“นี่ยังไม่สาแก่ใจผมเลยนะครับ” ฉินซีนั่งลงข้างเฉินเจวี๋ย ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างอดไม่ได้
“เดี๋ยวก็มีโอกาสให้นายได้สะใจกว่านี้อีกแน่” เฉินเจวี๋ยพูดเสียงเรียบ
“ว่ายังไงนะครับ?” ฉินซีไม่เข้าใจเท่าไร คิดไม่ถึงว่าอยู่ดีๆ เฉินเจวี๋ยจะมารับเขาถึงหน้าประตูกวงิฟิล์ม จะมีเื่อะไรได้นะ?
เฉินเจวี๋ยไม่ได้พูดอะไร ถงเซ่าิหันหน้ามายิ้ม ก่อนจะส่งการ์ดเชิญใบหนึ่งให้ดู “งานเลี้ยงของท่านทังครับ"
ฉินซีคิดอยู่เล็กน้อยก็ตอบกลับไป “จี่อวี้เซวียนก็ไปเหรอครับ?”
ถงเซ่าิพยักหน้า
ฉินซีคิด ก่อนจะพูดด้วยความลังเล “งานเลี้ยงเหรอ… ถ้าผมไป จะเหมาะสมเหรอครับ?”
“ไม่มีอะไรไม่เหมาะสมล่ะ เดี๋ยวจะพานายไปซื้อเสื้อผ้าก่อน” เฉินเจวี๋ยนิ่งไป “ตอนที่ฉันอยู่ต่างประเทศ นายไปหาท่านทังมาเหรอ?”
ฉินซีนิ่งไปเล็กน้อย จากนั้นก็พยักหน้าลงอย่างซื่อตรง “ครับ ก่อนหน้านี้ตอนที่เกิดเื่ เหลียนเหล่ยบอกให้หลงเซิ่งมาหาเื่ผม ผมได้ยินมาว่า หลงเซิ่งเป็ลูกน้องของท่านทัง ก็เลย… บากหน้าไปขอร้องท่านทังน่ะครับ”
“ฉลาดมาก” คิดไม่ถึงว่า นอกจากเฉินเจวี๋ยจะไม่โมโหแล้ว เขายังขบขันกับเื่ที่ได้ยินอีก “แต่ว่าฉันไม่อยู่ในประเทศ แล้วใครติดต่อให้นายล่ะ?”
“อืม… ประธานบริษัทที่ก่อนหน้านี้เคยไปฝึกงานน่ะครับ” ฉินซียังคงตัดสินใจไม่ปิดบังเฉินเจวี๋ย เพราะว่าต่อให้ปิดบังไปก็ไม่มีประโยชน์ หากเฉินเจวี๋ย้ารู้ เพียงตรวจสอบดูสักหน่อยก็รู้ได้แล้ว ที่มาถามเขาด้วยตัวเองในตอนนี้นับว่าให้ความเคารพกันมากแล้ว
เฉินเจวี๋ยรู้สึกสนใจขึ้นมา เขายืดตัวนั่งตรงและหันไปมองฉินซีเล็กน้อย “ประธานบริษัทที่ก่อนหน้านี้เคยไปฝึกงานเหรอ?”
“ครับ ผมเคยช่วยเขาไว้นิดหน่อย ก็เลยถือว่าเป็การตอบแทนน้ำใจของผมน่ะครับ” ฉินซีเองก็รู้ว่า หากไม่มีเหตุไม่มีผลใดๆ มาก่อน ประธานบริษัทคนหนึ่งจะมาช่วยเหลือเขาได้อย่างไร
เฉินเจวี๋ยไม่ได้ถามต่อ ได้รู้เื่ของฉินซีขึ้นอีกก็นับว่าดีไป แต่ถ้าต้องไปรับรู้เื่ของอื่นโดยละเอียดอย่างไร้เหตุผล นั่นก็คงจะไม่ค่อยมีมารยาทเท่าไร
“วันนี้ฉันจะพาไปพบท่านทังอย่างเป็ทางการ” เฉินเจวี๋ยออกปากพูด
ฉินซีอึ้งไปเล็กน้อย ไปพบอย่างเป็ทางการ? ใช่แบบที่เขาคิดหรือเปล่า?
“ถ้าหลังจากนี้ฉันไม่อยู่ในประเทศ แล้วนายมีเื่อะไรก็ไปหาท่านทังโดยตรงได้” เฉินเจวี๋ยไม่ได้รู้สึกเลยว่า คำพูดของเขากระทบไปถึงใจคนมากแค่ไหน สีหน้าของเขายังคงนิ่งเฉยอย่างที่เป็เสมอมา
แต่ฉินซีกลับไม่อาจตอบรับไปด้วยความดีใจในทันทีได้ เขาถามขึ้นอีกประโยค “จะทำให้คุณเดือดร้อนหรือเปล่าครับ?” ยิ่งเป็คนที่ยิ่งใหญ่ น้ำใจของพวกเขาก็ยิ่งได้มายาก หนี้บุญคุณที่ติดไว้ ไม่ใช่แค่ชวนไปเลี้ยงอาหารสักมื้อ หรือให้เงินไปก็ถือว่าหายกันได้สักหน่อย
“พ่อของฉันกับท่านทังมีความสัมพันธ์ต่อกัน นายไม่ต้องกังวล หากฉันไม่อยู่ในประเทศ เขาย่อมเป็ตัวเลือกในการช่วยเหลือที่ดีที่สุด”
นี่เป็ข่าวลับที่เมื่อชาติก่อนฉินซีไม่เคยรู้จนกระทั่งตาย เฉินเจวี๋ยกับท่านทังมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน? แถมฟังดูแล้วไม่ใช่แค่ผิวเผินด้วย เขาพยักหน้าและไม่ได้ปฏิเสธอีก เฉินเจวี๋ยยังไม่กังวลว่าเขาจะสร้างเื่เดือดร้อนให้ แล้วเขาจะกังวลไปทำไม?
ระหว่างพูดคุย รถก็หยุดจอด ฉินซีมองออกไปด้านนอก เห็นร้านตัดเสื้อผ้าที่ดูหรูหราร้านหนึ่ง ก่อนหน้านี้ฉินซีเคยเห็นเสื้อผ้าแบรนด์นี้มาก่อน แต่ในวงการบันเทิงไม่ค่อยมีคนชอบสวมใส่เสื้อผ้าแบรนด์นี้นัก เนื่องจากสีของชุดจะเน้นไปที่สีขาวและดำเป็หลัก ยากที่จะดึงดูดสายตาคน แต่ก็ต้องยอมรับว่า เสื้อผ้าแบรนด์นี้มีราคาสูง ทั้งยังใช้วัสดุอย่างดี ดังนั้นจึงค่อนข้างได้รับความนิยมในวงสังคมชนชั้นสูง
เฉินเจวี๋ยพาฉินซีเข้าไปในร้าน ไม่นานพนักงานก็เข้ามาต้อนรับพาไปยังโซนวีไอพี
“คุณชายฉินมีแบบที่ชอบไหมคะ?” พนักงานในร้านจำฉินซีได้ทันที เธอจึงถามขึ้นด้วยรอยยิ้ม
ฉินซีไม่ค่อยรู้เื่แบรนด์นี้นัก จึงโบกมือปฏิเสธ “ไม่มีครับ มีอะไรแนะนำไหม?”
ดูราวกับเฉินเจวี๋ยนึกบางอย่างขึ้นได้ เขาเอ่ยปากถามพนักงานโดยตรง “สูทสีขาว 2 ตัวที่ฉันมาดูไว้เมื่อครั้งก่อนล่ะ?”
พนักงานรีบเผยยิ้ม ก่อนจะหมุนตัวไป “จัดการเรียบร้อยแล้วค่ะ ฉันจะไปเอามาให้ดูนะคะ”
เฉินเจวี๋ยเป็ผู้ชายเพียงคนเดียวที่ใส่เสื้อผ้าสีขาวได้ดูดีขนาดนี้ในความรู้สึกของฉินซี เขาชอบใส่เสื้อผ้าสบายๆ อยู่ตลอด ในทางกลับกัน ถงเซ่าิที่สวมชุดสูทผูกไทจะยังเหมือนประธานบริษัทเสียมากกว่า
พนักงานนำชุดสูทสีขาวที่เฉินเจวี๋ยพูดถึงทั้งสองชุดออกมา สมกับที่เป็ร้านตัดเสื้อผ้าระดับสูง เพียงดูแวบเดียวก็รู้ได้แล้วว่าการออกแบบของชุดสูททั้งสองนี้ดูดีมาก เขาเดินไปจับแขนเสื้อข้างหนึ่งขึ้นมาดู ขณะที่มือลูบไล้ก็ััได้ว่า วัสดุที่ใช้ดูเหมาะสม เนื้อผ้าเบาสบาย หากสวมใส่ลงบนตัวคงต้องรู้สึกดีมากแน่ๆ
“นายลองชุดหนึ่ง ฉันจะไปลองอีกชุด” เฉินเจวี๋ยชี้สูทในมือพนักงาน
ฉินซีรู้สึกตกตะลึงไปเล็กน้อย “แต่… ผมไม่เคยใส่สูทสีขาวนี่ครับ...”
ถงเซ่าิพูดทั้งรอยยิ้มจากข้างๆ “คุณชายฉิน มีชุดหนึ่งที่ตัดตามไซส์ของคุณนะครับ”
ฉินซีใมากยิ่งขึ้น ตัวเขาเองยังไม่รู้ไซส์ของตัวเองเลยนะ
เฉินเจวี๋ยไม่ได้มองสีหน้าของฉินซี เขารับชุดสูทจากมือของพนักงาน แล้วโยนชุดหนึ่งให้ฉินซี ฉินซีเองก็ไม่ปฏิเสธให้เสียเวลาอีก เขาหยิบชุดสูทมา จากนั้นก็แยกย้ายเข้าไปเปลี่ยนในห้องลองชุด ชุดสูทพอดีกับตัวของเขามาก หลังจากฉินซีสวมเรียบร้อยและผลักประตูออกมา เฉินเจวี๋ยก็นั่งรออยู่ที่โซฟาก่อนแล้ว ในตอนที่เฉินเจวี๋ยสวมใส่เสื้อผ้าสีขาว มันทำให้อีกฝ่ายดูสูงส่งไม่อาจเข้าใกล้ หากใช้คำพูดที่น่าอิจฉาเสียหน่อย ก็คงต้องบอกว่า ‘มีท่าทีราวกับชนชั้นสูงเป็ที่สุด’
เมื่อเฉินเจวี๋ยเห็นฉินซีเดินออกมา หางตาของเขาก็กระตุกขึ้นเล็กน้อย เขาเดินไปอยู่ข้างกายของฉินซี ก่อนจะพากันเดินไปอยู่หน้ากระจก
ฉินซีเพิ่งจะได้เห็นชัดๆ ว่าตัวเองตอนสวมสูทสีขาวเป็อย่างไร
่นี้ฉินซีไม่ได้ควบคุมอาหาร จึงทำให้พวงแก้มใสๆ ของเขาดูนุ่มนิ่มขึ้นมาไม่น้อย รวมทั้งตอนที่ถ่ายทำตำนานยุคฉินก่อนหน้านี้ ผู้กำกับได้แนะนำให้เขาทานอาหารให้ดูมีเนื้อหนังบ้าง เพื่อความเหมาะสมกับบทบาท เขาจึงทานอาหารเข้าไปมากจนอ้วนขึ้นเล็กน้อย ถึงตอนนี้ก็ยังไม่ผอมลงไป ฉินซีพิจารณาตัวเองในกระจก ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็รู้สึกแปลกๆ โดยเฉพาะเดิมทีสีขาวก็ทำให้ดูอ้วนขึ้นอยู่แล้วด้วย เขารู้สึกว่าพอตัวเองมายืนอยู่ข้างเฉินเจวี๋ยแล้ว ก็ยิ่งทำให้รู้สึกด้อยกว่าอีกฝ่ายไปหลายระดับ
เขาน่าจะเป็นักแสดงเพียงคนเดียว ที่เวลาเดินอยู่ข้างกายนายทุนแล้วดูอ้วนกว่าอีกฝ่ายกว่ารอบ… ฉินซีคิดๆ ไปก็รู้สึกอับอายขึ้นมา
“ผมใส่ชุดนี้แล้วดูไม่ค่อยดีเลยครับ ผมอ้วนแล้ว” ฉินซีดึงชายเสื้อด้วยความอับอาย
“อย่าขยับ” อยู่ๆ เฉินเจวี๋ยก็สอดสองมือเข้ามาจากด้านหลัง จากนั้นก็ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตด้านในของฉินซีออก
หัวใจของฉินซีเต้นระรัวเสียงดัง แล้วหดคอลงโดยไม่รู้ตัว จากนั้นก็เสนอขึ้นด้วยความลังเล “...เปลี่ยนดีไหมครับ?”
“ไม่ต้องหรอก เอาชุดนี้แหละ ดีแล้ว ไปเถอะ” เฉินเจวี๋ยปล่อยมือออก “อ้วนหน่อยถึงจะดี ผอมเกินไปก็ดูน่าเกลียด”
“…โอเคครับ” คนจ่ายเงินคือเฉินเจวี๋ย ฉินซีถูกขจัดสิทธิ์การโต้แย้งไปแล้ว เขาพยายามยอมรับคำพูดของเฉินเจวี๋ย อ้วนก็อ้วนแล้วกัน อย่างไรกระดุมก็ไม่ได้หลุดพังออกมา ไม่เป็อะไรหรอก การเป็คนที่ถูกเลี้ยงดูจะต้องเชื่อฟังนายทุนของตัวเองถึงจะถูก
งานเลี้ยงในวันนี้ คืองานเลี้ยงวันเกิดของท่านทัง เมื่อประกาศออกไปก็มีคนมากมายอยากจะเข้าร่วม เมื่อเฉินเจวี๋ยขับรถไปก็เกรงว่าจะไม่มีที่จอด แต่โชคดีที่คนรับใช้ในคฤหาสน์ต่างก็จำรถของเขาได้ จึงมีคนเตรียมที่จอดไว้ให้แล้ว
หลังจากเฉินเจวี๋ยพาฉินซีเดินเข้าไป ถงเซ่าิที่เป็ผู้ช่วยก็แยกเดินออกไปคนเดียว ฉินซีเหลือบมองด้วยความประหลาดใจ เฉินเจวี๋ยจึงอธิบายให้เขาฟังทันที “เขามีเื่อื่นต้องไปทำ”
ฉินซีพยักหน้า ไม่นานฉินซีก็ไม่มีอารมณ์ไปสนใจคนอื่นแล้ว เนื่องจากเขาพบว่าผู้คนไม่น้อยส่งสายตามาพิจารณาตัวเขา โดยส่วนมากต่างก็แฝงไปด้วยความอยากรู้และความประหลาดใจ แต่กลับไม่ได้มีความประสงค์ร้าย และเื่นี้ก็ทำให้ฉินซีแปลกใจเล็กน้อย เมื่อชาติก่อนเขาก็เคยมาร่วมงานเลี้ยงแบบนี้กับจี่อวี้เซวียน แต่ตอนที่ผู้คนภายในงานมองมาที่เขากลับเต็มไปด้วยสายตาประสงค์ร้าย ทั้งยังแฝงไปด้วยความรังเกียจทำให้เขาขยะแขยงเป็ที่สุด
ฉินซีไม่รู้เลยว่า ความจริงเมื่อเขาสวมใส่ชุดสูทสีขาวนี้ ก็ทำให้เกิดความรู้สึกที่ต่างออกไป เป็อย่างที่เฉินเจวี๋ยพูด ต้องอ้วนสักหน่อยจึงจะรับกับสูทได้ดี เดิมทีฉินซียังมีอายุไม่ถึง 20 ปี เมื่อมาอยู่ท่ามกลางกลุ่มคน ‘มีอายุ’ เขาก็ดูเด็กมาก พอใส่เสื้อผ้าสีขาวทั้งตัว แน่นอนว่ามันก็ยิ่งทำให้เขาดูสะอาดบริสุทธิ์ และดึงดูดสายตาของผู้คนเป็อย่างดี เดิมทีฉินซีก็หน้าตางดงาม เมื่อสวมชุดสูทสีขาวก็ดูราวกับเ้าชายน้อยที่แกะสลักจากหยกงามอย่างละเอียดลออ ดูคล้ายคลึงกับคุณชายผู้ร่ำรวยมากกว่าคนที่นี่เสียอีก
คนแบบนี้ปรากฏตัวขึ้นข้างกายเฉินเจวี๋ย ‘อย่างเฉินเจวี๋ยน่ะนะ’ คนที่นี่ส่วนมากต่างก็ไม่เคยได้ยินข่าวฉาวของเฉินเจวี๋ยมาก่อน พออยู่ดีๆ มีคนแบบนี้ปรากฏตัวขึ้น นี่ทำให้ทุกคนต่างก็แปลกใจและตกตะลึงอย่างห้ามไม่ได้ ด้วยคิดไม่ถึงว่าเฉินเจวี๋ยจะมีสิ่งล้ำค่าแบบนี้มาอยู่ข้างกายอย่างไร้สุ้มเสียง ดังนั้นสายตาที่มองไปยังฉินซีด้วยความสนใจจึงเพิ่มมากขึ้น
เฉินเจวี๋ยพาฉินซีเดินไปอยู่ต่อหน้าท่านทัง
เดิมทีท่านทังกำลังคุยกับคนอื่นอยู่ เมื่อเห็นเฉินเจวี๋ยเข้ามาใกล้ เขาก็แยกตัวจากคนเ่าั้ และเดินเข้ามาตบบ่าของเฉินเจวี๋ย “กลับมาเร็วขนาดนี้เลยเหรอ?” ท่านทังสังเกตเห็นฉินซีที่อยู่ข้างกายเฉินเจวี๋ย เพียงแต่เขาแค่เหลือบตามองเล็กน้อย แล้วละสายตาไปก็เท่านั้น
“วันเกิดท่านทังทั้งที ต้องกลับมาอยู่แล้วครับ” เฉินเจวี๋ยใช้น้ำเสียงนิ่งเรียบพูดออกมา แต่น้ำเสียงแบบนี้กลับดูราวกับกำลังดูเื่เล็กๆ ที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร ทำให้ผู้คนรู้สึกซึ้งใจเป็อย่างมาก
รอยยิ้มบนใบหน้าของท่านทังจึงยิ่งกว้างขึ้น จากนั้นเขาก็เคลื่อนสายตาไปยังฉินซี “นี่ไม่ใช่ฉินซีหรอกเหรอ?”
ั้แ่ครั้งที่ฉินซีเข้าไปในห้องส่วนตัวด้วยความเข้าใจผิด ท่านทังและจี่อวี้เซวียนก็ได้เห็นเขาไปแล้ว แม้ตอนนั้นเฉินเจวี๋ยจะบอกว่าฉินซีเป็คนรักลับๆ ของเขา แต่ก็ไม่มีใครยินดีจะเชื่อ อย่างไรข้างกายเฉินเจวี๋ยก็ไม่เคยปรากฏตัวผู้ใดมาก่อน จู่ๆ ก็โผล่มาบอกว่าเป็คนรัก ท่านทังและจี่อวี้เซวียนต่างก็มองเป็เื่ขำขันในยามวิกฤติ แต่ท่านทังกลับคิดไม่ถึงว่า เฉินเจวี๋ยจะพาฉินซีมายังสถานที่แบบนี้จริงๆ...
เฉินเจวี๋ยยกมือโอบแผ่นหลังของฉินซี ท่าทางนี้ถือว่าค่อนข้างดูสนิทสนม “ทักทายสิ” แม้สีหน้าของเฉินเจวี๋ยจะไม่ได้เปลี่ยนไป แต่คนที่มีหูต่างก็รู้สึกได้ว่าในน้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความเอ็นดู
ฉินซีหน้าหนาขนาดนั้น แต่พอมาอยู่ต่อหน้าคนมากมายแบบนี้ ใบหูของเขาก็ต้องร้อนขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ หลังจากนั้นเขาก็พยายามก้มหัวให้ท่านทังด้วยท่าทีสงบนิ่ง “สวัสดีครับ ท่านทัง”
“เื่ครั้งก่อนจัดการเรียบร้อยแล้วหรือยัง?” อาจเป็เพราะเห็นแก่เฉินเจวี๋ย ท่านทังจึงถามออกมาอีกประโยค
“เรียบร้อยแล้วครับ” ฉินซีเผยยิ้มออกมาด้วยความขอบคุณ
เมื่อฉินซีพูดจบ ลูกน้องทางฝั่งท่านทังก็พูดขึ้นเบาๆ “คุณจี่มาแล้วครับ...”
ในขณะนั้น ห้องโถงงานเลี้ยงก็เกิดความวุ่นวายขึ้นทันที
เฉินเจวี๋ยเหลือบมองฉินซีเล็กน้อย ฉินซีเองก็กำลังมองไปทางเขาพอดี ทั้งสองสบตากัน ก่อนที่ฉินซีจะยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้ อ่า... เขาสามารถเอาคืนจี่อวี้เซวียนได้แล้ว
