หลังจากหยางจื้อพูดออกมาแล้ว หยางกุ้ยเฟินก็ถูกส่งตัวกลับมาอยู่กับฉินซีจริงๆ แต่ฉินซีย้ายบ้านไปแล้ว หยางกุ้ยเฟินจึงนั่งโง่ๆ เฝ้าอยู่นอกอะพาร์ตเมนต์ตลอดทั้งวัน จนกระทั่งตกมืดถึงได้รวบรวมความกล้าโทรหาฉินซี ตอนที่ฉินซีรับสาย ก็ไม่รู้ว่าตัวเองควรรู้สึกอย่างไร ทำไมเด็กสาวคนนี้ถึงเด๋อด๋าได้ขนาดนี้ หากเขาคิดว่าผู้หญิงก็เหมือนกันทั้งหมด เกรงว่านั่นคงผิดมหันต์ เพราะยังมีคนอย่างหวังตันและหยางกุ้ยเฟินด้วย...
“ตอนนี้ฉันอยู่ที่เขตคฤหาสน์ เธออยู่ที่อะพาร์ตเมนต์ไปนั่นแหละ ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน ถ้ามีเื่อะไร ฉันจะบอกเธอก่อน เธอมารอฉันที่คฤหาสน์ทุกวันก็พอ”
เมื่อหยางกุ้ยเฟินได้ยินฉินซีพูดแบบนี้ ก็อดดึงน้ำเสียงขึ้นสูงไม่ได้ “นาย นาย นาย… นายไปอยู่กับคุณจี่แล้วจริงๆ เหรอ?”
ตอนแรกฉินซียังรู้สึกไร้คำจะพูด แต่พอมาหลังๆ ก็รู้สึกว่าแม้หยางกุ้ยเฟินจะเด๋อด๋า แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเธอค่อนข้างเป็ห่วงเขา ฉินซีจึงใจอ่อนลง “เปล่า ฉันไม่ได้อยู่กับคุณจี่ แต่ตอนนี้พูดยาก เธอกลับบ้านไปพักก่อนเถอะ”
“โอเค” ในระหว่างที่หยางกุ้ยเฟินกำลังจะวางสาย คิดๆ อยู่สักครู่ ก่อนจะพูดเสริมอีกประโยค “่นี้ฉันอ่านนิตยสารซุบซิบเยอะเลย เขาบอกว่าบางทีคุณจี่อาจมีงานอดิเรกที่ไม่ดีนัก อืม… ดังนั้น...”
ตอนนี้ฉินซีหัวเราะออกมาแล้วจริงๆ คิดไม่ถึงว่าเื่ที่ตัวเองพูดย้ำในงานเลี้ยงวันเกิดของท่านทังก่อนหน้านี้จะถูกแพร่ออกไปโดยไม่รู้ตัว ทั้งยังแพร่ไปถึงสื่อสิ่งพิมพ์อีก นี่เป็เพราะมีคนจงใจหรือเปล่า? ในสมองของฉินซีนึกถึงเฉินเจวี๋ยเป็คนแรก ตอนที่จี่อวี้เซวียนเห็น ก็คงจะต้องโมโหแทบตายอย่างไม่ต้องสงสัย ฉินซีรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาไม่น้อย จึงพูดคุยกับหยางกุ้ยเฟินอย่างอดทนอีกหลายประโยค ก่อนจะวางสายไป
ไม่นานฉินซีก็ได้รับข่าวปิดกล้องของกองตำนานยุคฉิน และฉินซีก็อยู่ในสถานะรักษาตัวหายดีจนออกจากโรงพยาบาลแล้ว จึงสามารถปรากฏตัวต่อหน้าสื่อได้ คนในกองถ่ายต่างพากันกลับมายังเมืองหนิงชื่อ เพื่อจัดงานเลี้ยงปิดกล้องที่เมืองหนิงชื่อ เหล่านักข่าวต่างพากันเคลื่อนตัวเข้าร่วมงานหลังจากได้ยินข่าว
ก่อนจะไปร่วมงาน ฉินซีกำลังยืนอยู่ในห้องเสื้อผ้าของคฤหาสน์ ส่วนเฉินเจวี๋ยก็กำลังเลือกเสื้อผ้าให้เขา
แม้ฉินซีจะรู้สึกว่าวุ่นวาย แต่ก็ต้องยอมรับว่า คนที่เกิดมามีฐานะสูงส่งอย่างเฉินเจวี๋ย มีความเข้าใจในความงดงามมาั้แ่เกิด เมื่อเขาเลือกเสื้อผ้าออกงานที่เหมาะที่สุดออกมาให้ฉินซี ฉินซีก็รู้สึกว่าความชอบของตัวเองได้รับผลกระทบมาจากเฉินเจวี๋ยโดยไม่รู้ตัวเสียแล้ว
“วันนี้แค่งานเลี้ยงปิดกล้องเองนะครับ แต่งตัวไปยิ่งใหญ่ขนาดนี้ จะไม่ค่อยดีหรือเปล่า...” ฉินซีกะพริบตาปริบๆ มองสูทที่เฉินเจวี๋ยถืออยู่
นั่นคือชุดสูทสีฟ้าเรียบๆ ที่ถูกตัดมาพอดีตัว ใช่แล้ว... สีฟ้า
สูทสีดำและสีขาวเป็สิ่งที่สามารถพบเจอได้ง่าย เฉินเจวี๋ยจึงเลือกสีที่ค่อนข้างรับกับผิวของฉินซี และสูทชุดนี้ก็เข้ากับอายุของฉินซีมาก สีสันไม่ดูจืดชืดเกินไป แต่ก็ไม่โดดเด่นเกินไปด้วย
“นายคิดว่างานเลี้ยงปิดกล้องคืออะไร? ทุกคนมานั่งทานอาหารด้วยกันให้สื่อมวลชนถ่ายรูปเหรอ? งานแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็ดาราหญิงหรือชายต่างก็ต้องตั้งใจแต่งตัวกันทั้งนั้น โดยเฉพาะตอนที่มีนักข่าว ถ้าเกิดว่านายแต่งตัวไปแบบไม่คิดอะไร นั่นก็ถือเป็การไม่ให้ความเคารพต่องานเลี้ยงปิดกล้องนะ” เฉินเจวี๋ยพูดขึ้นอย่างราบเรียบ
ฉินซีเพิ่งคิดได้ว่า ดูเหมือนจะเป็แบบนี้จริง ชาติก่อนเขาก็เคยไปร่วมงานเลี้ยงปิดกล้องแบบนี้มาก่อน ก่อนที่จะไปเขายังชอบไปถามพวกคนในกองถ่ายว่าจะแต่งตัวกันอย่างไร ผลคือมีอยู่ครั้งหนึ่ง เขาสวมใส่เสื้อผ้าไปแบบสบายๆ จริง แต่ในงานเลี้ยงปิดกล้อง ทุกคนกลับใส่ชุดทางการและชุดกระโปรงยาวกันทั้งนั้น ฉินซีจึงกระจ่างใจในทันที ที่แท้ในวงการบันเทิง เื่บางอย่างก็ไม่สามารถเชื่อถือได้
ฉินซียอมรับความคิดของเฉินเจวี๋ย จากนั้นก็สวมเสื้อผ้าชุดนั้น เฉินเจวี๋ยมีเซนส์ที่ดีมาก เมื่อฉินซีสวมชุดลงบนตัวแล้ว มันก็ทำให้เขาดูราวกับเ้าชายตัวน้อย สีฟ้าเป็สีที่ให้ความรู้สึกนุ่มนวล จึงส่งผลให้ภาพลักษณ์ของเขาดูอ่อนโยนลงมา และรูปลักษณ์แบบนี้จะต้องฆ่าล้างม้วนฟิล์มของบรรดาสื่อได้ไม่น้อยแน่
เฉินเจวี๋ยสั่งให้คนขับรถพาฉินซีไปยังงานเลี้ยงปิดกล้อง ตอนที่กำลังจะออกมา ฉินซีก็ได้ยินเฉินเจวี๋ยพูดขึ้น “ตงฟางปู๋ป้ายจะตายแล้ว”
“ครับ?” ฉินซีนิ่งไปสักพัก จากนั้นก็ขึ้นรถไปด้วยความมึนงง จนหลังจากขึ้นรถมาแล้ว เขาถึงคิดขึ้นมาได้
วันนี้เป็วันสุดสัปดาห์ ถึงเวลาฉายกระบี่เย้ยยุทธจักรอีกครั้ง และในคืนนี้ ตงฟางปู๋ป้ายที่เขารับบทแสดงก็คงต้องตายไปตามเื่
ฉินซีคิดไม่ถึงว่าเฉินเจวี๋ยจะสนใจเื่นี้มากกว่าตัวเขาเองเสียอีก
เมื่อมาถึงงานเลี้ยงปิดกล้อง พอฉินซีเดินเข้าไป ก็ได้ยินเสียงรัวชัตเตอร์จากบรรดาสื่อต่างๆ เมื่อฉินซีเบนสายตาไปมองนักแสดงคนอื่นในกองถ่าย ก็เห็นว่าทุกคนต่างแต่งตัวกันมาอย่างพิถีพิถัน
ก่อนจะเข้าสู่งานเลี้ยงปิดกล้อง ผู้ควบคุมการผลิตและผู้กำกับขึ้นไปกล่าวบางอย่างบนเวที และตอบคำถามจากนักข่าวเล็กน้อย หลังจากนั้นก็เทแชมเปญ เนื่องจากมีสายตาจับจ้องอยู่ ฉินซีจึงทำได้เพียงดื่มแชมเปญลงไป ก่อนจะมาร่วมงาน เขาไม่ได้ทานอะไรรองท้องมาก่อน จึงอดลอบลูบท้องของตัวเองไม่ได้ หลังจากนั้นงานเลี้ยงปิดกล้องก็เริ่มขึ้นอย่างเป็ทางการ
คนในกองถ่ายพากันเข้างานเลี้ยงและเริ่มทานอาหาร
แน่นอนว่าฉินซีนั่งอยู่กับหนานชิวเยว่ที่ค่อนข้างสนิทกัน หนานชิวเยว่ขยับเข้ามาใกล้ฉินซีอย่างระมัดระวัง ก่อนจะถามเขา “นี่ ที่ก่อนหน้านี้ผู้กำกับกงเรียกนายไปที่ห้อง เขาบอกเื่ละครใหม่กับนายเหรอ? ฉันได้ยินว่าผู้กำกับกงจะถ่ายละครเื่ใหม่ ฉันเองก็อยากไปด้วย… แต่ว่าตอนนี้ยังไม่ปล่อยข้อมูลออดิชั่นออกมาเลย… ก็เลยไม่รู้ว่าเป็เื่จริงหรือเปล่า...”
ฉินซีนิ่งไปสักพัก “เื่นี้… ฉันลืมไปเลย...”
“นายไม่ได้ไปเหรอ?” ใบหน้าของหนานชิวเยวี่ยเต็มไปด้วยความประหลาดใจ โอกาสดีขนาดนี้ ฉินซีก็ลืมได้เหรอ?
ฉินซีเผยยิ้มออกมาอย่างช่วยไม่ได้ “ครั้งก่อนได้รับาเ็ไม่ใช่หรือไง? ฉันก็เลยออกจากกองไปกับเฉินเจวี๋ยข้ามคืนเลยน่ะ”
หนานชิวเยว่ยื่นมือออกมาแตะที่คอของฉินซี “นี่ แผลนายหายดีหรือยัง?”
ฉินซีหลบออกมาโดยไม่รู้ตัว “เกือบจะหายแล้วล่ะ”
ฉินซีคิดว่า เขาคงต้องหาเวลาออกไปขอโทษผู้กำกับกงเสียหน่อย
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกัน ผู้กำกับก็ดื่มไวน์เดินมาจนถึงที่โต๊ะแล้ว ทุกคนพากันลุกขึ้นดื่มฉลองกับผู้กำกับ มีเพียงฉินซีที่แสร้งดื่มน้ำเปล่าลงไป รสชาติของแชมเปญก่อนหน้านี้จึงเบาบางลงไปไม่น้อย รอจนสองผู้กำกับจากไป คนอื่นก็ค่อยๆ เริ่มหาคนรู้จักมาดื่มด้วยกัน หนานชิวเยว่ยกแก้วไวน์ขึ้นมาถามฉินซี “นายไม่ไปดื่มกับพวกเขาสักหน่อยเหรอ?”
ฉินซีลูบท้องเบาๆ “ฉันดื่มไม่ค่อยได้น่ะ จะปวดท้องเอาง่ายๆ ฉันขอไปหาอะไรกินรองท้องก่อนนะ”
“ถ้าแบบนั้นก็ค่อยๆ กินล่ะ ฉันขอไปดื่มกับพวกเขาก่อน” หนานชิวเยว่พูดพร้อมลุกขึ้น
ฉินซีก้มหน้าทานอาหารอยู่คนเดียว โดยที่ไม่รู้เลยว่าตัวเองถูกกล้องจับภาพในตอนนี้ไปเท่าไร และในวันต่อมาท่าทางตะกละนี้จะขึ้นไปอยู่ในอันดับค้นหาร้อนแรงอย่างไร
ฉินซีไม่ค่อยดื่มแอลกอฮอล์นัก ทั้งยังไม่ชอบร้องเพลง หลังจากทานอาหารเสร็จ คนในกองถ่ายล้วนไปต่อรอบสองกัน พวกนักข่าวก็แยกย้ายไปก่อนแล้ว แต่คนขับที่มาส่งฉินซีมารออยู่ก่อนนานแล้ว สุดท้ายตอนที่เดินออกมา และหลินซงหันไปเห็นพาหนะที่มีสัญลักษณ์ของเฉินเจวี๋ยคันนั้น เขาก็หัวเราะร่า ก่อนจะพูดกับฉินซี “ฉินซีดื่มไม่ค่อยได้ จะขอตัวไปก่อนไหมล่ะ”
“ขอบคุณครับอาจารย์หลิน ผู้กำกับเฝิง ผู้กำกับกง ผมขอกลับก่อนนะครับ สวัสดีครับ” ฉินซีบอกลาทุกคน จากนั้นก็ขึ้นรถไป
ตอนที่ฉินซีกลับมาถึงบ้าน เฉินเจวี๋ยยังทำงานอยู่ ฉินซีจึงไม่ได้ไปรบกวนอีกฝ่าย และไปหาบทของเื่ต้นกล้าออกมานั่งอ่านช้าๆ อยู่ที่ระเบียงชั้นสอง ด้านนอกมีร่มถูกกางเอาไว้ ทั้งยังมีตะเกียงน้ำมันแขวนอยู่ ขนมหวานและชาถูกวางอยู่บนโต๊ะ เป็ที่น่าพึงพอใจมาก บทเื่ต้นกล้ามีพลังดึงดูดมาก ฉินซีอ่านจนหลุดเข้าสู่ภวังค์ ผ่านไปสักพักถึงได้เงยหน้าขึ้นมา และเพิ่งพบว่าบนหัวของเขามีเงาหนึ่งทอดลงมา
เฉินเจวี๋ยกำลังยืนอยู่ตรงหน้าเขา
ในระหว่างที่ฉินซีกำลังจะลุกขึ้น ก็ถูกเฉินเจวี๋ยกดไหล่ลงไปอีกครั้ง
ฉินซีพบว่าสีหน้าของเฉินเจวี๋ยไม่สู้ดีนัก จึงถามออกไปอัตโนมัติ “เป็อะไรไปครับ?” หลังจากถามจบ เขาก็รู้สึกเสียใจที่ถามออกไปเล็กน้อย ไม่ว่าจะอย่างไร เขาก็ไม่ควรไปถามเื่ของเฉินเจวี๋ยโดยไม่ดูตัวเอง เื่พวกนี้ส่วนมากก็เป็ความลับทั้งนั้น
แต่ใครจะรู้ว่าเฉินเจวี๋ยกลับไม่ได้โกรธที่เขาถามออกมา ทั้งยังนั่งลงตรงข้ามเขาและทอดสายตามองไปยังที่ห่างไกล “...ลิขสิทธิ์เื่ตำนานยุคฉินถูกขายไป 2 ครั้ง”
“อะไรนะครับ?” ฉินซีอึ้งไปเล็กน้อย เขาวางบทในมือลง จากนั้นก็นั่งตัวตรงโดยไม่รู้ตัว ขายลิขสิทธิ์ไป 2 ครั้งเหรอ? หมายความว่ายังมีกองถ่ายที่ถ่ายทำละครเื่ตำนานยุคฉินอยู่อีกกอง?
“เมื่อกี้หลินซงเพิ่งโทรมา กองถ่ายนั้นอาศัยข่าวปิดกล้องของพวกนายในครั้งนี้ปล่อยข่าวปิดกล้องออกมาเหมือนกัน” เฉินเจวี๋ยขมวดคิ้ว
ที่ครั้งนี้เฉินเจวี๋ยร่วมมือกับบริษัทละครโทรทัศน์และภาพยนตร์หมางกั่วจัดทำเื่ตำนานยุคฉิน เฉินเจวี๋ยก็ตั้งใจว่าจะอาศัยกำลังของต้นฉบับดึงดูดแฟนคลับ และทำให้บริษัทละครโทรทัศน์และภาพยนตร์ที่เขาเพิ่งจะซื้อมาปรากฏเข้าสู่สายตาของทุกคน พออยู่ๆ มีกองถ่ายแบบเดียวกันโผล่มา สำหรับเฉินเจวี๋ยแล้ว มันก็ถือเป็การทำลายผลประโยชน์ของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย
ชาติก่อนฉินซีไม่เคยได้ยินเื่นี้มาก่อน จำได้ว่าตอนนั้นตำนานยุคฉินมีเพียงเวอร์ชันเดียว และหลังจากถ่ายทำเสร็จก็ยังทำให้แฟนคลับผิดหวังไปไม่น้อย พอในชาตินี้เปลี่ยนไปมากขนาดนี้ ฉินซีเองก็ไม่รู้เลยว่ากองถ่ายอีกฝั่งมาจากไหน สมองของเขาคิดไปต่างๆ นานา ก่อนจะนิ่งไปเฉยๆ ไม่สิ แม้จะเป็แบบนั้น เดิมทีเื่นี้ก็ไม่สามารถทำอะไรเฉินเจวี๋ยได้ ด้วยความสามารถของเขาแล้ว จะไม่สามารถจัดการกองถ่ายอีกฝั่งได้เลยเหรอ?
ไม่รอให้ฉินซีพูดสิ่งที่สงสัยออกมา
อยู่ๆ เฉินเจวี๋ยก็ลุกขึ้นมาจากเก้าอี้และโอบตัวฉินซีเข้าไปในอ้อมแขน “รู้สึกไม่ค่อยดีเลย” เขาพูดขึ้นเรียบๆ
ฉินซีตัวแข็งทื่อไปเล็กน้อย
ดูเหมือนเขาจะรู้ความหมายของเฉินเจวี๋ยแล้ว
เฉินเจวี๋ยลากตัวฉินซีกลับเข้าไปในห้องนอน หลังจากนั้นไม่นาน ฉินซีก็สูญเสียความสามารถในการคิดวิเคราะห์ไป...
…...
จากการปรากฏตัวของฉินซีในงานเลี้ยงปิดกล้อง ข่าวการรักษาตัวจนหายดีแล้วของเขาก็แพร่กระจายไปบนอินเทอร์เน็ต ภาพเขาก้มหน้าก้มตาทานอาหารในงานเลี้ยงปิดกล้องเองก็เช่นกัน มันทำให้แฟนคลับจำนวนไม่น้อยใที่เทพบุตรของพวกเขาเป็นักกินแบบนี้ นี่มันน่าเอ็นดูเกินไปแล้ว แน่นอนว่าก็เลี่ยงที่จะมีแอนตี้จงใจใส่ความว่าฉินซีไม่รู้จักมารยาทไม่ได้ พวกเขาบอกว่าการที่ฉินซีเอาแต่ทานอาหารในงานเลี้ยงปิดกล้องถือเป็ความขายหน้าของดารา
อีกกองถ่ายที่ตั้งใจอาศัยกองถ่ายตำนานยุคฉินทำให้ตัวเองดังขึ้นมา ก็ต้องล้มเหลวไป เดิมทีพวกเขาคิดว่าจะสร้างกระแสในอินเทอร์เน็ตขึ้นมาได้ แต่ใครจะรู้ว่าในตอนนี้กลับมีข่าวใหม่แพร่กระจายไป พร้อมกับข่าวงานเลี้ยงปิดกองตำนานยุคฉิน
คนที่ติดสินบนผู้ช่วยของคนทำพร็อพ และจงใจทำอันตรายคนอื่นถูกตำรวจจับแล้ว ทั้งยังจะเริ่มเปิดศาลสอบสวนในวันที่ 30 เดือนนี้! ข่าวใหม่นี้เกิดเป็กระแสโด่งดังขึ้นในอินเทอร์เน็ต เหล่าแฟนคลับที่เพิ่งเห็นตงฟางปู๋ป้ายที่รับบทโดยฉินซีตายจากไปเมื่อคืนต่างก็ขอบตาแดงก่ำ พวกเขาเรียกร้องให้ลงโทษคนที่ถูกจับอย่างรุนแรง
ในขณะเดียวกัน คนที่เรียกได้ว่ามีประสบการณ์โชกโชนในวงการบันเทิงก็โพสต์เวยป๋อว่า ‘พวกคุณพอจะเดากันได้ไหมว่าคนที่อยู่เื้ัการทำร้ายฉินซีคือใคร? ฉันคิดไม่ถึงเลยว่า เทพธิดาสาวในวันวานจะเปลี่ยนไปขนาดนี้ เหลียนเหล่ย เธอทำเื่เลวร้ายมากมายแบบนี้ เคยนึกถึงแฟนคลับที่คอยสนับสนุนมาตลอดบ้างหรือเปล่า?’
หัวข้อข่าวแต่ละอันรวมกันแน่นกลายเป็หนึ่งแผ่น เหล่าแฟนคลับถูกบีบเข้าด้วยกัน ความหวังที่กองถ่ายนั้นจะได้ขึ้นหัวข้อข่าวก็สูญสิ้นไป
