กงเยี่ยนชิวเงียบขรึมเหมือนทุกวันใบหน้าเ็าเล็กน้อย แววตาเปล่งประกายไปด้วยความเ้าเล่ห์ นางบอก“พวกเราต่างก็เป็พี่น้องกันทั้งนั้นช่วยเหลือซึ่งกันและกันก็เป็เื่ที่สมควรอยู่แล้ว”
เจี่ยนซืออินเผลอหลุดปาก “ท่านไม่รู้ หลายวันมานี้ข้าเอาแต่ระแวงและหวาดกลัวจนไม่เป็อันทำอะไรเลยข้ากลัวว่าตัวเองทำให้องค์หญิงเจ็ดไม่พอใจแล้ว นางต้องมาหาเื่ข้าแน่ๆ...แต่ก็ช่างเถอะ เื่มันก็ผ่านมาแล้ว พวกเราอย่าพูดถึงมันเลยดีกว่า พี่กงองค์หญิงเจ็ดร้ายกาจนัก ท่านอยู่กับนางต้องระวังตัวให้มากล่ะ...”
กงเยี่ยนชิวหลุบตาลง นางรู้สึกร้อนรนกระวนกระวายเหมือนมีไฟเผาอยู่ในหัวใจเช่นนั้น... ในเมื่อรู้ว่าองค์หญิงเจ็ดร้ายกาจ เหตุใดจึงยังไปมีเื่มีราวกับนางอีก...กงเยี่ยนชิวคีบอาหารที่เจี่ยนซืออินชอบกินมากที่สุดให้นางพลางพูดขึ้น “มา กินเยอะๆหน่อย”
เมื่อกินจนอิ่มหนำกันแล้วกงเยี่ยนชิวกับเจี่ยนซืออินจึงเดินออกมาจากร้านอาหาร เจี่ยนซืออินเหลียวซ้ายแลขวา“เอ๋... พี่กง คนรับใช้ที่พี่พามาด้วยล่ะ? ทำไมพวกเขาไม่ยกเกี้ยวมารอรับพี่ที่นี่?”
ในตอนที่ทั้งสองอยู่ด้วยกัน เจี่ยนซืออินมักจะไม่พาคนรับใช้ของจวนอัครมหาเสนาบดีมาด้วยนางชอบขอขึ้นเกี้ยวไปกับกงเยี่ยนชิวมากกว่า
กงเยี่ยนชิวบอก “ข้าสั่งให้พวกเขากลับไปก่อนแล้วตอนนี้พวกเราเพิ่งกินอาหารมา เดินกลับจวนกันดีกว่า จะได้ย่อยอาหารไปด้วย”
เมื่อเห็นว่าท้องถนนครึกครื้น แถมท้องฟ้ายามราตรียังงดงามเช่นนี้เจี่ยนซืออินก็อารมณ์ดีเป็อย่างมาก นางจับมือกงเยี่ยนชิวแล้วเดินเล่นไปตามท้องถนนอย่างอารมณ์ดี เมื่อเดินไปจนสุดถนนกงเยี่ยนชิวก็พาเจี่ยนซืออินเลี้ยวเข้าไปในตรอกอีกแห่งซึ่งมีบรรยากาศค่อนข้างเงียบเหงาและมืดมน
เจี่ยนซืออินเดินพลางถามไปด้วย “พวกเราไม่เดินทางถนนหลักหรือทำไมต้องเดินในตรอกเล็กๆ เช่นนี้ด้วย? ที่นี่มืดจังเดินไม่ถนัดเลย”
กงเยี่ยนชิวนิ่งเงียบลงชั่วครู่ เสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อยหากไม่สังเกตดีๆ คงยากจะััได้ “ทางนี้ใกล้กว่า...”
“เมื่อครู่ท่านยังบอกว่าจะเดินย่อยอาหารอยู่เลยไม่ใช่หรือทำไมตอนนี้ถึงอยากเดินทางลัดเสียแล้วล่ะ” เจี่ยนซืออินเริ่มหวาดกลัวขึ้นมาเล็กน้อยนางดึงแขนเสื้อของกงเยี่ยนชิวแน่นอย่างลืมตัว “พวกเราสองคนต่างก็เป็สตรี มาเดินบนทางเช่นนี้หากเจออันตรายอะไรขึ้นมาจะทำอย่างไร...”
คำพูดดีๆ มักไม่เป็จริง แต่คำพูดร้ายๆ มักแม่นยำเสมอ เจี่ยนซืออินอยากกัดลิ้นตัวเองให้ขาดไปเลยเพราะในตอนที่ทั้งสองเดินไปจนเกือบจะถึงทางออก จู่ๆคนหลายคนก็โผล่ออกมาจากทางออกเบื้องหน้าอย่างกะทันหันคนเ่าั้ยืนขวางทางออกที่เคยมืดมนและวังเวงเอาไว้อย่างรวดเร็ว
เจี่ยนซืออินร้องอุทานด้วยความใเมื่อได้เห็นรอยยิ้มชั่วร้ายบนใบหน้าของคนเ่าั้ นางก็ใจนิญญาแทบจะหลุดออกจากร่างวินาทีนั้นนางไม่ทันได้คิดว่าเหตุใดคนเหล่านี้ถึงมาดักรอพวกนางได้อย่างถูกที่และถูกเวลาคล้ายกับเตรียมการมาล่วงหน้าเช่นนี้ แต่สิ่งที่นางคิดได้เป็อันดับแรกคือการดึงมือของกงเยี่ยนชิว แล้วหมุนตัว วิ่งหนีกลับไปทางเดิมทันที “รีบหนีเร็ว!”
นางพยายามลากให้กงเยี่ยนชิววิ่งตามมา แต่อีกฝ่ายกลับยืนนิ่งอยู่กับที่ไม่ยอมก้าวขาตามมาแม้แต่ก้าวเดียว เจี่ยนซืออินหวาดกลัวจนเสียงสั่นนางหันกลับไปมองพบว่าใบหน้าของกงเยี่ยนชิวยังคงนิ่งเรียบและเ็าไม่ต่างไปจากเดิม“รีบหนีเร็วเข้า เสียสติไปแล้วหรือไง?”
ดวงตาของกงเยี่ยนชิวปกคลุมไปด้วยม่านน้ำตา น้ำใสๆรื้นขึ้นมาคลออยู่ที่ขอบตาั้แ่เมื่อใดก็ไม่ทราบ นางพูดด้วยเสียงแ่เบา“ขอโทษนะ... ซืออิน”
เจี่ยนซืออินสมองขาวโพลนไปหมด วินาทีต่อมา จู่ๆ นางก็ตระหนักได้ถึงบางสิ่งจึงปล่อยมือกงเยี่ยนชิว แล้วเตรียมจะหนีไปโดยไม่สนใจกงเยี่ยนชิวอีกแต่กงเยี่ยนชิวกลับดึงแขนของนางเอาไว้แน่น ไม่ยอมปล่อยให้นางหนีไป ทว่ารอให้ชายสองสามคนที่อยู่ข้างหลังก้าวเข้ามาหาทีละก้าวๆ
เจี่ยนซืออินดิ้นพล่านราวกับคนบ้า นางร้องคำราม “ทำบ้าอะไรของเ้า! ปล่อยข้านะ!ปล่อยข้า! กงเยี่ยนชิวเ้าวางแผนทำร้ายข้าหรือ? ทำไมเ้าถึงโเี้อำมหิตเช่นนี้เสียแรงที่เราเคยเป็เพื่อนกันมาก่อน!”
ชายสามคนเดินเข้ามาใกล้ พวกเขาไม่ได้แตะต้องกงเยี่ยนชิวแต่ตรงเข้ามาล็อกร่างของเจี่ยนซืออินเอาไว้อย่างแ่าจนนางไม่อาจสลัดหนีไปไหนได้เลย นางถีบขาไปที่กงเยี่ยนชิวอย่างบ้าคลั่งกงเยี่ยนชิวเองก็ไม่ได้หลบเลี่ยงอะไร เพราะยืนนิ่งอยู่กับที่จึงโดนถีบไปหลายครั้ง
เจี่ยนซืออินหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนน้ำตาพรั่งพรูออกมาจากดวงตาทั้งคู่ แรงอันน้อยนิดของนางหรือจะสู้แรงของผู้ชายถึงสามคนนางกัดฟันกรอด พลางกรีดร้องใส่กงเยี่ยนชิวทั้งน้ำตาน้ำเสียงเต็มไปด้วยความแค้นเคือง “เ้ามันใจดำอำมหิตเสียยิ่งกว่าอสรพิษ! ที่แท้ ที่เ้าหลอกให้ข้าออกมาวันนี้ก็เพื่อทำร้ายข้างั้นหรือ!”
กงเยี่ยนชิวมีท่าทีนิ่งเรียบทว่าน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อยกลับเผยความหวาดกลัวและตื่นตระหนกในหัวใจของนางออกมาจนหมดสิ้นนางบอก “อย่าโทษข้าเลย ถ้าจะโทษ ก็ต้องโทษตัวเ้าเองที่ทำให้องค์หญิงเจ็ดไม่พอใจนาง้าทำกับเ้าเช่นนี้ ข้าเองก็จนปัญญา...”
“เ้าหลอกข้า! เ้าหรือจะจนปัญญา! หากเ้าบอกข้าั้แ่แรกข้าคงไม่ออกมาเที่ยวเล่นกับเ้าหรอก!”
กงเยี่ยนชิวเงยหน้าขึ้นมาอย่างกะทันหัน หางตาของนางแฝงไปด้วยน้ำตานางบอกกับเจี่ยนซืออิน “ถ้าข้าบอกเ้า ข้าก็ต้องพบกับจุดจบเช่นเดียวกับเ้า! แม้ข้าจะรักเ้าเหมือนพี่น้องแต่ข้าไม่มีอำนาจตัดสินใจในเื่นี้จริงๆ!ซืออิน... ให้อภัยข้าเถอะ ข้าไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว... ขอโทษข้าขอโทษ...”
“กงเยี่ยนชิว เ้ามันก็ไม่ต่างจากอสรพิษ!” เจี่ยนซืออินะโด่าไม่หยุดแต่ก็ถูกชายหลายคนดึงเข้าไปในตรอกมืดอย่างไม่อาจขัดขืน “ปล่อยข้า! ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้! ข้าเป็บุตรสาวของอัครมหาเสนาบดีแห่งแคว้นจิ้น พวกเ้าต้องได้รับผลกรรมอย่างสาสม!”
ในราตรีที่เงียบสงัด เสียงก่นด่าสาปแช่งของเจี่ยนซืออินดังขึ้นพร้อมกับเสียงฉีกขาดของเสื้อผ้าเสียงกรีดร้องของนางแหลมดังและแสบแก้วหู แต่ที่นี่ทั้งเปลี่ยวและอยู่ไกลผู้คนจึงเป็ไปไม่ได้ที่ใครจะเดินผ่านมาแถวนี้เสียงร้องขอความช่วยเหลือของเจี่ยนซืออินไร้ซึ่งการตอบกลับนางร้องไห้และกรีดร้องด้วยความเ็ปราวแทบจะขาดใจ ท้ายที่สุดเสียงก่นด่าก็ค่อยๆเปลี่ยนมาเป็เสียงวิงวอน “ขอร้องละ ปล่อยข้าไปเถอะ... ได้โปรด ปล่อยข้าไป...”
เสียงของเจี่ยนซืออินดังขึ้นอย่างขาดห้วง
กงเยี่ยนชิวน้ำตาไหลพราก นางพยายามกอดตัวเองให้แน่นที่สุดแล้วแต่ร่างบางก็ยังสั่นเทาไม่หยุด นางไม่อยากรับฟังอีก จึงหมุนตัวแล้วยกเท้าอันแสนหนักอึ้งขึ้นค่อยๆ ก้าวออกไปจากตรอกเปลี่ยวอย่างช้าๆ
แต่เพิ่งเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าวเสียงร้องโหยหวนของผู้ชายก็ดังขึ้นที่เื้ัชายคนนั้นเหวี่ยงฝ่ามือตบหน้าเจี่ยนซืออินด้วยความโกรธหลายครั้งพลางสบถด่าเสียงดัง “กล้ากัดบิดางั้นหรือ!”
“เร็วเข้า! บีบกรามของนางเอาไว้นังสารเลวนี่อยากกัดลิ้นฆ่าตัวตาย!”
เจี่ยนซืออินที่ถูกบีบกรามแน่นคำรามด่าด้วยเสียงเคียดแค้น “ไม่ตายดีพวกเ้าต้องไม่ตายดี! กงเยี่ยนชิว...ซูเหลียนหรู... ต่อให้ตายเป็ผีข้าก็ไม่ปล่อยพวกเ้าไปแน่!”
กงเยี่ยนชิวปิดหูตัวเองเอาไว้ นางไม่อยากรับฟัง จึงวิ่งไปข้างหน้าอย่างบ้าคลั่งโทษนางไม่ได้ จะโทษนางไม่ได้... นางก็ถูกบังคับเหมือนกัน...แม้นางจะได้ชื่อว่าเป็หลานสาวของฮองเฮา แต่นอกจากสิ่งนี้นางก็ไม่มีอะไรสักอย่างบ้านของนางไร้ตำแหน่งหรืออำนาจใดๆ เป็แค่ชนชั้นสูงที่มีแค่ชื่อแต่ไร้อำนาจแล้วเช่นนี้ นางจะไปสู้กับองค์หญิงเจ็ดองค์หญิงที่ได้รับความโปรดปรานมากที่สุดในวังหลวงได้อย่างไร...หากนางไม่ทำตามคำสั่งขององค์หญิงเจ็ดนางเองก็ต้องพบกับจุดจบเช่นเดียวกับเจี่ยนซืออิน!
กงเยี่ยนชิววิ่งไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิตคล้ายมีผีร้ายวิ่งตามอยู่ข้างหลังเช่นนั้น กระทั่งวิ่งเลี้ยวไปที่มุมสุดถนนจึงพบว่าซูเหลียนหรูมารออยู่ที่นี่ตั้งนานแล้ว
ซูเหลียนหรูกลับมาจากการฟังเพลงที่โรงดนตรีหลานเยว่พอดีนางนั่งอยู่ในเกี้ยว และเกี้ยวของนางก็ขวางทางของกงเยี่ยนชิวเอาไว้อย่างเหมาะเจาะ
นางเดินลงมาจากเกี้ยวอย่างใจเย็น ชุดอาภรณ์ทั้งหรูหราและสง่างามนางเดินทอดน่องไปหยุดอยู่เบื้องหน้ากงเยี่ยนชิวมองน้ำตาที่ท่วมใบหน้าและร่างกายที่สั่นเทาของอีกฝ่ายก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าของตนขึ้นมา และเช็ดหน้าให้กงเยี่ยนชิวด้วยท่าทางเวทนา
แต่นั่นกลับยิ่งทำให้กงเยี่ยนชิวตัวสั่นมากกว่าเดิม
