เย่ฝานกัดเค้กพลางดูผู้คนเบื้องหน้า
มู่หลันเคยได้ยินเื่ราวของเย่ฝานมาไม่น้อย แต่นี่เป็ครั้งแรกที่ได้เจอเขา
เมื่อเห็นเย่ฝานที่มือหนึ่งถือไอศกรีมโคน อีกมือถือเค้ก ภาพลักษณ์ของเย่ฝานในใจเขาที่ดูแข็งแกร่ง ห้าวหาญ และน่าเกรงขาม จึงพังทลายลงในพริบตา เ้าหมอนี่คือคนที่เหล่าผู้าุโบอกว่าเป็ยอดคนไร้เทียมทานจริงๆ น่ะหรือ ไม่ว่าจะดูอย่างไร ทั้งตัวของเ้าหมอนี่ก็หาบุคลิกของยอดคนที่ว่าไม่เจอเลยสักนิด
“คุณชายเย่ คุณจัดการหยางเชียนซันจนพิกลพิการไปจริงๆ เหรอครับ?” มู่หลันถามด้วยความสงสัย
เย่ฝานถามกลับด้วยความแปลกใจ “หยางเชียนซันคือใครกัน?”
มู่เหลียนผิงรีบตอบ “คุณชายเย่ เขาคือคนที่ทำร้ายคุณชายไป๋ระหว่างงานชุมนุมแลกเปลี่ยนวิทยายุทธ์โบราณไงครับ”
เย่ฝานเขมือบเค้กที่เหลืออีกครึ่งก้อนไปทั้งคำ “นายหมายถึงตาแก่นั่นน่ะเหรอ ฉันน่าจะฆ่ามันซะั้แ่ตอนนั้น มันกล้าทำร้ายอวิ๋นซีของฉัน”
“น่าเสียดายที่อวิ๋นซีไม่ให้ฉันฆ่ามัน บอกว่าอาจเกิดเื่ยุ่งยากได้ ตอนนั้นฉันน่าจะปลิดชีพมันซะ มีเื่ก็มีเื่สิ กลัวที่ไหนล่ะ”
เย่ฝานกำหมัดแน่นจนเสียงกระดูกลั่นก้องห้องโถง มู่หลันใกับรังสีอำมหิตที่ปะทุจากร่างของเย่ฝานกะทันหันจนแข็งทื่อไปทั้งตัว
มู่สืออวี้ขมวดคิ้วพลางนึกในใจ คุณชายเย่คนนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ พลังที่แผ่ซ่านเมื่อครู่ไม่ด้อยไปกว่าพลังของท่านผู้นำตระกูลเลย แต่ท่านผู้นำตระกูลของเขาทะลวงพลังปราณขั้นแปดได้สำเร็จแล้ว!
“คุณชายเย่ ที่คุณเก่งกาจขนาดนี้เพราะคุณชอบฝึกฝน และบากบั่นฝึกวิชามาั้แ่เล็กๆ ใช่ไหมครับ” มู่หลีถาม
“ชอบการฝึกฝน? การฝึกฝนลำบากจะตาย ฉันไม่ชอบฝึกฝนเลยสักนิด” เย่ฝานตอบพร้อมส่ายหน้าด้วยความเบื่อหน่าย
“ไม่ชอบฝึกฝน แล้วคุณชายเย่ชอบอะไรครับ?” มู่หลันเหลือบตามองบนในใจ แล้วนึกว่า เย่ฝานเ้าหมอนี่แสแสร้งเก่งจริงๆ หากไม่ใช่เพราะพากเพียรฝึกฝนั้แ่เด็ก เขาจะเก่งกาจขนาดนี้ได้ยังไงกัน!
“ฉันชอบอะไรงั้นเหรอ? ฉันชอบภรรยาที่สุดไงล่ะ!” เย่ฝานพูดด้วยใบหน้าเคลิบเคลิ้ม
มู่เหลียนผิงคิดในใจ “…” คุณชายเย่จำเป็ต้องแสดงความรักกันทุกลมหายใจเข้าออกเลยเหรอ
“คุณชายเย่ คุณมั่นคงในความรักที่มีต่อคุณชายไป๋จริงๆ เลยนะครับ!” มู่สืออวี้พูดพลางหัวเราะ
เย่ฝานเปล่งเสียงฮึ แล้วพูดต่อ “มันที่เื่ที่สมควรอยู่แล้ว!”
“คุณชายเย่ คุณเรียกพวกเรามาที่นี่มีเื่อะไรหรือเปล่าครับ?” มู่หลีถาม
“คืออย่างนี้นะ อวิ๋นซีบอกว่า ในเมื่อพวกนายสมัครใจมาคุ้มครองคนบ้านตระกูลไป๋ ก็ไม่อยากจะให้ทำงานกันฟรีๆ ดังนั้นจึงได้เตรียมสัญญาไว้หลายฉบับ พวกนายอ่านดูสิ”
เย่ฝานยื่นเอกสารในมือให้พวกเขา
“อวิ๋นซีวางแผนจะจ้างพวกนายด้วยค่าจ้างห้าล้านหยวนต่อปี นอกจากนั้นยังตอบแทนด้วยโอสถวิเศษปีละสามเม็ดใหญ่ จะมอบหนึ่งเม็ดเป็การมัดจำไว้ก่อน ส่วนอีกสองเม็ดจะได้ตอนสิ้นปี หากมีผลงานดีจะตบเงินรางวัลให้อีก”
มู่เหลียนผิงขมวดคิ้วพร้อมคิดว่าเงินห้าล้านหยวนต่อปีไม่ได้ดึงดูดผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณนัก แต่โอสถวิเศษสามารถดึงดูดความสนใจพวกเขาได้มากทีเดียว
คราวก่อนมู่เหลียนผิงเคยนำโอสถวิเศษจำนวนมากกลับไป คนในตระกูลจึงรู้ในสรรพคุณของมันอย่างถ่องแท้
ครั้งนั้นถึงเขาจะนำโอสถวิเศษกลับไปไม่น้อย แต่เพื่อเป็การรับมือการโจมตีจากพวกตระกูลหยาง ท่านผู้นำตระกูลได้นำโอสถวิเศษแบ่งปันให้ทุกคน ที่พวกเราได้ชัยชนะจากการต่อสู้กับบ้านตระกูลหยาง เหตุผลหนึ่งเป็เพราะท่านผู้นำตระกูลฝึกฝนพลังปราณทะลวงขั้นแปดสำเร็จ อีกหนึ่งเหตุผลก็คือวรยุทธ์ของทุกคนในตระกูลพัฒนาขึ้น
ผลอัคคีวิเศษที่เคยเก็บไว้ในคลังสมบัติของบ้านตระกูลมู่ ถูกนำมาแลกกับเย่ฝานแล้ว หากคิดอยากจะนำผลอัคคีวิเศษมาแลกกับโอสถวิเศษ ก็คงเป็ไปไม่ได้อีก
นอกจากผลอัคคีวิเศษ บ้านตระกูลมู่ก็ไม่มีสิ่งของที่ทำให้เย่ฝานหวั่นไหวได้อีก
จากนิสัยของเย่ฝาน หากไม่มีผลประโยชน์ก็ยากที่จะได้รับผลประโยชน์จากเขาเช่นกัน
ทำหน้าที่เป็บอดี้การ์ดหนึ่งปีแลกกับโอสถวิเศษสามเม็ด รับรองว่าไม่เสียเปรียบแน่นอน หากข่าวนี้ถูกแพร่ออกไป น่าจะมีผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณไม่น้อยที่สมัครใจมาทำหน้าที่นี้
“ยินดีเซ็นสัญญา” มู่เหลียนผิงกล่าว
เย่ฝานพยักหน้าแล้วพูดว่า “นายศึกษาให้ดีก่อนแล้วค่อยให้คำตอบ หากไม่ตั้งใจทำงาน จะโดนปรับเป็สามเท่าของเงินค่าจ้าง”
มู่เหลียนผิงมองเย่ฝาน แล้วถามด้วยความสงสัย “คุณชายเย่ คุณชายไป๋เป็คนร่างสัญญาฉบับนี้ขึ้นมาหรือครับ?”
เย่ฝานพยักหน้าแล้วตอบว่า “ใช่แล้ว แต่ส่วนที่ว่าปรับสามเท่าของเงินค่าจ้าง ฉันเป็คนเพิ่มเอง”
มู่เหลียนผิง “…” เขาก็คิดอยู่แล้วว่าคุณชายไป๋ไม่ได้โหดร้ายขนาดนั้นเสียหน่อย
“หากพวกเราทำงานไม่ดี แล้วก็ไม่มีเงินเสียค่าปรับล่ะครับ?” มู่สืออวี้ถาม
“ฉันจะอัดพวกนายให้เละเป็โจ๊กน่ะสิ! ” เย่ฝานตอบด้วยน้ำเสียงเจือความดุร้าย
มู่สืออวี้ “…”
“คุณชายเย่ คุณเพิ่มเงื่อนไขแค่ข้อเดียวหรือครับ?” มู่เหลียนผิงถาม
“ใช่ นอกจากเงื่อนไขข้อนี้แล้ว เงื่อนไขอื่นๆ ในสัญญาอวิ๋นซีเป็คนเขียนเอง ถึงฉันจะเพิ่มไปแค่หนึ่งข้อ แต่เป็ข้อที่สำคัญที่สุดนะจะบอกให้!
มู่เหลียนผิง “…” โชคดีจริงๆ โชคดีที่เพิ่มแค่ข้อเดียว
.....................................................................................…
“คุณชายเย่ ตอนนี้มีผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรผู้เดินสมุทรขึ้นอย่างลับๆ คุณรู้เื่นี้ไหมครับ?” มู่สืออวี้ลองถามดู
เย่ฝานส่ายหน้าแล้วตอบว่า “ฉันไม่ค่อยรู้เื่นี้เท่าไร นายรู้เหรอ?”
“บ้านตระกูลมู่ก็เป็หนึ่งในพันธมิตรครับ”
เย่ฝานพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ที่แท้ก็เป็อย่างนี้เอง! บ้านตระกูลมู่ของพวกนายรู้เส้นทางเดินเรือเหรอ? มีเบาะแสจากภาพวาดเพียงภาพเดียวเท่านั้นนะ!”
“ที่พวกเรารู้เส้นทางก็เป็เพราะทุกคนช่วยกันจ่ายเงินหนึ่งพันล้านหยวนเพื่อเชิญโหราจารย์ท่านหนึ่งยินยอมลดอายุของตนเอง ให้ทำนายเส้นทางออกมา”
เย่ฝานกลอกตามองบน “เป็โหราจารย์นี่มีรายได้เยอะจริงๆ! แค่พูดไร้สาระสักหน่อย ก็หาเงินได้ตั้งพันล้านหยวนแล้ว”
“เขาคนนั้นเป็ผู้สืบทอดของปรมาจารย์ด้านโหราศาสตร์ที่มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์จีน เขาเป็ผู้สืบทอดของปรมาจารย์ไล่ปู้อีครับ หากไม่ใช่เพราะทุกคนร่วมขอร้องในเวลาเดียวกัน เขาคงไม่ยอมยื่นมือเข้ามาช่วยโดยง่าย” มู่หลันพยายามพูดแก้ต่าง
“ไล่ปู้อี เป็ใครกัน! ” เย่ฝานถามด้วยความงงงวย
“ปรมาจารย์ไล่ปู้อีเป็นักโหราศาสตร์ที่มีชื่อเสียงในสมัยโบราณ เล่าขานกันว่า เขามีความสามารถในการขี่เมฆดั้นหมอกและพลิกสายน้ำถล่มสมุทร” มู่หลีกล่าว
เย่ฝานยิ้มเยาะพลางพูด “ฉันรู้แล้ว เขาเป็พวกร่างทรงอีกแล้วใช่ไหม”
มู่หลัน “…”
“คุณชายเย่ โลกกว้างใหญ่ไพศาล เื่พิสดารที่คาดไม่ถึงยังมีมากมาย ถึงแม้คุณจะมีความสามารถแข็งแกร่งเพียงใด แต่ในโลกใบนี้ก็ยังมีคนที่มีความสามารถที่เราไม่อาจล่วงรู้ได้อีกมากมาย ดังนั้นมันจึงไม่ใช่เื่แปลกอะไร” มู่หลีเลื่อมใสในปรมาจารย์ไล่ปู้อีเป็อย่างมาก พอได้ยินคำพูดเสียดสีของเย่ฝาน เขาจึงอดไม่ได้ที่จะพูดโต้แย้ง
มู่สืออวี้ถลึงตาใส่มู่หลี มู่หลีทำท่าทางไม่ยอมแพ้และยืนหยัดในความคิดของตน
เดิมทีมู่หลีคิดว่าที่เขาพูดออกไปอย่างนั้น เย่ฝานต้องไม่พอใจเป็แน่ แต่ไม่นึกว่าเย่ฝานจะพยักหน้าเห็นด้วย
“ที่นายพูดก็ถูกนะ แม้ในโลกใบนี้จะมีพวกต้มตุ๋นและสิบแปดมงกุฎมากมาย แต่ก็ยังมียอดคนหลงเหลืออยู่บ้าง ครั้งก่อนฉันเคยเจออยู่หนึ่งคน บอกว่าฉันกับอวิ๋นซีเป็คู่สร้างฟ้าประทาน แล้วยังบอกให้พวกฉันรีบแต่งงานกันอีก เขาดูแม่นมากเลยนะ” เย่ฝานเล่าด้วยความเบิกบานใจ
มู่เหลียนผิงเหลือบตามองบนแล้วคิดในใจ หมอดูข้างถนนเห็นท่าทางของนายที่รักใคร่คุณชายไป๋ขนาดนั้น เป็ใครก็ทำนายถูกทั้งนั้นแหละ!
“โหราจารย์ท่านนั้นบอกว่า ูเาเซียนตั้งอยู่บนหลังของเต่าศักดิ์สิทธิ์ตัวหนึ่ง เต่าศักดิ์สิทธิ์ตัวนั้นแบกูเาเซียนไว้บนหลัง แล้วเคลื่อนย้ายไปเรื่อยๆ ดังนั้นจนถึงตอนนี้ ก็ยังไม่มีใครหาูเาพบ” มู่หลีกล่าว
“เต่าศักดิ์สิทธิ์? เต่าดำน่ะเหรอ?” เย่ฝานซักถาม
“ใช่แล้วครับ สี่สัตว์เทพเ้าในตำนาน คือ ัเขียว เสือขาว นกยูงแดงและเต่าดำ สัตว์เ่าั้ต่างบำเพ็ญตนจนบรรลุเซียน และหลุดพ้นจากโลกใบนี้ไปแล้ว แต่คงเหลือลูกหลานของเต่าดำที่ยังอยู่ในโลกนี้ด้วยเหตุจำเป็หลายประการ มันจึงเร้นกายอยู่ในมหาสมุทร” มู่สืออวี้เล่า
เย่ฝานหรี่ตาลง เต่าจำนวนมากโดยทั่วไปแล้วจะคืบคลานอย่างเชื่องช้า แต่ก็มีเต่าบางส่วนที่ดุร้าย
หนังสือโบราณในโลกของผู้ฝึกตนมีการจดบันทึกถึงเต่าตัวหนึ่งไว้ เต่าตัวนั้นได้รับการขนานนามว่าเต่ากลืนเซียน มันมีพลังปราณระดับหยวนอิง บนหลังของมันมีต้นไม้ใบหญ้าเจริญงอกงาม ลอยอยู่กลางมหาสมุทรแสร้งทำเป็เกาะกลางน้ำ เวลาส่วนมากมักจะนอนหลับ พอตื่นขึ้นมา ก็จะจับผู้ฝึกตนที่หยุดพักผ่อนบนหลังของมันกินเป็อาหาร
มีครั้งหนึ่งเต่ากลืนเซียนนอนหลับไปสองร้อยปี มีนิกายแห่งหนึ่งก่อตั้งสำนักขึ้นบนหลังของมัน ปรากฏว่าพอมันตื่นขึ้นมา ก็จับคนในนิกายนั้นกินจนหมดสิ้น
“หากว่าเต่าตัวนั้นเป็ลูกหลานของเต่าดำจริงๆ พวกที่ออกทะเลไปยังเสาะหาูเาเซียนไม่เจอก็ดีแล้ว หากหาเจอขึ้นมา ดีไม่ดีอาจถูกมันจับกินได้” เย่ฝานเอ่ย
มู่หลีกะพริบตาแล้วพูดว่า “ถูกมันกินงั้นเหรอ?”
เย่ฝานพยักหน้า แล้วกล่าวว่า “ก็ใช่น่ะสิ! มนุษย์ก็เป็เมนูอาหารของสัตว์มากมายได้เหมือนกันนะ เต่าที่สามารถแบกูเาเซียนได้ทั้งลูก จะต้องเป็เต่าที่มีขนาดมหึมาขนาดไหน เกรงว่ามันน่าจะมีชีวิตอยู่มามากกว่าหมื่นปีแล้ว ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานขนาดนี้ คงบำเพ็ญตบะจนสำเร็จขั้นเซียนเทียนไปแล้วด้วยซ้ำ! สำหรับเหล่าผู้ฝึกวิทยาโบราณที่ออกทะเลไปนั้น มองไม่เห็นโอกาสที่จะเอาชนะมันได้เลย”
“ถ้าเป็อย่างที่ว่ามา คนที่ออกทะเลไปก็อันตรายน่ะสิครับ” มู่หลีถาม
เย่ฝานกะพริบตาปริบๆ คิดอยู่ชั่วครู่แล้วกล่าวว่า “มันก็ไม่น่าอันตรายขนาดนั้นหรอกนะ”
“คุณบอกเองไม่ใช่หรือครับว่าเต่านั่นอันตรายมาก?” มู่หลีถามย้ำ
เย่ฝานฉีกมุมปากแย้มยิ้ม “แต่ก่อนอื่น พวกเขาต้องหาเต่าตัวนั้นให้เจอก่อน! หากหาไม่เจอก็เปล่าประโยชน์ที่จะพูดเื่นี้! แต่ฉันคิดว่าพวกเขาน่าจะหาไม่เจอ”
เย่ฝานกัดไอศกรีมโคนสองคำ และกลืนลงไปด้วยสีหน้าพอใจ
มู่หลี “…”
“ผมได้ยินว่า คุณชายเย่ซื้อภาพวาดูเาเซียนมา คุณก็สนใจเืู่เาเซียนเหมือนกันหรือครับ”
เย่ฝานพยักหน้าแล้วพูดว่า “ใช่ ความสนใจ มันย่อมต้องมีอยู่แล้ว”
“คุณชายเย่วางแผนจะไปูเาเซียนไหมครับ?” มู่หลันถาม
เย่ฝานส่ายหน้าตอบ “ตอนนี้ยังไม่ได้วางแผน คงต้องรอให้เวลาสุกงอมก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
“แล้วเมื่อไรถึงจะเรียกว่าเวลาสุกงอมล่ะครับ?” มู่สืออวี้อดถามไม่ได้
เย่ฝานเอียงคอ ครุ่นคิดแล้วตอบว่า “เื่นี้ค่อนข้างบอกยากน่ะ”
ถึงอย่างไรก็ต้องรอฝึกฝนพลังปราณสำเร็จขั้นเก้าให้ได้เสียก่อน ตอนนี้เขาเพิ่งจะทะลวงขั้นเจ็ด เขาจะสามารถเลื่อนขั้นพลังปราณได้เมื่อไร เื่นี้ค่อนข้างบอกยาก ทั้งหมดต้องขึ้นอยู่กับโชคชะตาด้วย
มีคนไม่น้อยที่้าโอสถในมือของเย่ฝาน แต่พอกล่าวถึงสมุนไพรวิเศษกลับไม่มีใครยอมนำออกมา
ผู้ที่ฝึกฝนพลังปราณจนมาถึงในระดับนี้ หาก้าพัฒนาระดับปราณให้สูงขึ้นอีก ต้องอาศัยสมุนไพรวิเศษที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับผลอัคคีวิเศษอายุร้อยปี สมุนไพรวิเศษลักษณะนี้ รับรองว่าคนทั่วไปไม่มีแน่นอน ส่วนผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณนั้น คาดว่ามีไม่กี่คนที่มีอยู่ในมือ
เย่ฝานลูบคางคิดถึงสุสานโบราณขององค์หญิงผีดิบ แม้จะได้ยินว่าสำนักเหมาซันเข้าไปสำรวจมาแล้ว แต่บางทีพวกเขาอาจค้นหาไม่ทั่วถึงและกวาดกลับไปไม่หมด!
………………………………………………………………………………………….…
มู่หลันและมู่เหลียนผิงเดินออกมาพร้อมกัน “พี่ผิง คำพูดของคุณชายเย่มักจะเป็อย่างนี้เสมอหรือครับ?”
มู่เหลียนผิงพยักหน้าตอบ “ก็ใช่น่ะสิ! มีอะไรเหรอ?”
“ผมว่ามันฟังดูแปลกๆ” มู่หลันเอ่ย
มู่เหลียนผิงฝืนยิ้มแล้วกล่าวว่า “อีกหน่อยก็ชินไปเองแหละ” แรกเริ่มตอนที่เขาและคุณตาได้ยินเย่ฝานชมตัวเอง ตอนนั้นฟังดูแปลกกว่านี้อีก ทุกวันนี้ถือว่าเป็ปกติกว่าเมื่อก่อนมากแล้ว
“พี่ผิง คุณชายเย่คุยกับคนบ้านตระกูลไป๋ก็คุยแบบนี้น่ะหรือครับ?”
มู่เหลียนผิงพยักหน้า “ที่เคยได้ยินก็ไม่ได้ต่างกันนะ เมื่อก่อนท่านผู้าุโไป๋เคยโมโหเย่ฝานจนเอาไม้กวาดไล่เขาออกจากบ้านด้วย”
“ท่านผู้าุโไป๋ช่างใจกล้าจริงๆ นะครับ”
เย่ฝานสามารถจัดการได้แม้กระทั่งผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณที่มีพลังปราณขั้นเจ็ด ไม่นึกว่าท่านผู้าุโไป๋ที่ร่างกายอ่อนแออย่างนั้นจะกล้าเอาไม้กวาดไล่ตีเขา!
“แล้วสุดท้ายเป็ยังไงครับ?” มู่หลีถาม
มู่เหลียนผิงยักไหล่ แล้วกล่าวต่อไปว่า “คุณชายเย่ใช้ยันต์สงบจิตแปะร่างเขา ทำให้หมดสติไปเลย”
“ถึงอย่างนั้นท่านผู้าุโไป๋ยังทำใจยอมรับคุณชายไป๋เป็หลานเขยได้อีกหรือเนี่ย!” มู่สืออวี้พูดด้วยความประหลาดใจ
มู่เหลียนผิงหัวเราะ แล้วพูดว่า “คุณชายเย่รักคุณชายไป๋ขนาดนั้น ท่านผู้าุโไป๋ไม่เห็นด้วยก็คงไม่ได้!” มู่เหลียนผิงขยี้จมูก แล้วพูดอย่างกระดากกระเดื่องว่า “คุณชายเย่ไม่ได้คิดว่าที่ท่านผู้าุโไป๋ไล่เขาออกจากบ้าน เป็เพราะไม่ชอบเขา แต่เขาคิดว่าท่านผู้าุโไป๋ป่วยเป็โรคอัลไซเมอร์ต่างหากล่ะ!”
