จวินเชียนจี้สังหรณ์ใจว่าตนน่าจะมาผิดที่เสียแล้ว แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังถามอย่างมีมารยาท “ท่านใช่หมอตำแยหรือไม่?”
หญิงคนนั้นชะงักลงเล็กน้อย ก่อนจะสะบัดผ้าเช็ดหน้าในมืออีกครั้ง “ข้าดูเหมือนหมอตำแยตรงไหนหรือ?”
จวินเชียนจี้มองสำรวจหญิงตรงหน้าั้แ่หัวจรดเท้า “ไม่เหมือนสักแห่ง”
หญิงคนนั้นแลดูดีใจขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็ยังยกมือขึ้นมาปิดปากและแสร้งทำเป็ผิดหวัง “คุณชาย ท่านช่างมีอารมณ์ขันเสียจริง ว่าแล้วเชียวว่าบุรุษที่มีรูปโฉมงามสง่าเช่นท่านหรือจะต้องออกมาหาคู่ด้วยตนเอง สตรีทั้งหลายคงจะตามชอบตามเกี้ยวท่านจนหัวกระไดไม่แห้งละสิไม่ว่า ท่านจะหาหมอตำแยหรือ แต่ข้าเป็แม่สื่อ หมอตำแยอยู่ที่ร้านฝั่งตรงข้ามต่างหาก”
“อ้อ” จวินเชียนจี้หมุนตัวแล้วเดินไปยังร้านฝั่งตรงข้ามด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก หมอตำแยคนนี้ดูเข้าตากว่าแม่สื่อคนเมื่อครู่ไม่น้อย นางไม่ได้แต่งกายจัดจ้าน แต่แต่งกายด้วยชุดสำรวม ทำให้ดูสุขุมและน่าเชื่อถือเป็อย่างมาก เขาเชิญหมอตำแยไปที่จวนราชครู แม้ครั้งนี้จะไม่ได้มาทำคลอด แต่นางก็ไม่ได้ถามสิ่งใดให้มากความ ดูเหมือนหมอตำแยคนนี้จะมีไหวพริบและพูดคุยได้อย่างลื่นไหลมากกว่าหมอหญิงคนก่อนหลายเท่า เมื่อรู้ว่าจวินเชียนจี้คือราชครู นางก็ทำงานอย่างใส่ใจสุดความสามารถ หลังช่วยเปลี่ยนผ้ารองระดูให้เฟิ่งสือจิ่นเสร็จก็เปลี่ยนผ้าปูที่นอนกับผ้าห่มที่เปื้อนเืให้นางด้วย จากนั้นก็นั่งลงข้างเตียง และอธิบายเื่ต่างๆ ในด้านนี้ให้เฟิ่งสือจิ่นฟังอย่างละเอียด
เฟิ่งสือจิ่นเป็สตรี จึงสามารถเข้าใจได้ไม่ยาก
จวินเชียนจี้ตั้งหม้อใบหนึ่งเอาไว้ที่เฉลียงหน้าห้อง กำลังเคี่ยวซุปไก่ให้เฟิ่งสือจิ่นนั่นเอง เขาไม่ได้จงใจจะแอบฟัง ทว่าเสียงของหมอตำแยช่างสะดุดหูเหลือเกิน นางบอกกับเฟิ่งสือจิ่น “ผู้หญิงเรา เมื่อเริ่มมีระดูก็เท่ากับว่าโตเป็ผู้ใหญ่อย่างเต็มตัวแล้ว จากเด็กหญิงก็จะกลายเป็ผู้หญิงอย่างแท้จริง สามารถแต่งงานได้แล้ว”
เฟิ่งสือจิ่นถามด้วยความสงสัย “ผู้หญิงเรา แค่ผ่านพิธีปักปิ่นก็แต่งงานได้แล้วไม่ใช่หรือ? การมีระดูเกี่ยวข้องกับการแต่งงานอย่างไร?”
หมอตำแยหัวเราะด้วยท่าทางลึกลับ “พิธีปักปิ่นเป็เื่ของอายุ ส่วนการมีระดูเป็เื่ของความพร้อมทางร่างกาย แต่ส่วนมาก ผู้ที่เข้าพิธีปักปิ่นก็มักจะมีระดูกันแล้วทั้งนั้น มีไม่กี่คนหรอกที่มีระดูช้าแบบแม่นาง เมื่อมีระดูแล้วร่วมหอกับสามี ผู้หญิงก็ตั้งครรภ์ได้แล้ว...” จวินเชียนจี้ที่อยู่ด้านนอกหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมา ทว่ามือที่จับทัพพีอยู่กลับชะงักค้างอยู่กลางอากาศ ใบหน้าของเขาคล้ายจะบึ้งตึงขึ้นเล็กน้อย ราวกับอารมณ์ไม่สู้ดีนัก อีกด้าน หมอตำแยพูดต่อ “ตายแล้วๆ ถ้าท่านราชครูรู้ว่าข้าพูดเื่พวกนี้กับแม่นาง ท่านต้องไม่พอใจแน่ แม่นางเป็ลูกศิษย์ของท่านราชครู ต่อไปก็ต้องกลายเป็ราชครูหญิงของแคว้นจิ้น จะพูดเื่แต่งงานส่งเดชเช่นนี้ได้อย่างไร โปรดลืมมันไปเสียเถิด...”
จวินเชียนจี้ได้ยินดังนั้นจึงเริ่มขยับมืออีกครั้ง เขาเปิดฝา แล้วใช้ทัพพีคนซุปในหม้อเบาๆ
ต่อมา เมื่อหมอตำแยกลับไป จวินเชียนจี้จึงยกซุปที่เพิ่งเคี่ยวเสร็จเข้าไปให้ ในขณะเดียวกัน เฟิ่งสือจิ่นกำลังนั่งพิงที่หัวเตียง สองมือวางทับกันอยู่ที่หน้าท้อง เส้นผมสยายยาวลงมาอย่างงดงาม ที่บริเวณคอเสื้อ กระดูกไหปลาร้าของนางปรากฏขึ้นอย่างเลือนราง ลำคอขาวระหงเผยต่อสายตา แลดูสวยงามทว่าก็บอบบางเป็อย่างมาก
นางลืมตาสีดำขลับขึ้นแล้วมองไปยังจวินเชียนจี้ตาไม่กะพริบ
จวินเชียนจี้ป้อนซุปให้นางด้วยตนเอง นางดูดกินน้ำซุปเสียงดังก่อนจะพูดอย่างมีความสุขและพึงพอใจ “นี่เป็ซุปที่อาจารย์เคี่ยวให้ข้าโดยเฉพาะหรือ?”
จวินเชียนจี้ไม่ตอบ เขาตักซุปป้อนนางทีละคำๆ อย่างตั้งใจ แค่เห็นนางดื่มน้ำซุปเข้าไป เขาก็รู้สึกสุขใจจนอธิบายเป็คำพูดไม่ถูกเลยทีเดียว
ราชครูเอ๋ย ดูเหมือนความ้าและเป้าหมายของเ้าจะลดระดับจนติดดินมากขึ้นทุกทีแล้ว...
เฟิ่งสือจิ่นยิ้มหวาน นางพูดขึ้น “ซุปนี่อร่อยกว่ายาเยอะเลย”
จวินเชียนจี้มองไปที่มุมปากของนาง ตรงนั้นมีคราบซุปเปื้อนอยู่ เฟิ่งสือจิ่นเองก็รับรู้ได้เช่นกัน จึงแลบลิ้นออกมาเลียริมฝีปากจนสะอาดต่อหน้าจวินเชียนจี้ จวินเชียนจี้คล้อยสายตาลงต่ำแล้วพูดขึ้น “ข้างนอกยังมีซุปเหลืออีก ไม่ต้องรีบร้อน”
“ขออีกถ้วย”
จวินเชียนจี้ยกซุปอีกถ้วยเข้ามาให้ แต่ครั้งนี้เฟิ่งสือจิ่นกลับไม่ยอมดื่มเพียงลำพัง ดึงดันจะให้จวินเชียนจี้ดื่มกับนางคนละคำให้ได้
แต่อาจารย์กับศิษย์จะดื่มซุปจากถ้วยเดียวกันได้อย่างไร
จวินเชียนจี้ปั้นหน้าบึ้งตึง “เลิกเล่นได้แล้ว ข้าเคี่ยวซุปนี้ให้เ้าโดยเฉพาะ เ้าต้องดื่มให้หมด”
เฟิ่งสือจิ่นหันหน้าไปอีกทางอย่างดื้อรั้น “ข้าไม่สน หากอาจารย์ไม่ดื่มข้าก็จะไม่ดื่มเหมือนกัน อาจารย์เคี่ยวซุปให้ข้าอย่างยากลำบาก จะดื่มสักคำไม่ได้เชียวหรือ?”
ในที่สุดจวินเชียนจี้ก็จนปัญญา เขาลุกขึ้นยืน “เช่นนั้น อาจารย์จะไปตักซุปมาเพิ่มอีกถ้วย”
เฟิ่งสือจิ่นรีบคว้าแขนเสื้อของเขาเอาไว้ “ไม่ได้ ท่านต้องดื่มถ้วยเดียวกับข้า และต้องใช้ช้อนที่ข้าเคยใช้ด้วย!” จวินเชียนจี้ยืนตระหง่านอยู่เช่นนั้น เขาก้มหน้าลงไปมองคนตรงหน้าด้วยสายตาที่ยากจะแกะความหมาย เฟิ่งสือจิ่นเห็นดังนั้นจึงพูดด้วยเสียงแ่เบา “หรืออาจารย์รังเกียจว่าของที่ข้าเคยใช้สกปรก?”
“...เปล่า”
“ท่านลังเลก่อนตอบ ต้องแปลว่าใช่แน่ ข้าพูดถูกแล้ว”
จวินเชียนจี้แตะหน้าผากของนางเบาๆ “อย่าคิดว่าตอนนี้เ้าเป็ไข้แล้วจะทำอะไรกับอาจารย์ก็ได้”
เฟิ่งสือจิ่นเองก็ยกมือมาแตะหน้าผากของตนเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นด้วยท่าทางกระจ่างแจ้ง “ที่แท้ข้ายังเป็ไข้อยู่หรือนี่ ถึงว่า ทำไมเมื่อเห็นหน้าอาจารย์แล้วข้าถึงรู้สึกว่าใบหน้าร้อนผ่าวเช่นนี้ อาจารย์ ข้าไม่ได้บังคับให้ท่านดื่มยาเสียหน่อย ทำไมต้องทำท่าลำบากใจเช่นนั้นด้วย ข้ายังป่วยอยู่ ตามใจข้าหน่อยไม่ได้หรือ? ข้าแค่อยากให้ท่านดื่มซุปไก่เท่านั้น แต่ท่านกลับบอกว่าข้าคิดจะทำอะไรกับท่านตามใจตัวเอง...”
เฟิ่งสือจิ่นมีสีหน้าชอกช้ำคล้ายถูกใครรังแกมา
จวินเชียนจี้ชะงักลงชั่วครู่ก่อนจะนั่งลงตามเดิม เขายกถ้วยซุปขึ้นมาดื่มหนึ่งคำ เฟิ่งสือจิ่นเห็นดังนั้นจึงพูดขึ้น “ท่านไม่ได้ใช้ช้อนตักนี่ ท่านต้องใช้ช้อนตักซุปขึ้นมาดื่มอีกคำ”
จวินเชียนจี้หางคิ้วกระตุก “เ้า...”
“ถ้าอาจารย์ไม่ดื่มข้าก็ไม่ดื่มเหมือนกัน”
“เอาเถอะ อาจารย์ไม่ควรถือสาการกระทำของเ้าในตอนนี้อยู่แล้ว” พูดจบจวินเชียนจี้ก็ยอมทำตามที่เฟิ่งสือจิ่นขอ เขาป้อนนางดื่มหนึ่งคำ ก่อนจะดื่มเองอีกหนึ่งคำ ทำเช่นนี้จนซุปหมด
โชคยังดีที่บริเวณห้องของเฟิ่งสือจิ่นไม่มีคนรับใช้เดินผ่านไปผ่านมา ไม่เช่นนั้น หากมีใครมาเห็นเข้าละก็ คิดไม่ออกเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
“อาจารย์ เมื่อครู่หมอตำแยบอกว่าข้าโตเป็ผู้ใหญ่แล้ว สามารถแต่งงานได้แล้ว แต่ข้าเป็ศิษย์ของท่าน ข้าสามารถแต่งงานได้ด้วยหรือ?”
“นางพูดไปเรื่อยเปื่อย อย่าได้เชื่อนางเด็ดขาด” จวินเชียนจี้พูดด้วยใบหน้านิ่งเรียบ “เ้าเป็ศิษย์ของข้า ศิษย์ต้องทำตามคำสั่งของอาจารย์ หากข้าไม่อนุญาต เ้าก็แต่งงานกับใครไม่ได้”
เฟิ่งสือจิ่นครุ่นคิดชั่วครู่ก่อนจะถามขึ้น “เช่นนั้น ในอนาคต ท่านจะแต่งงานหรือไม่?”
จวินเชียนจี้ชะงักนิ่งลง เขาพูดด้วยเสียงแ่เบา “เหตุใดถึงถามเช่นนี้?”
เฟิ่งสือจิ่นบอก “ข้าอยากลองคำนวณดูว่าท่านจะอยู่กับข้าได้อีกนานแค่ไหน”
จวินเชียนจี้วางถ้วยเปล่าลงบนโต๊ะข้างๆ แล้วถาม “ยังหิวหรือไม่ อยากกินอย่างอื่นไหม?”
เฟิ่งสือจิ่นดึงชายเสื้อของเขาเอาไว้ “อาจารย์ ท่านยังไม่ได้ตอบคำถามของข้าเลย”
สักพักจวินเชียนจี้จึงพูดขึ้น “คงไม่ เ้าเคยเห็นราชครูที่ไหนแต่งงานบ้าง?”
เฟิ่งสือจิ่นประกายรอยยิ้มสดใสออกมา “เช่นนั้นก็เยี่ยมไปเลย ในอนาคต เมื่อข้ารับ่ต่อจากท่าน และเป็ราชครูของแคว้นจิ้นแล้ว ข้าเองก็จะไม่แต่งงานเหมือนกัน ข้าไม่แต่งงาน ท่านก็ไม่แต่งงาน ต่อไป ข้าจะดูแลท่านเอง”
จวินเชียนจี้เผลอหัวเราะออกมา มันเป็รอยยิ้มที่อ่อนโยนเหลือเกิน “อีกนานโขเลยกว่าเ้าจะได้เป็ราชครู”
เฟิ่งสือจิ่นมีระดูช้ากว่าคนทั่วไป แต่ระดูในครั้งนี้กลับหนักหนาเป็อย่างมาก แม้จะรับมือกับเื่เหล่านี้เป็ครั้งแรก จึงไม่คล่องแคล่วนัก แต่ท้ายที่สุดเฟิ่งสือจิ่นก็สามารถเปลี่ยนผ้ารองระดูได้อย่างราบรื่น นางเกาะติดจวินเชียนจี้ไปทุกที่ ตามก่อกวนเขาทั้งวัน แต่จวินเชียนจี้กลับดูแลนางได้อย่างดีเยี่ยมในทุกๆ ด้าน เขามีความอดทนกับนางเสมอ ทั้งยังดูแลเื่อาหารการกินของนางได้อย่างละเอียดและครบครัน
