เย่ฝานรออยู่ในห้องรับรองผู้โดยสารและพูดด้วยความกังวล “เ้าเด็กนั่นจะออกมาเมื่อไรนะ!”
“ไฟลท์บินดีเลย์ รอสักพักก็คงถึงแล้ว อดทนหน่อย” ไป๋อวิ๋นซีพูดเสียงราบเรียบ
เย่ฝานพยักหน้า แล้วพูดอย่างเซ็งๆ “โอเค ถ้าเ้าเด็กนั่นถูกคนในสนามบินลักพาตัวไปขายจะทำยังไงละเนี่ย!”
ไป๋อวิ๋นซี “…”
“ออกมาแล้ว”
ผู้โดยสารกลุ่มใหญ่ทยอยเดินออกมา ในสนามบินเบียดเสียดไปด้วยฝูงชน
เย่ฝานพูดด้วยความกลัดกลุ้ม “เด็กขาสั้นคนนั้นไม่รู้หายไปไหนแล้ว อายุแค่นี้ก็รู้จักเลียนแบบคนอื่นออกจากบ้านมาเที่ยวคนเดียว ไม่รู้จักเลียนแบบสิ่งดีๆ ซะบ้าง!
“คนนั้นใช่ไหม?” ไป๋อวิ๋นซีชี้เด็กชายที่มีผมหลากสีคนหนึ่ง
เย่ฝานพยักหน้าแล้วพูดว่า “ใช่แล้ว เ้าซาลาเปานั่น”
เ้าซาลาเปาเห็นเย่ฝานก็ดีใจจนะโโลดเต้นเข้ามาหา เขาะโกอดเย่ฝาน แล้วเรียกเสียงหวานว่า “คุณอาเล็ก”
ไป๋อวิ๋นซีเหลือบตามองบน แล้วคิดในใจว่ารสนิยมของสองอาหลานคู่นี้ช่างเหมือนกันจริงๆ ชอบทำผมหลากสีดูน่าปวดหัว
“นายไปย้อมผมมาเหรอ?” เย่ฝานถาม
อู่หาวเฉียงถอดวิกออกจากหัว แล้วพูดว่า “ไม่ใช่ครับ นี่เป็ผมปลอมที่ผมซื้อมา ถ้าย้อมผมจริงๆ คุณพ่อคงไล่เตะผมแน่ๆ”
ไป๋อวิ๋นซีอดมองอู่หาวเฉียงด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปไม่ได้ เขาคิดในใจ “ถึงแม้อู่หาวเฉียงจะยังเด็ก แต่ดูเฉลียวฉลาดกว่าเย่ฝานเป็ไหนๆ
“เอ๋ ของสิ่งนี้ไม่เลวเลย! วันหลังฉันจะซื้อมาใช้บ้าง”
ไป๋อวิ๋นซี “…”
“ไปกันเถอะ อาจะพานายไปกินของอร่อย”
อู่หาวเฉียงดีใจจนเนื้อเต้น เขาเดินตามหลังเย่ฝานพลางพูด “เยี่ยมเลยครับ!”
อู่หาวเฉียงเดินตามหลังเย่ฝาน แล้วพูดว่า “คุณอาเล็ก ในหนังสือพิมพ์เขียนข่าวว่าคุณอาเหยียบเรือหลายแคม”
เย่ฝานโบกมือไปมา “ข่าวพวกนั้นล้วนเป็ฝีมือของพวกคนเลว เขียนข่าวเหลวไหลทั้งนั้น”
“ผมก็คิดว่าพวกเขาเขียนข่าวมั่วๆ คุณอาเล็กมีขาแค่สองข้าง จะเหยียบเรือหลายแคมได้ยังไงกัน! นอกจากจะเป็นาจาเท่านั้นแหละ!”
ไป๋อวิ๋นซี “…”
“ก็ใช่น่ะสิ เ้าพวกนั้นไม่มีดุลพินิจเลยสักนิด เอาแต่เขียนข่าวมั่วซั่ว!”
“คุณอาไป๋ครับ คุณดูดีมากเลย มิน่าล่ะคุณอาเล็กถึงได้ชอบคุณ มาตามจีบคุณไกลถึงที่นี่”
ไป๋อวิ๋นซีนึกในใจ “…” เขาเองก็มีข้อดีเพียงข้อเดียว คือมีรูปร่างหน้าตาดีเท่านั้นเอง
“คุณอาไป๋ครับ คุณวางแผนจะแต่งงานกับคุณอาเล็กเมื่อไรครับ?” อู่หาวเฉียงถามไป๋อวิ๋นซีพร้อมมองเขาด้วยแววตาสดใส
ไป๋อวิ๋นซีไม่รู้จะต้านทานความหวั่นไหวในใจอย่างไร “เธอถามเื่นี้ทำไมเหรอ?”
อู่หาวเฉียงเอียงคอแล้วจิ้มแก้มทั้งสองข้างของตน “ถ้าคุณอาทั้งสองจะแต่งงานในไม่กี่วันข้างหน้านี้ละก็ ผมจะได้อยู่ทำหน้าที่เด็กโปรยดอกไม้ในงานแต่งงานของพวกอาให้ฟรีๆ เลยครับ! คุณอาดูผมสิ น่ารักขนาดนี้เหมาะจะเป็เด็กโปรยดอกไม้ในงานวิวาห์ที่สุด”
“เกรงว่าคงจะยังไม่รบกวนเธอหรอก พวกเรายังไม่คิดจะแต่งงานตอนนี้...”
“อ่อ” อู่หาวเฉียงถอนหายใจด้วยความเสียดาย “คุณอาไป๋ คุณรังเกียจที่อาเล็กของผมจนเหรอครับ คุณอาเล็กของผมเปรียบเสมือนหุ้นที่มีศักยภาพเติบโตดี! คุณควรฉวยโอกาสตอนที่ราคายังถูก รีบซื้อไว้เพื่อเก็งกำไร! หากรอจนราคาสูงกว่านี้ เกรงว่าถ้าจะซื้อไว้ก็คงไม่ง่ายแล้วนะครับ”
ไป๋อวิ๋นซี “…”
อู่หาวเฉียงมองไป๋อวิ๋นซีด้วยแววตาเป็ประกาย สายตาของเย่ฝานก็เป็ประกายเหมือนอู่หาวเฉียง ไป๋อวิ๋นซีรู้สึกว่าตนกำลังเผชิญหน้าอยู่กับหมาไซบีเรียนฮัสกี้ซื่อบื้อสองตัว
ไป๋อวิ๋นซี “เอาล่ะ พวกเราไปกันเถอะ...”
........................................................................
“คุณอาเล็ก ผมได้ยินว่าคุณอามีความสัมพันธ์ที่ดีกับาาแห่งวงการภาพยนตร์ถังอวี่เซวียนหรือครับ” อู่หาวเฉียงถามพร้อมกับะโโลดเต้นข้างกายเย่ฝาน
“ก็ทั่วๆ ไปน่ะ มีอะไรเหรอ?”
“ชั้นเรียนของผมมีเพื่อนหลายคนที่เป็แฟนคลับเขา ครั้งนี้ผมเอาโปสเตอร์ของเขามาด้วย อาช่วยพูดให้เขาเซ็นชื่อให้หน่อยได้ไหมครับ!”
“จะให้เ้าหมอนั่นเซ็นชื่อไปทำไมกัน เ้าหมอนั่นทั้งหน้าตาและความสามารถก็พื้นๆ ถ้าจะให้เขาเซ็นชื่อสู้ให้อาเซ็นให้ไม่ดีกว่าเหรอ!”
“ผมก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน คุณอาเล็กเป็ยอดคนแห่งยุค ใต้หล้านี้ไม่มีใครเทียบเทียมได้ แต่เพื่อนๆ ในชั้นเรียนของผมหลายคน ถึงแม้จะไว้ผมยาว แต่วิสัยทัศน์กลับสั้นมาก! พวกเขาก็เลยชอบดาราแบบถังอวี่เซวียน ความจริงผมคิดว่าถังอวี่เซวียนยังหล่อไม่เท่าคุณอาเลยจริงๆ นะ”
“นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว อาเล็กของนายหล่อเหลาอย่าบอกใครเลย”
ไป๋อวิ๋นซีดูสองอาหลานที่เข้ากันเป็ปี่เป็ขลุ่ยก็ได้แต่ทอดถอนหายใจ พลางคิดว่าคนบ้านเดียวกันเท่านั้นถึงจะคุยกันรู้เื่
“คุณอาเล็ก เมื่อกี้ผมอยู่บนเครื่องบินหาเงินได้ตั้งหนึ่งล้านหยวนแหนะ” อู่หาวเฉียงกล่าว
เย่ฝานพูดอย่างคาดไม่ถึงว่า “งั้นเหรอ? แล้วนายหาเงินมาได้ยังไง!”
“ผมขายยันต์ปัดเป่าโรคภัยได้แผ่นหนึ่ง ขายในราคาหนึ่งล้านหนึ่งแสนหยวน เดิมทียันต์ปัดเป่าโรคภัยหนึ่งแผ่นราคาหนึ่งล้านหยวนใช่ไหมครับ? ผมก็เลยเพิ่มราคาเข้าไปอีกหนึ่งแสนหยวน” อู่หาวเฉียงพูดด้วยความภาคภูมิใจ
“นายนี่มีหัวการค้าจริงๆ!” เพิ่งจะหาเงินได้แค่หนึ่งแสนหยวนเท่านั้น เย่ฝานรู้สึกดูแคลนอยู่ในใจ แต่พอคิดว่าอู่หาวเฉียงยังเป็เด็กน้อยอย่างนี้ จึงคิดว่ายังไงก็ไม่ควรไปทำลายความกระตือรือร้นของเด็กน้อย
“คุณอาครับ เดี๋ยวคุณอาพาผมไปเบิกเงินหน่อยได้ไหมครับ! ผมไม่มีเงินแล้วตอนนี้ ยังดีที่ได้เงินก้อนนี้มาแก้ขัด!”
เย่ฝานพยักหน้าแล้วตอบว่า “ได้สิ นายไม่มีเงินแล้วเหรอ? แล้วที่อาให้เธอไว้ห้าล้านหยวนเมื่อคราวก่อนล่ะ”
“โดนยึดไปหมดแล้วครับ!” อู่หาวเฉียงกระทืบเท้า แล้วพูดด้วยความโมโห “คุณพ่อไม่ได้เื่เลยจริงๆ”
เย่ฝานพยักหน้าแล้วพูดอย่างเห็นด้วย “พ่อของนายเขาไม่ได้เื่จริงๆ นั่นแหละ”
“ช่างเถอะ เราหยุดพูดถึงคุณพ่อดีกว่า ดีนะที่ผมเพิ่งหาเงินก้อนนี้มาได้ ก็คงจะพอใช้ในระยะนี้ คุณอาครับผมจะอยู่ที่นี่หลายวัน อีกหลายวันต่อจากนี้ คุณอาอยากกินอะไรครับ ผมจะเลี้ยงอาเอง!” อู่หาวเฉียงพูดด้วยความภูมิใจ
ไป๋อวิ๋นซี “…”
ไป๋อวิ๋นซีพาทั้งสองคนไปที่ธนาคารแห่งหนึ่ง แต่ก็ต้องกลับมามือเปล่า!
“เงินในบัตรนี้ถูกอายัดแล้ว บัตรใบนี้ใช้เบิกเงินไม่ได้” เย่ฝานกล่าว
“ทำไมถึงเป็อย่างนี้ได้?” อู่หาวเฉียงเบะปากทำแก้มป่อง หน้าเล็กๆ ของเขาเหมือนกำลังจะร้องไห้
เย่ฝานลูบหัวของอู่หาวเฉียงเบาๆ แล้วพูดว่า “ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไรหรอก! ไม่เป็ไรนะ!”
อู่หาวเฉียงปล่อยโฮออกมาทันที “ทำเกินไปแล้ว! พวกนั้นรังแกผม!”
เย่ฝานลูบหัวอู่หาวเฉียงพลางกล่าวปลอบ “เอาล่ะๆ อย่าร้องไห้ไปเลย เงินแค่หนึ่งล้านกว่าหยวนเองไม่ใช่เหรอ? อาของนายแค่ออกไปทำงานหนึ่งครั้ง ก็หาเงินได้หนึ่งร้อยสองร้อยล้านหยวนแล้ว เงินแค่นี้จิ๊บจ๊อยมาก”
อู่หาวเฉียงพูดด้วยความกลัดกลุ้ม “เื่ราวไม่ควรเป็แบบนี้เลย สังคมเสื่อมโทรมลงทุกวัน! ผู้ใหญ่สมัยนี้หลอกลวงเด็กน้อยได้ลงคอ ทำเกินไปจริงๆ”
เย่ฝานยังคงลูบหัวอู่หาวเฉียงต่อไป “ครั้งหน้าต้องรอบคอบกว่านี้ ครั้งนี้ถือว่าเป็บทเรียนนะ”
พูดจบเย่ฝานก็โยนบัตรเอทีเอ็มลงถังขยะข้างๆ
เย่ฝานไม่รู้ว่า ในบัตรของหลินเจี๋ยมีเงินหนึ่งล้านหนึ่งแสนหยวนอยู่ในนั้นจริงๆ แต่ว่าพอหลินเจี๋ยโอนเงินเข้าไปในบัตร หลินเสี่ยวก็ตามมาอายัดเงินในบัตรอีกที ทำให้บัตรใช้ไม่ได้
........................................................................
หลินเจี๋ยเอายันต์วางไว้บนโต๊ะ แล้วถ่ายรูปยันต์นั่นส่งไปถามผู้รู้
“คุณน้าคะ หนูรู้ว่าเื่ของเจียเป่าทำให้คุณน้าทุกข์ใจมาก แต่ตอนนี้คุณน้าคงจะจิตใจฟุ้งซ่าน เชื่อแม้กระทั่งเด็กอายุหกเจ็ดขวบ” หลินเสี่ยวกล่าว
หลินเจี๋ยพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เสี่ยวเสี่ยว ความจริงแล้วในโลกนี้มีพลังบางอย่างที่พิเศษสุดๆ แม้พวกเราจะไม่เคยเห็น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีนี่นา!”
“แต่ว่าคนคนนั้นเป็แค่เด็กผู้ชายคนหนึ่ง!” หลินเสี่ยวรู้สึกว่าหลินเจี๋ยใกล้จะเสียสติไปทุกที หากปล่อยไว้อย่างนี้หลี่เจียเป่าที่ยังไม่หายสักที คุณน้าคงเสียสติไปก่อนก็ได้
หลินเจี๋ยกัดริมฝีปาก “น้าลองมาหลายวิธีแล้ว ลองวิธีนี้อีกสักครั้งจะเป็ไรไป”
“คุณน้า แต่หนูนัดคุณหมอมารักษาน้องแล้วนะคะ คุณน้าโยนยันต์นั้นทิ้งไปเถอะ ยังไงพวกเราก็ควรเชื่อวิทยาศาสตร์ดีกว่านะคะ”
“เงินก็จ่ายไปแล้ว ทิ้งไปก็คงเสียดายแย่เลย! อีกอย่างนักพรตที่น้าสอบถามไป เขาได้ตอบกลับมาแล้วว่ายันต์นี้น่าจะเป็ของจริง”
“นักพรต นักพรตอะไรกันคะ! ล้วนเป็พวกเดียวกันทั้งนั้น”
หลินเจี๋ยนำยันต์ตบลงไปบนร่างของหลี่เจียเป่า ยันต์นั้นก็กลายเป็แสงสีทองหายเข้าไปในตัวของหลี่เจียเป่า ดวงตาขุ่นๆ ของหลี่เจียเป่ากลับสดในขึ้นในทันที
“แม่ครับ!” หลี่เจียเป่าะโ
หลินเจี๋ยเอามือปิดปาก หล่อนดีใจจนร้องไห้
หลินเสี่ยวตาเบิกกว้าง แววตาของหล่อนเต็มไปด้วยความรู้สึกที่น่าเหลือเชื่อ หลี่เจียเป่าเหม่อลอยไม่ได้สติมาหลายปี แต่ตอนนี้กลับฟื้นคืนสติ พอนึกถึงบัตรเอทีเอ็มที่ถูกตนเองอายัด ในใจของหล่อนก็รู้สึกละอายใจ
..............................................................................
อู่หาวเฉียงเดินดูรอบๆ คฤหาสน์ของเย่ฝาน “คุณอาเล็ก คฤหาสน์หลังนี้ไม่เลวเลยครับ!”
“แน่นอนสิ! คฤหาสน์หลังนี้อยู่ในทำเลที่ดี ราคาถูก อีกอย่างนะ! ที่นี่มักจะมีภูตผีวนเวียนเข้ามาให้อาจับไปเป็ผีรับใช้แบบฟรีๆ ด้วยล่ะ!”
“คุณอาเล็กนี่ตาแหลมจริงๆ ครับ!” นึกไม่ถึงว่าจะซื้อคฤหาสน์ดีขนาดนี้ได้
เย่ฝานหัวเราะแล้วพูดว่า “ที่ไหนกัน ที่ไหนกัน! อาโชคดีบังเอิญมาเจอที่นี่พอดีน่ะ”
ไป๋อวิ๋นซี “…” ซื้อบ้านผีสิงก็เรียกว่าตาแหลมได้เหรอ ประหลาดจริงๆ
อู่หาวเฉียงดูท้องฟ้าแล้วพูดว่า “คุณอาไป๋ครับ ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว คืนนี้คุณอาพักที่นี่เถอะครับ”
ไป๋อวิ๋นซีลังเลอยู่สักครู่ เย่ฝานจึงรีบพูด “อวิ๋นซี ฉันเคยไปนอนที่อะพาร์ตเมนต์นายตั้งหลายครั้งแล้ว วันนี้เปลี่ยนมานอนบ้านฉันบ้าง ไม่อย่างนั้นนายจะเสียเปรียบฉันนะ”
ไป๋อวิ๋นซี “…”
ไป๋อวิ๋นซีชั่งน้ำหนักอยู่ครู่หนึ่ง ตอนนี้ก็ดึกมาแล้ว ค้างคืนที่นี่แล้วนอนในห้องรับรองแขกก็คงไม่เป็ไร เขาจึงตัดสินใจค้างที่นี่
พอไป๋อวิ๋นซีรับปาก เย่ฝานก็คึกคักขึ้นมาทันที
“พวกเราไปแช่น้ำด้วยกันเถอะ เราสองคนอาบน้ำด้วยกันจะได้ประหยัดน้ำ!”
ไป๋อวิ๋นซี “…” ประหยัดน้ำบ้านนายสิ
ตอนที่กำลังจะเข้านอน ไป๋อวิ๋นซีก็พบว่าคฤหาสน์ของเย่ฝานแม้จะมีห้องนอนหลายห้อง แต่ห้องที่มีเตียงมีเพียงสองห้องเท่านั้น อู่หาวเฉียงที่อยู่ในอาการเสียอกเสียใจ ฟุ้งซ่านอยู่นั้น ได้แจ้งความจำนงว่าจะขอนอนคนเดียว เพราะเขาอาจจะฉี่รดที่นอนกลางดึกได้ ไป๋อวิ๋นซีจึงจำเป็ต้องนอนเบียดบนเตียงเดียวกับเย่ฝาน
ไป๋อวิ๋นซีลืมตาขึ้นกลางดึก เขามองเย่ฝานในใจพลันกลัดกลุ้ม
เย่ฝานนอนดิ้นมากจนขาหนึ่งข้างพาดบนตัวของไป๋อวิ๋นซี
ไป๋อวิ๋นซีผลักขาของเย่ฝานออกไปจากตัวเขา เย่ฝานก็ส่งเสียงบ่นพึมพำขณะหลับฝันหวาน
ไป๋อวิ๋นซีมองเย่ฝานที่กำลังหลับสบาย ไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงอึดอัดขึ้นมา
เขานึกขึ้นมาได้ เมื่อคืนนี้ตอนที่กำลังจะเข้านอน เย่ฝานดึงดันจะจูบเขาก่อนนอนให้ได้ ทำให้เขารำคาญจนแทบทนไม่ไหว
ไป๋อวิ๋นซีสะกิดเท้าของเย่ฝาน แล้วพูดว่า “ตื่นได้แล้ว!”
เย่ฝานลืมตาขึ้นแล้วพูดเสียงงัวเงีย “ยังเช้าอยู่เลย!” ปกติเย่ฝานจะโมโหร้ายเวลามีคนมาปลุก แต่กับไป๋อวิ๋นซีเขากลับไม่กล้าอาละวาดสักนิด
ไป๋อวิ๋นซีบ่นพึมพำว่า “ตอนนี้สายแล้วนะ รีบลุกขึ้นมาส่งฉันไปบริษัทได้แล้ว”
เย่ฝานพยักหน้าตอบ “ได้ๆ ฉันจะตื่นแล้ว”
เย่ฝานพลิกตัวขึ้นจากเตียงแล้วถอดเสื้อผ้า
“นายจะทำอะไรน่ะ!” ไป๋อวิ๋นซีถามอย่างไม่สบอารมณ์
“ฉันเหรอ? ก็จะเปลี่ยนเสื้อไง!” เย่ฝานพูดอย่างตรงไปตรงมา
“แต่นายโป๊อยู่นะ!” ไป๋อวิ๋นซีกัดฟันพูด
“ไม่เป็ไร ฉันไม่กลัวนายมองหรอก อวิ๋นซีเสื้อผ้าของนายเปื้อนแล้ว ใส่เสื้อของฉันก็แล้วกัน” เย่ฝานหยิบเสื้อผ้าออกมาหลายตัว แล้วส่งให้ไป๋อวิ๋นซี
ไป๋อวิ๋นซีมองเย่ฝาน ‘ที่จ้องจะเขมือบเขา’ เขาจึงพูดว่า “นายออกไปก่อน!”
เย่ฝานเอียงหัวแล้วพูดว่า “อวิ๋นซี นายกลัวฉันเห็นว่านายไม่มีกล้ามท้อง แล้วจะรู้สึกอายใช่ไหม? ไม่ต้องกังวลหรอก ฉันไม่รังเกียจเลยสักนิด”
ไป๋อวิ๋นซีหยิบหมอนขึ้นมาหนึ่งใบด้วยความรู้สึกสุดจะทน แล้วทุ่มเย่ฝานพร้ะโกนว่า “ออกไปซะ!”
เย่ฝาน “…”
