ไป๋อวิ๋นซีและเย่ฝานพาจอร์จรวมทั้งเฉินหราน เดินเข้าไปยังห้องรับแขกในคฤหาสน์ของศาสตราจารย์หลี่
ศาสตราจารย์หลี่สวมแว่นตา ดูเป็คนมีการศึกษาแต่ร่างกายดูบอบบาง เป็ลักษณะแบบฉบับของบัณฑิตผู้มีความรู้
“พวกคุณอยากรู้เื่ราวของบ้านโบราณในหมู่บ้านฮว๋ายงั้นหรือ?” ศาสตราจารย์หลี่ถาม
ไป๋อวิ๋นซีพยักหน้าตอบ“ใช่ครับ”
“บ้านโบราณหลังนั้นสร้างขึ้นสมัยปลายราชวงศ์ชิง สมัยนั้นมีขุนนางท่านหนึ่ง มีลูกชายหนึ่งคนและลูกสาวหนึ่งคน เขาเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานและมีอำนาจบารมีมาก กล่าวได้ว่ามีลูกศิษย์ที่เคารพนับถือท่านไม่น้อย แต่ต้นไม้ยิ่งสูงใหญ่ยิ่งต้านลม ขุนนางท่านนั้นไปล่วงเกินผู้มีอิทธิพลคนหนึ่งเข้า ทำให้คนในตระกูลของท่านถูกปะาชีวิต เหลือเพียงคนผู้หนึ่งที่ได้รับการละเว้น คนคนนี้ไม่เพียงไม่ต้องรับโทษ แต่ยังได้เลื่อนขั้นเป็ขุนนางใหญ่โต เขาคือลูกศิษย์ของขุนนางใหญ่ที่โดนปะาชีวิต และยังเป็ลูกเขยของท่านอีกด้วย”
ลูกเขยคนนั้นเปิดโปงความผิดของพ่อตาโดยอ้างความชอบธรรม เขารายงานความผิดต่างๆ ของพ่อตาให้เบื้องบนได้รับทราบ ทำให้คนในตระกูลถูกปะาด้วยการตัดหัวทั้งหมด ไม่เว้นแม้กระทั่งภรรยา ลูกชายและลูกสาวของเขา
“จากความดีความชอบที่เขาเปิดโปงการกระทำความผิดของพ่อตา ทำให้ได้เลื่อนไปอยู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นโดยไม่ต้องเปลืองแรง อีกทั้งยังแต่งงานใหม่และมีลูกใน่เวลาหลังจากนั้นไม่นาน
“่เวลาของความสุขมักคงอยู่ไม่นาน อยู่ดีๆ ทายาทของเขาก็ต้องตายจากสาเหตุประหลาด ทำให้ผู้คนวิพากษ์วิจารณ์กันในวงกว้าง ว่าเขาถูกกรรมตามสนอง”
“หลังจากนั้นขุนนางคนนั้นจึงจำเป็ต้องเชิญนักพรตมาที่บ้าน เพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย แต่น่าเสียดายที่แม้เขาจะเชิญนักพรตมามากมาย แต่ก็ไม่เป็ผล กลับยิ่งทำให้ชาวบ้านที่ไม่เห็นด้วยในเื่นี้โกรธแค้นและไม่พอใจเพิ่มขึ้น”
“ภายหลังเื่ราวลุกลามเป็เื่ใหญ่ เบื้องบนเริ่มไม่พอใจในตัวเขา ทำให้เขาต้องลาออกจากราชการแล้วกลับไปอยู่ชนบท จึงสร้างบ้านในหมู่บ้านฮว๋าย ก็คือบ้านผีสิงที่พวกคุณเห็นนั่นแหละ ตอนนี้เหมือนจะรกร้างและไม่มีใครอยู่แล้ว”
เฉินหรานส่ายหน้า “กรรมที่ตนเองได้ก่อไว้ หนียังไงก็ไม่พ้น!” เ้าหมอนี่ช่างอำมหิตนัก แม้แต่เมียและลูกในไส้ยังทำร้ายได้ลงคอ นี่เป็การทำเพื่อความชอบธรรมเสียที่ไหน! มันคือการทอดทิ้งญาติพี่น้องต่างหากล่ะ
“แล้วสุดท้ายขุนนางคนนั้นเป็อย่างไรบ้างครับ?” ไป๋อวิ๋นซีถาม
“หลังจากลาได้ไม่นาน เขาก็ป่วยตาย!” ศาสตราจารย์หลี่ตอบ
“ศาสตราจารย์หลี่ คุณรู้เื่เกี่ยวกับทะเลสาบกระชากิญญาไหมครับ?” เฉินหรานซักถาม
ศาสตราจารย์หลี่พยักหน้าตอบว่า “ฉันเคยได้ยินอยู่บ้าง ตอนที่ฉันยังเด็ก ยังเคยไปเล่นที่ทะเลสาบนั่น ตอนนั้นที่นั่นยังไม่ลี้ลับขนาดนี้ ผู้คนลงเล่นน้ำได้ตามปกติ แต่ตอนนี้ไม่ได้แล้ว ได้ยินว่าคนที่ลงไปในทะเลสาบสิบคน จะมีเก้าคนที่ต้องตาย อีกอย่างมีคนเล่าว่า น้ำในทะเลสาบก็ไม่สามารถดื่มได้ หากดื่มเข้าไปแล้วจะเจ็บป่วย เมื่อก่อนยังมีคนซักผ้าริมทะเลสาบ แต่ตอนนี้ไม่มีใครกล้าทำแบบนั้นแล้ว”
เย่ฝานกะพริบตาก่อนคิดในใจว่า ในทะเลสาบมีิญญาอาฆาตมากมาย ก็ไม่แปลกที่จะเป็อย่างนี้
“คนในหมูบ้านฮว๋าย เชิญคนมาขับไล่ิญญาร้ายบ้างไหมครับ!” ไป๋อวิ๋นซีถาม
หลี่จี้หยวนพยักหน้า แล้วตอบว่า “ก็มีเชิญนักพรตมาเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่มักจะมาทำพิธีรอบๆ หมู่บ้าน แต่ก็ไม่เกิดผลอะไร แต่มีครั้งหนึ่ง มีนักพรตท่านหนึ่งเข้าไปที่นั่นและไม่ขอรับเงินด้วย ท่านบอกเพียงว่าความโกรธแค้นของิญญาในทะเลสาบมันรุนแรงมาก ท่านไม่รู้จะช่วยยังไงจริงๆ! ทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้ว”
เย่ฝานเบะปากแล้ว “เ้านักพรตนั่นพูดจาลึกลับเสียจริง!”
ไป๋อวิ๋นซีถามด้วยความสงสัย “ศาสตราจารย์หลี่ คุณพอจะรู้ไหมครับว่าศาลเ้าสามแห่งที่ถูกสร้างขึ้นรอบหมู่บ้านฮว๋ายมีที่มาที่ไปยังไงกันแน่?”
“ที่มาที่ไปของศาลเ้านี้ไม่ธรรมดาเหมือนกัน หนังสือโบราณบันทึกไว้ว่า เมื่อพันปีที่แล้ว หมู่บ้านฮว๋ายมักเกิดแผ่นดินไหวอยู่บ่อยๆ มีปรมาจารย์ท่านหนึ่งได้เข้ามาดู เขาบอกว่าใต้พิภพของหมู่บ้านนี้มีิญญาชั่วร้ายอาศัยอยู่ จำเป็ต้องสร้างศาลเ้าขึ้นมาสามแห่ง จากนั้นเหตุการณ์แผ่นดินไหวก็ลดลง”
“ศาลเ้าสามแห่งที่สร้างในสมัยนั้นทรุดโทรมผุพังไปตั้งนานแล้ว คนรุ่นหลังจึงบูรณะศาลเ้า แต่ตำแหน่งยังอยู่ที่เดิม”
เฉินหรานกล่าวด้วยความตกตะลึง “ไม่นึกว่าจะมีเื่แบบนี้ด้วย!”
แม้ภาษาจีนของจอร์จจะไม่เลว แต่สิ่งที่ศาสตราจารย์หลี่พูด สำหรับจอร์จแล้วค่อนข้างลึกซึ้ง จึงไม่สามารถฟังรู้เื่ได้ทั้งหมด เขาได้แต่เกาหูและแก้มด้วยความงุนงง แต่ก็ไม่กล้าพูดแทรกการสนทนาของพวกเขา
“จะว่าไปแล้ว ตำแหน่งที่ขุนนางคนนั้นเลือกสำหรับสร้างบ้านไม่ค่อยดีสักเท่าไร ที่ตั้งของบ้านผีสิงหลังนั้นตรงกับจุดศูนย์กลางระหว่างศาลเ้าสามแห่งพอดี” หลี่จี้หยวนกล่าว
เย่ฝานกลอกตาไปมาพลางคิดในใจว่า บ้านโบราณตั้งอยู่บนจุดศูนย์กลางระหว่างศาลเ้าทั้งสามแห่งพอดี หากศาลเ้าทั้งสามถูกสร้างขึ้นเพื่อสะกดบางอย่าง ขุนนางคนนั้นสร้างบ้านตรงจุดกึ่งกลางพอดี แบบนี้เท่ากับรนหาที่ตายแท้ๆ
ไป๋อวิ๋นซีถามด้วยความประหลาดใจ “หรือตอนที่เขาเลือกที่ดินสำหรับสร้างบ้าน ไม่เคยเชิญใครมาดูเลยหรือครับ”
หลี่จี้หยวนหัวเราะ แล้วพูดว่า “ตอนที่ขุนนางคนนั้นจะสร้างบ้าน ้าพื้นที่ค่อนข้างมาก ทำให้ตัวเลือกของที่ดินที่ใช้ได้มีไม่ค่อยมาก พอดีบริเวณนั้นมีที่ดินว่างเปล่าพอดี ไม่รู้ว่าเป็เพราะเขาเชิญหมอดูฮวงจุ้ยปลายแถวมาดูที่ดิน หรือเป็เพราะมีคนที่ไม่ชอบเขาจงใจแนะนำที่ดินนั้นให้กันแน่”
“หลังจากที่บ้านหลังนั้นเกิดเื่ไม่ดีติดต่อกัน ก็มีหมอดูฮวงจุ้ยคนหนึ่งเดินทางผ่านบ้านหลังนั้น เมื่อหมอดูฮวงจุ้ยดูบ้านหลังนั้นแล้วก็ส่ายหัว เขาบอกว่าบรรพบุรุษของตระกูลนี้ไม่ได้สั่งสมบุญกุศลไว้มากพอ แล้วยังเลือกสถานที่อันตรายที่มีพลังหยินเข้มข้นขนาดนี้อีก ทำให้ตระกูลนี้ไร้ทายาทสืบสกุล ซึ่งตอนนี้บ้านหลังนั้นก็รกร้างไร้คนอาศัยจริงๆ”
เฉินหรานขมวดคิ้ว เขายิ่งรู้สึกว่าการลงทุนในหมู่บ้านฮว๋ายคงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเสียแล้ว
…………………………………
หลังออกจากคฤหาสน์ของศาสตราจารย์หลี่ ไป๋อวิ๋นซีก็หาข้ออ้างปลีกตัวจากเฉินหรานและจอร์จ
เห็นไป๋อวิ๋นซีและเย่ฝานมีเื่ให้รีบจัดการ เฉินหรานจึงพาจอร์จแยกทางอย่างรู้มารยาท
ไป๋อวิ๋นซีมองเย่ฝาน แล้วถามว่า “นายเป็อะไรไป! พวกเราไม่กลับไปแล้วเหรอ?”
เย่ฝานส่ายหน้า แล้วตอบว่า “ไม่กลับไปแล้ว ผีน้อยสองตนที่ฉันสั่งให้ติดตามเหล่านักแข่งรถไป พวกมันถูกทำลายดวงิญญาไปแล้ว เหล่านักแข่งรถเจอกับพวกมือสังหารชาวต่างชาติ ในกลุ่มของพวกเขามีคนถูกฆ่าไปแล้วสองคน”
ไป๋อวิ๋นซี “…”
“พวกเราต้องรีบหาคนพวกนั้นให้เจอ แล้วขัดขวางพวกมันไว้ หากพวกมันกลับประเทศไปได้ คงยากที่จะตามตัวเจอ” เย่ฝานกล่าว
ไป๋อวิ๋นซีกล่าวด้วยความใจร้อนดั่งไฟสุม “งั้นจะรออะไรล่ะ รีบขึ้นรถเร็ว!”
เย่ฝานรีบสตาร์ตรถด้วยความรวดเร็ว
“ทำไมคนต่างชาติเ่าั้ถึงหันไปเล่นงานพวกนักแข่งรถได้ล่ะ? หรือว่าพวกนักแข่งรถมีไข่นกศักดิ์สิทธิ์อยู่ในมือ” ไป๋อวิ๋นซีถามด้วยความไม่พอใจ
เย่ฝานพยักหน้าแล้วตอบว่า “ใช่แล้ว ในมือของพวกชาวต่างชาติมีอุปกรณ์พิเศษ สามารถระบุตำแหน่งของไข่นกศักดิ์สิทธิ์ได้”
ไป๋อวิ๋นซีพลันคิดขึ้นได้ แล้วเอ่ยว่า “ของที่นักแข่งรถเ่าั้วางแผนว่าจะมอบของให้กับคนที่แข่งรถชนะจะใช่ไข่นกศักดิ์สิทธิ์หรือเปล่า?” เนื่องจากเบื้องบนตรวจสอบอย่างเข้มงวด พวกเขาจึงบอกว่าเป็ของที่เก็บได้จากบ้านโบราณ
เย่ฝานพยักหน้ากล่าว “น่าจะเป็อย่างนั้นจริงๆ”
“ขับรถเร็วหน่อยสิ” ไป๋อวิ๋นซีพูด
เย่ฝานหันไปมองไป๋อวิ๋นซีแวบหนึ่ง แล้วพูดว่า “นายไม่ชอบให้ฉันขับเร็วไม่ใช่เหรอ!”
ไป๋อวิ๋นซี “…” จริงอยู่ที่เขาไม่ชอบที่เย่ฝานขับรถเร็ว แต่บางครั้งก็ต้องแยกแยะความสำคัญและความจำเป็! ตอนนี้รีบจนไฟจะไหม้มาถึงขนคิ้วแล้ว[1] เย่ฝานเ้าหมอนี่ยังชักช้าอยู่อย่างนี้ เขาจะใจร้อนตายก่อนไหมเนี่ย?
“นี่มันเป็สถานการณ์ฉุกเฉินไม่ใช่เหรอ? ถ้าตามไม่ทันจะทำยังไง” ไป๋อวิ๋นซีถาม
เย่ฝานหัวเราะ แล้วพูดว่า “วางใจเถอะ มีฉันอยู่ไม่มีคำว่าไม่ทัน!”
ไป๋อวิ๋นซี “…”
เย่ฝานขับรถไปถึงหุบเขาที่อยู่ห่างไกลและลับสายตาผู้คน
ไป๋อวิ๋นซีมองเย่ฝาน แล้วถามว่า “ทำไมนายถึงขับรถมาที่นี่ล่ะ”
“ก็พวกนั้นมันอยู่ที่นี่ไงล่ะ แต่ที่ที่เรากำลังจะไป ขับรถเข้าไปไม่ได้แล้วนะ”
ไป๋อวิ๋นซีถามอย่างไม่เข้าใจ “สถานที่นี้ห่างไกลไร้คนอาศัย ข้างหน้าไม่มีหมู่บ้าน ข้างหลังไม่มีร้านค้าแม้แต่ร้านเดียว พวกเขาอยู่ที่นี่จริงๆ เหรอ?”
เย่ฝานพยักหน้าแล้วตอบว่า “ที่นี่ไม่มีคนอยู่ก็จริง แต่มีสุสาน! เดิมทีพวกฝรั่งนั่นคิดจะล่าถอยจากที่นี่แล้ว แต่อุปกรณ์ของพวกมันตรวจจับบางอย่างได้ พวกมันเลยกลับมาที่นี่อีกครั้ง”
ไป๋อวิ๋นซี “…”
เย่ฝานคุกเข่าลง แล้วพูดว่า “ขึ้นมาสิ ฉันจะแบกนายเอง พวกเราต้องรีบขึ้นเขานะ”
ไป๋อวิ๋นซีไม่เกรงใจ เขาขึ้นไปเกาะหลังเย่ฝานทันที
เย่ฝานะโขึ้นไปในอากาศ ะโทีหนึ่งร่างของเขาจะทะยานสูงหลายสิบเมตร เขาพาไป๋อวิ๋นซีพุ่งเข้าไปในหุบเขาด้วยความรวดเร็ว
“พวกเขาอยู่ที่นี่เหรอ?” ไป๋อวิ๋นซีถาม
เย่ฝานพยักหน้า แล้วตอบว่า “ใช่ พวกเขาลงไปในสุสานแล้ว”
ไป๋อวิ๋นซีย่นคิ้วเข้าหากันแล้วเอ่ยว่า “พวกเราก็ต้องลงไปใช่ไหม”
“พวกเรารอสักพักหนึ่งก่อน”
เย่ฝานใช้ธงสร้างค่ายกลหลายอัน ปิดล้อมปากทางเข้าสุสาน
…………………………..……
“เป็กลิ่นที่แปลกประหลาดมาก!” ไป๋อวิ๋นซีพูดพลางขมวดคิ้ว
“ในสุสานมีหมูตายอยู่ในนั้นมากมาย” เย่ฝานกล่าว
ไป๋อวิ๋นซีสูดหายใจเข้าพลางนึกในใจว่า สมัยก่อนมีประเพณีการฝังกลบคนทั้งเป็ร่วมกับผู้วายชนม์
เป็ที่ล่ำลือกันว่าโจรปล้นสุสานลักลอบขุดสุสานของกษัตริย์จิ้นโยวกง แล้วพบว่าภายในสุสานมีร่างของผู้ที่ถูกฝังร่วมเป็ร้อยๆ ศพ หนึ่งในนั้นมีผู้ชายเพียงหนึ่งคน ที่เหลือเป็ผู้หญิงทั้งหมด ผู้ที่ถูกฝังไปศพกับผู้วายชนม์ มีทั้งลักษณะที่นั่ง นอน และยืนอยู่ เสื้อผ้าไม่ต่างจากคนปกติทั่วไป
ความเชื่อการฝังพร้อมกับผู้วายชนม์ เป็ประเพณีที่นิยมปฏิบัติกันในอดีต สิ่งที่นำไปฝังร่วมขึ้นอยู่กับความชอบของเ้าของสุสาน บางคน้าให้ฝังหญิงงามทั้งเป็ลงไปในสุสานของตน บางคนให้ฝังทหาร และบางคนก็ชอบสัตว์
“เขาฝังหมูลงไปในสุสานกี่ตัวกันแน่นะ!” ไป๋อวิ๋นซีซักถาม
“อืม น่าจะมีหลายร้อยตัว! หรืออาจจะมากกว่าหลักร้อย!” เย่ฝานตอบ
ไป๋อวิ๋นซีหรี่ตาลงแล้วพูดว่า “ดูท่าทางเ้าของสุสานตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ เขาคงชอบกินเนื้อหมูน่าดูเลย!”
เย่ฝานพยักหน้า แล้วพูดว่า “อืม เ้าของสุสานนี้ก็ประหลาดเสียจริง ให้คนจับหมูฝังลงไปในสุสานพร้อมตัวเอง เขาหวังให้ตัวเองเกิดใหม่เป็หมูหรือไงนะ?”
ไป๋อวิ๋นซี “…”
เย่ฝานกางเต็นท์ที่บริเวณทางเข้าสุสาน
ไป๋อวิ๋นซีดูฝานแล้วถามว่า “นายกำลังทำอะไรน่ะ?”
“ฉันคิดว่า เ้าพวกนั้นไม่น่าจะออกมาเร็วขนาดนั้น บางทีพวกเราอาจต้องพักค้างคืนที่นี่” เย่ฝานเอ่ย
ไป๋อวิ๋นซีมองสุสานและถามอย่างไม่เข้าใจ “มีคนอยู่ในนั้นจริงๆ เหรอ นายเข้าใจผิดหรือเปล่า?”
เย่ฝานตอบอย่างไม่เข้าใจ “ฉันจะเข้าใจผิดได้ยังไงกันเล่า?”
ทันใดนั้นก็มีเสียงแผ่นดินไหวระลอกหนึ่งดังขึ้น ไป๋อวิ๋นซีกล่าวด้วยความตื่นตระหนกว่า “แผ่นดินไหว”
เย่ฝานดึงไป๋อวิ๋นซีไปหลบด้านหลัง แล้วเอ่ยว่า “ไม่ใช่แผ่นดินไหว แต่เป็เสียงที่ดังมาจากข้างล่าง” เย่ฝานััได้ถึงแรงปณิธานที่น่าประหลาด ในโลกของผู้ฝึกตนมีหลวงจีนมากมายที่ใช้แรงปณิธานอันแรงกล้าในการฝึกตน แรงปณิธานจากความศรัทธา เย่ฝานเองก็ไม่ค่อยเข้าใจการฝึกตนลักษณะนี้นัก
มีเสียงซ่าๆ เล็ดลอดจากทางเข้าสุสาน ไป๋อวิ๋นซีอดไม่ได้ที่จะอุทานว่า “งู!”
งูสีนิลสิบกว่าตัวพุ่งตัวออกจากปากถ้ำ กลิ่นคาวรุนแรงลอยคละคลุ้งแตะจมูกไป๋อวิ๋นซี
“งูกินซากศพ” สีหน้าของเย่ฝานเปลี่ยนไปทันที
งูกินซากศพจะดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยกินซากศพและมีพิษร้ายแรง พองูเ่าั้ออกมาจากถ้ำ มันก็เลื้อยไปทั่วบริเวณ แล้วชนกับค่ายกลที่เย่ฝานตั้งไว้
งูสีนิลเ่าั้ถูกขังอยู่ในค่ายกลลวงตาที่เย่ฝานคิดจะใช้มันรับมือกับพวกนักเผยแผ่ศาสนาต่างชาติ
“ะเิ”
เย่ฝานโยนยันต์ออกไปหนึ่งแผ่น แรงะเิทำให้งูที่เลื้อยออกมาตายจนหมดสิ้น
“เย่ฝาน ชาวต่างชาติพวกนั้นยังอยู่ในสุสานหรือเปล่า? แล้วพวกเขาจะตายไหม” ไป๋อวิ๋นซีถาม
เย่ฝานส่ายหน้าแล้วตอบว่า “ยังไม่ตาย พวกมันไม่ตายง่ายๆ ขนาดนั้นหรอก แต่ว่าสถานการณ์ข้างล่างคงไม่ค่อยสู้ดีนัก”
----------------------------------------------------------------------------------------
[1] ไหม้มาถึงขนคิ้วแล้ว หมายถึง สถานการณ์วิกฤติและฉุกเฉินมาก
