ฟู่กุ้ยกับฉ่ายหยุนแต่เดิมนั้นเป็บ่าวรับใช้อยู่ที่เรือนสื่อเซี่ยว ถึงแม้ว่าทั้งสองจะไม่ได้เป็บ่าวที่ล่าวไท่จุนชื่นชอบอย่างจี๋เสียงและหรูยี่ แต่ทั้งสองก็รับเงินเดือนอย่างบ่าวระดับหนึ่งเช่นกัน เดิมเคยคิดว่าฉินฮุ่ยหนิงจะจัดการเื่ต่างๆ ได้ดีและนางยังได้รับความชื่นชอบจากล่าวไท่จุนอย่างมากอีกด้วย อีกทั้งนางยังเป็ลูกสาวบุญธรรมของนายท่านใหญ่ด้วยแล้ว มารับใช้นางก็น่าจะดีมากๆ ด้วยสิ
ใครจะไปรู้ว่า เมื่อรับใช้อยู่เคียงข้างนางจริงๆ แล้ว ทุกๆ วันจะต้องเผชิญหน้ากับอารมณ์เกรี้ยวกราดของเ้านาย ซ้ำร้ายนางเื่มากยิ่งกว่าล่าวไท่จุนเสียอีก
ไม่คิดเลยว่าคุณหนูฮุ่ยหนิงเมื่อก่อนนี้เป็คนอ่อนโยนสง่างาม แต่ที่จริงภายในนั้นมีท่าทีต่างกันสิ้นเชิง
ฉะนั้นยามเห็นคุณหนูสี่ที่ใจดีนำของมาส่งให้ แต่คุณหนูฮุ่ยหนิงกลับโวยวายโดยไม่มีเหตุผล ฟู่กุ้ยเองยังรู้สึกทนไม่ไหวแล้ว
นางยกถ้วยน้ำชาและค่อยๆ วางข้างๆ มือของฉินหยีหนิง ฟู่กุ้ยทั้งทำตัวไม่ถูก ทั้งอยากทำดีด้วย นางจึงยิ้มออกมา
ฉินหยีหนิงยิ้มและส่ายศีรษะ เพื่อบอกให้รู้ว่านางไม่สนใจ
เด็กสาวไม่เคยจงใจทำให้คนที่รับใช้นางต้องลำบากเลย เพราะก่อนหน้านี้สถานะของนางยังเทียบกับบ่าวไม่ได้ด้วยซ้ำ ดังนั้นนางย่อมรู้ความลำบากของการเป็บ่าวรับใช้อย่างลึกซึ้ง
“เ้ากลับไปก่อนเถิด ที่นี่ยังไม่้าสิ่งใดเพิ่มเติม”
ฟู่กุ้ยยิ้มด้วยความซาบซึ้ง นางกำลังจะเอ่ยปาก แต่แล้วก็ได้ยินน้ำเสียงดุร้ายจากฉินฮุ่ยหนิง “ทำไม ที่นี่คือเรือนเสวี่ยลี่ ไม่ใช่เรือนหญิงงามของเ้า จะต้องให้เ้าออกปากสั่งคนของข้าหรือ?”
ฉินหยีหนิงเลิกคิ้วมองฉินฮุ่ยหนิงและพูดด้วยรอยยิ้ม “ข้าคิดว่าคุณหนูฮุ่ยหนิงยังมีความสับสนอยู่เล็กน้อยใช่หรือไม่? เรือนเสวี่ยลี่ไม่ใช่จวนฉินหรอกหรือ? ข้าเป็คุณหนูของตระกูลฉิน บ่าวในบ้านฉินมีคนไหนบ้างที่ข้าจะใช้ไม่ได้?”
“เ้าแสดงอำนาจบาตรใหญ่ในที่ของข้าให้น้อยหน่อยเถอะ” ฉินฮุ่ยหนิงกัดฟัน
ฉินหยีหนิงยังคงนั่งด้วยท่วงท่าสบายๆ พลางหยิบถ้วยชากระเบื้องสีขาวยกขึ้นจิบ ใบหน้ายังคงประดับรอยยิ้มยามกล่าวว่า “เป็อย่างนั้นเสียที่ไหนเล่า คุณหนูฮุ่ยหนิงพูดติดตลกแล้ว ข้าแค่กำลังพูดด้วยเหตุผลก็เท่านั้นเอง”
“พูดด้วยเหตุผล? เหตุผลทั้งหมดก็เป็ของเ้าแล้วสิ” น้ำเสียงของฉินฮุ่ยหนิงค่อยๆ แหลมเล็กขึ้น
ฉินหยีหนิงยกปลายนิ้วชี้แตะที่ริมฝีปากของตัวเองทำท่าให้เงียบลง
“การพูดด้วยเหตุผล ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับความดังเสียงนะเ้าคะคุณหนูฮุ่ยหนิง พฤติกรรมเช่นนี้ของเ้า หากแม่นมจานมาเห็นเข้าละก็ จะต้องลงโทษเ้าให้ยืนอย่างแน่นอนเลย”
มือทั้งสองของฉินฮุ่ยหนิงกำหมัดแน่นและจ้องมองฉินหยีหนิงอย่างกินเืกินเนื้อ หายใจเข้าออกถึงได้ระงับความโกรธเกรี้ยวลงได้ และตอนนั้นนางได้พบว่าตนเองกำลังยืนพูดคุยกับฉินหยีหนิง ส่วนอีกฝ่ายกำลังนั่งอย่างสง่าเป็ูเาไท่ชาน ฝ่ายนางกลับดูเหมือนเป็บ่าวรับใช้
ความอัปยศและความขุ่นเคืองของนางได้เข้ามาบดบังความคิดทั้งหมดทั้งมวล มิหนำซ้ำนางยังไม่สามารถระบายความคับข้องนี้ได้อีกด้วย ฉินฮุ่ยหนิงจึงหันไปตบหน้าฟู่กุ้ยเสียหนึ่งที
“เ้ากีบป่า เรือนเสวี่ยลี่ของข้ามันเล็กเกินกว่าที่เ้าจะอยู่ได้แล้วสิ เ้ารีบไต่ขึ้นที่สูงแล้วก็ไม่ได้เปิดตาดูเลยว่าที่ไต่ขึ้นไปน่ะมันเป็อะไรกันแน่”
ฟู่กุ้ยถูกตบหน้าโดยที่ตนไม่รู้ว่าตนเองถูกตบเพราะเหตุใด จึงคุกเข่าร้องไห้ด้วยความเศร้าสลด
ฉินหยีหนิงลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ พร้อมพูดว่า “คุณหนูฮุ่ยหนิงจัดการกับบ่าว ข้าไม่สามารถแทรกแซงได้ เพียงแต่ว่าลงโทษบ่าวที่ไม่มีความผิดอะไรเลย มันคงดูไม่สมเหตุสมผลไปสักหน่อย บ้านฉินของพวกเราไม่เคยมีเ้านายที่ใจร้ายเช่นนี้มาก่อน เตือนเ้าว่ายับยั้งชั่งใจควบคุมตัวเองหน่อยเถิด อย่าทำให้เสียชื่อเสียงเพราะเื่นี้จนทำให้ล่าวไท่จุนกับท่านแม่ต้องเ็ปเลย”
“เ้าเป็ตัวอะไร! ไม่้าให้เ้ามาสั่งสอนข้า”
ฉินหยีหนิงคร้านจะทะเลาะกับฉินฮุ่ยหนิง นางจึงกล่าวตัดบท “ท่านแม่วานให้ข้ามาส่งของให้เ้า ข้าไม่มีทางเลือกถึงได้มาที่นี่ ไม่อย่างนั้นเ้าคิดว่าข้าชื่นชอบที่จะดูใบหน้าที่ต่อหน้าคนทำเสแสร้งแกล้งทำ ทีลับหลังคนอื่นก็เปิดใบหน้าตนเองจนเปลือยเปล่าอย่างนั้นหรือ? ขนมว่าง เ้าก็ค่อยๆ กิน ส่วนหนังสุนัขจิ้งจอกท่านแม่บอกว่าจะทำเป็ผ้าพันคอกับหมวกกระต่ายนอน หรือถ้าเ้าอยากจะทำเป็อย่างอื่น เ้าก็แค่ไปบอกกับท่านแม่เถอะ ข้าขอตัวลาละนะ”
ฉินฮุ่ยหนิงจ้องมองอย่างโกรธเคืองและเย้ยหยัน “ไม่ใช่ว่าพวกเ้าเลือกแล้ว ก็ส่งของที่เหลือมาให้ข้าหรอกนะ อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าหนังนั่น ก็เป็ของเหลือจากเ้า”
ไม่มีทางที่จะทำให้นางเข้าใจได้แล้ว ช่างดื้อรั้นจริงๆ
ฝีเท้าของฉินหยีหนิงหยุดชะงักลง
เมื่อเห็นว่านางหยุดเดิน ฉินฮุ่ยหนิงกลับใจนตัวหด เผลอถอยเท้าไปอีกหลายก้าว ช่วยไม่ได้! นางถูกฉินหยีหนิงตบจนมีผลทางจิตใจเสียแล้ว
ฉินหยีหนิงหันกลับไปมองและยิ้มออกมา เปล่งเสียงพูดเนิบช้า “ก็แล้วแต่เ้าจะคิดเถิด แต่เดิมข้าก็ไม่คิดจะสนใจคนอย่างเ้าหรอก แต่ตอนนี้ข้าเปลี่ยนใจแล้ว ข้าจะบอกเ้าให้ชัดเจนว่า ข้าอยากจะรังแกเ้าและอยากจะรังแกเ้ามากด้วย เ้าสามารถทำอะไรกับข้าได้บ้าง?”
“เ้า...” ริมฝีปากของฉินฮุ่ยหนิงสั่นเทา
“ถ้าสามารถทนรับได้ เ้าก็รังแกคืนข้ามาสิ ข้าจะรอเ้าตลอดเวลา แต่ถ้าเ้าทนรับไว้ไม่ไหว เ้ามีความโกรธแค้นมากเท่าใด เ้าก็เก็บอัดอั้นเอาไว้ให้ข้าด้วยก็แล้วกัน”
“ฉินหยีหนิง เ้ารังแกคนมากเกินไปแล้วนะ” ฉินฮุ่ยหนิงกรีดร้อง
ฉินหยีหนิงยกมือขึ้นส่ายปลายนิ้วไปมา “อย่าะโออกมานะ คนข้างนอกจะได้รู้ว่าเ้านั้นหยาบคายถึงเพียงไหน จะทำให้ชื่อเสียงของบ้านฉินสกปรกไปเสียเปล่าๆ”
หลังจากได้เห็นใบหน้าโกรธแค้นของฉินฮุ่ยหนิงแดงก่ำลามไปถึงใบหู ฉินหยีหนิงจึงทิ้งรอยยิ้มที่ทั้งอ่อนโยนและเปิดใจให้ จากนั้นพาซงหลานกับปิงถางเดินออกไปอย่างช้าๆ
ทันทีที่สาวเท้าพ้นประตูของเรือนเสวี่ยลี่ ก็ได้ยินเสียงกรีดร้องระบายอารมณ์ดังออกมาจากในบ้าน จากนั้นมีเสียงตบตีและมีเสียงบ่าวร้องไห้ตามมาด้วย
ฉินหยีหนิงส่ายศีรษะและถอนหายใจ “พวกเรากลับไปเร็วๆ เถิด”
ซงหลานระบายลมหายใจออกมาเช่นกัน “ไม่คิดเลยว่าคุณหนูฮุ่ยหนิงจะกลายเป็คนเยี่ยงนี้ เมื่อก่อนก็ดูไม่ออกว่านางจะเป็คนแบบนี้นี่”
ปิงถางพึมพำและเอ่ยขึ้น “ก็เพราะว่าโลภมาก ไม่รู้จักพอถึงได้เป็เยี่ยงนี้อย่างไรเล่า”
ลมกระโชกแรงพัดมา ตามด้วยหิมะตกลงมากระทบหลังคอ
ฉินหยีหนิงรีบห่อหุ้มคอของตัวเองอย่างรวดเร็ว
รุ่ยหลานนิ่งงันไปสักพักหนึ่งและย่ำลงที่พื้น “นึกไม่ถึงว่าหิมะจะตกจริงๆ ด้วย ข้าจะต้องทำรองเท้าให้เ้าหนึ่งคู่จริงๆ ด้วยสิ!”
ปิงถางกล่าวออกมาอย่างภาคภูมิใจ “ความสามารถของท่านอาจารย์ในการดูโหงวเฮ้งกับดูดวงนั้นถึงขั้นสุดยอดไปเลยนะ แต่น่าเสียดายที่ข้าติดตามท่านไม่นาน จึงเพิ่งได้เรียนรู้แค่เื่การมองสภาพอากาศง่ายๆ ก็เท่านั้นเอง”
ไม่คาดคิดว่าหลิวเซียนกูจะมีทักษะเช่นนี้ด้วย ไม่สามารถตัดสินคนจากเปลือกภายนอกจริงๆ
ทั้งสามรีบกลับไปที่เรือนหญิงงาม ยังไม่ทันได้ก้าวขึ้นบันไดทางเดินของระเบียง กลับมีเม็ดฝนซึ่งปกคลุมด้วยไอเย็นร่วงหล่นลงมา ทำให้หยาดน้ำเ่าั้กลายเป็น้ำแข็ง ยามกระทบกับหลังคาและชายคาทางเดินจึงมีเสียงดังเปาะแปะของหิมะดังเบาๆ ให้ได้ยิน
พวกนางทั้งสามเดินกึ่งเหยาะๆ พลางมองดูกันและกันและหัวเราะขึ้นมา
ฉินหยีหนิงกลับไปที่ห้อง เริ่มดูสมุดบัญชีที่ส่งมาจากจ้าวหยุนซือ นางยุ่งมากจนถึงกลางดึกแล้วก็หลับไปในที่สุด
ในวันต่อมา มีข่าวว่าต้าเยี่ยนเริ่มทำากับต้าโจวอีกครั้งที่เมืองซีฮวา ข่าวนี้ได้แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง
เดิมทีผู้คนต่างจดจ่ออยู่กับบรรยากาศร่าเริงใกล้ปีใหม่ แต่เพราะข่าวดังกล่าว ความหวาดกลัวเื่บ้านเมืองจะถูกทำลายจึงครอบงำผู้คนในทันใด
ฮ่องเต้มีรับสั่งให้ฉินหวยหยวนอยู่ในวังเพื่อหารือคิดวิธีการตอบโต้เป็เวลาหลายวันแล้ว และแม้กระทั่งตอนกลางดึกเขาก็นอนในห้องสมุดของฮ่องเต้โดยตรง
ฉินหวยหยวนไม่สามารถกลับบ้านได้ พลอยให้บรรยากาศในบ้านเย็นะเืครึ้มทะมึนขึ้นมา
พี่ชายของซุนซื่อต่างก็เป็แม่ทัพผู้พิทักษ์ที่เมืองซีฮวา การสู้รบในเมืองซีฮวาเป็ไปอย่างดุเดือด ซุนซื่อกระสับกระส่ายตลอดทั้งวัน ฮูหยินติ้งกั๋วกงยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ฉินหยีหนิงจึงชักชวนซุนซื่อ “อารมณ์ของท่านยายต้องไม่ดีแน่เลยเ้าค่ะ ในสองวันนี้พวกเราต้องไปที่จวนติ้งกั๋วกงบ่อยๆ นะเ้าคะ เพื่อจะได้อยู่เป็เพื่อนท่านยาย ท่านจะได้ผ่อนคลาย ท่านแม่อย่ากล่าวคำใดให้ท่านยายต้องกังวลเด็ดขาดนะเ้าคะ ไม่อย่างนั้นท่านจะหนักใจมากขึ้นไปอีก”
ซุนซื่อกดศีรษะและนวดหน้าตัวเอง พร้อมเอ่ยขึ้น “ข้ารู้ แต่ข้ากังวลเื่ลุงใหญ่และลุงสองของเ้า ข้ากังวลจริงๆ ว่ากันว่าฝีมือการรบของผางเซียวนั้นเสมือนเทพเ้า ข้ากลัวว่าลุงใหญ่กับลุงสองจะต้านไม่ไหวน่ะสิ”
"ไม่มีทางเ้าค่ะ ท่านลุงใหญ่กับลุงสองไม่ได้กินหญ้าสักหน่อยนี่เ้าคะ" ฉินหยีหนิงขยิบตาให้กับแม่นมจิน
แม่นมจินรู้แล้วก็เดินไปหยิบเสื้อคลุมและหมวกกระต่ายนอนของซุนซื่อเพื่อดูแลแต่งตัวให้เ้านาย
ซุนซื่อครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก็ได้เอ่ยขึ้น “ฉ่ายจู๋ว เ้าไปเรียกคุณหนูฮุ่ยหนิงหน่อยสิ พวกเราจะไปเยี่ยมจวนติ้งกั๋วกง”
