“แม่นมฉิน ล่าวไท่จุนมีคำสั่งใดหรือเ้าคะ” หลังฉินหยีหนิงเห็นแม่นมฉิน นางจึงรีบยืนขึ้นมาทันที
แม่นมฉินพาฉินหยีหนิงไปที่ด้านข้างของระเบียง เอ่ยเบาๆ ว่า “คุณหนูสี่ หยีเหนียงที่มาใหม่นั้นกำลังอยู่ในบ้าน ล่าวไท่จุนชอบมากๆ บ่าวรู้ว่าท่านเป็เด็กที่กตัญญู แต่ว่าท่านจะต้องคิดให้มากๆ นะเ้าคะ อย่าหุนหันพลันแล่นเด็ดขาดนะเ้าคะ”
ประโยคที่ว่าอย่าหุนหันพลันแล่นนั้นมีนัยกว้างเกินไป
อย่าหุนหันพลันแล่นไปกระแทกกระทั่งหยีเหนียงคนใหม่?
หรือว่าอย่าหุนหันพลันแล่นไปกระทบกระทั่งล่าวไท่จุน?
หรือว่าไม่หุนหันพลันแล่นจนทำให้ล่าวไท่จุนต้องเกลียดชัง?
แม่นมฉินเป็บ่าวข้างเคียงคนสนิทของล่าวไท่จุน สิ่งที่นางหมายถึง เก้าส่วนในสิบหมายถึงล่าวไท่จุน
ทำไม ล่าวไท่จุนทำเื่อัปยศถีบคนที่เคยทำประโยชน์ให้ออกไปเช่นนี้ หรือว่าอีกด้านหนึ่ง้ารังแกแม่ของนาง และอีกด้านหนึ่งนั้น้าเอาใจหยีเหนียงคนใหม่หรือ?
ฉินหยีหนิงยิ้มแย้มที่มุมริมฝีปาก แต่ดวงตาของนางค่อยๆ เ็าลงแล้ว
ทันทีที่ล่าวไท่จุนรู้ว่าสมาชิกผู้ชายของจวนติ้งกั๋วกงถูกตัดศีรษะ ซุนซื่อก็ถูกนำตัวไปที่ศาลบรรพบุรุษเพื่อกักขังและยังบอกว่าจะหย่ามารดาของนางอีกด้วย นางมองล่าวไท่จุนอย่างแจ่มแจ้งแล้ว
ซุนซื่อเป็สะใภ้ใหญ่ของตระกูลฉิน มีความสัมพันธ์เป็ญาติกันเกือบสามสิบปีแล้ว
สำหรับคนทั่วไป แม้กระทั่งแมวหรือสุนัขที่เลี้ยงเป็เวลานาน ยังมีความรู้สึกดีให้กันเลย คนยิ่งไม่ต้องพูดถึง?
แต่ล่าวไท่จุนปฏิบัติต่อซุนซื่อผู้เปรียบเสมือนลูกสาวครึ่งหนึ่งของนาง กลับสามารถทำใจดำอำมหิตได้
ย้อนกลับมาที่ตัวเองล่ะ?
นางและล่าวไท่จุนเพิ่งพบกันน้อยกว่าสองเดือน
หากการที่ล่าวไท่จุนดีต่อนางรวมเป็สิบคะแนน คงมีห้าคะแนนนั้นมาจากความรักที่ท่านพ่อมีต่อนาง สามคะแนนเป็เพราะท่านตาของนางคือติ้งกั๋วกง อีกสองคะแนนที่เหลือเป็เพราะนางมีสถานะลูกสาวคนโต ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างมากในการแต่งงานเพื่อสานสัมพันธ์ เหลือเพียงอีกหนึ่งคะแนนคือความรักระหว่างย่ากับหลานที่อยู่ด้วยกันหลายวันมานี้
ตอนนี้ที่จวนติ้งกั๋วกงล่มสลายแล้ว นางได้สูญเสียสามคะแนนออกไป
นางจะไม่ทนดูท่านแม่ของนางถูกรังแกเด็ดขาด จะให้นางจะละทิ้งมารดาพร้อมเข้าร่วมยินดีกับความสุขจอมปลอมเล็กน้อยน่ะหรือ มันเป็เื่ของเวลาที่จะต้องเผชิญหน้ากับล่าวไท่จุน มิหนำซ้ำตอนนี้นางก็สามารถทำให้สูญเสียคะแนนหนึ่งคะแนนของการเป็ย่าหลานได้แล้ว
คะแนนที่นางยังเหลืออยู่ ก็คือคะแนนความรักจากท่านพ่อและเป็ลูกสาวของลูกคนโต
ตราบใดที่ท่านพ่อยังรักนางอยู่ นางยังมีหกคะแนน ที่สามารถรับรองว่านางและท่านแม่ของนางจะอยู่ในสวนหลังบ้านได้โดยไม่มีปัญหา
ฉินหยีหนิงเป็คนที่สงบเงียบมากขึ้น เมื่อนางพบเจอกับปัญหาซึ่งยากจะแก้ไข ระยะเวลาเพียงแค่หายใจเข้าออก กลับสามารถแยกความคิดออกมาอย่างแจ่มแจ้ง นางยิ้มให้กับแม่นมฉินเล็กน้อย พร้อมเอ่ย “ขอบพระคุณแม่นมสำหรับคำแนะนำนะเ้าคะ”
แม่นมฉินมองดูดวงตาที่สดใสของฉินหยีหนิง แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง กลับทำให้นางมีความรู้สึกหนาวเหน็บ
เด็กสาวคล้ายคลึงกับฉินหวยหยวนตอนที่ยังเป็เด็กมากเกินไปแล้ว มากเสียจนแม่นมฉินดูเหมือนจะเห็นฉินหวยหยวน เด็กหนุ่มผู้ต่อสู้กับคนอื่นด้วยสติปัญญาเพื่อปกป้องล่าวไท่จุน
แม่นมฉินพูดด้วยรอยยิ้ม “ไม่มีอะไรหรอกเ้าค่ะ คุณหนูเชิญเข้าไปก่อนเถิดเ้าค่ะ”
“อืม” ฉินหยีหนิงเดินเคียงข้างแม่นมฉินไปที่ห้องหลักพร้อมเอ่ยถาม “แม่นมฉิน ตอนนี้ท่านพ่อของข้าอยู่ที่ใดหรือ?”
“นายท่านเพิ่งออกไปที่ห้องหนังสือนอกบ้านน่ะเ้าค่ะ”
“ท่านพ่อมีหยีเหนียงคนใหม่ ควรจะมีความสุขมากสินะ”
แม่นมฉินมองออกว่าฉินหยีหนิง้าใช้ปากของนาง เพื่อรู้ทัศนคติของฉินหวยหยวนต่อเื่นี้
เื่ดังกล่าวไม่ใช่ความลับเสียหน่อย ถึงนางไม่ได้พูดตอนนี้ ฉินหยีหนิงคงมีวิธีถามคนอื่นๆ เป็แน่ แม่นมฉินไม่สับสนเกี่ยวกับลำดับความสำคัญ นางจึงเลือกที่จะเป็คนดี
นางกระซิบตอบ “นายท่านนั่งอยู่ครู่หนึ่งก็ไปแล้ว จากนั้นล่าวไท่จุนก็ลงโทษฮูหยินใหญ่เ้าค่ะ”
กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ซุนซื่อถูกลงโทษให้คุกเข่าอยู่ที่นี่ ฉินหวยหยวนยังไม่รู้
ฉินหยีหนิงยิ้มอย่างสุดซึ้ง “ขอบพระคุณท่านนะเ้าคะ”
“คุณหนูสี่สุภาพมากเกินไปแล้วเ้าค่ะ”
ทั้งสองยืนนิ่งอยู่บริเวณระเบียงทางเดิน ฉินหยีหนิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเรียกปิงถางมาข้างๆ และกระซิบบางอย่างข้างใบหูของนาง
ปิงถางพยักหน้าทันทีและตอบรับ “เ้าค่ะ บ่าวจะไปเดี๋ยวนี้เ้าค่ะ”
แม่นมฉินไม่ทราบว่าสิ่งที่ฉินหยีหนิงให้ปิงถางทำนั้นคืออะไร ที่สำคัญคุณหนูสั่งบ่าวของเ้าตัวและนางก็ไม่สามารถเข้าไปจัดการอะไรได้ จากนั้นนางก็ยกผ้าม่านขึ้นพลางเชิญฉินหยีหนิงเข้าไปในห้อง
ฉินหยีหนิงยิ้มอย่างสงบให้ซุนซื่อ ก่อนสั่งซงหลานและชิวหลู่ “พวกเ้าสองคน ไปหาแผ่นรองอุ่นๆ หนาๆ มาสักสามแผ่น จากนั้นย้ายหม้อถ่านมาที่นี่สองหม้อ ล่าวไท่จุนเป็คนมีเมตตา แม้ว่าจะโกรธและลงโทษท่านแม่ของข้าให้คุกเข่าก็ตาม ก็ไม่สามารถปล่อยให้นางคุกเข่าบนพื้นหินเย็นท่ามกลางสายลมในเวลากลางคืนเช่นนี้ ถ้าท่านแม่ของข้าป่วยขึ้นมาจริงๆ ล่าวไท่จุนก็จะต้องเป็ทุกข์เป็แน่”
“เ้าค่ะ” ซงหลานกับชิวหลู่รีบไปเตรียมแผ่นอุ่นหนาทันที พวกนางนำหม้อถ่าน เสื้อคลุม กระถางอุ่นมือและสิ่งอื่นๆ
ฉินหยีหนิงกวาดมองบ่าวรับใช้ของเรือนสื่อเซี่ยวซึ่งอยู่บริเวณนั้นด้วยสายตาโเี้ แต่ละคนกำลังตกอยู่ในอาการตะลึงงัน ก่อนเอ่ยอย่างเ็าว่า “พวกเ้าทุกคนต่างก็เป็บ่าวเคียงข้างล่าวไท่จุน เข้าใจคำสั่งของล่าวไท่จุนผิดไปได้อย่างไร? พวกเ้าเป็บ่าวและไม่ใช้ความคิดในการทำงาน ถ้าเื่ราวถูกแพร่กระจายออกไป ชื่อเสียงของล่าวไท่จุนจะไม่ถูกทำลายจากพวกเ้ากลุ่มนี้หรือ?”
แม่นมฉินแอบชื่นชมในความฉลาดและความกล้าหาญของฉินหยีหนิง บ่าวหลายคนกลัวจนคำนับพร้อมกัน “บ่าวรู้ผิดแล้วเ้าค่ะ”
ฉินหยีหนิงถึงได้พึงพอใจ ดวงตาของนางมองกลับไปยังซุนซื่อพร้อมยิ้มอย่างสดใสและเปี่ยมล้นไปด้วยความหวัง จากนั้นก็มุ่งหน้าเข้าไปในห้อง
ตอนนี้ซุนซื่อมีเบาะหนา หม้อถ่านสองใบวางไว้ที่ด้านหน้าซ้ายขวา และอีกด้านหนึ่งถูกปกคลุมด้วยเสื้อคลุมหนา ถือกระถางอุ่นมือ ร่างกายของนางอบอุ่นแล้วและความรู้สึกของนางก็มีความมั่นใจแล้ว
แม่นมจินกับฉ่ายจู๋วรู้สึกอบอุ่นจนเกือบจะร้องไห้ออกมา ความไว้วางใจ ความเคารพนับถือที่มีต่อฉินหยีหนิงเพิ่มพูนขึ้นมาอีกหนึ่งระดับ
ฉินหยีหนิงพูดโดยไม่ได้หลีกเลี่ยงผู้คน คนในห้องต้องได้ยินคำพูดของนางอย่างชัดเจน
ล่าวไท่จุนได้ยินคำพูดตำหนิของเด็กสาวจนหน้าแดงแล้ว
ฉินหยีหนิงเข้ามาในห้องด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า ั์ตาสวยงามกวาดมองผู้คนในห้องอย่างถี่ถ้วน
ล่าวไท่จุนสวมเสื้อผ้าสีกุหลาบม่วง สวมผ้าพันศีรษะสีอัญมณีฝังทับทิม การแต่งกายบ่งบอกถึงความปีติอย่างมาก
คนที่นั่งถัดจากล่าวไท่จุน เป็หญิงสาวที่มีลักษณะสดใส นางสวมผ้าสีชมพูอ่อน แต่งหน้าบางๆ สวมเครื่องประดับบนศีรษะเป็รูปหงส์ไฟ แก้มของนางเป็สีชมพู ริมฝีปากราวดอกอิงฮวา มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย แม้ว่านางจะไม่ได้ยิ้ม แต่ก็เหมือนว่านางกำลังยิ้ม ดูเป็มิตรและดูเหมือนอยู่ในวัยยี่สิบต้นๆ ไม่เหมือนคนอายุสามสิบเลยแม้แต่น้อย
นี่คือฉาวหยูชิง พี่สาวแท้ๆ ของหวงโฮ่วสินะ
หน้าตาของฉาวหยูชิงไม่เหมือนกับหวงโฮ่วมากเท่าใดนัก แต่โครงร่างที่งดงามของนางนั้น กลับเหมือนกันทุกประการ
แม้กระทั่งฉินหยีหนิงซึ่งเป็ผู้หญิง เมื่อเห็นนางแล้วยังอดไม่ได้ที่จะมองหลายๆ รอบ
ในขณะที่นางกำลังมองฉาวหยูชิงอยู่นั้น อีกฝ่ายก็เงยหน้ามองนางขึ้นลงอย่างเปิดเผย แววตาของฝ่ายนั้นเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
“ท่านนี้คือ คุณหนูสี่ใช่หรือไม่? หน้าตาดี นึกไม่ถึงเลยว่า คุณหนูสี่จะมีหน้าตาคล้ายกับล่าวแหย่เมื่อตอนที่เขายังเด็กมากเชียว!”
คล้ายว่าฉาวหยูชิงมองด้วยความตะลึง นางปล่อยมือฉินฮุ่ยหนิงซึ่งกำลังจับแขนของนางอยู่และลุกขึ้นมาทักทาย นางยกมือราวกับ้าที่จะััใบหน้าของฉินหยีหนิง แต่ขยับไปเพียงครึ่งทาง ก็เก็บมือกลับไป ก่อนนำกำไลข้อมือคู่หยกขาวที่สวมอยู่ออกมาและยื่นด้วยมือทั้งสองให้กับฉินหยีหนิง
“คุณหนูสี่อย่ารังเกียจเลย นี่เป็น้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ของข้า”
คนงามยิ้มเห็นฟันขาวสะอาด ทำให้ยากที่จะปฏิเสธได้
เมื่อเห็นความใส่ใจของฉาวหยูชิงเยี่ยงนี้ ดวงตาของฉินฮุ่ยหนิงก็จ้องมองเขม็ง ล่าวไท่จุนเองยังรู้สึกประหลาดใจมาก นางเพิ่งคิดจะตำหนิฉินหยีหนิงว่าไม่รู้กฎระเบียบและมารยาท แต่ต้องกลืนกลับเข้าไปเสียแล้ว
ฉินหยีหนิงมองฉาวซื่อด้วยรอยยิ้ม พร้อมย่อเข่าคำนับ จากนั้นพูดว่า “ฉาวหยีเหนียง ความหวังดีของหยีเหนียง แต่เดิมก็ไม่ควรปฏิเสธ เพียงแต่ว่าหยีเหนียงเข้ามาในบ้านวันนี้ เดิมทีเป็ข้าที่ควรให้ของขวัญกับหยีเหนียงถึงจะถูกต้อง ข้าไม่สามารถรับของขวัญจากหยีเหนียงได้จริงๆ”
นางเป็ลูกสาวคนโต เป็เ้านายตัวจริงในบ้านหลังนี้ ฉาวหยูชิงเป็เพียงแค่หยีเหนียงตัวเล็กๆ ถึงแม้ว่าเป็การมอบโดยฮ่องเต้ แต่ถึงอย่างไร นางก็ยังเป็เพียงแค่อนุภรรยา
อนุสามารถซื้อขายได้ มีสถานะสูงกว่าบ่าวที่เอาไว้หลับนอนเล็กน้อยก็เท่านั้น ต่อหน้าฮูหยินจะต้องเรียกตัวเองว่า “อนุบ่าว” คนชั้นล่างมีสิทธิ์อะไรมาคิดกับนางในฐานะสูงกว่า? อีกฝ่ายหน้าหนาถึงเพียงไหน ถึงได้ให้ของขวัญกับลูกสาวคนโตอย่างนาง?
คำพูดของฉินหยีหนิงหนักเกินไป!
ทั้งฮูหยินสองและฮูหยินสามมีความตึงเครียดขึ้นมาแล้ว ส่วนคุณหนูสาม คุณหนูเจ็ดและคุณหนูแปดที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็บีบผ้าเช็ดหน้าอย่างแน่น
อย่างไรก็ตามฉินฮุ่ยหนิงกลับหัวเราะเยาะ นางหัวเราะที่ฉินหยีหนิงไม่รู้จักที่จะกลัวความเป็ความตายเอาเสียเลย
ล่าวไท่จุนรู้สึกประหม่าอย่างมาก จากนั้นะโตำหนิ “หยีเจี่ยร์! เ้าบังอาจนัก! ยังไม่คุกเข่าลงขอโทษฉาวหยีเหนียงอีก!”
“คุกเข่าลง? ขอโทษด้วยหรือ?” ฉินหยีหนิงมองดูล่าวไท่จุนด้วยความประหลาดใจและพูดอย่างบริสุทธิ์ใจ “ท่านย่า หลานไม่รู้ว่าตนเองผิดตรงไหน เหตุใดหลานจะต้องขอโทษด้วยเ้าคะ? หรือว่าก่อนนี้ที่ท่านย่าสอนกฎระเบียบและมารยาทเ่าั้ให้กับหลาน ต่างก็เป็เท็จหรือเ้าคะ?”
ล่าวไท่จุนรู้สึกประหลาดใจยังไม่ทันได้เอ่ยต่อ ฉินหยีหนิงก็ได้พูดต่อแล้ว “ท่านย่าบอกว่า อนุสามารถซื้อขายได้และในบางบ้านก็ใช้อนุในการออกมาต้อนรับแขก สถานะของอนุก็แค่สูงกว่าบ่าวเล็กน้อยก็เท่านั้น ข้าเป็ลูกสาวคนโตของท่านพ่อ ท่านย่าจะให้ข้าก้มกราบบ่าวเพื่อยอมรับผิด? ท่านไม่ได้เข้าใจผิดไปใช่หรือไม่เ้าคะ?”
“ข้า...ข้าพูดเช่นนั้นเมื่อไรกัน?” ใบหน้าของล่าวไท่จุนเปลี่ยนเป็สีแดง นางยิ้มอย่างประหม่ามองไปที่ฉาวหยูชิง “หยูชิง เ้าไม่ต้องไปฟังเด็กๆ พูดเลอะเทอะ แม่ไม่เคยดูถูกเ้าเลย”
ฉาวหยูชิงนิ่งค้างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนดวงตาสวยงามจะมองดูฉินหยีหนิงอย่างพิจารณาอีกหน ในสายตาของนางมีอารมณ์มากมายที่ฉินหยีหนิงไม่สามารถเข้าใจได้ ถึงกระนั้นไม่คาดคิดว่านางจะคำนับให้กับฉินหยีหนิง
“เป็อนุบ่าวที่ล่วงละเมิดกฎระเบียบแล้วเ้าค่ะ อนุบ่าวเพียงแค่เจอคุณหนูสี่แล้วชื่นชอบมากๆ จึงลืมตัวไป คุณหนูสี่โปรดอย่าตำหนิเลยนะเ้าคะ”
“ฉาวหยีเหนียงไม่จำเป็ต้องสุภาพมากเ้าค่ะ ในอนาคตก็จะเป็ครอบครัวเดียวกันแล้วนะ” ฉินหยีหนิงยิ้มกว้าง
ในห้องเงียบเชียบ จนกระทั่งเสียงลมหายใจก็ยังได้ยิน
ั้แ่ฉาวหยูชิงเข้ามาในบ้าน ล่าวไท่จุนอุ้มชูนางมาโดยตลอด ทำเหมือนนางเป็บรรพบุรุษ เพื่อที่จะทำให้นางพอใจ และยิ่งไปกว่านั้นก็คือยังดึงซุนซื่อมาลงโทษอีกด้วย
โดยไม่คาดคิดว่าสตรี ‘คนป่า’ คนนี้ กลับมาแล้วก็ไม่สนใจใคร และทำให้ฉาวหยูชิงต้องเสียเปรียบ
นึกไม่ถึงว่าฉาวหยูชิงกลับยอมที่จะอ่อนโยนเป็คนดีและรับข้อเสียเปรียบในครั้งนี้!
ฮูหยินสองและฮูหยินสามก็ไม่เห็นด้วยกับวิธีการของล่าวไท่จุน สถานการณ์ที่น่าเศร้าของซุนซื่อ อาจทำให้พวกนางรู้สึกเหมือนเป็โศกนาฏกรรมหลังจากที่พึ่งพิงได้เสียชีวิตไปแล้ว และตอนนี้เห็นฉินหยีหนิงสนับสนุนซุนซื่อเช่นนี้ ก็รู้สึกสาแก่ใจมาก
คุณหนูสาม คุณหนูเจ็ดและคุณหนูแปดมองที่สายตาของฉินหยีหนิง ต่างก็เปลี่ยนเป็นับถืออย่างมาก แต่ทันใดนั้นพวกนางก็เต็มไปด้วยความกังวล
แต่คนคนนี้คือฉาวซื่อน่ะสิ!
นี่คือลูกสาวคนโตของฉาวกั๋วจ้าง และเป็พี่สาวของฉาวหวงโฮ่วน่ะสิ
ฉินหยีหนิงวิ่งเข้าหาด้วยความดุเดือดเช่นนี้ หรือว่านางไม่กลัวฉาวหยูชิงจะกลับไปฟ้องหรือ?
สิ่งที่พวกนางกังวล แน่นอนว่าล่าวไท่จุนเองย่อมคิดกังวลเื่นี้เช่นกัน
แต่ล่าวไท่จุนไม่ได้กลัวเื่ฉาวหยูชิงจะไปฟ้องเื่ของฉินหยีหนิง แต่นางกลัวว่าจะทำให้ฉาวกั๋วจ้างกับหวงโฮ่วโกรธมากกว่า
ล่าวไท่จุนโกรธเคืองมาก นางเหวี่ยงกล้องยาสูบทองเหลืองในมือไปที่ฉินหยีหนิง และะโอย่างเกรี้ยวกราด “เ้าสัตว์ป่า! เ้ายังไม่คุกเข่าอีกหรือ!”
