ฉ่ายจู๋วได้ยินคำสั่งก็ตอบรับในทันที เพียงแต่ฝีเท้ากลับไม่เร็วเท่าใดนัก
“ฮูหยิน” แม่นมจินผูกสายคล้องคอให้ซุนซื่อแล้วก็เอ่ยโน้มน้าวด้วยความอ่อนโยน “ตามที่คุณหนูสี่ได้บอกไว้ว่า ตอนนี้ฮูหยินติ้งกั๋วกงต้องอารมณ์ไม่ดีอยู่เป็แน่เ้าค่ะ บ่าวคิดว่าท่านคงไม่มีอารมณ์จะพูดคุยสนุกสนานหรอกเ้าค่ะ พาคุณหนูสี่ไปคนเดียวจะดีกว่านะเ้าคะ ฮูหยินติ้งกั๋วกงก็ชอบคุณหนูสี่มาั้แ่ไหนแต่ไรแล้วด้วย อีกทั้งคุณหนูสี่สามารถโน้มน้าวคนได้ จะต้องสามารถแก้ปัญหาให้กับฮูหยินติ้งกั๋วกงได้แน่นอนเ้าค่ะ”
แม่นมจินพูดออกมาโดยมีความหมายลึกมากแล้ว หากฉินฮุ่ยหนิงไปด้วย ยังไม่พอที่จะทำให้ฮูหยินติ้งกั๋วกงต้องเคร่งเครียดมากกว่าเดิมอีกหรือ จะสามารถปลอบโยนได้ที่ไหนเล่า
ซุนซื่อส่ายศีรษะ “ข้าไม่ได้สนเื่เพิ่มนางขึ้นมาอีกคน พวกเราออกไปข้างนอกด้วยกันโดยไม่ได้พาฮุ่ยเจี่ยร์ไปด้วย เดี๋ยวนางจะเสียใจเอาได้” นางโบกมือสั่งฉ่ายจู๋ว “ยังไม่รีบไปอีก”
ถึงยามนั้น ฉ่ายจู๋วได้วิ่งออกไปเพื่อรายงานแล้ว
ฝ่ายฉินหยีหนิงได้รับการดูแลจากซงหลานและปิงถาง บ่าวทั้งสองช่วยสวมเสื้อคลุมสีเขียวอ่อน สวมผ้าพันคอสุนัขจิ้งจอกสีขาวและหมวกกระต่ายนอนที่มีทับทิมอยู่เม็ดหนึ่ง นางแต่งตัวเรียบหรู มิหนำซ้ำขนสีขาวราวหิมะยังทำให้แก้มขาวที่แต่เดิมละเอียดอ่อนอยู่แล้ว ยิ่งบอบบางมากขึ้น
เมื่อซุนซื่อมองหน้าฉินหยีหนิง ก็สามารถทำให้นึกถึงหน้าตาที่ไร้คู่แข่งของฉินหวยหยวนในวัยหนุ่มๆ
ใน่เวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ฉินหวยหยวนยิ่งอายุมากขึ้น ใบหน้าจึงเต็มไปด้วยหนวดเคราแฝงความสง่างามตามวัยวุฒิ ไม่มีความหล่อเหลาเหมือนกับตอนหนุ่มๆ ที่ไม่อาจทำให้คนละสายตาจากเขาได้อีกต่อไป เพราะเหตุนั้นยามมองดูฉินหยีหนิงเสมือนว่าตนเองได้กลับไปสู่่ที่ดีที่สุดของวันวานอีกครั้ง
ซุนซื่อยิ้มและจัดหมวกกระต่ายนอนให้ฉินหยีหนิง “เมื่อมองดูอย่างละเอียดแล้ว แม้ว่าหน้าตาของหยีเจี่ยร์จะดูคล้ายกับท่านพ่อของเ้า แต่รูปหน้าและจมูกก็ยังคงคล้ายกับข้ามากเชียวนะ”
ฉินหยีหนิงได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่ยิ้มอย่างเชื่อฟัง
แม่นมจินหัวเราะและพูดสนับสนุน “นั่นเป็เื่ที่แน่นอนอยู่แล้วเ้าค่ะ คุณหนูสี่เป็ลูกสาวของท่านกับไท่ซือแหย่ โดยธรรมชาติต้องมีความคล้ายกับท่านทั้งสองสิเ้าคะ บ่าวดูแล้ว ในเื่ของบุคลิกนั้น คุณหนูสี่มีความคล้ายกับท่าน ตอนที่ท่านยังเป็สาวๆ นะเ้าคะ และเวลานางยิ้มก็มีลักยิ้มบนแก้มด้วยเ้าค่ะ”
ซุนซื่อได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้า จากนั้นใช้นิ้วมือกดปลายจมูกของฉินหยีหนิงเบาๆ
ฉินฮุ่ยหนิงพาฟู่กุ้ย ทั้งสองกำลังเดินตามฉ่ายจู๋วเข้ามา เป็จังหวะพอเหมาะพอเจาะเห็นฉากที่อบอุ่นของพวกนางพอดี
เห็นฉินหยีหนิงสวมใส่หมวกกระต่ายนอนกับผ้าพันคอ ซึ่งออกแบบมาคล้ายกับซุนซื่อ กำลังจับมือกันอย่างใกล้ชิดสนิทสนม ฉินฮุ่ยหนิงรู้สึกว่าตนเองเป็คนนอก นางไม่สามารถกลมกลืนเข้ากับคนในบ้านนี้ได้
“คุณหนูฮุ่ยหนิงมาแล้วเ้าค่ะ” แม่นมจินยิ้มพลางคำนับ นางเห็นฉินฮุ่ยหนิงสวมเสื้อคลุมผ้าฝ้ายสีชมพูอ่อนๆ เท่านั้น จึงเอ่ยถามว่า “บ่าวจำได้ว่าผ้าพันคอขนสุนัขจิ้งจอกและหมวกกระต่ายนอนก็ได้ส่งไปให้คุณหนูแล้ว เหตุใดคุณหนูถึงไม่สวมมันล่ะเ้าคะ?”
ฉินฮุ่ยหนิงไอเบาๆ สองครั้งก่อนกล่าวตอบ “แต่เดิมข้าคิดว่ามันเป็ของที่ดี และข้าจะต้องใช้มันตอนเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ ข้าไม่คิดเลยว่าท่านแม่กับคุณหนูหยีหนิงจะใช้มันแล้ว”
ซุนซื่อพูดด้วยรอยยิ้ม “มีค่าอะไรนักหนาถึงได้เก็บมันไว้ มีแล้วก็สวมใส่มันสิ ใน่ปีใหม่นี้ยังกลัวว่าจะไม่มีอะไรใหม่ๆ ให้ใช้หรืออย่างไรกัน?”
ฉินหยีหนิงเดินไปยังเบื้องหน้าของฉินฮุ่ยหนิง ใบหน้าประดับยิ้มบางขณะยัดกระถางอุ่นมือทองเหลืองให้ฉินฮุ่ยหนิง นางเอ่ยเบาๆ ด้วยความอ่อนโยน “ฟู่กุ้ยก็นะ อากาศหนาวเช่นนี้ ออกมาข้างนอกแล้วเหตุใดถึงได้ไม่เตรียมกระถางอุ่นมือให้คุณหนูของพวกเ้าถือมาด้วยเล่า? แล้วก็ยังมีเสื้อคลุมนี้อีก ข้าจำได้ว่ามีหมวกด้วย เหตุใดถึงไม่ได้นำมาด้วย? ถ้าเกิดเป็หวัดขึ้นมา ท่านแม่ก็จะต้องทุกข์ใจอีกนะ”
ซุนซื่อขมวดคิ้วแน่น “อากาศหนาวถึงเพียงนี้ เหตุใดเ้าไม่ใส่ใจที่จะใส่เสื้อผ้าเพิ่ม? หรือว่าฉ่ายจู๋วไปหาเ้าแต่ไม่ได้บอกว่าพวกเราจะไปจวนติ้งกั๋วกงใช่หรือไม่? ถ้าคนในครอบครัวที่บ้านท่านยายของเ้ามาเห็นเข้า ก็ดูเหมือนว่าข้ากำลังปฏิบัติรุนแรงต่อเ้าอีก”
พูดพลางหันไปมองรอบๆ แล้วก็สั่งแม่นมจิน “เ้าไปเอาเสื้อคลุมที่มีหมวกสีคล้ายกับของข้าตัวนั้นให้กับฮุ่ยเจี่ยร์หน่อย”
“เ้าค่ะ” แม่นมจินก้าวเท้าถอยหลังออกไปด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่นางจะหันหลังออกไปก็ได้มองสบตากับฉินฮุ่ยหนิงด้วยประกายที่มีความหมายลึกซึ้งแฝงอยู่
ฉินฮุ่ยหนิงถือกระถางอุ่นมือของฉินหยีหนิง แม้ว่าความอบอุ่นจะผ่านเข้ามาในฝ่ามือของนาง แต่ร่างกายของนางกลับยังคงเ็า คงมีแต่หัวใจที่ดูเหมือนจะกำลังเผาไหม้อยู่
ฉินหยีหนิงจงใจทำอย่างแน่นอน
ก่อนหน้านี้เหตุใดนางถึงไม่ทราบว่าฉินหยีหนิงเป็คนที่ยั่วยุคนได้เช่นนี้ คำพูดประโยคเดียวดูเหมือนเป็ห่วงคนอื่น แต่ก็ทำให้คนรอบกายรู้สึกว่านางกำลังแสร้งทำตัวน่าสงสาร แต่ใครก็ตามที่ฟังจะไม่รู้สึกว่าฉินหยีหนิงนั้นทำตัวไม่ดี
ฉินฮุ่ยหนิงรู้สึกแข็งเกร็งไปทั้งร่าง นางทำได้เพียงฉีกปากยิ้มออกมา “ขอบพระคุณท่านแม่นะเ้าคะ”
ยามนั้นนางเรียนรู้ที่จะเชื่อฟังแล้ว โดยรู้ว่าฉินหยีหนิงเป็ปรมาจารย์ที่สามารถทำทุกอย่างได้ถ้านางอยากจะทำ ประการสำคัญ ฉินฮุ่ยหนิงไม่กล้าสร้างปัญหาต่อหน้าซุนซื่ออีกด้วย
แม่นมจินเดินเข้ามาสวมเสื้อคลุมที่มีหมวกให้กับฉินฮุ่ยหนิง อีกอึดใจหนึ่ง เด็กหญิงตัวเล็กๆ ได้เข้ามาบอกว่ารถม้าเตรียมพร้อมแล้ว พวกนางจึงเดินไปหาล่าวไท่จุนเพื่อรายงาน จากนั้นก็เดินทางไปจวนติ้งกั๋วกงด้วยกัน
จวนติ้งกั๋วกงเป็ดั่งที่คิดไว้ไม่มีผิด บรรยากาศโดยรอบมีความโศกเศร้าอาดูรอยู่หลายส่วน
แม้ว่าป้าหญิงใหญ่และป้าหญิงรองยังคงแย้มยิ้ม แต่ก็ยากจะซ่อนความกังวลที่คิ้วของพวกนางได้ ไม่เว้นกระทั่งฮูหยินติ้งกั๋วกงซึ่งสีหน้าคล้ายเป็ปกติ แต่ระหว่างคิ้วของหญิงชรากลับมี ‘รอยหยัก’ ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
“ขอบใจเ้ามากๆ ที่ยังกลับมาหาข้าอีก” ฮูหยินติ้งกั๋วกงยิ้มด้วยความพึงพอใจ
“เป็เพราะหยีเจี่ยร์บอกว่าเป็ห่วงท่านยาย นางคิดถึงท่านยายจนจะะเิออกมาแล้ว ก็เลยได้พูดออกมา ทำให้ข้านึกออกเ้าค่ะ” ซุนซื่อเป็คนตรงๆ และแน่นอนว่ามีอะไรก็ต้องพูดออกมาตรงๆ ด้วย
ฮูหยินติ้งกั๋วกงยิ้มและเรียกหาฉินหยีหนิง
ฉินหยีหนิงกำลังยื่นเสื้อคลุมให้กับปิงถาง ครั้นนางเห็นฮูหยินติ้งกั๋วกงแล้วก็ตรงเข้าไปคำนับทักทาย ‘ท่านยาย’
ฮูหยินติ้งกั๋วกงยิ้มพร้อมมองนางขึ้นๆ ลงๆ แล้วก็เอ่ยพูดว่า “ไม่เลวนี่ ขนสุนัขจิ้งจอกสีขาวตัวนี้เข้ากับโทนสีผิวของเด็กผู้หญิงพอดี ทำไมข้าถึงเห็นเ้าแล้ว รู้สึกว่าดูดีกว่าแต่ก่อนและผิวของเ้าก็เนียนละเอียดมากด้วย”
“ต้องขอบคุณปิงถางที่ช่วยรักษาให้ข้า อีกทั้ง่นี้กินดีและมีชีวิตที่ดี จนตอนนี้เอวของข้าก็หนาเป็วงแล้วเ้าค่ะ” ฉินหยีหนิงเหยียดใบหน้าของนางให้กับฮูหยินติ้งกั๋วกง “ท่านยายดูสิเ้าคะ ใบหน้าของข้าก็กลมแล้วด้วย”
ฮูหยินติ้งกั๋วกงหัวเราะด้วยความขำขัน
ป้าหญิงใหญ่ยิ้มและพูดขึ้น “เ้าก็พูดเกินไป มีเพียงแค่หน้าที่ดูมีเนื้อหนังนิดหน่อยก็เท่านั้นเอง สาวน้อยเป็เช่นนี้ ข้ายังรู้สึกว่าผอมไปหน่อยนะ”
ป้าหญิงรองพยักหน้า “ใช่ หยีเจี่ยร์ต้องกินเยอะๆ นอนเยอะๆ ดูแลตัวเองให้มากกว่านี้ และเมื่อไรที่เหมือนฮุ่ยเจี่ยร์ก็จะดีมากแล้วล่ะ”
สายตาของทุกคนมองดูที่ฉินฮุ่ยหนิง ซึ่งกำลังยืนตัวตรงและก้มหน้ามองลงพื้น
นางสวมเสื้อนอกสีเขียวเสื้อข้างในสีแดง กระโปรงบานใหญ่สีม่วง ก็ไม่ได้รู้สึกอ้วนนี่ แต่นางมีความอวบอิ่ม เมื่อฉินหยีหนิงยืนอยู่ข้างๆ กัน เปรียบเทียบกันจะให้ความรู้สึกว่าผอมบางมาก
ฉินฮุ่ยหนิงรู้สึกแข็งเกร็ง ทว่าใบหน้ายังคงยิ้มแย้มให้กับทุกคน มีเพียงในใจเท่านั้นที่กำลังค่อนขอดป้าหญิงสองว่าเหตุใดถึงได้ยกนางเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย พูดราวกับว่านางอ้วนอย่างไรอย่างนั้นแหละ นี่ไม่ได้เป็การเตือนทุกคนว่านางแย่งวาสนาที่เป็ของฉินหยีหนิงมานานสิบกว่าปีอย่างนั้นหรือ
ฉินหยีหนิงหัวเราะ “ป้าหญิงสองพูดถูก ข้าจะพยายามกินให้เยอะๆ นะเ้าคะ”
หนึ่งประโยคของนางทำให้ผู้ใหญ่ทั้งหลายหัวเราะขึ้นมาอีกครั้ง
ฉินฮุ่ยหนิงโกรธจนต้องกัดเหงือก ทำให้เกือบมีเืออก
หมายความว่าอย่างไร! หรือติเตียนว่านางกินเก่ง!
ขณะนั้นแม่นมเปาเดินเข้ามาทันได้ยินคำพูดติดตลกพอดิบพอดี นางเข้ามาพร้อมกับของว่าง จึงเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “คุณหนูสี่พูดเช่นนี้ ถ้าอย่างนั้นขนมโก๋ถั่วเขียวและขนมหอมหมื่นลี้นี้คุณหนูจะต้องทานเยอะๆ นะเ้าคะ"
“ใช่ แม่ของเ้าบอกว่าเ้าชอบทานขนมหอมหมื่นลี้ เ้าก็รีบทานเยอะๆ ล่ะ” ฮูหยินติ้งกั๋วกงบิดขนมสีเหลืองอ่อนโปร่งใสชิ้นหนึ่งป้อนให้กับฉินหยีหนิง
ฉินหยีหนิงไม่ได้แสร้งแกล้งทำแต่อย่างใด นางกัดชิ้นใหญ่เข้าไป ทุกคนที่มองดูอยู่ต่างก็หัวเราะขึ้นมา แม้กระทั่งซุนซื่อซึ่งหน้านิ่วคิ้วขมวดมาสองสามวันแล้ว ก็ผ่อนคลายตามไปด้วยและคิดอยู่ในใจว่า แม่นมจินพูดถูก หยีเจี่ยร์สามารถโน้มน้าวคนได้
ในขณะที่ภายในห้องอบอวลด้วยบรรยากาศผ่อนคลาย กลับมีเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้นขัดจังหวะ
“ฮูหยิน” คนที่มานั้น เป็บ่าวเด็กผู้หญิงซึ่งรับใช้อยู่เคียงข้างฮูหยินติ้งกั๋วกง มีนามว่าเสี่ยวเหยา “นายท่านกับคุณชายใหญ่กลับมาแล้วเ้าค่ะ ได้ยินมาว่ากูหน่ายนาย1กับคุณหนูทั้งหลายมาที่นี่และได้สั่งให้ห้องครัวเตรียมอาหารแล้ว บอกว่าอีกสักพักจะทานอาหารกลางวันด้วยกัน ตอนนี้นายท่านกับคุณชายใหญ่ต่างก็ไปห้องสมุดแล้วเ้าค่ะ”
ฮูหยินติ้งกั๋วกงได้ยินถ้อยคำจึงพยักหน้าพลางนิ่งคิดอยู่พักหนึ่ง “นายท่านกับคุณชายใหญ่มีสีหน้าเป็อย่างไรบ้าง?”
เสี่ยวเหยาลดระดับศีรษะลง แถมน้ำเสียงของนางยังสั่นเล็กน้อย “รายงานฮูหยิน บ่าวมองดูไกลๆ อยู่ที่ประตูสอง นายท่านและคุณชายใหญ่มีสีหน้าไม่พอใจอย่างมาก” จากนั้นนางเงยหน้าขึ้นเหลือบมาที่ฮูหยินติ้งกั๋วกงอย่างรวดเร็ว
ฮูหยินติ้งกั๋วกงรู้ว่ามีคำพูดบางคำพูดที่เสี่ยวเหยาไม่กล้ารายงาน
นางไม่้าทำให้เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ต้องลำบากใจ ประโยคถัดมาจึงเป็ “เ้าไปเรียกผู้ติดตามนายท่านใหญ่ซึ่งติดตามิเกอร์มานานคนนั้นเถิด และบอกให้เขามาที่นี่ในทันที ข้ามีบางอย่างจะถามเขา”
“เ้าค่ะ” เสี่ยงเหยาแอบโล่งใจและวิ่งออกไป
ไม่นานหลังจากนั้น มีชายหนุ่มคนหนึ่งสวมเสื้อคลุมผ้าฝ้ายสีน้ำเงินเข้มและสวมหมวกหกเหลี่ยมเดินเข้ามาในห้อง แต่เขาเพียงคุกเข่าอยู่ข้างนอกฉากไม้แกะสลักเท่านั้น ชายผู้นั้นคำนับพร้อมเอ่ยขึ้น “บ่าวน้อมทักทายฮูหยิน”
“ลิ่วอัน ลุกขึ้นมาพูดคุยเถิด”
“ขอบพระคุณ ฮูหยิน” ลิ่วอันยืนขึ้นและเขาก็ยังคงก้มศีรษะอยู่เช่นเดิม
ฮูหยินติ้งกั๋วกงเป็ผู้เอ่ยถาม “เ้าได้ยินในสิ่งที่ิเกอร์พูดหรือไม่? เหตุใดกั๋วกงแหย่ของเ้ากับคุณชายใหญ่ของเ้าถึงได้อารมณ์เสียเล่า?”
ลิ่วอันกล่าวตอบว่า “เื่ที่เฉพาะเจาะจงนั้น ข้าน้อยก็ไม่ชัดเจนเท่าใดนัก เพียงแต่ว่าตอนที่อยู่ข้างนอกรถม้า ข้าน้อยได้ยินเสียงกั๋วกงแหย่กับคุณชายพูดคุยเสียงแ่เบา บอกว่าหวงโฮ่วแห่งต้าโจวเป็โรคปวดศีรษะ ปวดหัวทั้งวันทั้งคืนจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน บอกว่าต้องกินสมองมนุษย์ถึงจะสามารถรักษาให้หายขาดได้ และข้าน้อยยังได้ยินคุณชายกล่าวอีกว่าฮ่องเต้ดูเหมือนจะ้าหาหมอศักดิ์สิทธิ์เพื่ออุทิศแด่ต้าโจว และเพื่อรักษาหวงโฮ่วแห่งต้าโจวอีกด้วยนะขอรับ”
ฮูหยินติ้งกั๋วกงพยักหน้าแล้วเอ่ยพูดว่า “เ้าออกไปได้”
“ขอรับ” ลิ่วอันถอยกลับไปแล้ว
ในห้องตกอยู่ในความเงียบฉับพลัน
หลังจากนั้นไม่นาน ป้าหญิงใหญ่ได้บีบประโยคหนึ่งออกมาจากปาก “ต้าโจวช่างเป็ตระกูลที่ดุร้ายจริงๆ จะกินสมองมนุษย์เพื่อรักษาโรคปวดหัว อย่างนั้นถ้าเป็ง่อย กินขามนุษย์ก็ไม่เป็ง่อยแล้วสิ”
ป้าหญิงสองพูดอย่างไม่สบายใจ “ก็ไม่รู้ว่าพวกเขาอยู่ในเมืองซีฮวาต่อสู้กับข้าศึกที่ดุร้ายเ่าั้ ตอนนี้จะเป็อย่างไรบ้างแล้ว ถ้ารู้ว่าต้องมากังวลเช่นนี้ ตอนนั้นก็ไม่ควรปล่อยให้ครอบครัวของลูกสองและลูกสี่ไปอยู่ด้วย...”
ลุงใหญ่กับลุงรองของฉินหยีหนิงเป็แม่ทัพผู้ปกป้องเมืองซีฮวา และแม้แต่พี่สองและพี่สี่ก็พาครอบครัวไปอาศัยอยู่ที่เมืองซีฮวาด้วย
พี่สองเป็ลูกชายคนโตของป้าหญิงสอง ส่วนพี่สี่คือลูกของอนุภรรยาบ้านสอง ทั้งพี่สองและพี่สี่ต่างมีลูกชายหนึ่งคน และตอนนี้พวกเขาทั้งหมดอยู่ที่เมืองซีฮวา หลังจากคำนวณอย่างละเอียดแล้ว คนของบ้านสองที่อยู่ที่ด่านหน้านั้นมีจำนวนมากกว่าบ้านใหญ่ ป้าหญิงใหญ่คิดถึงแค่เพียงท่านลุงใหญ่ก็เพียงพอแล้ว แต่ป้าหญิงสองคิดถึงทั้งสามีและลูกชาย อีกทั้งยังเป็ห่วงกังวลถึงหลานชายของตนอีกด้วย จึงไม่สบายใจทั้งวันทั้งคืน
ฮูหยินติ้งกั๋วกงรู้ถึงความเ็ปในใจของลูกสะใภ้คนเล็ก ดังนั้นนางจึงจับมือและตบเบาๆ “สบายใจเถิด ครอบครัวของเราไม่เคยทำสิ่งใดผิดต่อศีลธรรม และบรรพบุรุษก็ทำความดีไว้มากมาย ลูกหลานของพวกเราต้องได้รับการคุ้มครองจากเทพแห่ง์ แน่นอนว่าเกิดปัญหาก็สามารถกลายเป็ความโชคดีได้”
ป้าหญิงรองพยักหน้าพูดไปพลางยิ้มไปพลาง “ท่านแม่พูดถูก ท่านดูข้าสิเ้าคะ ข้ากังวลเกี่ยวกับพวกเขา ท่านกังวลเกี่ยวกับพวกเขามากกว่าข้าเสียอีก ข้าทำให้ท่านไม่สบายใจแล้ว เป็ความผิดของลูกสะใภ้เองเ้าค่ะ”
“ความเมตตาของแม่ มีอะไรผิดหรือ?” ฮูหยินติ้งกั๋วกงยิ้มและสั่งแม่นมเปา “บอกคนในห้องครัวให้ไปเตรียมความพร้อมและอีกสักพักนายท่าน พวกเขาก็จะกลับมาแล้ว เรียกหลานสาวหลานชายทั้งหลายให้ทานข้าวพร้อมหน้ากันด้วย”
แม่นมเปายิ้มตอบรับ หันไปบอกบ่าวเด็กหญิงตัวเล็กๆ วิ่งไปบอกคนครัว จากนั้นเรียกคุณหนูและคุณชายทั้งหลายให้มาที่ห้องโถงชุนซีถางด้วยกัน
*****************************
1 กูหน่ายนาย(姑奶奶)บุคคลในครอบครัวของพ่อแม่ใช้เรียกลูกสาวที่แต่งงานออกไปแล้ว
