ระหว่างทางขากลับ เย่ฝานก็ได้รับเงินห้าสิบล้านหยวนจากหวังจิ่งสือมาเรียบร้อยแล้ว
“คุณจาง! ผมยังไม่กลับคฤหาสน์ ขอไปเลือกซื้อของให้อวิ๋นซีก่อนดีกว่า” เย่ฝานบอกกับจางซือเลี่ยงที่กำลังขับรถอยู่ด้านหน้า
จางซือเลี่ยงรีบตอบว่า “ได้ครับ”
จางเซวียนมองเย่ฝาน ก่อนถามด้วยความสนใจว่า “นายอยากซื้ออะไรไปแสดงความขอโทษเหรอ?”
“อันนั้นไม่เลวเหมือนกันนะ!” เย่ฝายยกนิ้วชี้ไปนอกกระจกรถ
จางเซวียนมองตามทิศทางที่นิ้วของเย่ฝานชี้ ภาพที่เห็นคือแผงลอยขายของเล่น “ตุ๊กตายัดนุ่น!”
เย่ฝานพยักหน้า ก่อนจะตอบว่า “ใช่! เ้านั่นเรียกว่าอัลปาก้าถูกไหม? ว่ากันว่าเ้านั่นยังมีอีกชื่อที่น่าเกรงขามว่าม้าหญ้าโคลน[1]!"
จางเซวียน “…” สมองของเย่ฝานนี่เจริญเติบโตมาแบบไหนกัน! เลือกของแบบนี้ให้กับคุณชายไป๋ผู้สูงส่ง ทำไมไม่มอบไวน์แดงยี่ห้อดัง! ของโบราณล้ำค่า! หรือว่าเครื่องประดับต่างๆ ให้คุณชายไป๋ มอบไอ้เ้าม้าหญ้าโคลนอย่างนี้ อยากจะหาเหาใส่หัวหรือยังไง?
“ตุ๊กตาอัลปาก้าตัวนั้นสกปรกไปหน่อย! คุณจางพอจะรู้ไหมว่าจะหาซื้อตุ๊กตาที่สะอาดๆ กว่านี้ได้จากที่ไหน? อวิ๋นซีเป็คนรักความสะอาดน่ะ” เย่ฝานบ่นพึมพำ
จางเซวียน “…”
จางซือเลี่ยงขับรถไปที่เมืองของเล่น เย่ฝานได้เจอกับตุ๊กตาอัลปาก้าสองตัวที่ทั้งน่ารัก สวยและสะอาดสะอ้านที่เมืองของเล่นนี้
เย่ฝานเอาตุ๊กตาอัลปาก้าตัวใหญ่สองตัวยัดเข้าไปในรถ
“จางเซวียน นายเขยิบไปหน่อยสิ อย่าเบียดพวกเขา!”
จางเซวียน “…” เขาเป็ถึงผู้สืบทอดแห่งเขาหลงหู่ นึกไม่ถึงว่าเขาจะสำคัญน้อยกว่าตุ๊กตาอัลปาก้า! “นายซื้อตัวเดียวก็พอแล้ว ทำไมต้องซื้อสองตัวด้วย”
เย่ฝานกลอกตามองบน แล้วพูดว่า “ก็เพราะว่าสองตัว มันจะได้อยู่เป็คู่กันไงล่ะ!”
จางเซวียน “...ฉันไม่คิดว่าคุณชายไป๋จะชอบของแบบนี้”
“ก็เพราะว่านายไม่รู้จักคาดเดาความชื่นชอบของคนอื่นอย่างนี้ไง ถึงได้อยู่โสดจนถึงตอนนี้! ตุ๊กตาอัลปาก้าที่น่ารักขนาดนี้ ใครจะไม่ชอบล่ะ” เย่ฝานพูด ก่อนจะถอนหายใจออกมา
จางเซวียน “…” ที่ฉันโสดมันเป็เพราะฝักใฝ่ในวิถีแห่งเต๋าต่างหากล่ะ ถ้าฉันอยากแต่งเมียขึ้นมาล่ะก็ มันจะยากตรงไหนเชียว?
จางซือเลี่ยงขับรถไปถึงจุดหมายปลายทาง เย่ฝานอุ้มตุ๊กตาอัลปาก้าสองตัวแล้วเดินลงจากรถ “เอาล่ะ พวกคุณไปเถอะ ฉันจะเดินเข้าไปเอง”
จางซือเลี่ยงพยักหน้า แล้วขับรถพาจางเซวียนจากไป
…
ไป๋อวิ๋นซีกำลังนั่งดูเอกสารอยู่ในห้องรับแขก ทันใดนั้นก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
ไป๋อวิ๋นซีมองข้างนอกประตูผ่านช่องตาแมว เห็นแต่หน้าของตุ๊กตาอัลปาก้าขนปุกปุย ไป๋อวิ๋นซีไม่ต้องเดาก็รู้ว่าคนที่อยู่นอกประตูคือใคร
“ไปให้พ้น!”
เย่ฝานได้ยินคำพูดของไป๋อวิ๋นซีก็หนักใจขึ้นมาทันที “อวิ๋นซี นายเปิดประตูให้ฉันเถอนะ! ถ้านายไม่เปิดประตูให้ฉัน ฉันก็คงต้องปีนหน้าต่างแล้วล่ะ!”
ไป๋อวิ๋นซี “…”
ไป๋อวิ๋นซีเปิดประตูด้วยความโมโห เย่ฝานลากตุ๊กตาสองตัวเข้าไปในห้องอย่างดีอกดีใจ
“อวิ๋นซี นาย...”
เย่ฝานหันหน้าไปมองไป๋อวิ๋นซี พลันเกิดโทสะขึ้น “อวิ๋นซีนายถูกใครจูบมา ไอ้สารเลวที่ไหนมันกล้ายุ่งกับคนรักของฉัน ฉันจะจัดการจนพ่อแม่มันจำไม่ได้เลยคอยดู!”
ไป๋อวิ๋นซีเหลือบตามองบน ลมหายใจกลายเป็ติดขัด “เมื่อคืน นายดื่มจนเมาแล้วกัดหน้าฉันจนเป็แบบนี้ นายลืมไปแล้วเหรอ?”
เย่ฝานพูดอย่างเบิกบานใจว่า “ที่แท้ก็เป็ฉันเองเหรอ! ฉันก็คิดว่ามีคู่แข่งเพิ่มขึ้นอีกคนซะอีก! นายรู้ไหม เมื่อคืนฉันเหมือนกับได้กินของอร่อยมากๆ เลยล่ะ”
ไป๋อวิ๋นซี “…” ของที่อร่อยมาก?
“ฉันได้ยินว่านายไม่สบาย นายเป็อะไรเหรอ? ไม่น่าเป็ไปได้นะ! ในกำไลพลิกชะตามีลูกประคำเม็ดหนึ่งที่สามารถปัดเป่าโรคภัยได้ นายไม่น่าจะป่วยได้นี่” เย่ฝานเอ่ย
“ก็ไม่ใช่เพราะนายเหรอ!”
“เป็เพราะฉันอีกแล้วเหรอ?” เย่ฝานถามอย่างไม่เข้าใจ
“นายคิดว่าฉันเป็แบบนี้ ยังจะออกไปพบใครได้อีก?” ไป๋อวิ๋นซีพูดด้วยความโมโห โกรธเป็ฟืนเป็ไฟ
“อวิ๋นซีนายยังหล่อมากเหมือนเดิมเลยนะ!”
ไป๋อวิ๋นซีรู้สึกเสียใจอย่างรุนแรง เมื่อคืนเขาน่าจะเอาขวดเหล้าสักขวดฟาดหน้าผากของเย่ฝานสักที สมองอย่างเย่ฝาน แม้จะถูกตีจนกระทบกระเทือน สถานการณ์ก็คงจะไม่เลวร้ายไปมากกว่านี้
ไป๋อวิ๋นซีมองเย่ฝานด้วยสายตาเ็าแล้วพูดว่า “นายมาทำไม?”
“ฉันรู้ว่านายโกรธฉัน ฉันก็เลยซื้อของมาเพื่อขอโทษนาย!” เย่ฝานเอาตุ๊กตาอัลปาก้าทั้งสองตัววางไว้บนโซฟา
ไป๋อวิ๋นซีชักสีหน้าเคร่งเครียดมองเย่ฝานแล้วถามว่า “นายคิดได้ยังไงว่าฉันน่าจะชอบตุ๊กตานี่?”
“นายไม่ชอบมันเหรอ? มันออกจะน่ารัก!” เย่ฝานพูดอย่างไม่เข้าใจ
ไป๋อวิ๋นซี “…”
เย่ฝานมองไป๋อวิ๋นซี พร้อมพูดว่า “ถ้านายรู้สึกว่ารอยกัดบนหน้าไม่น่าดูล่ะก็ ฉันช่วยเอาออกให้ได้นะ!”
ไป๋อวิ๋นซีหันมามองเย่ฝาน แล้วถามว่า “เอาออก? เอาออกยังไง!”
เย่ฝานเอามือวางไว้ที่แก้มของไป๋อวิ๋นซี เขารู้สึกถึงความอบอุ่นที่ไหลวนอยู่ใกล้ๆ ใบหน้า เมื่อไป๋อวิ๋นซีส่องกระจกดูก็พบว่ารอยกัดบนใบหน้าหายไปหมดแล้ว
เย่ฝานมองไป๋อวิ๋นซีไม่วางตา แล้วพูดอย่างคึกคักว่า “อวิ๋นซี พวกเรามาจูบกันเถอะนะ ถ้านายไม่ชอบให้เห็นรอยจูบ พอฉันจูบนายเสร็จฉันจะลบมันออกให้นายเอง ดีไหม?”
ไป๋อวิ๋นซีหันมามองเย่ฝานพร้อมตอบว่า “ไม่ดี!”
เย่ฝานพูดอย่างไม่พอใจว่า “นายนี่ใจแคบจริงๆ!”
ไป๋อวิ๋นซี “…”
ไป๋อวิ๋นซีหันไปมองเย่ฝาน ก็เห็นว่าเย่ฝานนั่งตัวตรงอยู่บนโซฟา แสดงสีหน้าอย่างคนไม่ได้รับความยุติธรรม ไป๋อวิ๋นซีขมวดคิ้วคิดในใจว่ามัวแต่โกรธคนโง่เขลาอย่างเย่ฝาน ก็คงไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา
“ตอนกลางวัน นายอยู่กับจางเซวียนเหรอ!” ไป๋อวิ๋นซีเอ่ยถาม
เย่ฝานพยักหน้าแล้วตอบว่า “ใช่แล้ว!”
ไป๋อวิ๋นซีคิดในใจว่า จางเซวียนเป็หนึ่งในผู้สืบทอดของเขาหลงหู่ที่ถูกวางตัวเอาไว้แล้ว ตอนแรกไป๋อวิ๋นซียังกังวลว่าถ้าจางเซวียนอยู่กับเย่ฝานแล้วจะไม่พอใจกันขึ้นมา แต่ดูๆ ไปแล้ว เขาน่าจะคิดมากไปเอง เหมือนว่าเย่ฝานจะเข้ากับจางเซวียนได้ไม่เลวเลย
“อวิ๋นซี วันนี้ฉันเพิ่งทำงานสำเร็จอีกหนึ่งอย่าง มีเงินโอนเข้าบัญชีอีกห้าสิบล้านหยวน ตอนนี้นับดูแล้ว ฉันน่าจะมีเงินราวๆ สองร้อยล้านหยวนแล้ว ถ้านายเงินขาดมือขึ้นมา บอกฉันได้เลยนะ” เย่ฝานพูด
ไป๋อวิ๋นซีกวาดตามองเย่ฝานอย่างเฉยชา แล้วเอ่ยว่า “เงินแค่สองร้อยล้านหยวนเองไม่ใช่เหรอ? นายจะโอ้อวดทำไมกัน”
ถึงปากของจะพูดออกไปอย่างนั้น แต่ในใจรู้สึกตกตะลึงอยู่ไม่น้อย เย่ฝานตัวคนเดียว แต่เงินที่หาได้มีแต่กำไรล้วนๆ หาเงินได้รวดเร็วขนาดนี้ ทำให้คนรู้สึกทึ่งอยู่ไม่น้อย
…
โทรศัพท์มือถือของไป๋อวิ๋นซีดังขึ้น ไป๋อวิ๋นซีดูชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอจึงรับสายทันที “คุณยาย มีอะไรหรือครับ?”
ไป๋อวิ๋นซีคุยโทรศัพท์กับปลายสายด้วยน้ำเสียงแ่เบา จากนั้นจึงวางโทรศัพท์ด้วยความวิตกกังวล
เย่ฝานมองไป๋อวิ๋นซี พลันถามว่า “เกิดอะไรขึ้น?”
“คุณตาถูกคนลอบทำร้าย!” ไป๋อวิ๋นซีกล่าว
เย่ฝานถามด้วยความสงสัย “ตาของนาย ตาเฒ่านั่นไปล่วงเกินใครเข้าล่ะ?”
ไป๋อวิ๋นซีส่ายหน้าแล้วตอบว่า “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน ฉันจะไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาลหน่อย”
“ถ้าอย่างนั้นฉันไปกับนายด้วยได้ไหม?”
ไป๋อวิ๋นซีพยักหน้าแล้วตอบว่า “ก็ดีเหมือนกัน”
เย่ฝานตามไป๋อวิ๋นซีไปที่โรงพยาบาล สถานการณ์ของที่นั่นดูผิดปกติมาก
หน้าห้องผู้ป่วยของเซี่ยวฉือมีทหารซึ่งจ้างมาเป็บอดี้การ์ดชุดพิเศษ ติดอาวุธครบมือยืนอยู่ตรงประตูทางเข้า รอบๆ ห้องผู้ป่วยตรึงกำลังแน่นจนแม้แต่น้ำหยดเดียวก็ผ่านเข้าไปไม่ได้ ไป๋อวิ๋นซีต้องเจรจากับคนที่เฝ้าประตูอยู่ครู่หนึ่ง กว่าที่คนเฝ้าจะอนุญาตให้เข้าไปข้างในได้
เซี่ยวฉือเห็นไป๋อวิ๋นซีมาเยี่ยมก็เอ่ยว่า “หลานมาแล้วเหรอ!”
“คุณตาครับ เป็ยังไงบ้าง อาการร้ายแรงไหมครับ?”
เซี่ยวฉือยิ้มแล้วตอบว่า “ตาไม่เป็อะไรเลย แต่ทหารพวกนั้นไม่วางใจ ต้องส่งตามาโรงพยาบาลให้ได้”
เย่ฝานมองเซี่ยวฉือ กะพริบตาพลางพูดว่า “ตาเฒ่า คุณทำผิดอะไรไว้หรือเปล่า ถึงได้โดนควบคุมตัวไว้อย่างนี้! หรือว่าคุณจะโดนจับขังคุก? คุณอายุมากขนาดนี้แล้วยังกล้าทำผิดกฎหมายอีกเหรอ!”
เซี่ยวฉือ “…” เย่ฝานปากของแกคงพูดอะไรดีๆ ออกมาไม่เป็สินะ
ไป๋อวิ๋นซีหลับตา สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วตำหนิเย่ฝานว่า “หุบปาก”
เย่ฝาน “…”
“คุณตา ตกลงเื่มันเป็ยังไงกันแน่ครับ?” ไป๋อวิ๋นซีเอ่ยถาม
เซี่ยวฉือสูดหายใจเข้าแล้วเล่าว่า “อาจจะเกี่ยวกับการวิจัยของตาใน่นี้”
“วิจัย?” ไป๋อวิ๋นซีอดสงสัยไม่ได้
เซี่ยวฉือพยักหน้าพร้อมพูดว่า “ใช่ ทีมัของรัฐบาลได้ส่งศิลาจารึกชิ้นหนึ่งมาให้ตา บนศิลานั่นสลักตัวอักษรจีนโบราณ เหมือนจะเป็วิชายุทธ์อะไรสักอย่าง
ไป๋อวิ๋นซีหรี่ตาเล็กน้อยพลางกล่าว “งั้นเหรอครับ?”
หลังจากปฏิรูปและเปิดประเทศมาหลายปี เื่ราวของยอดฝีมือบู๊ลิ้มทั้งหลาย กลายเป็เื่ที่มีอยู่ในตำนานเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว บนโลกนี้ยังคงมีบุคคลที่มีพลังพิเศษดำรงอยู่จำนวนหนึ่ง ในทีมัของรัฐบาลเองก็มีสมาชิกที่เป็ผู้มีความสามารถพิเศษอยู่ไม่น้อย ต่างประเทศก็มีนักรบที่มีพันธุกรรมพิเศษ แม้กระทั่งนินจาและอื่นๆ
“วิชายุทธ์นี้เป็ที่หมายปองของบุคคลอื่นใช่ไหมครับ? ไป๋อวิ๋นซีถาม
เซี่ยวฉือพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ใช่แล้ว ครั้งนี้ต้องยกความดีให้กับเย่ฝานจริงๆ”
เย่ฝานพูดอย่างสงสัย “ผมเหรอ?”
เซี่ยวฉือพยักหน้าแล้วพูดว่า “ถูกต้องแล้ว ถ้าไม่ได้หยกของนายคุ้มภัยไว้ ฉันต้องแย่แน่ๆ”
เย่ฝานดูหยกซึ่งห้อยอยู่ที่คอของเซี่ยวฉือ หยกนั้นเกิดรอยร้าวเกิดขึ้นหลายเส้น
เย่ฝานขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า “หยกชิ้นนี้ใช้ไม่ได้แล้ว แล้วผมจะทำชิ้นใหม่มาให้นะครับ”
“คุณตาครับ คนที่ทำร้ายคุณตาเป็พวกไหนกัน!” ไป๋อวิ๋นซีถาม
“ไม่ใช่คนธรรมดา”
ไป๋อวิ๋นซีทำหน้านิ่วคิวขมวด คิดในใจว่าต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่ๆ ถ้าไม่ใช่ผู้ฝึกวิทยายุทธโบราณ ก็น่าจะเป็ผู้ศึกษาศาสตร์ลึกลับ บุคคลทั้งสองกลุ่มนี้ล้วนยากที่คนธรรมดาจะต่อกรได้
ในอดีตเคยมีผู้ฝึกวิทยายุทธโบราณคนหนึ่ง มีนิสัยโหดร้ายผิดธรรมชาติ เขาใช้เืของหญิงสาวในการฝึกฝนและเที่ยวก่อคดีฆาตกรรมไปทั่ว โดยการทิ้งศพของหญิงสาวที่ถูกดูดเืไปจนหมดเอาไว้ ภายหลังเขาก่อเื่เดือดร้อนไปถึงบุคคลเบื้องบน เบื้องบนต้องสูญเสียทหารกล้าในหน่วยพิเศษไปหลายสิบนาย จึงจะสามารถสยบเขาได้ หรือว่าคุณตาถูกคนลักษณะเดียวกันนี้ลอบทำร้ายเข้าให้แล้ว
ไป๋อวิ๋นซีมองเย่ฝาน แล้วพูดว่า “่สองสามวันนี้ นายช่วยคุ้มครองคุณตาหน่อยได้ไหม!”
เย่ฝานกะพริบตาก่อนพูดว่า “นายจะให้ฉันอยู่กับตาเฒ่านี่ทั้งวัน! มันน่าเบื่อเกินไป!”
ไป๋อวิ๋นซี “…”
เซี่ยวฉือโบกมือปฏิเสธ พร้อมกล่าวว่า “อวิ๋นซี ไม่ต้องหรอก ให้หมอนี่มาคุ้มครองตา ตากลัวว่าจะโกรธตายก่อนที่จะโดนลอบทำร้ายซะมากกว่า!”
เย่ฝานขมวดคิ้ว แล้วเอ่ยว่า “ตาเฒ่าเซี่ยว คุณบอกว่ารังเกียจผมงั้นเหรอ! ผมเนี่ย เป็คนที่ใครเห็นใครก็รักต่างหาก!”
เซี่ยวฉือมองเย่ฝาน พร้อมพูดว่า “ผิดแล้ว นายมันน่ารำคาญต่างหากล่ะ!”
เย่ฝาน “…”
เย่ฝานหันไปมองไป๋อวิ๋นซีแล้วพูดว่า “อวิ๋นซี ตาเฒ่านี่ใส่ร้ายป้ายสีฉันนะ”
ไป๋อวิ๋นซีมองดูใบหน้าอันใสซื่อบริสุทธิ์ของเย่ฝาน แล้วสูดหายใจเข้า ก่อนจะพูดอย่างปากไม่ตรงกับใจว่า “นายไม่น่ารำคาญเลยสักนิด ระยะนี้ต้องรบกวนนายมาช่วยรักษาความปลอดภัยให้คุณตาฉันด้วยนะ คุณตาของฉันอายุมากแล้ว อาจมีเื่ที่คิดไม่ตก นายต้องอภัยให้ท่านด้วยนะ”
เย่ฝานพยักหน้า แล้วกล่าวว่า “ฉันเห็นแก่นายหรอกนะ ตกลง ฉันจะอยู่”
เซี่ยวฉือมองสีหน้าเย่ฝานขณะที่พูดว่า “ตกลง” ถึงจะไม่เต็มใจก็ตาม เขาพลันรู้สึกอยากกระอักเืขึ้นมาเลยทีเดียว
…………………………………………………………………………………………………………..
[1] ม้าหญ้าโคลน (草泥马) คือชื่อเรียกอีกชื่อของอัลปาก้า คำว่า 草泥马 ออกเสียงคล้ายกับคำไม่สุภาพของจีนที่เกี่ยวข้องกับเื่เพศ คนจีนจึงมักใช้คำนี้มาแทนเวลาคุยกันผ่านโซเชี่ยลต่างๆ
