“นายมาจากโลกอื่นเหรอ อย่างนี้เรียกว่ามาเกิดใหม่ในร่างอื่นหรือเปล่า?” ไป๋อวิ๋นซีอดถามไม่ได้
เย่ฝานพยักหน้าแล้วตอบว่า “น่าจะใช่นะ!”
ไป๋อวิ๋นซีคาดคะเนมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่พอเื่ราวถูกยืนยันจากปากเย่ฝานอย่างง่ายดายแบบนี้ กลับทำให้เขารู้สึกไม่มั่นใจ
“นายไม่เห็นเคยบอกฉันเลย” ไป๋อวิ๋นซีขมวดคิ้วแล้วพูดอย่างไม่สบอารมณ์
เย่ฝานหันหน้ากลับมามองไป๋อวิ๋นซีพลางพูดอย่างจริงจัง “ก็นายไม่เคยถามฉันเลย!”
ไป๋อวิ๋นซีกลอกตามองบนในใจ อยู่ดีๆ จะให้เขาเริ่มถามอย่างไรเล่า?
ไป๋อวิ๋นซีทำหน้าเคร่งเครียด สูดหายใจเข้าลึกๆ “ก็จริง ฉันไม่ได้ถามนายเอง ตกลงนายมาจากที่ไหนกัน แล้วเมื่อก่อนทำอะไร”
“ฉันน่ะเหรอ? ฉันเก่งกาจมากเลยนะ! ฉันนับได้ว่าเป็ทายาทรุ่นที่สองของตระกูลผู้ฝึกตน ท่านปู่ของฉันเป็ผู้ฝึกตนระดับหยวนอิง ท่านพ่อของฉันเป็ผู้าุโในสำนัก ส่วนท่านพี่ของข้าเป็ลูกศิษย์ระดับหัวกะทิของสำนัก และเป็ทายาทผู้สืบทอดตำแหน่งเ้าสำนัก จึงไม่มีใครกล้าล่วงเกินฉันแม้แต่คนเดียว หากใครกล้าหือกับฉัน ก็ต้องโดนพี่ชายฉันจัดการแน่นอน
ไป๋อวิ๋นซีคิดในใจ “…” เย่ฝานเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ถูกตามใจและประคบประหงมอย่างนี้นี่เอง เขาถึงโตมาเป็คนปัญญาอ่อนแบบนี้
“แสดงว่าภพชาติที่แล้วนายต้องเป็คนที่เก่งมากเลยน่ะสิ”
“ก็ต้องดูว่าเกี่ยวกับด้านใด” เย่ฝานบอก “ด้านสติปัญญา ฉันเป็ที่หนึ่งของสำนักอยู่แล้ว ขนาดท่านปู่เจอปัญหาในการฝึกฝน ก็ยังต้องมาขอคำชี้แนะจากฉันเลย”
ไป๋อวิ๋นซีนึกในใจ “…” ขอคำชี้แนะจากนาย? ไม่กลัวว่าคำชี้แนะจะส่งผลให้ธาตุไฟเข้าแทรกหรือไงนะ?
“แล้วนายเป็ผู้ฝึกตนด้วยหรือเปล่า?” ไป๋อวิ๋นซีถาม
“ฉันเป็คนธรรมดา” เย่ฝานตอบพร้อมส่ายหน้า
ไป๋อวิ๋นซีมองเย่ฝานด้วยความไม่เข้าใจ “เป็คนธรรมดา นายจะเป็คนธรรมดาได้ยังไงกัน?”
“ผู้ที่มีรากิญญาเท่านั้นถึงจะฝึกตนได้ ภพชาติก่อนฉันไม่มีรากิญญา ดังนั้นฉันจึงเป็คนธรรมดา ในแผ่นดินของผู้ฝึกตนมีจำนวนผู้ฝึกตนไม่น้อย แต่คนธรรมดาก็มีจำนวนมากกว่าอยู่ดี เมื่อผู้ฝึกตนครองคู่กับผู้ฝึกตนด้วยกัน มีความน่าจะเป็สูงมากที่จะให้กำเนิดทายาทที่สามารถฝึกตนได้ แต่ฉันโชคไม่ดีเอาซะเลย” เย่ฝานกล่าว
ไป๋อวิ๋นซีขมวดคิ้ว แล้วพูดว่า “แล้วนายถูกกดขี่ไหม!”
ไป๋อวิ๋นซีรู้มาว่า ในตระกูลผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณจะมีการแบ่งกลุ่มของคนในตระกูลตามคุณสมบัติ โดยแบ่งออกเป็ระดับสาม ระดับหก และระดับเก้า คนที่คุณสมบัติด้อยกว่าก็จะได้รับการปฏิบัติไม่ดีนัก ความจริงมู่เหลียนผิงอยู่ในตระกูลมู่ ก็ไม่ได้สุขสบายเท่าใด ยังดีที่มีนักพรตสวีคอยช่วยเหลือเขา ทำให้เขาได้รับสิทธิพิเศษหลายอย่าง
เย่ฝานมองไป๋อวิ๋นซีด้วยความไม่เข้าใจ แล้วเอ่ยว่า “ถูกกดขี่ไหม? ทำไมฉันต้องถูกกดขี่ข่มเหงด้วย ฉันเป็ที่ชื่นชอบของใครต่อใคร ในตระกูลมีฉันคนเดียวที่ไม่สามารถฝึกตนได้ พวกเขาต่างเป็ห่วงฉันจะตาย”
ไป๋อวิ๋นซี “…”
เย่ฝานโบกมือไปมา แล้วเอ่ยว่า “ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้พบกันอีกไหม”
ไป๋อวิ๋นซีมองเย่ฝาน แล้วถามว่า “นายอยากพบพวกเขางั้นเหรอ?”
“อืม ถ้าพวกเขาเห็นว่าฉันสามารถฝึกตนได้แล้ว จะต้องดีใจมากแน่ๆ ท่านปู่มักพูดอยู่เสมอว่า อัจฉริยะที่เก่งกาจอย่างฉัน หากฝึกตนได้จะต้องเป็ที่หนึ่งในใต้หล้า อาจถึงขั้นบรรลุเป็เซียน และมีชีวิตเป็ะ”
“ท่านพี่มักกล่าวว่า ถ้าฉันสามารถฝึกตนได้ เขาจะยอมยกตำแหน่งลูกศิษย์หมายเลขหนึ่งของสำนักให้ฉัน”
“ท่านพ่อเคยบอกว่า ถ้าเป็ผู้ฝึกตน จะต้องฝึกฝนจนทะลวงขั้นหยวนอิง และพัฒนาสำนักปี้อวิ๋นให้กลายเป็ที่หนึ่งในอาณาจักรชางเสวียนได้แน่นอน”
“ท่านแม่ก็มักจะพูดบ่อยๆ ว่า หากฉันสามารถฝึกตนได้ ท่านจะยกลูกศิษย์ที่ฉันถูกตาต้องใจให้”
เย่ฝานเล่าด้วยอารมณ์พลุ่งพล่าน แววตาทั้งสองแฝงไปด้วยความคำนึงถึง
การบรรลุเป็เซียนและการทะลวงขั้นหยวนอิงที่เย่ฝานกล่าวถึง ไป๋อวิ๋นซีฟังแล้วไม่ค่อยรู้เื่นัก แต่ไป๋อวิ๋นซีก็ถือว่าเข้าใจบางส่วน นิสัยปัญญาอ่อนแบบนี้ของเย่ฝาน เป็ผลมาจากการเลี้ยงดูของคนในตระกูลทั้งนั้น
“แล้วนายมาที่นี่ได้ยังไงกัน?”
“ฉันกำลังจะไปถอนหมั้นก็ต้องมาตายอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่ และไม่รู้ทำไมฉันถึงตื่นขึ้นมาในร่างนี้ได้” เย่ฝานเล่า
“ถอนหมั้น? นายถูกคู่หมั้นของนายฆ่าตายเหรอ?” ไป๋อวิ๋นซีถาม
เย่ฝานส่ายหน้า แล้วเล่าว่า “ไม่ใช่ ฉันบังเอิญถูกดึงเข้าไปในวงล้อมการต่อสู้ของยอดฝีมือระดับสร้างรากฐานปราณสองคน และถูกลูกหลงจนตาย ตอนนั้นฉันอ่อนแอมาก หากตอนนั้นมีระดับพลังปราณขนาดนี้ ก็คงไม่มีจุดจบอย่างนั้น”
“ถอนหมั้น? เพราะอะไรเหรอ?”
“คู่หมั้นของฉันเป็ผู้หญิงที่เพียบพร้อม ถึงแม้หล่อนจะยังไม่สามารถทะลวงขั้นหยวนอิงได้ แต่ก็สำเร็จขั้นจินตันมีอายุยืนห้าร้อยปี ฉันเป็คนธรรมดาอย่างมากก็อยู่ได้แค่ร้อยปี เลยไม่อยากทำให้หล่อนเสียเวลา” เย่ฝานเล่า
“ถ้าเป็เช่นนั้น ทำไมถึงหมั้นั้แ่แรกล่ะ” ไป๋อวิ๋นซีถามอย่างไม่เข้าใจ
เย่ฝานหยักไหล่แล้วตอบว่า “ตอนที่ฉันเกิด ได้เกิดปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติขึ้น ผู้คนต่างเล่าลือกันไปต่างๆ นานาว่าฉันจะต้องกลายเป็ยอดฝีมือในอนาคต แต่ใครจะรู้เล่าว่าฉันไม่มีรากิญญา”
ไป๋อวิ๋นซีถามด้วยความรู้สึกเจ็บแปลบในใจ “งั้นนายยังคิดถึงอดีตคู่หมั้นของนายอยู่ไหม?”
“ฉันยังไม่เคยเจอหล่อนด้วยซ้ำไป! แล้วจะคิดถึงได้ยังไงกัน” เย่ฝานพูดพร้อมเบะปาก
ไป๋อวิ๋นซี “…”
“ฉันเจอนายครั้งแรกที่เมืองชางใช่ไหม” ไป๋อวิ๋นซีถาม
เย่ฝานพยักหน้า แล้วตอบว่า “ก็ใช่น่ะสิ! ฉันตกหลุมรักนายั้แ่แรกเห็น ตอนนั้นฉันตั้งปณิธานกับตัวเองว่า ฉันต้องแต่งนายเป็ภรรยาให้จงได้ ฉันไม่เหมือนกับเ้าของร่างคนก่อน ที่หลงใหลผู้หญิงน่าเกลียดแบบนั้น”
ไป๋อวิ๋นซีคิดในใจ “…” เขาว่าแล้วเชียว! เจอกันครั้งแรกก็รู้สึกว่าเ้าหมอนี่ช่างดูสะดุดตาเสียจริงๆ
……………………………………….…
“พวกเราไปสำรวจทะเลสาบกระชากิญญากันเถอะ” ไป๋อวิ๋นซีกล่าว
เย่ฝานพยักหน้ารับคำ “ได้สิ”
เมื่อไป๋อวิ๋นซีและเย่ฝานเดินไปถึงริมฝั่งทะเลสาบ ก็ได้ยินเสียงสวดมนต์ลอยมากระลอกหนึ่ง
นักบวชาุโรูปหนึ่งนำกลุ่มนักบวชอีกหลายรูป ร่วมกันสวดมนต์ให้ผู้ล่วงลับบริเวณริมฝั่ง
“เบื้องบนส่งคนมาอีกแล้วเหรอ?” ไป๋อวิ๋นซีกล่าว
เย่ฝานกะพริบตาแล้วตอบว่า “ก็ใช่น่ะสิ คราวนี้เบื้องบนฉลาดขึ้นมาบ้างแล้ว ิญญาอาฆาตมากมายขนาดนั้น พวกเราก็ต้องใช้คนหมู่มากเข้าจัดการบ้าง”
“นักบวชพวกนี้เหมือนจะมีวิธีจัดการกับิญญาพยาบาท” ไป๋อวิ๋นซีกล่าว
ในมือของนักบวชสิบกว่ารูปถือเครื่องรางของขลังไว้ เสียงสวดมนต์กระท้อนผิวน้ำทะเลสาบเป็ระลอกๆ ในเวลานั้นมีิญญาบางส่วนหลุดพ้นไปแล้ว
นักบวชาุโที่ยืนอยู่ริมฝั่งทะเลสาบ แต่ละรูปมีสีหน้าเคร่งเครียด
เมฆหมอกเหนือทะเลสาบค่อยๆ จางไป ท่ามกลางเสียงสวดมนต์ที่ดังแว่วไม่ขาดสาย
ไป๋อวิ๋นซีมองทะเลสาบแล้วพูดว่า “ดูท่าทางเื่นี้คงไม่ต้องไม่ถึงมือนายแล้วล่ะ”
เย่ฝานกะพริบตาแล้วเอ่ยว่า “นักบวชเ่าั้กำลังจะแย่”
ไป๋อวิ๋นซีมองเย่ฝานแวบหนึ่งแล้วพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “อย่าพูดเหลวไหล”
“นายดูพระพุทธรูปองค์นั้นสิ”
ไป๋อวิ๋นซีมองพระพุทธรูปองค์หนึ่งที่วางไว้กลางกลุ่มนักบวช เดิมทีพื้นผิวของพระพุทธรูปควรจะมีประกายแวววาว แต่เป็เพราะรับพลังด้านลบไว้มาก พื้นผิวจึงแลดูแปลกไป
ทันใดนั้นเกิดเสียงเหมือนบางสิ่งปริแตก พระพุทธรูปเกิดรอยร้าว ในชั่วพริบตาก็แตกเป็เสี่ยงๆ เสียงดัง “เพล้ง”
หมอกหนาเหนือทะเลสาบที่จางหายไปในตอนแรก พลันเกาะตัวหนาอีกครั้งหนึ่งในเวลาอันสั้น เสียงหัวเราะของเด็กน้อยก็ดังก้อง เสียงนั้นดังขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็เสียงบาดหู
ไป๋อวิ๋นซีเห็นผีมากมายล่องลอยเหนือทะเลสาบ ิญญาพยาบาทหลายตนได้รวมร่างกัน
ผีสามหัวตนหนึ่งลอยไปมาเหนือทะเลสาบ ผีตนนั้นมีสามหัว หกแขนหกขา ทั้งสามหัวมีหน้าตาเหมือนกัน ใบหน้าน่ารักของมันแปรเปลี่ยนเป็ดุร้าย
“มีคนมาก่อกวนอีกแล้ว”
“คุณอา มาเล่นกับหนูเถอะ!”
…………………………………
ในทะเลสาบเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของเด็ก
นักบวชที่สวดมนต์อยู่ต่างกระอักเื
“ิญญาเด็กที่หลุดพ้นไปแล้วมีเพียงจำนวนน้อย ความอาฆาตแค้นของมันรุนแรงมาก จึงไม่สามารถปล่อยวางและหลุดพ้นได้ง่ายๆ!” เย่ฝานกล่าว
ไป๋อวิ๋นซีหรี่ตาลง แล้วพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ตกลงในสมัยนั้น คนในหมู่บ้านนี้ฆ่าเด็กตายไปเท่าไรกันแน่!”
เย่ฝานถอนหายใจแล้วพูดว่า “มาถึงตอนนี้ฉันคงต้องออกโรงเองแล้วล่ะ”
ไป๋อวิ๋นซีย่นคิ้วเข้าหากัน และถอยหลังหนึ่งก้าว
เย่ฝานหยิบธงดูดิญญาออกมาแล้วโบกธงไปทางทะเลสาบ เสียงหัวเราะของิญญาพยาบาทแปรเปลี่ยนเป็เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว ธงดูดิญญาพลิ้วไหวไปตามสายลม ิญญาที่หนีไม่ทันล้วนถูกดูดเข้าไปในธง
ิญญาอาฆาตในทะเลสาบพากันหนีอุตลุด เมฆหมอกที่ปกคลุมบริเวณนั้นเดี๋ยวหนาเดี๋ยวจาง เวลาผ่านไปนานพอสมควร กว่าิญญาทั้งหมดจะถูกดูดเข้าไปในธงดูดิญญา
หลังจากิญญาพยาบาททั้งหมดถูกธงดูดเข้าไป หมอกเหนือทะเลสาบก็หายไปในพริบตา ระดับน้ำในทะเลสาบค่อยๆ ลดระดับลง
โครงกระดูกที่นอนนิ่งอยู่ก้นทะเลสาบกว่าหลายสิบปี ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน
ไป๋อวิ๋นซีดูโครงกระดูกตรงหน้าพลางขมวดคิ้วและพูดว่า “ระดับน้ำลดลง หรือว่านี่คือสิ่งที่ฟ้าดินกำหนดไว้งั้นเหรอ?”
เย่ฝานมองไป๋อวิ๋นซีและพูดว่า “พวกเรากลับกันเถอะ”
ไป๋อวิ๋นซีพยักหน้า แล้วตอบว่า “อืม”
………………………………
เย่ฝานและไป๋อวิ๋นซีระหกระเหินอยู่นอกบ้านนานกว่าครึ่งเดือน ในที่สุดก็ถึงเวลาที่พวกเขาเดินทางกลับคฤหาสน์ในเมืองหลวงสักที
เย่ฝานนำไข่นกศักดิ์สิทธิ์ไปเก็บไว้ในห้องลับของคฤหาสน์
ไป๋อวิ๋นซีมองเย่ฝาน แล้วพูดว่า “ไข่นี่กินได้ไหม? ก่อนหน้านี้ที่งูสีนิลกลืนมันเข้าไป งูก็ตายทันทีเลย”
เย่ฝานเบะปากพูดว่า “ฉันไม่เหมือนเ้างูโง่นั่นหรอก แต่ไข่ของนกวิเศษไม่สามารถกินสุ่มสี่สุ่มห้าได้ จำเป็ต้องผสมสมุนไพรวิเศษบางชนิดเพื่อปรับฤทธิ์ยาให้สมดุล”
“สมุนไพรแบบนี้หายากไหม?” ไป๋อวิ๋นซีถาม
“ในแผ่นดินของผู้ฝึกตนมีของราคาต่ำอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ของเ่าั้กลับมีราคาสูงในปัจจุบัน ทรัพยากรในโลกใบนี้มีน้อยเหลือเกิน ก็ไม่แปลกที่เทาเที่ยตัวนั้นถึงอยากตายให้พ้นๆ” เย่ฝานกล่าว
ไป๋อวิ๋นซี “...”
“นายเขียนรายการไว้ให้ฉัน แล้วฉันจะลองหาวิธีการดู” ไป๋อวิ๋นซีกล่าว
เย่ฝานพยักหน้าแล้วตอบ “ได้”
………………………………….…
ในห้องลับ
วิญาณเทาเที่ยลอยออกจากธงดูดิญญา “อ้อ เป็ไข่นกศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่เลวเลยนะ ไม่นึกว่าจะยังมีของสิ่งนี้หลงเหลืออยู่ ไข่นกศักดิ์สิทธิ์นี่ช่างโชคร้ายจริงๆ หรือจะถูกพ่อแม่ทิ้งไว้ที่โลกนี้ อ่อ ดวงิญญาดับสลายไปแล้ว ไม่แปลกที่จะโดนทิ้งไว้อย่างนี้”
เย่ฝานมองิญญาเทาเที่ย แล้วพูดอย่างไม่พอใจ “เข้าไปในธงเดี๋ยวนี้”
ิญญาของเทาเที่ยพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ข้าไม่ไป”
เทาเที่ยต่างจากิญญาทั่วไป มันมีพลังสามารถออกจากธงดูดิญญาได้ทุกเมื่อ แต่ไม่สามารถไปในระยะไกลมากได้
เทาเที่ยแยกเขี้ยวเผยแผงฟันแหลมคม แล้วกอดไข่นกศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ เย่ฝานพูดอย่างไม่พอใจว่า “เ้าตายไปแล้ว เ้ากินมันไม่ได้หรอก”
“ก็ใช่นะสิ! ข้าตายไปแล้ว! แต่ถึงแม้ตายไปแล้วข้าก็ยังหิวขนาดนี้”
ิญญาของเทาเที่ยล่องลอยมาตกบนกระดาษที่เขียนรายการยาสมุนไพร แล้วพลันหัวเราะร่า “ฮ่าๆๆ” ออกมา
เย่ฝานมองเทาเที่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “เ้าขำอะไรกัน?”
“ข้านึกขึ้นมาได้แล้ว แพะสองขาอย่างพวกเ้าไม่สามารถกินไข่นกศักดิ์สิทธิ์เข้าไปได้ เพราะร่างกายของพวกเ้าอ่อนแอเกินไป จึงรับฤทธิ์ยาแรงขนาดนั้นไม่ไหว” เทาเที่ยพูดซ้ำเติม
“ปากมาก” เย่ฝานโบกธง ิญญาของเทาเที่ยพลันถูกดูดเข้าไปในธงดูดิญญา
ไป๋อวิ๋นซียืนอยู่ข้างๆ พลันพูดว่า “เทาเที่ยตัวนี้มีอารมณ์ขันจริงๆ!”
“ฉันรู้สึกว่าที่พ่อของเขากักขังเขาเอาไว้ ไม่ใช่เพราะเขากินเยอะเกินไปหรอก แต่เป็เพราะปากมากและน่ารำคาญต่างหากล่ะ” เย่ฝานบ่นพึมพำ
ไป๋อวิ๋นซี “…” ก็อาจเป็ไปได้นะ!
