เมื่อการแข่งขันเริ่มขึ้น ผู้คนก็ไม่จำเป็ต้องระงับอารมณ์อันพลุ่งพล่านของตนอีก พวกเขาส่งเสียงะโพลางะโไปพลางอย่างครึกครื้น พยายามวิพากษ์วิจารณ์ระยะห่างของทั้งสองฝ่ายอย่างเต็มที่
สนามแข่งแบ่งออกเป็สาม่ ่แรกคือเส้นทางตรง เมื่อผ่านไปก็จะเป็ทางโค้งที่เต็มไปด้วยอันตราย ทางโค้งเล็กแคบเป็อย่างมาก ซึ่งเป็การเพิ่มความยุ่งยากในควบคุมม้ามากขึ้น หลังจากผ่านทางโค้งไปจะเป็เส้นทางที่มุ่งไปยังจุดสุดท้าย ทว่าเส้นทาง่นี้มีรั้ววางกั้นอยู่สิบอัน ความสูงของรั้วแต่ละอันไม่เท่ากัน ระยะห่างระหว่างรั้วก็ไม่แน่นอน เป็การจัดวางที่มั่วซั่ว ซึ่งเป็การยกระดับความยากของการแข่งข้ามรั้วให้มากยิ่งขึ้น สุดท้ายที่ปลายสุดของสนามมีเส้นสีแดงอยู่เส้นหนึ่ง และเพื่อแสดงความยุติธรรม จึงกำหนดให้มีขุนนางจากทั้งสองแคว้นยืนอยู่ข้างเส้นชัย
บุรุษไว้เคราแค่นเสียงเย็น ะโขึ้นหลังม้าแข่งสีดำอย่างคล่องแคล่ว เฟิ่งอวี่เองก็ะโตัวลอยขึ้นหลังม้าอย่างไม่ยอมน้อยหน้า
ตามหลังคำของผู้ดูแลการแข่งขัน บุรุษไว้เคราและเฟิ่งอวี่พุ่งทะยานออกไปดั่งลูกธนูอย่างพร้อมเพรียงกันท่ามกลางเสียงโห่ร้องของผู้ชม
ม้าทั้งสองทะยานตัวออกไปรวดเร็วดุจสายฟ้า เริ่มแรกบนเส้นทางตรง ม้าของบุรุษไว้เครานำเฟิ่งอวี่อยู่เล็กน้อย แต่เมื่อถึงยามเลี้ยวโค้ง ด้วยม้าศึกของแคว้นอี้วิ่งเร็วจนเกินไป จึงวิ่งอย่างงุ่มง่ามในทางโค้งอันเล็กแคบอย่างเห็นได้ชัด ส่วนม้าของเฟิ่งอวี่นั้นด้วยลำตัวที่ค่อนข้างเล็กจึงได้เปรียบในด้านความคล่องตัว กีบเท้าม้ายกขึ้นอย่างรวดเร็ว ค่อยๆ แซงอีกฝ่ายขึ้นไปท่ามกลางสายตาอันตกตะลึงของผู้คน เพียงพริบตาเดียวก็ทิ้งห่างไปหนึ่ง่
ผู้ใดก็ไม่คาดคิดว่าสถานการณ์การแข่งม้าจะเลวร้ายถึงเพียงนี้ บุรุษไว้เคราโกรธจนหน้าดำ ส่วนเซียวอี้เชินบนพลับพลาสูงดวงตาเย็นเยียบ ราวกับเป็การเตือนว่าหากแพ้จะมีจุดจบเช่นไร เขาจึงสะบัดแส้ตีม้าแข่งใต้ร่างอย่างบ้าคลั่ง สายตาจ้องเขม็งไปยังเฟิ่งอวี่ที่อยู่ด้านหน้าอย่างเหี้ยมเกรียม
มืออันใหญ่โตคลำที่บริเวณเอวพลันปรากฏเข็มเงินสามเล่มขึ้นในมือ ขว้างโดยเล็งไปยังม้าศึกของเฟิ่งอวี่ทั้งยังกระตุ้นพลังภายในบริเวณนิ้ว ในยามวิกฤต ม้าของเฟิ่งอวี่ที่พบกับสิ่งกีดขวางแรกก็ะโขึ้น ดูเหมือนจะโชคดีหลบเข็มเงินทั้งสามที่บินมาจากด้านหลังไปได้
บุรุษเบื้องหน้าหันมามองด้วยสายตาไม่พอใจ เขาคาดเดาได้ตั้งนานแล้วว่าแคว้นอี้จะใช้วิธีการต่ำทรามระหว่างการแข่งขัน จึงกล่าวออกไปอย่างไร้เสียง “ฝันไปเถอะ!” ตั้งใจยั่วยุเต็มที่
เขาดูเบาศัตรูเกินไปหรือ? บุรุษไว้เคราเืลมพลุ่งพล่าน เขาหวดม้าพอดีกับที่กำลังจะะโข้ามรั้วอันหนึ่ง
เพียงพริบตา เงาร่างสีดำเฉียดผ่านไป ขาทั้งสองของม้าสีดำพละกำลังแข็งแกร่งยิ่ง ด้วยความเร็วปานสายฟ้าวิ่งตีเสมอขึ้นไปกับม้าของเฟิ่งอวี่
ไม่เสียทีที่เป็ทหารของแคว้นอี้ พลังที่ปะทุออกมาทำให้เฟิ่งอวี่ตกตะลึง พยายามคิดถึงเคล็ดลับต่างๆ ที่คุณหนูหกสอนในหลายวันมานี้ ทันใดนั้นเขาดึงบังเหียนขึ้น ดวงตาเปล่งประกาย ทุกคนเห็นเพียงว่าม้าที่คล่องแคล่วว่องไวพุ่งชนไปยังม้าสีดำของคู่แข่ง เสียงม้าร้องดังขึ้น พริบตาเดียวก็ถูกแซงขึ้นไปอีกครั้ง ทั่วทั้งสนามเกิดเสียงฮือฮา กลยุทธ์ทำลายผู้อื่นเพื่อผลประโยชน์ของตนเช่นนี้พวกเขาเพิ่งเคยพบเจอเป็ครั้งแรก
อย่างไรก็ตาม อีกฝ่ายคิดไม่ถึงว่าเฟิ่งอวี่จะใช้กระบวนท่านี้ ร่างของเขาแกว่งกวัดอย่างไม่มั่นคง ภายในเวลาสั้นๆ คนผู้นั้นพุ่งทะยานทิ้งห่างออกไปอีกครั้ง บุรุษไว้เคราเห็นดังนั้นก็โกรธเสียจนหน้าแดง เขากัดฟันอย่างดุดันจับไปยังกระบี่สั้นบริเวณเอว ก้มตัวลงเล็งกระบี่ไปทางเฟิ่งอวี่พลางควบม้าตามไปติดๆ รอคอยโอกาสแล้วใช้พละกำลังทั้งหมดแทงกระบี่สั้นในมือไปยังอีกฝ่ายเพื่อ้าทำให้าเ็
กระบี่ตวัดผ่านอากาศ มุมปากของเฟิ่งอวี่ยกโค้ง ชักกระบี่ยาวของตนออกมาโดยไม่หันไปมอง ทุกคนได้ยินเสียงโลหะกระทบกัน อาวุธปะทะจนเกิดประกายไฟออกมา
กระบี่สั้นของบุรุษเคราฟาดฟันลงบนกระบี่ยาวของเฟิ่งอวี่อย่างแม่นยำ สั่นสะท้านจนปลิวไปบนอากาศ ผู้ชมพลันส่งเสียงอึกทึกอย่างตกตะลึง
เพียงพริบตาเดียว เฟิ่งอวี่ก็ข้ามผ่านรั้วไปแล้วเก้าอัน ดวงตามองไปยังจุดเส้นชัยอย่างหมายมาดคว้าเอาชัยชนะ อีกฝ่ายใช้พละกำลังทั้งหมดในร่างเตะไปที่ท้องของม้า “ไป!” ม้าศึกใต้ร่างได้รับความเ็ปจึงร้องออกมาครั้งหนึ่งแล้วไล่ตามไปสุดแรง ทว่าม้าทั้งสองทิ้งห่างกันมากเกินไป ม้าของเฟิ่งอวี่ยกกีบเท้าขึ้นเหยียบย่างลงบนเส้นชัยอย่างรวดเร็ว
เงาร่างคล่องแคล่วทรงพลังเพิ่งจะพุ่งออกมา ผมสีดำที่ปลิวไสวทำให้ผู้ดูแลการแข่งขันสายตาเปล่งประกาย จักรพรรดิเฉินระงับความตื่นเต้นในใจของตน แค่นเสียงต่ำอย่าง้าตักเตือนครั้งหนึ่ง เขาจึงได้ตอบสนอง “แคว้นเฉินชนะ!”
ลมหนาวอันดุเดือดรุนแรงที่พัดผ่านส่งเสียงคำราม พัดพาทรายสีเหลืองม้วนตลบไปทั่วฟ้า ฝุ่นทรายเบาบางภายใต้ดวงอาทิตย์อันร้อนแรงราวกับม่านกั้นพลับพลา ขมุกขมัวดั่งหมอก บนอัฒจันทร์ของแคว้นอี้พลันเงียบงันไร้เสียง
กุบกับ กุบกับ...
เสียงกีบเท้าม้าดังขึ้นจากระยะไกลเหยียบย่างลงบนดินทราย วิ่งจากเส้นทางแข่งขันเบื้องหน้าเข้ามาช้าๆ ชุดผ้าไหมล้ำค่าสีน้ำเงินปลิวไสวตามแรงลม เส้นผมสีดำราวหมึก ม้าพันธุ์ดีใต้ร่างยกกีบเท้าท้าทายท้องนภาพลางส่งเสียงร้องออกมา เฟิ่งอวี่เหยียบอานม้าทะยานกายสู่ฟ้า ตกลงสู่ข้างกายตงฟางซวี่อย่างไม่รีบร้อน ดวงตาส่องประกายระยิบระยับ ประสานหมัดกล่าว “กระหม่อมโชคดีที่รอดมาได้พ่ะย่ะค่ะ”
“ดี!” เสียงกู่ร้องะโลั่นประดุจดั่งคลื่นทะเลซัดสาด คละเคล้ากับเสียงปรบมือดังหลั่งไหลมาจากอัฒจันทร์
ราวกับพื้นดินกำลังสั่นะเื ใบหน้างดงามประณีตดุจหยกของตงฟางซวี่ค่อยๆ ยกยิ้มชื่นชม มือตบหนักๆ ที่ไหล่ของเฟิ่งอวี่ “ลำบากเ้าแล้ว อวิ๋นเฟิง ต่อไปมอบให้เ้าแล้ว”
“อวิ๋นเฟิง แคว้นอี้ใช้วิธีต่ำช้า เ้าต้องระวังให้มาก” เฟิ่งอวี่ที่เคยถูกลอบทำร้ายตอนเริ่มการแข่งขันกล่าวเตือนหลิ่วอวิ๋นเฟิง สายตาอันเย็นเยียบมองเลยอัฒจันทร์ไปตกอยู่บนพลับพลาของแคว้นอี้ คู่ต่อสู้ที่พ่ายแพ้ให้แก่เขากำลังคุกเข่าอยู่ข้างกายจักรพรรดิเซียวด้วยใบหน้าซีดขาว
“ฝ่าา กระหม่อมมิอาจทำงานที่ฝ่าามอบหมายให้สำเร็จ ถูกแคว้นเฉินแย่งชิงชัยชนะไปได้ ขอฝ่าาโปรดลงโทษพ่ะย่ะค่ะ” ตัวเขาเองทราบดีว่าหากแพ้การแข่งขันนี้ ตนจะต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย แต่หากว่ายอมรับความผิดด้วยตนเอง บางทียังมีโอกาสที่ฝ่าาอาจจะให้อภัย
เซียวอี้เชินเคาะนิ้วอย่างไม่ใส่ใจ ใบหน้างดงามหล่อเหลาเงยขึ้นช้าๆ ั์ตาอันคาดเดามิได้มองผ่านขุนนางตรงหน้า ริมฝีปากบางค่อยๆ ยกยิ้มเ็า “ลากออกไปปะา”
คำพูดอันเืเย็นทำให้เืในกายของเขาเย็นเฉียบ ทรุดกายลงบนพื้นอย่างอ่อนแรง จบสิ้นแล้ว! ทุกสิ่งจบสิ้นแล้ว!
องครักษ์สวมเกราะเข้ามาอย่างรวดเร็ว ลากเขาออกไปดั่งลากสุนัขตายตัวหนึ่ง จากนั้นมีขันทีผู้หนึ่งคลานมากับพื้น เช็ดตำแหน่งที่เขาคุกเข่าเมื่อครู่นี้
เสียงกรีดร้องดังก้องฟ้าเสียดแทงเข้ามาในหู ทว่าเมื่อมองไปยังแคว้นอี้กลับเงียบจนหากมีเข็มตกสักเล่มก็สามารถได้ยินไปทั่ว
หลานเซียงเหลียงที่ยืนยู่ข้างๆ ไม่กล้ากล่าวอะไร เนิ่นนานผ่านไปจึงค่อยเปิดปากเอ่ยอย่างระมัดระวัง “ฝ่าา ครั้งนี้แคว้นเฉินแค่โชคดีเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”
เซียวอี้เชินเบนสายตาขึ้นอย่างเ็า รอยยิ้มโเี้ประดับอยู่บนริมฝีปาก ฮึ ก็แค่ชัยชนะเล็กๆ หรือคนพวกนี้คิดว่าชัยชนะทั้งหมดอยู่ในกำมือแล้ว? น่าขัน!
“หลินไห่” เสียงแหบแห้งในลำคอดังขึ้นอีกครั้ง
“พ่ะย่ะค่ะ” บุรุษร่างกายกำยำล่ำสันผู้หนึ่งกุมดาบโค้งบริเวณเอวแน่น เดินมาข้างกายจักรพรรดิอย่างมั่นคงแล้วคุกเข่าลงข้างหนึ่ง
“การต่อสู้ครั้งต่อไป เ้าไปเสีย” คำพูดแข็งแกร่งและเผด็จการยิ่ง “หากแพ้ ก็หิ้วหัวมาหาเจิ้น”
“...พ่ะย่ะค่ะ” หลินไห่สูดลมหายใจลึก เมื่อได้สบตาอันดำมืดของจักรพรรดิเซียว แรงกดดันมหาศาลพลันกดทับลงบนบ่า การต่อสู้ครั้งนี้เขาจะแพ้ไม่ได้โดยเด็ดขาด! ต่อให้ต้องทำทุกวิถีทาง เขาจะต้องนำชัยชนะมาสู่องค์จักรพรรดิให้ได้!
มือข้างหนึ่งกุมด้ามดาบบริเวณเอว พลันตวัดแขนขึ้นชักดาบขาวประกายเงินออกมาจากฝักในพริบตา ใบดาบคมกริบถูกตวัดขว้างเป็เส้นโค้งเล็งไปทางแคว้นเฉินอย่างแม่นยำ
“อา!” บนอัฒจันทร์ หลิ่วอวิ๋นฮว๋าอุทานออกมาด้วยความใ ตำแหน่งที่ดาบยาวนั้นพุ่งไปคือตำแหน่งของตงฟางซวี่ รัชทายาทจะเป็อะไรหรือไม่?
เงาร่างสีเขียวโผทะยานขึ้นสู่ฟ้า แขนเสื้อโบกสะบัดพลิ้วไหว รับดาบโค้งนั้นกลางอากาศ
รองเท้าหนังกวางสีขาวเหยียบลงบนพื้น ดวงตาคมกริบจับจ้องไปทางหลินไห่อย่างดุดัน
“โอ้? เป็เขา?” ริมฝีปากแดงของอวิ๋นซูกล่าวเสียงเบา ต่อให้เป็ตงฟางซวี่ที่อยู่ไม่ไกลก็ไม่อาจได้ยินชัดเจนว่าเมื่อครู่นางกล่าวอะไร
หลินไห่ผู้นี้ อวิ๋นซูย่อมรู้จักดี เขาเป็ยอดฝีมือด้านการขี่ม้าในแคว้นอี้
จักรพรรดิเฉินถูกการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยนี้ทำเอาสั่นสะท้าน เหล่าทหารรีบล้อมเขาเอาไว้ ใช้ร่างกายเืเนื้อบดบังเบื้องหน้าจักรพรรดิ จ้องเขม็งไปทางหลินไห่อย่างดุดัน
“จักรพรรดิเซียว ทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?” พริบตาที่ความหวาดกลัวผ่านพ้นไป บนใบหน้าของจักรพรรดิเฉินเจือความโกรธ ผลักองครักษ์ตรงหน้าออกแล้วเอ่ยถาม
“ก็แค่อาหารเรียกน้ำย่อยก่อนเริ่มประลองเท่านั้น เจิ้นเพียงทดสอบควาสามารถในการตอบสนองของตัวแทนแคว้นท่านเล็กน้อย ฝ่าาไม่ต้องกังวลไป” เซียวอี้เชินยิ้มอย่างเ็า ปิดซ่อนความเยาะเย้ยถากถางที่ปรากฏในดวงตาได้เป็อย่างดี เมื่อเขากล่าวเช่นนี้ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าจักรพรรดิเฉินทำเื่เล็กให้เป็เื่ใหญ่
“แน่นอน พลังไม่เพียงพอ มิอาจถึงอัฒจันทร์ได้” หลิ่วอวิ๋นเฟิงคลายนิ้วทั้งห้าออก ปล่อยให้ดาบโค้งปักลงไปบนพื้นข้างๆ ดังฉึก เขาหยัดกายยืนขึ้นปะทะลม ร่างกายสูงใหญ่แผ่กลิ่นอายแข็งแกร่งออกมา ดูมั่นคงยากจะถูกโค่นล้ม
หลินไห่โกรธจนหัวเราะ “ปากดีนัก!”
วันนี้เขาจะต้องทำให้คนผู้นี้พ่ายแพ้ในน้ำมือของตนให้ได้ ให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าการทำให้ตนอับอายจะต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่างไร!
ทั้งสองะโลงจากอัฒจันทร์พร้อมกัน เงาร่างรวดเร็วดุจสายลมเหยียบย่างลงบนสนามแข่ง
เหล่าผู้ชมบนอัฒจันทร์ลืมหายใจโดยไม่รู้ตัว เครียดเสียจนฝ่ามือเริ่มมีเหงื่อเย็นๆ ซึมออกมา
องครักษ์ผู้หนึ่งจูงม้าแผงคอสีดำเข้าไปเบื้องหน้าหลิ่วอวิ๋นเฟิง กีบเท้าทั้งสี่ของม้าแข็งแกร่ง แผงคออ่อนนุ่มสะท้อนแสงสีทองออกมาจางๆ เมื่ออยู่ท่ามกลางแสงแดด
หลิ่วอวิ๋นเฟิงรับบังเหียนม้า เท้าเหยียบลงบนอานม้าเบาๆ พลันพลิกตัวขึ้นไปนั่งบนหลังม้า
เพิ่งจะขึ้นขี่บนหลังม้า เขาอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วน้อยๆ ความรู้สึกนี้มัน...
“ได้เวลาแล้ว! เชิญตัวแทนทั้งสองประจำที่” เสียงกลองและฆ้องถูกตีจนดังก้องเป็สัญญาณ หลิ่วอวิ๋นเฟิงไม่คิดอะไรให้มากความ ขาทั้งสองหนีบเอวม้าเบาๆ ควบไปยังเส้นทางแข่งขันตรงหน้าช้าๆ มีองครักษ์ชูผ้าแพรสีแดงผืนหนึ่งอยู่บริเวณจุดเริ่มต้น เขาและหลินไห่อยู่เคียงข้างกัน ม้าตัวหนึ่งดำหนึ่งขาวทำให้เห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน
“ครั้งนี้พวกเ้าไม่โชคดีแน่ ชัยชนะต้องเป็ของแคว้นข้า” หลินไห่เปิดปากกล่าวอย่างโอหังราวกับกุมชัยชนะอยู่ในมือเรียบร้อยแล้ว
หลิ่วอวิ๋นเฟิ่งเหลือบมองอย่างไม่แยแส เขาไม่กล่าวอะไร ทว่าท่าทางไม่แยแสของเขาราวกับกำลังยิ้มเยาะความยโสนั้นอย่างไร้เสียง
อยากชนะหรือ? ข้ามศพเขาไปก่อนเถอะ!
ยังไม่ทันได้เริ่มแข่งอย่างเป็ทางการ กลุ่มควันแห่งการต่อสู้ที่มองไม่เห็นได้ฟุ้งกระจายไปในอากาศ แรงกดดันอันหนักหน่วงซึมเข้าไปในใจของทุกคนจนทำให้รู้สึกอึดอัดใจยิ่งนัก
ตึง! เสียงกลองดังขึ้นอีกครั้ง ม้าทั้งสองพุ่งออกไปราวกับลูกธนู โผทะยานอยู่บนสนามแข่ง
หลิ่วอวิ๋นเฟิ่งค้อมกายลงจนตัวติดกับหลังม้า มือหนึ่งกุมบังเหียน อีกมือสะบัดแส้เงิน สายลมอันบ้าคลั่งพัดผมสีดำภายใต้กวาน1 ปลิวไสวราวกับกำลังเต้นระบำ ดวงตาทั้งสองจ้องมองไปเบื้องหน้าอย่างตั้งอกตั้งใจ
หลินไห่สะบัดแส้ม้า ดูเหมือนจะใช้ทุกวิถีทางทว่ายังคงตามหลิ่วอวิ๋นเฟิงอยู่ครึ่งหัว
ผ่านเส้นทางตรงไปอย่างรวดเร็ว กีบเท้าทั้งสองของม้าสีดำห่างจากพื้น ะโข้ามรั้วอันแรกสำเร็จอย่างสวยงาม แสงอาทิตย์สาดส่องไปยังศีรษะที่เชิดสูง น่าทึ่งเสียจนทำให้ผู้คนหายใจลำบาก
********************
1 กวาน คือสิ่งที่ชนชั้นสูงชาวจีนในสมัยโบราณใช้สวมครอบบนศีรษะ เพื่อเป็เครื่องบอกระดับประดับพระยศพระเกียรติ
