เย่ฝานเอนตัวบนโซฟาในห้องทำงานของไป๋อวิ๋นซี เขาฝึกปราณโดยอุ้มศิลาปราณเอาไว้
“ศิลาปราณก้อนสุดท้ายแล้วสินะ” เย่ฝานพูดด้วยความเสียดาย
ไป๋อวิ๋นซีมองเย่ฝาน แล้วพูดว่า “ใช้หมดแล้วออกไปหาใหม่ก็ได้นี่”
เย่ฝานยิ้มฝืดๆ พลางคิดในใจว่า ถ้าหาได้ง่ายขนาดนั้นก็ดีสิ ศิลาปราณไม่ใช่หินอ่อน ที่ไปที่ไหนก็เจอที่นั่น แต่ศิลาปราณเหล่านี้ก็ช่วยให้ระดับพลังปราณของเขาพุ่งสูงขึ้นไม่น้อย
“งาน่สุดท้ายของถังอวี่เซวียนจัดการเรียบร้อยหรือยังล่ะ!” ไป๋อวิ๋นซีถาม
เย่ฝานกะพริบตาปริบๆ แล้วตอบว่า “น่าจะใกล้เสร็จแล้วล่ะ ความจริงมันก็ไม่เกี่ยวกับฉันด้วย ทำไมล่ะ!”
“พ่อของถังอวี่เซวียน เก็บบัตรเอทีเอ็มได้ เขาเลยแอบไปกดเงินของคนอื่นออกมา ตอนนี้เข้าไปนั่งในคุกแล้ว”
“ส่วนพี่ชายของเขา! หลังจากไปหาแฟนสาว ก็พบว่าตัวเองถูกแฟนสาวสวมเขาให้ หล่อนแอบคบผู้ชายอีกคนหนึ่ง และเด็กในท้องก็ไม่ใช่ลูกของเขาด้วย พี่ชายสารเลวของเขาโกรธมาก ตบตีผู้หญิงคนนั้นจนแท้งลูก หล่อนาเ็สาหัสจนส่งผลกระทบต่อการมีลูก ผู้หญิงคนนั้นย่อมไม่ปล่อยเขาไปแน่ ดังนั้นหล่อนจึงไปแจ้งความโทษฐานทำร้ายร่างกายโดยเจตนา สุดท้ายก็เข้าไปนั่งอยู่ในตะรางอีกคน”
“หลังจากที่ทั้งสองคนติดคุก ก็เหลือแค่แม่ของเขา วันๆ เอาแต่ร้องไห้ หรือไม่ก็ได้แต่ส่งข้าวส่งน้ำให้สามีและลูกชายที่อยู่ในคุก”
จากการช่วยเหลือถังอวี่เซวียนใน่ก่อนหน้านั้น เย่ฝานเคยสั่งให้ผีเด็กรับใช้สองตนคอยติดตามเกาผิง ต่อมาเขาเองก็ลืมเื่นี้ไปสนิท แต่ผีเด็กสองตนก็ยังคงตั้งใจทำงาน กลับมารายงานเื่ราวทั้งหมดให้เขารู้
ไป๋อวิ๋นซีหัวเราะแล้วพูดว่า “เห็นทีเื่ของถังอวี่เซวียน นายก็ไม่ต้องกังวลแล้วสิ”
เย่ฝานพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ก็ใช่น่ะสิ! นายลองคิดดู เกาผิงและเกาหมั่นจินสองพ่อลูกนี้มันยังไงกันแน่ สงสัยจะเป็ปีชง เลยต้องเข้าตะรางกันหมดเลย”
“น่าจะเป็ไปได้” ความเป็ไปได้เพราะเป็ปีชงอาจจะไม่เกี่ยวเท่าไร อาจเป็เพราะทั้งสองชงกับถังอวี่เซวียนเข้าเสียมากกว่า คู่สามีภรรยาที่รับเลี้ยงถังอวี่เซวียนไม่มีทายาท ถังอวี่เซวียนจึงกลายเป็ผู้สืบสกุลที่ถูกต้องตามกฎหมาย พูดได้ว่าเขาคือทายาทรุ่นที่สองของตระกูล ดังนั้นน่าจะมีอำนาจไม่น้อย
...........................................................................
เย่ฝานขับรถกลับคฤหาสน์
พอถึงทางเข้าหมู่บ้าน เย่ฝานพบว่ามีผู้ชายแต่งตัวภูมิฐาน กำลังถกเถียงกับเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย
หลังจากที่เย่ฝานโด่งดังมีชื่อเสียง ก็มีแฟนคลับบางส่วนมาหาเขาบ่อยๆ บางคนถึงกับแอบปีนกำแพงเข้าไป สร้างความกดดันให้เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไม่น้อย ่นี้พวกเขาจึงต้องคอยระแวดระวังเป็พิเศษ
“คุณชายเย่กลับมาแล้วหรือครับ ชายคนนี้บอกว่าเขาเป็คุณพ่อของคุณครับ!”
เย่ฝานหันไปมองทางเย่หงเหวินแวบหนึ่ง แล้วตอบว่า “เขาไม่ใช่”
เย่ฝานพูดจบก็ขับรถผ่านเข้าประตูใหญ่ เย่หงเหวินเห็นเช่นนั้นก็วิ่งตามเข้าไป แต่ก็โดนเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยขวางทาง “คุณผู้ชายท่านนี้ได้ยินแล้วใช่ไหมครับ คุณชายเย่บอกว่าคุณไม่ใช่พ่อของเขา คุณเป็พ่อของใครก็กลับไปเป็พ่อของคนคนนั้นเถอะ วันนี้กลับไปก่อนเถอะนะครับ”
เย่หงเหวินพูดด้วยความโมโห “เ้าบ้านั่นมันพูดโกหก!”
“คุณผู้ชายครับ ถ้าคุณยังก่อความวุ่นวายอีกละก็ ผมคงต้องแจ้งตำรวจแล้วนะครับ เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหลายคนล้อมเย่หงเหวินเอาไว้ เขาจึงจำต้องจากไปด้วยความโกรธแค้น
เย่หงเหวินมาถึงเมืองหลวงนานแล้ว ทว่าหลังจากมาถึงก็เอาแต่มัวเมาอยู่กับอบายมุกและคาวโลกีย์จนละเลยภารกิจที่พ่อของตนสั่งให้มาทำที่นี่
เดิมทีเย่หงเหวินคิดว่าจะทำเป็เล่นตัวให้เย่ฝานมาหาเขาก่อน แต่ที่ไหนได้เย่ฝานกลับไม่เห็นเขาในสายตา เขามาถึงเมืองหลวงตั้งนาน เย่ฝานทำเหมือนเขาเป็อากาศ ไม่แม้แต่จะติดต่อมา
เย่หงเหวินเองก็ไม่กล้าจากเมืองชางมานานๆ เพราะถ้าเขาไม่อยู่บริษัทนานเกินไป อาจถูกเย่เส้าฮุยฉวยโอกาสเอาได้
เย่หงเหวินชั่งน้ำหนักผลได้ผลเสียอยู่สักพักจึงตัดสินในมาหาเย่ฝาน แต่มาถึงแล้วกลับถูกขวางไว้อย่างนี้ ทำให้เห็นว่าเย่ฝานไม่ยอมรับสถานะของเขาเลยสักนิด
..........................................................................
เย่ฝานขับรถเข้าไปถึงคฤหาสน์ ก็พบว่ามีคนคุ้นเคยรออยู่
“เถ้าแก่จาง ทำไมถึงมาที่นี่ได้!” เย่ฝานทักทายและเชิญจางซือเลี่ยงเข้าบ้าน
“คุณชายเย่ คุณรับงานของเถ้าแก่หวงแล้วเหรอครับ?”
เย่ฝานมองจางซือเลี่ยงอย่างงุนงง “เถ้าแก่หวง? ใครคือเถ้าแก่หวงครับ?”
“คือเถ้าแก่เ้าของธุรกิจเหมืองแร่ที่ผมเคยเล่าให้คุณฟังไงครับ”
“คุณหมายถึงเ้าคนขี้เหนียวนั่นน่ะเหรอ! เปล่านี่!”
“เปล่าเหรอครับ? คุณชายเย่รับถ่ายละครเื่นั้น ผมยังคิดว่าคุณตั้งใจแทรกซึมเข้าไปในแหล่งของศัตรูเสียอีก” จางซือเลี่ยงกล่าว
เย่ฝานมองจางซือเลี่ยงพร้อมถามอย่างไม่เข้าใจ “คุณพูดเื่อะไรน่ะ?”
“คุณชายเย่ไม่รู้หรือครับ? เหลียงซินที่แสดงละครเื่เดียวกับคุณคือภรรยาคนปัจจุบันของเถ้าแก่หวง และเป็น้องสาวของเหลียงเหยาด้วย” จางซือเลี่ยงกล่าว
“เป็น้องสาว ไม่ใช่พี่สาวเหรอ?” เย่ฝานถาม
จางซือเลี่ยงพยักหน้าพลางตอบ “เป็น้องสาวครับ!”
“ผมจำได้ว่าคุณเคยบอกว่า เถ้าแก่หวงคนนั้นเขาชอบสาวๆ ที่อายุไม่เกินยี่สิบปีนี่นา!” เย่ฝานพูดพลางเอียงคอด้วยความสงสัย
จางซือเลี่ยงพยักหน้าตอบ “ใช่แล้วครับ”
“แต่เหลียงซินคนนั้นอายุสามสิบกว่าแล้ว ถ้าอย่างนั้นอายุของพี่สาวหล่อนก็คงใกล้สี่สิบแล้วล่ะ” เย่ฝานกล่าว
“ไม่น่าเป็ไปได้นะครับ! ผมเคยเห็นหวงเหยา ดูเหมือนอายุก็น่าจะประมาณยี่สิบกว่าๆ เท่านั้น คุณชายเย่บอกว่าเหลียงซินอายุสามสิบกว่าปีแล้ว ไม่น่าใช่นะครับ ในข่าวยังบอกว่าเหลียงซินเพิ่งจะอายุยี่สิบเท่านั้นเอง!”
เย่ฝานหัวเราะเยาะเบาๆ “ยี่สิบปีงั้นเหรอ หล่อนใกล้จะครบยี่สิบปีอีกหนึ่งรอบแล้วมากกว่า ถึงฉันจะไม่เคยเห็นเหลียงเหยา แต่ถ้าหล่อนเป็พี่สาวของเหลียงซิน อายุจะต้องมากกว่าเหลียงซินแน่นอน หล่อนน่าจะใช้หนอนกู่แรกรุ่นเหมือนกับน้องสาวนั่นแหละ!”
“หนอนกู่แรกรุ่น? มันคือหนอนกู่อะไรครับ แล้วมีผลข้างเคียงไหมครับ?” จางซือเลี่ยงอดถามไม่ได้
“หนอนกู่แรกรุ่นต้นตำรับที่แท้จริงจะไม่มีผลข้างเคียง มันจะช่วยชะลอความแก่ ถือเป็ของดีที่หายากและเพาะเลี้ยงไม่ง่ายเลย แต่ของที่อยู่ในร่างกายของเหลียงซินเป็หนอนกู่ที่ไม่สมบูรณ์ ผลลัพธ์จึงไม่เหมือนกับหนอนกู่ของแท้ มันมีประสิทธิภาพจำกัด หากพลังของมันหมดลง ร่างที่มันแฝงอยู่จะแก่ชราลงอย่างรวดเร็ว”
จางซือเลี่ยงพยักหน้าแล้วพูดว่า “เป็อย่างนี้นี่เอง!”
“จากที่ผมประเมิน หนอนกู่แรกรุ่นในร่างของเหลียงเหยาน่าจะเริ่มไม่เสถียรแล้ว” เย่ฝานกล่าว
“ไม่เสถียร?”
“บาง่ดูเหมือนหญิงสาวอายุยี่สิบปี แต่บาง่กลับเหมือนคนอายุสามสิบปี!” เย่ฝานพูด
จากที่เย่ฝานคาดการณ์เถ้าแก่ธุรกิจเหมืองแร่คนนั้นน่าจะได้เห็นตอนที่ภรรยาของตนอายุสามสิบกว่าปี จึงอยากจะเปลี่ยนภรรยา แต่ว่ามีสิ่งที่ทำให้หวั่นเกรงบางอย่างจึงยังไม่กล้าทำอะไร พอถึง่ที่ภรรยากลับมาดูเหมือนสาวอายุยี่สิบปีอีกครั้ง เขาก็ดีใจและลืมเื่อยากเปลี่ยนภรรยาไปเลย
..............................................................................
โทรศัพท์มือถือของเย่ฝานดังขึ้น “ฮัลโหลพี่ชาย มีอะไรหรือเปล่าครับ!”
“พี่บอกว่าเสี่ยวเฉียงกำลังจะมาที่นี่ เขามาทำไมเหรอครับ?”
“มาเยี่ยมผม!”
“ได้สิครับ เดี๋ยวผมจะไปรับเขาที่สนามบินเอง วางใจเถอะ มีผมอยู่ทั้งคนจะปล่อยให้เขาเกิดเื่ได้ยังไง”
จางซือเลี่ยงมองเย่ฝานแล้วถามว่า “คุณชายเย่ มีอะไรเหรอครับ?”
“ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไรหรอก หลานชายของผมกำลังจะมาที่นี่ครับ คนอย่างผมก็แบบนี้แหละ มีแต่คนชื่นชอบ ใครๆ ก็อยากอยู่กับผมทั้งนั้นแหละครับ หลานชายคนโตของผมคนนี้ถึงกับกล้าปิดบังพ่อแม่ ซื้อตั๋วเครื่องบินแล้วบินมาหาผม สองสามีภรรยาคู่นั้นก็เลอะเทอะจริงๆ เมื่อกี้เพิ่งจะรู้ว่าลูกชายของตัวเองหายไปแล้ว เอาล่ะ เดี๋ยวผมขอตัวไปรับเขาก่อนนะครับ”
จางซือเลี่ยง “…”
....................................................................
ในห้องโดยสารเครื่องบินชั้นเฟิร์สคลาสมีเด็กผู้ชายตัวกลมๆ นั่งอยู่ คิ้วเข้มตาโตประดับอยู่บนใบหน้า แก้มนุ่มสีชมพูระเรื่อดูน่ารัก เด็กชายเอาแต่บอกว่าหิวอยู่ตลอด พนักงานต้อนรับบนเครื่องจึงยกอาหารมาเสิร์ฟให้เขาไม่น้อย
ข้างกายเด็กชายมีเด็กอีกคนนั่งอยู่ อายุน่าจะประมาณเจ็ดถึงแปดขวบ ดวงตาของเขาดูเลื่อนลอยและบ่นพึมพำตลอด
หญิงคนหนึ่งหน้าตาดีกำลังโอบเด็กผู้ชายคนนั้นไว้ แววตาของหล่อนมีแต่ความโศกเศร้า
“คุณน้าหลินคะ หนูติดต่อหมอมีชื่อของเมืองหลวงไว้แล้วค่ะ จะต้องมีทางรักษาน้องชายได้แน่ๆ” หญิงสาวหน้าตาสะสวยคนหนึ่งพูดออกมา
หลินเจี๋ยถอนหายใจเฮือก แล้วพูดว่า “หวังว่าจะมีทางช่วยนะ” หลินเจี๋ยเชิญหมอมารักษาหลี่เจียเป่าตั้งหลายคนแล้ว แต่ก็ยังรักษาไม่หาย จนมาถึงวันนี้หล่อนจึงรู้สึกท้อแท้ไม่น้อย
อู่หาวเฉียงมองเด็กผู้ชายที่นั่งข้างๆ แวบหนึ่งแล้วทักว่า “ดูท่าทางเขาเหมือนโดนผีสิง ไปหาหมอก็ไม่มีประโยชน์หรอกครับ ต้องไปหาคุณอาเล็กของผมถึงจะหาย!”
“อาเล็กของนาย อาของนายเป็หมองั้นเหรอ?”
อู่หาวเฉียงส่ายหน้าก่อนพูดโอ้อวด “ไม่ใช่หมอ! แต่เก่งกว่าหมออีก”
“อ่อ แล้วตกลงคุณอาเล็กของนายเป็ใครกัน!” หลินเสี่ยวถามด้วยความอยากรู้
อู่หาวเฉียงฉีกยิ้มแล้วตอบว่า “คุณอาเล็กของผมเป็ร่างทรง”
หลินเสี่ยวพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ฉันเกลียดพวกร่างทรงพวกนี้ที่สุดเลย งานสุจริตมีเกียรติไม่ทำ กลับเป็มิจฉาชีพหลอกลวงคนแบบนี้!”
อู่หาวเฉียงพูดอย่างไม่พอใจ “คุณอาไม่ได้เป็พวกสิบแปดมงกุฎนะ! คุณอาเก่งกาจที่สุดต่างหาก”
หลินเสี่ยวถาม “เขาเก่งกาจตรงไหนกัน?”
อู่หาวเฉียงเชิดคางแล้วกล่าวว่า “คุณอาเล็กของผมเป็ดารา!”
“เมื่อกี้นายยังบอกว่าเขาเป็พวกร่างทรงอยู่เลย ทำไมเปลี่ยนเป็ดาราแล้วล่ะ?” หลินเสี่ยวพูดพลางหัวเราะเยาะ
อู่หาวเฉียงหน้าแดงระเรื่อก่อนตอบ “อาชีพหลักของคุณอาคือร่างทรง อาชีพเสริมคือเป็ดารา!”
หลินเสี่ยวหัวเยาะอย่างเ็า “คุณอาเล็กของนายคงเอาเื่ภูตผีมาหลอกลวงคนไม่ได้ผลแล้ว ก็เลยไปเป็ดาราเล็กๆ ที่ไม่มีชื่อเสียงในวงการบันเทิงใช่ไหม?”
เดิมทีหลินเสี่ยวก็ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับอู่หาวเฉียง จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อหลินเสี่ยวรังเกียจพวกร่างทรงที่สุด หลังจากที่หลี่เจียเป่าเกิดเื่ หลินเจี๋ยได้เชิญหมอมารักษาหลายท่านก็ยังไม่หาย จึงต้องหันไปพึ่งพวกร่างทรง ทว่าสุดท้ายร่างทรงที่เชิญมากลับไม่ใช่ผู้มีวิชาที่แท้จริง กลับเป็พวกสิบแปดมงกุฎ
คนพวกนี้ถ้าแค่มาหลอกลวงก็ยังพอทนได้ แต่หนึ่งในนั้นมีคนให้หลี่เจียเป่าดื่มน้ำยันต์ปลุกเสก ผลออกมาคือ เกิดอาการช็อกจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด
แก้มทั้งสองข้างของอู่หาวเฉียงพองกลม ก่อนพูดอย่างไม่พอใจ “คุณอาเล็กของผมเก่งที่สุด”
หลินเสี่ยวมองอู่หาวเฉียงที่แสดงท่าทางขุ่นเคืองอย่างนั้น ก็คิดได้ว่ายังไงเขาก็แค่เด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่ง จึงไม่คิดจะโต้เถียงต่อ “นายมาเมืองหลวงคนเดียวเหรอ?”
“คุณอาเล็กจะมารับผมครับ” อู่หาวเฉียงตอบ
“ระวังอย่าให้โดนพวกค้ามนุษย์จับไปล่ะ!” หลินเสี่ยวเตือน
“ผมไม่กลัว พวกพ่อค้าค้ามนุษย์ควรกลัวผมมากกว่า” อู่หาวเฉียงพูดด้วยความภูมิใจ
“ทำไมล่ะ?” หลินเสี่ยวถาม
“ผมพกยันต์คุ้มภัยติดตัวไว้ หากใครมีเจตนาไม่ดีกับผม คนนั้นจะต้องโชคร้ายแน่ๆ” อู่หาวเฉียงพูดพลางยกหมัด
หลินเสี่ยวเหลือบตามองบน ยิ้มเยาะในใจพลางคิดว่าเ้าเด็กอู่หาวเฉียงคงกินยาผิดมาแน่ๆ!
อู่หาวเฉียงเห็นสีหน้ารังเกียจของหลินเสี่ยว จึงอดไม่ได้ที่จะสูญเสียกำลังใจไปบ้าง
อู่หาวเฉียงหยิบยันต์ออกจากกระเป๋าแล้วพูด “เห็นสิ่งนี้ไหม นี่คือยันต์ปัดเป่าโรคภัย สามารถรักษาอาการไข้ ตัวร้อน อัมพาต แต่ไม่สามารถรักษาอาการสมองกลวงได้ คุณอาเล็กให้ผมมา”
หลินเจี๋ยมองอู่หาวเฉียง แล้วถามด้วยความอยากรู้ “ยันต์นี่ราคาแผ่นละเท่าไรจ๊ะ!”
“ไม่แพงครับ แผ่นละหนึ่งล้านหนึ่งแสนหยวนครับ”
“สหายน้อย เธอขายมันให้น้าดีไหม!” หลินเจี๋ยถาม
อู่หาวเฉียงกะพริบตาแล้วตอบว่า “ได้สิครับ”
หลินเสี่ยวขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “คุณน้า เชื่อคำพูดเหลวไหลของเด็กคนหนึ่งได้ยังไงกัน หรือว่าคุณน้ายังเสียเปรียบไม่พอใช่ไหม”
หลินเจี๋ยทำหน้ามุ่ย แล้วตอบกลับไป “จงเชื่อมั่นว่ามันมี และจงอย่าเชื่อว่ามันไม่มี! น้าดูเด็กคนนี้แล้ว เขาไม่น่าจะพูดโกหกนะ”
อู่หาวเฉียงพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ใช่แล้วๆ ผมไม่ได้โกหก”
หลินเสี่ยวคิ้วขมวดเป็ปม หล่อนดูอู่หาวเฉียงแล้วอดคิดไม่ได้ว่า เด็กสมัยนี้ช่างเก่งกาจจริงๆ อายุแค่นี้ก็ออกมาหลอกลวงชาวบ้านแล้ว
