ใบหน้าดุดันระคนโกรธเกรี้ยวของสตรีเบื้องหน้าที่กำลังจ้องมองไปที่เถี่ยเฟิง พูดขึ้นขึงขังอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ไม่ว่ารถม้าของเ้าจะตั้งใจหรือไม่ แต่รถม้าของเ้าทำให้รถม้าของนายหญิงข้าเลอะเปรอะเปื้อนไปหมดเช่นนั้น เ้าควรจะมาขอโทษ มิใช่ถกเถียงว่าใครถูกใครผิด?”
นางหยุดเว้นจังหวะครู่เดียวก็กล่าวต่อไปด้วยความโกรธอีกครา “การที่ฝ่ายชายทั้งแท่งเถียงฝ่ายหญิงอย่างไม่ยอมแพ้ช่างน่าขายหน้าไปถึงนายหญิงของเ้าเสียจริง!”
เดิมทีเถี่ยเฟิงไม่อยากไปสนใจอะไรกับหญิงคนนี้แต่คิดไม่ถึงว่านางกลับได้คืบจะเอาศอก เขาเป็ผู้ชายจับดาบต่อสู้มาทั้งชีวิตไม่ถนัดใช้คำพูดโต้เถียง ทว่าคำพูดของสตรีผู้นี้ช่างแหลมคมเชือดเฉือนทำให้เขาพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ
“รถม้าของพวกเราวิ่งเร็ว จนดินกระเด็นไปโดนรถม้าของท่าน เื่นี้พวกเราเป็คนผิดจึงควรกล่าวคำขอโทษ!”เสียงนิ่งเรียบดังมาจากข้างหลัง
ในขณะที่พูดสาวน้อยอายุประมาณสิบปีก็เดินออกมา
สาวน้อยคนนั้นเมื่อสบตากับอีกฝ่ายทำให้อีกฝ่ายถึงกับตกตะลึงไปชั่วขณะ ดวงหน้างามละไมดุจบุปผา สองตาเป็ประกายระยับ คิ้วทั้งสองโก่งโค้งของนางค่อยๆขมวดเข้าหากัน ใบหน้ากระจ่างใสไร้ตำหนิ ปรากฏสีแดงระเรื่อริมฝีปากบางละม้ายกลีบดอกกุหลาบที่บอบบางชวนถวิลหา
สาวน้อยคนนี้แม้อายุยังน้อยทว่ากลับมีเค้าของสาวงามทรงเสน่ห์ตัวน้อยอยู่หลายส่วนเปล่งประกายออกมา
นางจะต้องเป็ต้วนชิงิอย่างแน่นอนเห็นนางยืนประจันหน้าเผยยิ้มบางๆ ให้กับหญิงสาวอายุยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดอยู่ตรงข้าม “ข้าขอเป็ตัวแทนเถี่ยเฟิง ขอโทษคุณหนูท่านนี้แทนด้วย!”
คำพูดของต้วนชิงิทำให้อีกฝ่ายถึงกับชะงักไป
หญิงสาวที่อยู่ตรงข้ามกับต้วนชิงินั้นภายนอกสวยงามหยาดเยิ้ม นางใส่ชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อน ใบหน้ากลมได้รูปรูปโฉมก็งามสะคราญทัดเทียมเทพธิดาที่เปล่งแสงลอยลงมา
เดิมทีนางยืนเท้าสะเอวและจ้องมองไปที่เถี่ยเฟิงเหมือนกับเป็ศัตรูคู่อาฆาตแต่บัดนี้เมื่อเห็นต้วนชิงิยอมลดตัวออกหน้ามาขอโทษ ใบหน้าที่งดงามกลับแดงขึ้นมาจึงต้องหันหน้าไปจ้องเขม็งเถี่ยเฟิงด้วยความโกรธไปที “เชอะ! เ้าดูท่าทางของคุณหนูเ้าที่มาขอโทษสิเ้ายังไม่รู้จักทำตามอีกหรือ?”
เถี่ยเฟิงเห็นต้วนชิงิลงรถม้ามากล่าวขอโทษเองถึงกลับไปไม่ถูก ยืนหน้าแดงก่ำพึมพำเสียงเบา “คุณหนูเป็ความผิดของเถี่ยเฟิงเองขอรับ!”
“เป็ครอบครัวเดียวกันไม่ต้องมากพิธี” ต้วนชิงิยิ้มน้อยๆให้หนึ่งที
คำพูดนี้ทำให้เถี่ยเฟิงซึ้งใจเป็อย่างมากจนพูดอะไรไม่ออกอีกเลย
ในจวนต้วนต่างรู้ว่าเถี่ยเฟิงอยู่ข้างกายต้วนเจิ้งมากว่าสิบปีแล้ว!
ตอนทำศึกาเขาเป็กองบุกทะลวงฟัน ทั้งยังช่วยคิดวางแผนกลศึกให้ต้วนเจิ้งเมื่อกลับจากศึกถึงจวนต้วน ก็ยังเป็องครักษ์ที่ซื่อสัตย์คอยติดตามรับใช้ผู้เป็บิดาไม่ห่างกายดังนั้นจึงถือเอาจวนต้วนเป็เหมือนบ้านของเขาเองทว่าความรู้สึกนี้กลับถูกเด็กสาวมองขาดจนสิ้น ทำให้เขาอดที่จะซาบซึ้งใจกับบุญคุณที่ยอมรับผิดแทนเขาไม่ได้!
หลังจากต้วนชิงิเดินลงจากรถม้าก็มีรถม้ามาเพิ่มอีกสองคันมาขวางทางูเาเอาไว้ จนทำให้รถมาไม่สามารถสัญจรได้ ดูท่ามีบางคนรีบร้อนจนรอไม่ไหวแล้ว
เด็กสาวยังคงมองและยิ้มให้หญิงสาวคนนั้นดุจเดิมเอ่ยขึ้น“พี่สาวท่านนี้ ไม่ทราบว่าจะขยับรถม้าให้รถของพวกเราผ่านไปได้หรือไม่และเพื่อให้รถม้าด้านหลังได้สัญจรด้วย?”
เสียงที่ไพเราะอ่อนหวานและท่าทางนุ่มนวลของเด็กสาวเบื้องหน้าทำให้หญิงสาวเบื้องหน้าใจอ่อนนางสังเกตสัญลักษณ์บนรถม้าเห็นชัดว่าเป็รถม้าของท่านแม่ทัพจวนต้วนอีกทั้งท่าทางของเถี่ยเฟิง แสดงให้เห็นถึงตำแหน่งที่ไม่ได้ต่ำต้อยเขาเชื่อฟังคำสั่งของนาง ดูท่าทางแล้วต้วนชิงิผู้นี้จะต้องเป็คนสำคัญในจวนต้วนเป็แน่!
ทว่านางกลับไม่มีการวางมาดและท่าทางแม้แต่น้อยใบหน้าเปื้อนยิ้มของนางทำให้หญิงสาวผู้นั้นที่กำลังโกรธขึงขัง เอามือเท้าสะเอวอยู่ได้ปล่อยมือนั้นลง พูดเสียงอ่อยว่า “เรียกข้าน้อยว่าชุนถาวแล้วกัน ข้าน้อยจะให้คนขยับรถม้าเปิดทางเดี๋ยวนี้!”
อีกฝ่ายยิ้มออกมาและพูดอย่างใจกว้าง “เช่นนั้น รบกวนพี่สาวชุนถาวด้วย”
ทางด้านเถี่ยเฟิงก็ขยับรถม้าออกทำให้รถม้าที่อยู่ด้านหลังสามารถเริ่มสัญจรต่อไปได้
ถึงตรงนี้คนในรถม้าที่ยังไม่ได้โผล่หน้าออกมา เปิดผ้าม่านออกเล็กน้อยยื่นมือที่ขาวใสราวกับหยกขาว กวักเรียกชุนถาว
นางรีบเดินไปซุบซิบตรงหน้าต่างอยู่หลายประโยคจากนั้นจึงหันหลังกลับมาพร้อมกับขอตัวลา
ต้วนชิงิยิ้มให้พร้อมพูดด้วยความจริงใจ “เื่ทั้งหมดนี้เป็ความผิดของพวกเราอันที่จริงไม่ควรขับรถม้าเร็วเช่นนี้ จนทำให้โคลนกระเด็นไปโดนรถม้าของท่านหลังจากนี้ถ้ายังมีสิ่งใดที่ติดใจสามารถไปหาข้าที่จวนต้วนในเมืองหลวงได้ ”
คำพูดของนางมีความ้าผูกมิตรแต่อีกฝ่ายกลับไม่ได้ลงรถมา เมื่อฟังที่เด็กสาวพูดจบ เสียงหญิงสาวที่ใสได้พูดออกมาจากในรถ “คุณหนูใหญ่ต้วนไม่ต้องเกรงใจ เื่นี้ชุนถาวก็มีส่วนผิดขอให้คุณหนูใหญ่โปรดอภัยด้วย ฉะนั้นเื่นี้ก็จบแต่เพียงเท่านี้แล้วกัน!”
เมื่อเห็นท่าทางของอีกฝ่ายรีบร้อนเหมือนมีธุระต้วนชิงิก็ไม่ฝืนที่จะประดิษฐ์คำพูดอ้อมค้อมต่อ จึงขึ้นรถม้าจากไป
เมื่อเห็นรถม้าของจวนต้วนไปไกลแล้ว ชุนถาวก็ขึ้นรถม้าพูดเสียงแ่เบา “คุณหนูเหตุใดถึงปล่อยอีกฝ่ายไปโดยง่ายเช่นนี้ล่ะเ้าคะ?”
“เ้ายังมีหน้ามาพูดอีก คิดไม่ถึงว่ายังจะไปถือสากับสาวน้อยสิบปีคนหนึ่ง...ข้าว่าเ้าต่างหากที่จะหาเื่พวกเขา!” เสียงของหญิงสาวอีกคนตอบกลับอย่างนิ่งเรียบ
ชุนถาวเบะปากและพูดอย่างไม่สนใจ “เชอะ! ก็ข้าไม่อยากจะปล่อยให้รถม้าจวนต้วนไป… นึกถึงเมื่อก่อนถ้าไม่ใช่คุณหนูใหญ่ติงโหรวเข้ามาแทรกจนได้แต่งงานเข้าจวนต้วนไปก่อนคนนั้นที่จะต้องได้แต่งต้องเป็คุณหนู หาใช่ติงโหรวผู้นั้น…” นี่คงเป็เหตุผลที่คุณหนูของนางตัดสินใจเลิกยุ่งกับความรักทั้งหมดและตั้งใจอยู่ตัวคนเดียวไปจนตาย!
สิ้นคำที่ชุนถาวพูดกลับถูกเสียงที่เข้มงวดตำหนิให้หยุด “ชุนถาวข้าเคยพูดแล้วไม่ใช่หรือ เื่ที่ผ่านไปแล้วไม่ต้องรื้อฟื้นขึ้นมาอีกเ้าลืมที่ข้าเคยพูดจนหมดสิ้นแล้วใช่หรือไม่?”
คำพูดที่เข้มงวดทำให้ชุนถาวหยุดชะงักลงได้แต่ก้มหน้าก้มตาไม่กล้าเอื้อนเอ่ยวาจาต่อ!
เสียงนั้นค่อยๆผ่อนลมหายใจยาวออกมา ผ่านไปสักพักจึงพูดด้วยเสียงขบขันขึ้น “ชุนถาว ข้าจะบอกให้ฟังอีกครั้งหนึ่ง เื่นี้จะโทษติงโหรวไม่ได้เพราะข้าไม่เคยแสดงความรู้สึกแบบนั้นให้ต้วนเจิ้งรู้ดังนั้นเขาจึงไม่รู้ความรู้สึกของข้า... แต่คุณหนูใหญ่โหรวนั้นข้าก็เคยได้พบเจออยู่บ้าง ข้าจึงคิดว่านางเหมาะสมจะเป็ฮูหยินจวนต้วนมากกว่าข้า!ยิ่งไปกว่านั้นคือ นั่นเป็การแต่งงานที่ฮ่องเต้พระราชทานใครเล่าจะกล้าขัดขืนได้?”
ชุนถาวแอบยู่ปากของนางไปอีกทางเพราะคิดไว้แล้วว่านายหญิงจะต้องพูดเช่นนี้… ในตอนนั้นติงโหรวและนายหญิงรู้จักกันแล้วเหตุใดจะไม่รู้ความปรารถนาของนายหญิงเล่า? ทว่าในตอนสุดท้ายติงโหรวกลับเลือกที่จะแต่งงานเข้าจวนต้วนโดยทิ้งให้คุณหนูโดดเดี่ยวเดียวดายไปทั้งชีวิต
คุณหนูตู้ไม่ได้สนใจชุนถาวอีกแสงสลัวภายในรถม้าค่อยๆ สว่างขึ้น เมื่อนางเปิดม่านออกพลางมองออกไปชมบรรยากาศด้านนอกอย่างนิ่งสงบ! แสงจากภายนอกสาดส่องเข้ามาในรถม้าสะท้อนใบหน้าคุณหนูตู้อย่างชัดเจน
นางมีอายุประมาณยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดปีทว่าเมื่อดูตัวนางกับอายุอาจจะขัดแย้งกัน… ใบหน้าของนางสวยงามหยาดเยิ้มละม้ายลูกท้อสามฤดู แม้จะสวมชุดที่เรียบง่ายทว่าแววตาทั้งสองยังคงเปล่งประกายวาววับ คิ้วโค้งโก่ง จมูกโด่งเป็สัน พวงแก้มอวบอิ่ม ดูรวมกันแล้ว งดงามเกินใคร
นางผินหน้าไปช้าๆมองทิวทัศน์นอกหน้าต่างผ่านไปผ่านมา ภายใต้นภาสีครามหยอกเย้าก้อนเมฆสีขาวและใบไม้สีเขียวขจีกลับยิ่งช่วยขับให้ผิวของนางดูสดใสและขาวบริสุทธิ์ แววตาคู่นั้นใสเหมือนน้ำทะเลกลอกไปมาดูคล้ายคุณหนูผู้สูงศักดิ์
ดวงตาของนางที่ทอดมองไปนอกหน้าต่างค่อยๆปิดลง
แต่ละภาพแต่ละเหตุการณ์ผุดขึ้นในสมองของหญิงสาว เห็นภาพเมื่อก่อนที่ต้วนเจิ้งหลงรักติงโหรวั้แ่แรกพบเื่นี้จึงทำให้นางยอมถอยออกมา ให้ทั้งสองได้ครองคู่กัน…ดูท่าทางคุณหนูต้วนอายุสิบปีแล้ว นางจึงไม่กล้าจะสืบถามว่าทั้งคู่ใช้ชีวิตเป็อย่างไรบ้าง?
ได้แต่ถอนหายใจพลางเอ่ยปากพูดอีกครั้ง “ชุนถาว จำให้ขึ้นใจว่าต่อไปอย่าพูดถึงเื่นี้ขึ้นมาอีก!”
อีกฝ่ายตอบรับอย่างไม่เต็มใจ!
แต่ว่านางมีแผนในใจไม่ว่าอย่างไรจะต้องทวงความยุติธรรมจากต้วนเจิ้งให้กับนายหญิงให้จงได้…ฉะนั้นจะต้องแอบนายหญิงไปจวนต้วนสักครั้ง เพื่อดูว่าติงโหรวมีความสุขเพียงใด!
