ชิงหงเกรงว่านางจะไม่ถามต่อ เมื่อได้ยินเช่นนั้นนางก็นางทำท่าทางขึงขังตอบเสียงทุ้มต่ำกลับไปว่า
"ข้าน้อยแอบฟังจนรู้ว่า สาวใช้ที่ชื่อซุ่ยเยวี่ยบอกว่ายาพวกนี้มีมูลค่ามากนัก เดิมจะเก็บไว้ให้ชายาของซื่อจื่อในวันข้างหน้า และดูเหมือนว่าไป๋ซวงจื่อก็รู้จักยานี้แต่ซื่อจื่อก็ไม่เคยมอบให้เขา ซุ่ยเยวี่ยยังถามว่าทำไมถึงจะเอามามอบให้ท่าน ไม่เก็บไว้ให้ไป๋ซวงจื่อ ซื่อจื่อพอถูกถามเช่นนี้ก็เลยสั่งลงโทษให้นางคุกเข่าด้วยนะเ้าคะ"
"อ้อ ถ้าเช่นนั้นนี่คงเป็ยาดีจริงๆ " เจียงฮุ่ยได้ยินชื่อของไป๋ซวงจื่อก็มีอาการไม่พอใจชั่วขณะ นางเดินไปที่ชิงหงและออกคำสั่ง "ยื่นมือออกมา ให้ข้าลองใช้กับเ้าก่อน"
ชิงหงคิดว่าตนทำอะไรผิดไป นางกลัวจนตัวหดและรีบคุกเข่าลงกับพื้น "คุณหนูเ้าคะ ยานี้มันมีค่า..."
เจียงฮุ่ยยิ้มอยากเยือกเย็นและดูเ้าเล่ห์ "ข้าให้เ้ายื่นมือออกมา ไม่ได้ยินหรือไง?"
ชิงหงได้ยินคำสั่งก็รู้ว่าคงไม่จบง่ายๆ หากไม่ทำตาม นางตัวสั่นและยื่นมือออกไปช้าๆ เจียงฮุ่ยเปิดขวดยาและใช้ปิ่นเงินจุ่มลงไปที่ตัวยาสีแดง จากนั้นก็ป้ายลงบนหลังมือของชิงหง
ชิงหงก้มมองและใช้มือละเลงจนตัวยาซึมซาบลงไปจนหมด ผิวนางที่เดิมขาวอยู่แล้ว บัดนี้ดูกระจ่างใสขึ้นอีก ซ้ำยังดูมีเืฝาดอมชมพูดูงดงามยิ่งขึ้นกว่าเดิม
"ไม่เลวจริงๆ พอทาลงไปก็เห็นผลทันทีว่าผิวพรรณดีขึ้น เ้าพูดถูกจริงๆ" เจียงฮุ่ยมองดูผลอย่างพอใจก็พยักหน้าและเก็บขวดวางลงบนโต๊ะเครื่องแป้ง นางออกคำสั่งด้วยเสียงราบเรียบ
"ยานี้เก็บไว้ใช้ ข้าฝากเ้าไปขอบคุณท่านพี่ด้วย"
ชิงหงรับคำสั่งและคำนับลาถอยออกมา เหลือเพียงเจียงฮุ่ยที่นั่งมองนางจากไปจากทางหน้าต่าง นางหยิบขวดยาขึ้นมาดูอีกครั้ง พลางเผยรอยยิ้มขึ้นมาบนใบหน้า
หลังมื้อเย็น ความมืดก็ครอบงำเข้ามา แต่ภายในสวนมรกตยังคงสว่างไปด้วยแสงจากโคมไฟ
ซุ่ยเยวี่ยที่ลุกขึ้นจากการคุกเข่าอันยางนานอยู่ที่หน้าห้องเจียงลั่วอวี้ นางนวดหัวเข่าตนเองพลางมองเข้าไปที่หน้าต่าง นางเห็นว่านายของตนกำลังเหม่อลอยและดูเหมือนมีเื่กังวลนับั้แ่ชิงหงกลับมารายงานเื่ส่งยา
นับแต่ที่นายของตนรู้ว่าไป๋ซวงจื่อได้ยินเื่ที่พวกตนคุยกัน นายน้อยก็ดูแปลกไป นางเดาไม่ผิดจริงๆ แม้ว่าพวกเขาสองคนจะเพิ่งรู้จักกันไม่กี่วัน แต่นายน้อยก็ดูให้ความสำคัญกับไป๋ซวงจื่อมาก...
ถ้าหากว่ายังอยู่ในจวนของตน ขอแค่เ้านายสั่งมา นางก็จะไปอธิบายให้ไป๋ซวงจื่อเข้าใจทันที แต่นี่มาอาศัยคนอื่นอยู่ จะทำอะไรก็ต้องคิดให้รอบคอบ ถ้าไป๋ซวงจื่อไม่ยอมมาก็ยากที่จะอธิบาย แล้วจะทำเช่นไรดี?
หากไม่ต้องมาอาศัยคนอื่นอยู่ ซื่อจื่อก็คงไม่สั่งให้ตนแกล้งแสดงละครตบตาชิงหงไม่ใช่หรือ?
เมื่อคิดได้เช่นนั้นนางก็ได้แต่ถอนหายใจ นางเหลือบมองไปที่หัวเข่าของตน เตรียมจะเข้าไปในห้องเพื่อแสดงละครให้ชิงหงดูต่อว่าตนเองได้สำนึกผิดและจะเข้ามาขอโทษนายน้อย แต่นางก็มองเห็นคนยืนอยู่ที่ทางเข้าสวนเข้าพอดี
ทันทีที่เห็นเงาสีขาว นางก็ต้องใ
เจียงลั่วอวี่ไม่คิดว่าจะได้เห็นร่างสีขาวที่กำลังเดินเข้ามา เขาถึงกับชะงักค้าง หมึกสีดำจากปลายพู่กันที่เขาเอาไว้ในมือหยดลงบนกระดาษสีขาวโพลน ชิงหงเองก็สังเกตเห็นและมองตามสายตานายของตนว่าไปหยุดอยู่ที่ใด
"เ้าออกไปก่อน ไม่ต้องฝนหมึกให้ข้าแล้ว"
ชิงหงไม่อยากเชื่อในสายตาตน ร่างสีขาวนั้นกำลังมุ่งหน้าเข้ามา แม้ว่าจะใแต่นางก็เก็บซ่อนความรู้สึกและย่อตัวรับคำสั่ง วางมือจากแท่งหมึก "เ้าค่ะซื่อจื่อ"
เจียงลั่วอวี้เห็นว่าคนคนนั้นกำลังใกล้เข้ามาทุกที เขายกมือขึ้นและออกคำสั่งไปยังสาวใช้ที่นั่งคุกเข่าอยู่ด้านนอกหน้าต่าง "ซุ่ยเยวี่ย เ้าก็ออกไปด้วย"
ซุ่ยเยวี่ยเริ่มเห็นรอยแผลเป็บนหน้าชายชุดขาว นางรีบถอยออกมาสายตาก็พลันเหลือบไปเห็นชิงหงที่กำลังเดินออกมาจากห้องและเดินออกไปทางระเบียงเช่นกัน เพียงครู่เดียวทั้งสองก็หายลับไปจากสายตาผู้เป็นาย
ไป๋ิ่อวี้หยุดยืนอยู่ที่บันได ด้วยความมืดจึงมองไม่เห็นสีหน้าของเขา มีเพียงตาสีอำพันที่ส่องประกาย ลมราตรีพาเอาชุดสีขาวที่คลุมร่างอันบอบบางของเขาปลิวไสวไปตามแรงลม แม้แต่เจียงลั่วอวี่ยังรู้สึกหวาดกลัว
เขากลัวว่าถ้าไม่ยื่นมือไปคว้าไว้ คนที่อยู่ตรงหน้าอาจปลิวหายไป
ทั้งสองคนไม่ได้เจอกันมาสิบกว่าวัน ทั้งคู่มองตากันและกัน เจียงลั่วอวี้สังเกตเห็นว่าสีหน้าของไป๋ิ่อวี้ไม่ได้ซีดเซียวอีกแล้ว เพียงแต่ยังดูอ่อนแรง คิดว่าคงหายไข้แล้ว ขาดก็แต่กำลังภายในที่สูญเสียไปยังไม่กลับคืนมา
เขาไม่กล้าพูดอะไรได้แต่เม้มปากและมองต่ำ กลัวว่าถ้ายังจ้องตาต่อ ตัวเขาเองคงจะอดไม่ได้ที่จะอธิบายเื่ที่เขาแสดงละครกับซุ่ยเยวี่ยเมื่อตอนกลางวัน
คิดไปคิดมาในใจเขาเองก็รู้สึกผิดและกังวล
"ข้างนอกหนาว" เจียงลั่วอวี้เดินไปผลักประตูที่สลักลวดลายงดงามให้เปิดออกครึ่งบาน "มีอะไรก็เข้ามาคุยกันข้างใน"
ไป๋ิ่อวี้ยืนมองอยู่กับที่ เจียงล้่วอวี้ที่ยืนใต้แสงเทียนช่างงดงามนัก มือที่อยู่ในแขนเสื้อไม่รู้ว่ากำลังแบหรือกำอยู่ ดวงตาสีอำพันดูอบอุ่นขึ้นมา
ไป๋ิ่อวี้ก้าวเข้ามาในห้อง เจียงลั่วอวี้นั่งลงข้างโต๊ะและวางถ้วยชาที่ยังมีควันคุกรุ่นไว้บนโต๊ะเป็การเชื้อเชิญ จากนั้นเขาก็วาดมือไปบนโต๊ะจนเจอขวดหยกและหยิบขึ้นมาเขย่า
ไป๋ิ่อวี้ยืนอยู่ที่ประตูไม่ห่างไปจากเขาจ้องมองไปยังคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะ ก่อนจะพูดเสียงเบาๆว่า
"แค่อยากมาหา"
เสียงของเขายังคงแหบแห้งเพราะยังไม่หายดี แต่ก็น่าฟังและชวนให้หลงใหล เจียงลั่วอวี้หยุดเขย่าขวดยาและกำมือแน่น เขายิ้มและเงยหน้าขึ้นมองพร้อมเอ่ยปาก
"อย่าเอาคำพวกนั้นมาใส่ใจเลย"
เขาพบว่าไป๋ิ่อวี้จ้องมองเขามาั้แ่ก้าวเข้ามาในห้อง แม้ว่าสีหน้าจะปราศจากอารมณ์ แต่ดวงตาสีอำพันก็ส่องประกายราวกับแก้ว หากมองให้ดีจะเห็นความสงบเงียบซ่อนอยู่
เจียงลั่วอวี้ถอนหายใจยาวๆเขารู้แล้วว่าไป๋ิ่อวี่ไม่ได้ใส่ใจเื่เมื่อกลางวัน เขารู้สึกผ่อนคลายลงและกำลังจะวางขวดยากลับลงบนโต๊ะ แต่พลันได้ยินคำถามเสียก่อน
"นั่นคือยาบำรุงผิวใช่ไหม?"
ยังไม่ทันพยักหน้าตอบ นิ้วมือขาวเรียวก็ยื่นมาหยิบขวดไปจากมือเขา ฝาขวดถูกเปิดออกและส่องมองเข้าไปจนเห็นของเหลวสีแดงที่บรรจุอยู่ เขายังดมกลิ่นดู
เจียงลั่วอวี้เห็นท่าทางเ่าั้ก็อดที่จะขำไม่ได้
"ทำไมรึ หรือเ้าก็อยากได้?"
ไป๋ิ่อวี้ไม่ตอบ เขาออกแรงกดปิดฝาและกำขวดแน่นจนนิ้วขาวซีด ผมปรกหน้าเขาซีกหนึ่งทำให้ดูไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่
ภายใต้ความเงียบชั่วครู่ เจียงลั่วอวี้เห็นท่าทางกำขวดแน่นไม่ปล่อยของไป๋ิ่อวี้ ก็แกล้งพูดประชดพร้อมสายตาแสร้งเยาะเย้ย "น่าเสียดาย ยานี้มีค่านัก คงให้เ้าไม่ได้นะ ข้าจะเก็บไว้ใช้เอง"
