เวลาสามวันผ่านไป ทุกคนต่างเหน็ดเหนื่อย
บนใบหน้าพวกเขา และร่างกายต่างเต็มไปด้วยดิน ทุกคนดูกระอักกระอ่วน แม้แต่จ้าวอี้หรือชาร์ลีก้ไม่ยกเว้น ศีรษะโล้นของสามเณรก็ไม่ส่องประกายแล้ว
“น่าตาย ฉันรู้สึกว่าน่าจะถึงขอบเขตของสุสานแล้ว ทำไมจนตอนนี้ก็ยังขุดไม่ถึงแผ่นหิน?” ชาร์ลีโยนพลั่วที่อยู่ในมือด้วยความหงุดหงิด แล้วนั่งลงบนพื้น
“สักมวนไหม?”
จ้าวอี้นำบุหรี่ส่งให้ชาร์ลี ชาร์ลีวางไว้ใต้จมูกแล้วดมๆ คลังของผู้ชายต่างไม่มากแล้ว พวกเขาได้ถอดเสื้อผ้าออกหมดแต่แรก ไม่มีทางเลือก ตอนทำงานทั้งตัวเปียกโชกด้วยเหงื่อ ถ้ายังสวมเสื้อผ้าอยู่ หายใจก็ต้องใช้แรง
ตอนนี้ พวกเขาไม่อาจสนใจอะไรได้มากแล้ว
ดูจากตอนนี้ ทุกคนไม่ปรากฏความผิดปกติใดๆ
ทั้งสองนั่งอยู่ตรงนั้น สามวันต่อมา ท่าทีกลับผ่อนคลายขึ้นไม่น้อย อย่างน้อยก็ไม่ระแวดระวังเกินไปแล้ว
“นายว่าที่จริงแล้วเกิดอะไรขึ้น? ตามการคาดเดาของเรา น่าจะถึงแล้วสิ?” ชาร์ลียังไม่เข้าใจ
จ้าวอี้ส่ายหน้า ส่งสัญญาณว่าไม่รู้
เขาคาดเดาในใจ อาจจะคลาดเคลื่อนจากสุสาน เพียงแต่กลับไม่อาจยืนยันจุดนี้ได้ แม้ทั้งสองจะมีความสามารถมาก ตอนนี้ต่างอาชีพก็มีความรู้ความเข้าใจที่ต่างกัน จึงทำได้เพียงขะมักเขม้น
“น้ำและอาหารของพวกเราต่างไม่มากแล้ว ถ้าเป็แบบนี้ต่อไป เกรงว่าอย่างมากก็ทนได้อีกสองวัน” ชาร์ลีพูดอย่างทุกข์ใจ
จุดนี้ก็ไม่แปลก เพราะตอนแรกที่พวกเขาได้คำนวนอาหารและน้ำ คือคำนวนตามการบริโภคปกติ
แต่ทำงานเหนื่อย อย่างน้อยการบริโภคก็ต้องมากกว่าเท่าตัว ดังนั้นการคำนวนผิดพลาดจึงเป็ปกติ
แม้ทุกคนจะประหยัด ก็ต้องใช้แรงทำงานไม่ใช่เหรอ
ยังไม่ถึงวันสุดท้าย จ้าวอี้ก็ไม่อาจล้มเลิก สูบบุหรี่เสร็จ ทั้งสองจึงเริ่มทำงานต่อ
หนึ่งวันผ่านไปอีกครั้ง
ค่อนข้างมีความกังวลขึ้นในกองกำลัง
พวกเขารู้ดี ถึงสถานการณ์ที่เผชิญ
ทำยังไง?
ขุดต่อไป หรือเปลี่ยนไปหาวิธีใหม่ นี่เป็ทางเลือกอันยากลำบากที่ทุกคนต้องเผชิญ
ขุด ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะขุดถึง้า ถ้าหนึ่งวันยังไม่สามารถขุดออกจากแผ่นหิน ทุกคนก็จะไม่มีกำลัง และไม่มีการดิ้นรนอีกต่อไป
ไม่ขุด ก็ดูเหมือนจะไม่มีวิธีใด
บรรยากาศความสิ้นหวัง ค่อยๆคืบคลานท่ามกลางกลุ่มคนที่ใจลอย
วันสุดท้ายได้มาถึง
ยังคงมองไม่เห็นผลลัพธ์ ทุกคนหม่นหมอง และต่างไม่มีอารมณ์พูดจา ปากต่างแห้งผาก
“ไทสัน ถึงตาพวกนายทำงานแล้ว” ชาร์ลีพูดเสียงเบา
ไทสันและอาหัวเป็กลุ่มหนึ่ง ทั้งสองไม่มีท่าทีจะเคลื่อนไหว
“หัวหน้า ทำแบบนี้ต่อไปไม่ได้ ไม่เท่าพวกเรา...” พูดไป ไทสันก็ใช้สายตากวาดตามองทุกคนในที่นี้อย่างไม่ประสงค์ดี
เขาค่อนข้างลังเลใจ
จะต้องเดินมาถึงขั้นนี้จริงเหรอ?
สายตาของชาร์ลีกวาดผ่านพวกจ้าวอี้สามคน เขายังไม่เสียสติ จึงไม่กล้ากระตุ้นจ้าวอี้ ถ้างั้นท่ามกลางคนในที่นี้ คนเดียวที่สามารถกระตุ้นได้ก็คืออาหัว!
พูดตามตรง ที่จริงอาหัวนั้นตัวคนเดียว
อาหัวถูกมองจนขนลุก และรีบหยิบปืนทันที ยืนขึ้นะโเสียงดัง “ฉันรู้แผนการของพวกนาย! ใครกล้า! ฉันมีชีวิตเดียว! ก่อนตายต้องสามารถหาแพะรับบาปได้แน่!”
ชาร์ลีดูถูกวิธีการพูดของเขา ด้วยความเร็วของเขา ชาร์ลีมั่นใจเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็น ว่าจะสามารถโจมตีเขาได้ก่อนที่เขาจะยิงปืน ความกังวลเดียวคือการตอบสนองของจ้าวอี้
เขาใช้สายตาถามจ้าวอี้
จ้าวอี้ยืนขึ้น อาหัวจึงถอยหลังสองก้าวอย่างไม่รู้ตัว
ส่ายหน้า จ้าวอี้พูด “ทำแบบนี้ไม่ได้! ความแตกต่างระหว่างคนกับสัตว์คือพวกเรามีความคิด ถ้าทลายขีดจำกัดของตนเองเช่นนี้ ฉันถามพวกนาย แม้พวกนายจะออกไปได้ ทั้งชีวิตของพวกนายจะสามารถก้าวข้ามจุดนี้ได้จริงเหรอ?”
คำพูดของจ้าวอี้ทำให้ชาร์ลีนิ่งเงียบ เพราะลำคอของเขาขาดน้ำจึงค่อนข้างแหบแห้ง “งั้นนายว่าพวกเราควรทำยังไง? ผ่านวันนี้ไปเราก็ไม่มีน้ำแล้ว อาหารก็อาจทนไปได้อีกวัน ไม่มีน้ำ ของพวกนั้นใครจะกินลง?”
“ฉันไม่เห็นด้วย! ถ้าใครทำเื่เกินขอบเขต ฉันจะฆ่าเขาด้วยตัวเอง!”
สายตาของจ้าวอี้ดุร้ายเป็พิเศษ กินคน เื่เช่นนี้ ไม่ว่ายังไงเขาก็ไม่อาจเห็นด้วย
ได้ยินกับพูดของจ้าวอี้ ชาร์ลีกลับถอนใจ ใจของเขากำลังสั่นไหว ไม่ได้หมายความว่าเขาคิดจะทำเช่นนี้จริง แต่การตัดสินใจของจ้าวอี้ เพิ่มความตั้งใจให้เขาเท่านั้น
“ทุกคนพยายามเฮือกสุดท้าย ได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับฟ้าลิขิต สมมุตว่าไม่สำเร็จ พวกเราก็ตายด้วยกันที่นี่ ก็เป็ชะตาอย่างหนึ่งไม่ใช่เหรอ?”
ชาร์ลีพยายามให้บรรยากาศตึงเครียดผ่อนคลาย แต่ผลลัพธ์กลับไม่มาก
ทำไปหนึ่งวันอย่างเงียบเชียบ เื่ที่ยิ่งสิ้นหวังก็เกิดขึ้น
ดิน มีแต่ดิน ไม่มีแผ่นหิน ดินไม่เปลี่ยนแปลงทำให้คนเกือบเป็บ้า!
สิ้นหวัง!
สิ้นหวังอย่างแท้จริงแล้ว!
แม้แต่ชาร์ลีคราวนี้ก็ล้มเลิกแล้ว เขาสูบบุหรี่มวนสุดท้ายเสร็จ ก็ทิ้งตัวนอนลงบนพื้น มองไปบนจุดสูงสุดที่สามารถเอื้อมถึง
"เหนื่อยจริงๆ!"
เขาพึมพำกับตนเอง ราวกับล้มเลิกโดยสิ้นเชิง หลับตาลง ถ้าไม่ใช่เพราะแผ่นอกที่กระเพื่อมแสดงให้เห็นว่าเขายังมีชีวิต ก็เหมือนกับคนตาย
สามเณรจัดระเบียบชุดเล็กน้อย พยายามทำให้ตัวเองสะอาดสักหน่อย จากนั้นจึงนั่งขัดสมาธิตรงนั้น สวดมนต์เบาๆ ทีละรอบๆ ราวกับการสวดไม่มีที่สิ้นสุด
เจี่ยงจาวตี้พิงอยู่ในอ้อมอกของจ้าวอี้ ทั้งสองพูดกันเบาๆ
หลังของจ้าวอี้เหยียดตรงตลอด ราวกับความยากลำบากใหญ่หลวงนี้ไม่อาจกดเขาได้
“พวกเราอาจตายอยู่ที่นี่ ดีจริงๆ เพียงแค่เวลาเร็วไปหน่อย ฉันอยากให้เราถูกฝังไว้ด้วยกัน มือจับมือ เหมือนกับตอนนี้ เพียงแต่ ใจฉันยังเสียดาย ฉันยังไม่ได้ให้ครั้งแรกของฉันกับนายเลย น่าเสียดาย ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่เหมาะ”
เจี่ยงจาวตี้พูดพึมพำ แล้วกอดแขนจ้าวอี้ไว้แน่น
จ้าวอี้เม้มปากไม่ตอบ เขาพยายามแล้ว พยายามแล้วจริงๆ ไม่กี่วันมานี้ เขาทำมามากที่สุด เหนื่อยที่สุด แต่ว่า ก็ไม่มีประโยชน์
ตอนนี้ดูแล้ว จะไม่มีประโยชน์จริงๆ
“นายว่า คนตายจะมีิญญาไหม? ตอนนี้ท่าทางฉันน่าเกลียดมาก ไม่รู้ว่าหลังจากตายแล้วกลายเป้นผีจะสวยขึ้นไหม ถึงตอนนั้นฉันไม่อนุญาตให้ทิ้งฉัน...” เจี่ยงจาตี้เริ่มคิดฟุ้งซ่าน จ้าวอี้ก็ไม่เข้าใจ ว่าในสมองของเธอคิดอะไรอยู่
“ฉันจะไม่รอความตายที่นี่! แันต้องออกไปจากที่บ้านี่!” อาหัวยืนขึ้นราวกับเป็บ้าในทันที เขาคำราม เดินไปที่อุโมงค์ด้านนอก โดยไม่มีใครขวางเขา
ต่างมาถึงจุดนี้ ใครคิดจะทำอะไรก็ทำเถอะ
“จ้าวอี้ ฉันรู้ว่านายต้องมีชีวิตจนถึงตอนสุดท้าย ตกลงกับฉัน เมื่อถึงเวลาให้กินฉัน! อดทนไปอีกสองสามวัน ไม่แน่อาจสามารถขุดอุโมงค์ได้! ตกลงกับฉัน มีชีวิตต่อไปให้ดี”
เจี่ยงจาวตี้ซบลงข้างหูของจ้าวอี้ พูดเสียงเบาที่สามารถได้ยินเพียงแค่พวกเขาสองคน
จ้าวอี้อยากร้องไห้ทันที เขาตกลงกับผู้หญิงคนนี้ ว่าจะพาเธอออกไป แต่ตอนนี้เขาเหมือนต้องผิดคำพูดแล้ว
ไม่สนใจทุกสิ่ง จ้าวอี้กอดเจี่ยงจาวตี้ไว้แน่น “ไม่ได้ๆ ฉันต้องให้เธอมีชีวิตต่อไป!”
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว สายตาประกายแววอาฆาต ความอาฆาตนี้ทำให้ชาร์ลีสะดุ้งเล็กน้อย แล้วมองจ้าวอี้ ทั้งตัวแข็งเกร็ง
จ้าวอี้ไม่สนใจเขา
ไม่ได้!
ต้องมีวิธี!
สมองของจ้าวอี้หมุนวนอย่างบ้าคลั่ง พิจารณาเหตุการณ์ทั้งหมดหลังเขามาในสุสาน
ทันใดนั้น เขาก็นึกเื่หนึ่งขึ้นได้ สายตาไม่อาจไม่เผยความปิติ
“ลุกขึ้นๆ ฉันจะถามคำถามพวกนาย!”
เสียงของเขาดังมาก และรีบร้อนมาก
“มาถึงตอนนี้แล้ว นายยังมีอะไรอยากถามอีก?” ชาร์ลีนอนลงอย่างี้เีอีกครั้ง
“พวกนายจำน้องชายเหยียนได้ไหม? เขาเคยบอกว่า บรรพบุรุษของหัวหน้ายมบาลแห่งขุมนรกเคยหนีออกไป เขาเคยเป็คนควบคุมการก่อสร้างพระราชวังใต้ดินนี้ ทำไมต้องใช้คำว่าหนี ตอนแรกเขาก็อยู่ที่นี่ใช่หรือไม่! ต้องเป็เช่นนี้ ต้องเป็เช่นนี้ พลทหารต้องไม่ปล่อยคนเช่นเขาไป ต้องพาเขามาที่นี่เช่นกันแน่! ที่นี่ต้องมีอุโมงค์ออกไป! ทางออกน่าจะอยู่ใต้โครงกระดูกเ่าั้ เว้นแต่คนมีฝีมืออย่างฉันและนายมีไม่มาก แต่เขาเป็คนควบคุมการสร้าง น่าจะเป็นักปราชญ์!”
น้ำเสียงของจ้าวอี้เต็มไปด้วยความมั่นใจ เขาเชื่อการตัดสินของตนเอง
คำพูดของเขาเหมือนกับเปลวไฟที่จุดขึ้นท่ามกลางความมืดไม่มีที่สิ้นสุด ทุกคนต่างฟื้นคืนความปรารถนาที่จะต่อสู้
“ตอนนี้นายนึกได้ก็สายแล้ว ด้านล่างใหญ่ขนาดนั้น ถ้าพวกเราค้นหาเร็วกว่านี้หน่อย อาจหาเจอ ตอนนี้เริ่มหา ไม่ต้องรอให้พวกเราหาทางออกเจอ พวกเราก็จะหิวตายก่อน” ชาร์ลีคิดถึงตรงนี้ จึงพูดพร้อมยิ้มขื่น
“ไม่สาย!”
จ้าวอี้พูดอย่างมุ่งมั่นเด็ดขาด เขาคิดว่าสมองของตนเองยิ่งคล่องตัวขึ้น และดำเนินการวิเคราะห์อย่างรวดเร็ว
“พวกนายคิดดู คนเ่าั้ถูกไล่ให้เข้ามายังไง ต้องตกลงมาจากที่สูงแน่นอน ดังนั้นพวกเขาต้องปรากฏกองทราย ถ้าคนคนนั้นคิดจะออกไป ทางเดียวคือต้องขุดเส้นทาง ถ้างั้น จุดที่เคยขุดออกต้องมีกระดูกอยู่น้อยมาก ตอนนี้เรายืนอยู่สูงขนาดนี้ มองจากที่สูง น่าจะเห็นการกระจายตัวของกระดูกที่แตกต่าง!”
จ้าวอี้พูดจบ ชาร์ลีจึงลุกขึ้นนั่ง เขาไตร่ตรองครู่หนึ่ง ไม่อาจไม่ยอมรับว่าคำพูดของจ้าวอี้มีเหตุผลมาก
“ไฟฉายล่ะ หาไฟฉาย!”
ไฟฉายทุกกระบอกถูกรวมกัน น่าเสียดายที่เหลือเพียงหนึ่งกระบอก ที่พยายามส่งแสงสีเหลืองออกมา
“แสงอ่อนเช่นนี้ เกรงว่าเราคงยากที่จะมองได้ชัด” ชาร์ลีถอนใจ นี่น่าจะเป็เื่ที่ย่ำแย่ที่สุด คิดวิธีออก แต่ตอนนี้กลับไม่มีทางทำได้
“อาตมาทำได้ สายตาของอาตมาดีมาก”
สามเณรยืนขึ้น พูดอย่างใจเย็น
คนหลายคนล้อมรอบสามเณรที่อยู่ที่ริมขอบ ไม่พบอาหัวแล้ว ตอนนี้ทุกคนก็ไม่มีอารมณ์สนเขา ยืมแสงสีเหลืองอ่อน สามเณรพยายามเบิกตากว้าง ทันใดนั้นจึงดีใจ “อยู่ตรงนั้น กองกระดูกตรงนั้นเว้าลงไปอย่างเห็นได้ชัด”
จ้าวอี้โรยตัวลงไปตามเชือกคนแรก เพิ่งถึงพื้น ก็เกือบสะดุด
เมื่อมองดู ที่แท้ก็คืออาหัว
ศีรษะของเขาติดเข้าไป เห็นได้ชัดว่าศีรษะได้ตกลงมา นี่คือชีวิต ถ้าเขาสามารถยืนหยัดต่อได้อีกนิด ไม่แน่อาจสามารถหนีออกไปจากที่นี่กับทุกคนได้ แต่ว่า เขาไม่ยืนหยัดต่อไป และเลือกที่จะฆ่าตัวตาย!
นี่สำหรับเขาแล้ว อาจเป็การปลดเปลื้องของเขา
“รีบไปเถอะ ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่นานกว่านี้สักนาที” ชาร์ลีรีบร้อนอย่างอดไม่อยู่ จ้าวอี้ก็ไม่หยุดอีกต่อไป
ทุกคนมาถึงจุดที่สามเณรชี้ ช่วยกันคนละไม้คนละมือนำกระดูกตรงหน้าย้ายออกไป ตามคาด โพรงหนึ่งปรากฏเบื้องหน้าทุกคน แม้ในนี้จะเต็มไปด้วยกระดูก แต่ว่า ทุกคนก็จัดการอย่างกระตือรือร้น ไม่นาน โพรงที่สามารผ่านไปได้ ก็ปรากฏตรงหน้าพวกเขา
โพรงคดเคี้ยว ทุกคนที่อยู่ด้านในก็จำแนกทิศทางไม่ออก เพียงแต่เดินไปข้างหน้า เดินประมาณครึ่งชั่วโมง ความจริงก็ได้กระจ่างแจ้งขึ้นตรงหน้า เส้นทางแม่น้ำใต้ดินได้ปรากฏอยู่ตรงหน้าพวกเขา
เกือบทุกคนดื่มน้ำจากแม่น้ำใต้ดินอึกใหญ่โดยไม่สนหน้าตาของมัน
หวาน และอร่อย
เหมือนกับอันตรายจะผ่านพ้นไปแล้ว
