เขาพยักหน้าตอบรับ “ครับ ก็มันช่วยไม่ได้นี่”
“ไปขอร้องเขาเร็วกว่าฉันเหรอ?” เฉินเจวี๋ยเลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะถามขึ้นมาอย่างเดาอารมณ์ไม่ถูก
ฉินซีหลบสายตาของเฉินเจวี๋ย และก้มหน้าลงคนกาแฟช้าๆ “คุณเฉินไม่อยู่ในประเทศนี่ครับ แน่นอนว่าไปหาท่านทังก็ต้องเร็วกว่าอยู่แล้ว”
เฉินเจวี๋ยไม่ได้มีท่าทีจะโมโหขึ้นมา เขาถามฉินซีอีกครั้ง “แล้วท่านทังได้บอกสัญญาอะไรกับนายหรือยัง?”
ฉินซีแย้มยิ้มอย่างเบิกบาน “ผมจะมีอะไรไปสัญญากับท่านทังได้ล่ะครับ? ถ้าผมจะยื่นเสนออะไร ก็ต้องเป็สิ่งที่ผมมีให้ถึงจะสามารถทำได้สิครับ”
สีหน้าของเฉินเจวี๋ยปรากฏความอบอุ่นออกมาเล็กน้อย
ฉินซีถอนหายใจออกมาในใจ
แม้เฉินเจวี๋ยจะพอใจในตัวฉินซี ทว่าความพึงพอใจก็คือความพึงพอใจ เขาเป็นักธุรกิจ แน่นอนว่าเื่อื่นจะต้องคำนวณให้ชัดเจน ก่อนหน้านี้เขาเคยทำให้จี่อวี้เซวียนและทังเจ๋อเข้าใจผิดคิดว่าฉินซีเป็คู่นอนของเขาเพื่อปกป้องฉินซี ตอนนี้หากฉินซีเข้าไปขอความช่วยเหลือจากทังเจ๋อและใช้ชื่อของเขาในการให้สัญญาอะไรมั่วๆ ลงไป นั่นก็แสดงให้เห็นว่าฉินซีไม่ได้ดีเท่าที่เขาคิด
“บอกหน่อยได้ไหมว่าครั้งนี้พลิกตัวกลับมาอย่างสวยงามขนาดนี้ได้ยังไง?” เฉินเจวี๋ยดันแก้วกาแฟออกห่างไปเล็กน้อย ดูเหมือนว่ากาแฟแก้วนี้จะไม่ถูกปากเขานัก
ฉินซีก้มหน้าเหลือบมองเล็กน้อย ก่อนจะถามขึ้นอย่างอดไม่ได้ “ไม่อร่อยเหรอครับ?”
เฉินเจวี๋ยส่ายหน้า “รสชาติไม่ดั้งเดิมพอ” เขาสั่งกาแฟโคน่าของฮาวายมา กาแฟชนิดนี้มีรสชาติเข้มข้นมาก แต่กาแฟของที่นี่กลับทำรสชาติออกมาได้เพียงค่อนข้างใกล้เคียงเท่านั้น เพียงจิบเข้าไปก็รู้แล้วว่ารสชาติไม่ดีพอ
“ความจริงลองเปลี่ยนเป็ลาเต้บ้างก็ดีนะครับ”
“นายพูดถูก” จู่ๆ เฉินเจวี๋ยก็ส่งสายตาแฝงความนัยมาที่ฉินซี นี่ทำเอาฉินซีสติหลุดลอยไป “คนเราจะไม่เปลี่ยนไปเลย นั่นก็คงไม่ได้”
ฉินซีกระแอมไอ และตัดสินใจพูดเื่การตอบโต้เหลียนเหล่ยให้เฉินเจวี๋ยฟัง ถึงอย่างไรต่อหน้าเฉินเจวี๋ย เขาก็เป็เพียงผู้น้อยที่ได้เจอผู้ใหญ่ ไม่แน่ว่าเฉินเจวี๋ยอาจให้การแนะนำบางอย่างกับเขาก็ได้
“ผมไม่คิดว่าเหลียนเหล่ยจะกระทำรุนแรงแบบนั้น เธอจ้างคนมาใส่ร้ายผม ตอนนั้นผมได้รับาเ็อยู่โรงพยาบาลจึงไม่สามารถตอบโต้เธอได้ในทันที ตอนนั้นผมก็เลยได้แต่คิดวิธีทุบหม้อจมเรือ[1] ขึ้นมา”
“ทำลายแล้วสร้างขึ้นมาใหม่ ฉลาดมาก” เฉินเจวี๋ยเอ่ยชมอย่างไว้หน้า
“เดิมทีสิ่งที่เธอเอามาใช้ใส่ร้ายผมก็เป็ของปลอมอยู่แล้ว ไม่ช้าก็เร็วมันจะต้องถูกเปิดเผยออกมา แต่เธอกลับมีข้อมูลแย่ๆ อยู่จริง ดังนั้นผมก็เลยไม่ได้จำเป็ต้องไปโต้แย้งกับคนของเธอบนอินเทอร์เน็ต การจะทะเลาะกับนักเขียนบทความและนักเขียนมืออาชีพไม่ใช่เื่ง่าย พวกเขาสามารถปรับแปลงความคิดของผู้คนไปอีกทางได้” ฉินซียักไหล่ “ผมก็เลยคิดวิธีรบกวนคนไปหานักข่าวที่มีประสบการณ์มาคนหนึ่ง แล้วซื้อข้อมูลแย่ๆ ในอดีตของเหลียนเหล่ยมาจากเขา พร้อมกับให้เขาลงมือและกระตุ้นสื่อเล็กๆ ให้ความร่วมมือเผยแพร่ออกมา รวมทั้งยังอาศัย่ที่เหลียนเหล่ยออกไปต่างประเทศ ทำให้เธอไม่สามารถตอบสนองกลับมาได้ทัน รอเธอกลับมาจัดการอีกครั้ง ข่าวพวกนี้ก็ถูกปล่อยออกไปหมดแล้ว ถึงตอนนั้นแม้ว่าเธอจะหาทนายมาก็ไร้ประโยชน์แล้ว เธอใส่ร้ายผมต่อหน้าผู้คน แน่นอนว่าผมก็ต้องค่อยๆ ทำให้เธอสูญเสียที่พึ่งพิงไปทีละนิดอยู่ลับหลัง”
มุมปากของเฉินเจวี๋ยโค้งขึ้นอย่างไม่รู้ตัว เขาปรบมือขึ้น “สุดยอด”
ฉินซีรู้สึกว่าถูกชมจนรู้สึกไม่ค่อยดีขึ้นมาแล้ว
เกรงว่าจำนวนคนที่ถูกเฉินเจวี๋ยชมจะมีไม่มากนัก อย่างไรก่อนหน้านี้เขาก็เคยได้ยินชื่อเสียงการเก็บอารมณ์ของเฉินเจวี๋ยมาก่อน การที่เฉินเจวี๋ยสามารถมีความเข้าใจผู้อื่นได้ นั่นก็ทำให้ผู้คนจำนวนมากมายต้องกลับมามองใหม่แล้ว
“ความจริงมันง่ายมากเลยครับ” ฉินซีพูดอย่างอดไม่ได้
แต่เฉินเจวี๋ยกลับส่ายหน้า “พูดออกมามันง่ายอยู่แล้ว แต่ว่าทุกๆ ลำดับขั้นตอนภายในไม่อาจให้เกิดความผิดพลาดได้ นายวางแผนเอาไว้ดีเลยทีเดียว” ดูเหมือนว่าเฉินเจวี๋ยจะนึกบางอย่างขึ้นได้ น้ำเสียงของเขาเจือความถอดถอนใจน้อยๆ จากนั้นก็เอ่ยประโยคที่เคยพูดก่อนหน้าขึ้นมาอีกครั้ง “ฉันพูดผิดไปจริงๆ ความจริงนายเหมาะกับวงการบันเทิงมาก”
ในตอนนั้นฉินซีไม่รู้ว่าเฉินเจวี๋ยกำลังชมหรือประชดตัวเองอยู่กันแน่
บางครั้งวงการบันเทิงก็เหมือนกับวังของพวกสนมในสมัยโบราณ ที่นี่ เหล่านักแสดงต่างก็พยายามใช้ความสามารถทั้งหมดเพื่อทำให้ตัวเองได้รับความชื่นชมจากผู้คน นี่ไม่ได้เหมือนกับพวกสนมที่ต้อง ‘แย่งชิงความรัก’ อย่างนั้นหรือ? พวกเขาไม่ได้แย่งชิงเพียงความรักจากผู้ชม ทว่ายังต้องชิงจากผู้กำกับ นักเขียนบท นักตัดต่อ และต้องแย่งชิงโฆษณา บริษัท… มากมายนับไม่ถ้วน ถ้าจะบอกว่าในวงการบันเทิงมีคนที่ทั้งใสซื่อและจิตใจดีอยู่ เกรงว่านั่นคงเป็เื่หลอกลวง ดังนั้นในตอนนี้ การออกปากชมว่าคนคนหนึ่งทั้งฉลาดและเหมาะสมกับการอยู่ที่นี่ นี่ไม่ได้แปลว่ากำลังบอกว่าเขาเป็คนมากเล่ห์เพทุบายหรอกเหรอ?
ฉินซีรู้สึกไม่ค่อยสบายใจขึ้นมา
“ได้ยินว่าในใจนาย มีร้านอาหารไทยร้านหนึ่งที่รสชาติค่อนข้างดั้งเดิมอยู่ ฉันพาไปลองชิมดูไหม?” เฉินเจวี๋ยเปลี่ยนหัวข้อการสนทนากะทันหัน ฉินซีไม่ได้เตรียมตัวใดๆ ดังนั้นตอนที่เขาเงยหน้ามองอีกฝ่าย ดวงตาทั้งสองข้างก็เต็มไปด้วยม่านหมอกบางๆ มองดูแล้วให้ความรู้สึกสับสนอยู่บ้าง แม้จะเป็เพียงชั่ววินาทีก่อนที่ใบหน้าเหลอหลาน่ารักเช่นนั้น จะหายไปจากใบหน้าของฉินซีก็ตาม
เมื่อเฉินเจวี๋ยบอกว่าจะพาฉินซีไปทานข้าว นั่นแน่นอนว่าจะต้องไม่ใช่เพียงการดื่มกาแฟที่นี่
เขาให้ผู้ช่วยจัดการตารางในวันนี้เอาไว้เรียบร้อยแล้ว เขาต้องพาฉินซีไปทานอาหารร้านไหนบ้าง และใช้เวลาประมาณเท่าไร ทุกอย่างถูกจัดเตรียมเอาไว้เป็อย่างดีไม่มีช่องโหว่ เฉินเจวี๋ยมองนาฬิกาข้อมือ จากนั้นก็ลุกขึ้นมาก่อน ฉินซีจึงทำได้เพียงลุกตามมาด้วย ความจริงเขายังดื่มกาแฟไปได้ไม่กี่อึก ฉินซีเลียริมฝีปากอย่างไม่ทันรู้ตัว เขายังทำใจละรสชาติของนมไปไม่ได้ ทั้งสด ทั้งหวานละมุนลิ้น
เพียงหันไปมองเล็กน้อย เฉินเจวี๋ยก็เข้าใจความคิดของฉินซี ยิ่งรอยยิ้มที่ห้ามไม่อยู่ของอีกฝ่ายแล้ว เขาย่อมเข้าใจดียิ่งกว่าใคร เฉินเจวี๋ยหันกลับไปมองฉินซี ก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงแข็งทื่อเล็กน้อย “ตามมา อาหารที่นั่นอร่อยกว่านี้มาก” ความหมายในคำพูดนั้นก็คือ รสชาติดีกว่ากาแฟที่นายดื่มหลายเท่านัก
ฉินซีขยับมุมปาก ก่อนจะรู้สึกว่าดูเหมือน่นี้ตัวเองยิ้มออกมาต่อหน้าเฉินเจวี๋ยบ่อยที่สุดแล้ว
เฉินเจวี๋ยขับรถพาฉินซีไปยังร้านอาหารไทย หน้าร้านมีป้ายติดอยู่ว่าต้องแต่งกายให้เรียบร้อยถึงจะสามารถเข้าไปได้ ทว่ากฎนี้กลับไม่อาจทำอะไรเฉินเจวี๋ยได้ เขาสวมใส่เสื้อผ้าง่ายๆ ฉินซีเองก็แต่งตัวธรรมดาๆ อีกทั้งยังดูจะย่ำแย่เสียยิ่งกว่าเฉินเจวี๋ยอีก เพราะเขาใส่เพียงเสื้อยืดกับกางเกงยีนเท่านั้น แต่ทั้งสองก็เดินเข้าไปในร้านอาหารไทยท่ามกลางการต้อนรับอย่างกระตือรือร้นของพนักงาน หลังจากเดินเข้าไปแล้ว ฉินซีก็เพิ่งสังเกตว่าที่ร้านอาหารนี้มีแค่พวกเขาสองคน
ฉินซีนิ่งไป “ที่นี่...”
“เหมาเอาไว้น่ะ” เฉินเจวี๋ยพูดต่อเรียบๆ
ฉินซีถอนใจเป็คำว่า ‘รวย’ ออกมาในใจเงียบๆ แต่เขาที่เป็คนถูกชวนมาก็ยังรู้สึกไม่สบายใจเท่าไร
“่นี้นายมีกระแสมากมายขนาดนั้น จะยังนั่งทานอาหารร่วมกับคนมากมายอีกได้ยังไง? นายอาจจะสบายใจ แต่ฉันกลับไม่ได้สบายใจด้วย” เฉินเจวี๋ยพูดไปพร้อมกับส่ายหน้า
พนักงานภายในร้านเป็คนไทย เขาพูดภาษาจีนได้ไม่ชัดนักพร้อมกับส่งเมนูให้ ก่อนหน้านี้ฉินซีทานอาหารไทยมาน้อยมาก ชาติก่อนถ้าเขาไม่ได้ทานอาหารลดน้ำหนักเป็เพื่อนซย่าชิงหลี หลังจากเลิกรากันไปแล้ว เขาก็เข้าๆ ออกๆ ร้านอาหารตะวันตกหรูหราทุกรูปแบบกับจี่อวี้เซวียน จี่อวี้เซวียนชอบทานอาหารฝรั่งเศส ไม่ว่ากี่ปีก็ยังชอบไปร้านอาหารฝรั่งเศสเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ครั้งหนึ่งพ่อครัวในร้านอาหารฝรั่งเศสเห็นฉินซีบ่อยๆ ทั้งยังเคยหยอกล้อให้เขาไปเรียนทำอาหารด้วย
เพราะชาติก่อนเขาไม่ได้ทำให้ตัวเองพึงพอใจ ดังนั้นในชาตินี้เขาจึงปล่อยให้ตัวเองได้ใช้ชีวิตไปให้มีความสุขที่สุด เื่ของชอบทานเองก็ยิ่งยึดติดขึ้นมา
แน่นอนว่าร้านอาหารไทยร้านนี้มีเอกลักษณ์ของประเทศไทยอยู่อย่างเข้มข้น รสชาติของอาหารก็เป็รสดั่งเดิม ทั้งยังมีการแสดงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของไทยให้ชมระหว่างการทานอาหาร ฉินซีจึงได้ััรสชาติของการทานอาหารมื้อใหญ่ตระการตาไปแล้ว
เื่ที่ควรจะถามในวันนี้ก็ถามไปแล้ว อาหารที่ควรจะทานก็ทานแล้ว ในระหว่างที่ฉินซีกำลังจะบอกลาเฉินเจวี๋ย เฉินเจวี๋ยกลับพูดขึ้นกะทันหัน “กลับไปเก็บสัมภาระง่ายๆ แล้วไปสนามบินกับฉัน”
ฉินซีมึนงงไปหมด นี่เป็ ‘อาหารค่ำมื้อสุดท้าย’ หรือว่าอะไรกันแน่? ทำไมอยู่ๆ ก็จะออกไปทั้งแบบนี้?
แต่เฉินเจวี๋ยกลับไม่มีโอกาสให้เขาได้สงสัย เฉินเจวี๋ยยัดตัวเขาเข้าไปในรถ แล้วขับไปส่งเขากลับห้องด้วยตัวเอง ทั้งยังบังคับให้เขาเก็บของให้เรียบร้อย รอจนจัดการเสร็จสิ้น เฉินเจวี๋ยก็ยังกวาดสายตามองไปรอบห้องและถามเขาขึ้นมา “พอใจไหม?”
ฉินซีนิ่วหน้า “พอใจมากครับ แต่ว่ารบกวนคุณเฉินเอากุญแจห้องผมคืนมาด้วย ผมมันคนขี้ขลาด ถ้ารู้ว่ากุญแจห้องตัวเองไปอยู่ในกระเป๋ากางเกงคนอื่นแบบนี้ ผมจิตใจไม่สงบหรอกครับ”
แต่เฉินเจวี๋ยกลับพูดขึ้นว่า “ฉันไม่ได้เอากุญแจไว้ในกระเป๋ากางเกงสักหน่อย”
ฉินซี “...คุณเฉิน นั่นมันกุญแจของผมนะ”
“ฉันใช้เงินซื้อมา” เฉินเจวี๋ยพูดออกมาเรียบๆ ไม่ได้หวั่นไหวเลยแม้แต่น้อย
ฉินซีขบฟัน “...คุณเฉิน ในเมื่อมันถูกทำขึ้นมาเพื่อเข้าห้องผม! นั่นต้องถือว่าเป็ของผมสิครับ!”
เฉินเจวี๋ยยิ้มออกมา “ถ้าแบบนั้นตามตรรกะของนาย ตอนนี้ฉันยืนอยู่ในห้องของนาย ก็ไม่ได้แปลว่าฉันกลายเป็ของนายแล้วเหรอ?”
แม้แต่คนหน้าหนาแบบฉินซีก็ยังอดหน้าแดงขึ้นมาไม่ได้ แต่ว่าส่วนมากก็เป็เพราะความรำคาญใจ ทำไมเขาถึงไม่รู้เลยว่าเฉินเจวี๋ยจะมี่เวลาที่โต้แย้งเก่งแบบนี้ด้วย?!
“เก็บของเสร็จแล้วก็ไปเถอะ” เฉินเจวี๋ยพลันเปลี่ยนท่าทีไปเป็จริงจังขึ้นมา จากนั้นก็หมุนตัวเดินออกไปด้านนอก
ฉินซีทำได้แค่ระงับความไม่พอใจเอาไว้ก่อน เขายังมีเวลาคุยกับเฉินเจวี๋ยอีกมาก จะต้องมีโอกาสเอากุญแจกลับมาแน่ ดังนั้นตอนนี้ยังไม่ต้องร้อนรนไปก็ได้
……
ท่าทางน่าอับอายขณะถูกโยนลงมาจากรถด้วยสภาพเปลือยเปล่าของเหลียนเหล่ยลุกลามไปทั่วอินเทอร์เน็ต และนี่ก็ทำให้ผู้คนยิ่งเชื่อว่าเธอถูกตามทวงหนี้ ดาราสาวโด่งดังที่ในวันวานดูเจิดจรัส ตอนนี้กลับกลายเป็สิ่งที่ผู้คนพากันเหยียดหยาม
และในตอนนั้น ฉินซีก็ไม่ได้สนใจเหลียนเหล่ยอีก
ใน่ที่ความเห็นวิพากษ์วิจารณ์บนอินเทอร์เน็ตเพิ่งจะสงบลง ละครโทรทัศน์ [ตำนานยุคฉิน] ก็เตรียมเปิดกล้องแล้ว! ผู้ควบคุมการผลิตอย่างหลินซงส่งคำเชิญตรงไปที่เฉินเจวี๋ย และฉินซีก็กำลังนั่งเครื่องบินไปยังเมืองที่ใช้ถ่ายทำนอกสถานที่กับเฉินเจวี๋ย
ข้อดีเพียงหนึ่งเดียวของการมากับเฉินเจวี๋ยก็น่าจะเป็… ได้รับการบริการที่ดีอยู่เสมอล่ะมั้ง…
……
[1] ทุบหม้อจมเรือ คือ การตัดสินใจสู้ตายโดยการทำลายสิ่งที่ตัวเองมีอยู่เพื่อฮึดสู้
