ณ บ้านตระกูลเย่
เย่จื้อเจ๋อทำหน้าบอกบุญไม่รับเดินเข้ามาในบ้านแล้วหย่อนก้นบนโซฟา
“พี่ชาย ทำไมพี่อารมณ์ไม่ดีอย่างนี้ล่ะ! เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ?”
เย่จื้อเจ๋อมองเย่อิ้งหลันแวบหนึ่งแล้วตอบว่า “ไม่มีอะไร”
เขาส่งคนกลุ่มหนึ่งให้ไปกระจายข่าวเสียหายของเย่ฝาน แต่สุดท้ายคนพวกนั้นกลับโดนคนลากเข้าไปทำร้ายในซอยเปลี่ยว
หลายวันก่อนเย่หงเหวินได้รับข่าวว่าทังหย่งจินมาที่เมืองชางเป็การส่วนตัว เย่จื้อเจ๋อคิดจะหาโอกาสใกล้ชิดกับบุคคลมีชื่อเสียงผู้นี้ เพื่อทำให้ทังหย่งจินจำเขาได้บ้าง แต่ใครจะรู้ว่ายังไม่ทันได้คิดหาวิธี เย่ฝานกลับได้ใกล้ชิดกับทังหย่งจินไปก่อนเสียแล้ว
เขายังได้ข่าวมาอีกว่าบ้านตระกูลอู่มอบบ้านพักให้เย่ฝานหนึ่งหลัง ไม่เพียงแค่นั้น เพราะทังหย่งจินยังไปที่บ้านหลังนั้นเพื่อรับเย่ฝานไปยังคฤหาสน์ตระกูลทังด้วยตนเองอีกด้วย ผู้ที่ติดตามไปด้วยก็คือผู้าุโโจวซึ่งเป็เ้าของร้านหยก นี่เป็การให้เกียรติที่มากเกินไปจริงๆ!
ไม่ว่าจะเป็ทังหย่งจินหรือว่าโจวจิ่นจือ ทั้งสองล้วนเป็บุคคลที่คุณปู่ของเขาต้องให้ความเคารพทุกครั้งเมื่อได้พบ
ภายใต้การเลี้ยงดูของหวังเสี่ยวเฟย ทำให้เย่จื้อเจ๋อมองเย่ฝานเป็คู่แข่งที่ต้องแก่งแย่งชิงดีกัน ยิ่งตอนนี้เย่ฝานมีตระกูลอู่คอยถือหาง เขายิ่งอิจฉาและเกลียดชังเย่ฝานอีกทวีคูณ
เมื่อก่อนเย่จื้อเจ๋อสร้างเื่ใส่ร้ายเย่ฝานจนเขาเสื่อมเสียชื่อเสียง ทั้งยังไม่ได้รับความรักจากเลี่ยวถิงถิง ทำให้เย่จื้อเจ๋อภาคภูมิใจเป็อย่างมาก แต่จู่ๆ เย่ฝานกลับขึ้นมาผงาดเหนือเขา จิตใจของเขาจึงไม่เป็สุขนัก
มันมีสิทธิอะไร! ใจของเย่จื้อเจ๋อไม่ยินยอม เขาพยายามทำทุกอย่างเพื่อถีบเย่ฝานตกลงไปในโคลนตม แต่เ้าหมอนี่กลับปีนขึ้นมาจากโคลนตมได้อย่างรวดเร็ว บ้านตระกูลอู่ก็ช่างใจกว้างเสียเหลือเกิน ยังมอบบ้านหลังงามให้แก่เขาอีก นี่เป็นิสัยของพวกตระกูลใหญ่หรือไงกัน?
เย่หงเหวินเดินเข้ามาด้วยสีหน้าไม่ดีนัก เย่อิ้งหลันเห็นเช่นนั้นจึงเอ่ยถาม “คุณพ่อ สีหน้าดูไม่ดีเลย! เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ?”
“เมื่อกี้ปู่ของลูกเรียกพ่อไปพบ แล้วพูดอะไรเลอะเทอะไปหมด” เย่หงเหวินพูดอย่างรำคาญ
“คุณปู่พูดอะไรหรือคะ!”
“คุณปู่บอกว่า ไอ้เ้าเย่ฝานนั่น ไม่รู้ว่าเป็เพราะอะไร จู่ๆ ก็ได้รับความเอ็นดูจากผู้าุโโจว ตอนนี้ยังได้รับความชื่นชมจากทังหย่งจินอีก แล้วยังบอกว่าที่เจรจาการค้ากับกลุ่มธุรกิจสกุลทังได้สำเร็จก็เป็เพราะเย่ฝานอีกนั่นแหละ ก็เลยอยากให้พ่อตามเย่ฝานกลับมา คุณปู่ของลูกคงจะเลอะเลือนไปแล้ว เ้าคนเงียบขรึมซึมกะทืออย่างนั้นจะมีความสามารถอะไร” เย่หงเหวินกล่าวดูแคลน
“ใช่ค่ะ! คุณปู่จะต้องเข้าใจอะไรผิดไปแน่ๆ คนแบบนั้นนอกจากจะทำลายชื่อเสียงของตระกูลเย่แล้ว ยังจะมีปัญญาทำอะไรได้อีก” เย่อิ้งหลันตอบกลับทันควัน
พอนึกถึงเย่ฝาน เย่อิ้งหลันก็รู้สึกเจ็บที่ใบหน้าขึ้นมาทันที หลังจากไปหาเื่เย่ฝานถึงสองครา หล่อนล้วนโดนตบกลับมาทุกครั้ง นั่นปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตนเองรู้สึกเกรงกลัวเย่ฝานเป็อย่างมาก แม้จะไม่ได้พูดออกมาก็ตาม
เย่หงเหวินมองเย่จื้อเจ๋อแล้วถามว่า “อาเจ๋อ ลูกกับเลี่ยวถิงถิงเป็ยังไงบ้าง ก่อนหน้านี้ลูกเคยบอกว่าตระกูลเลี่ยวมั่นใจว่าจะได้ร่วมมือกับกลุ่มธุรกิจสกุลทังแน่นอนไม่ใช่เหรอ? ลูกได้ถามเลี่ยวถิงถิงหรือยังว่ามันเกิดอะไรขึ้น?”
เย่จื้อเจ๋อขมวดคิ้วแล้วตอบว่า “่นี้ผมงานยุ่งมากเลยครับ ยังไม่มีเวลาไปเจอถิงถิงเลย”
คำพูดของเย่หงเหวินทำให้เย่จื้อเจ๋อหวั่นใจไม่น้อย เย่ติ่งหงถูกขนานนามว่าจิ้งจอกเฒ่า ถ้าเขาไม่มีความมั่นใจคงไม่มีทางพูดเช่นนั้น คาดไม่ถึงว่าคนไม่เอาไหนอย่างเย่ฝานจะสามารถพลิกชีวิตตัวเองให้ดีขึ้นได้จริงๆ
หลายวันมานี้เย่จื้อเจ๋อรู้สึกได้ว่าเลี่ยวถิงถิงไม่เอาใจและอ่อนโยนกับเขาเหมือนแต่ก่อน ่นี้เวลาที่เขานัดเจอกับเลี่ยวถิงถิง หล่อนก็จะหาข้ออ้างมาปฏิเสธทุกครั้งไป เย่จื้อเจ๋อกำลังสงสัยว่าท่าทีของเลี่ยวถิงถิงที่เปลี่ยนไปจะต้องเกี่ยวข้องกับเย่ฝานแน่
เย่หงเหวินขมวดคิ้ว พูดว่า “เื่งานสำคัญก็จริง แต่เื่คู่ครองก็สำคัญไม่แพ้กัน จะหาภรรยาที่เพียบพร้อมแบบเลี่ยวถิงถิงน่ะ มันไม่ง่ายหรอกนะ!”
เย่จื้อเจ๋อฝืนหัวเราะพลางกล่าว “ผมเข้าใจแล้วครับ ถ้ามีเวลาว่างผมจะพาเธอไปทานข้าวครับ”
…
ณ บ้านตระกูลไป๋
“คุณปู่ ใครทำให้อารมณ์เสียเหรอครับ” พอเข้ามาในบ้าน ไป๋อวิ๋นซีก็เห็นไป๋ซื่อหยวนเอามือไขว่หลัง เขามีสีหน้าเป็กังวล เดินไปมาเหมือนกับมดที่อยู่บนฝาหม้อร้อนๆ
เมื่อไป๋ซื่อหยวนเห็นไป๋อวิ๋นซีกลับมา สีหน้าตึงเครียดก็ดูผ่อนคลายลงบ้าง “อวิ๋นซี หลานกลับมาแล้ว!”
ไป๋อวิ๋นซีเหลือบไปเห็นจดหมายที่วางอยู่บนโต๊ะ “เย่ฝานเขียนจดหมายมา”
ไป๋ซื่อหยวนหัวเราะฝืนๆ พลางพูดว่า “เ้าหมอนั่นมันเป็คนเลว หลานไม่ต้องไปสนใจคำพูดไร้สาระพรรค์นั้นหรอก”
ไป๋อวิ๋นซีหัวเราะขณะยื่นมือไปเก็บจดหมายฉบับนั้น
ไป๋ซื่อหยวนมองสีหน้าของไป๋อวิ๋นซีก็ถามเขาว่า “อวิ๋นซี หลานไม่โกรธหรอกหรือ?” ไป๋อวิ๋นซีกลับเก็บจดหมายนั่นไว้ จะบอกว่าจดหมายฉบับนั้นไม่สมควรถูกเผาทิ้งหรือไง?
ไป๋อวิ๋นซีหัวเราะพลางกล่าว “นิสัยของเขาเป็อย่างนั้น ถึงโกรธไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา”
ไป๋ซื่อหยวน “…”
“ในขวดนี่คือยาใช่ไหมครับ?” ไป๋อวิ๋นซีถาม
ไป๋ซื่อหยวนพยักหน้ารับคำ “ใช่ เย่ฝานส่งมาให้หลาน บอกว่าให้กินวันละหนึ่งเม็ด เดี๋ยวปู่จะเอาไปทดสอบก่อน”
ไป๋อวิ๋นซีส่ายหน้าพร้อมพูดว่า “ไม่ต้องหรอกครับ ในเมื่อเย่ฝานเป็คนส่งมาก็ไม่น่าจะมีปัญหา”
ไป๋ซื่อหยวนมองไป๋อวิ๋นซี เขาฝืนหัวเราะออกมาแล้วพูดว่า “ทำไมหลานถึงเชื่อใจเย่ฝานขนาดนั้น” หลานชายของเขาถูกผีเข้าหรือเปล่า!
“ด้วยมันสมองของเ้าหมอนั่น จะก่อเื่อะไรได้!” ไป๋อวิ๋นซีกล่าว
ไป๋ซื่อหยวน “…” เกลี้ยกล่อมจนหมดคำพูดแล้ว หลานก็ยังเชื่อใจเ้าหมอนั่นอยู่ดี
…
เซี่ยวฉือนั่งดื่มชาอยู่ในห้องทำงาน ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
“ฮัลโหล นั่นใครครับ!”
“ตาเฒ่าเซี่ยว นี่ผมเอง!” เสียงสดใสของเย่ฝานลอดมาจากปลายสาย
เซี่ยวฉือได้ยินเสียงของเย่ฝ่านก็รู้สึกโมโหทันที “นายมีธุระอะไร”
“ครั้งที่แล้วผมลืมขอเบอร์โทรจากอาซี คุณให้ผมหน่อยสิ”
“หา นายอยากได้เบอร์โทรของอวิ๋นซีแล้วฉันต้องให้ด้วยเหรอ! จะว่าไปแล้วนายรู้เบอร์โทรของฉันได้ยังไง” เซี่ยวฉือถามอย่างไม่พอใจ
“คุณเป็อาจารย์มหาวิทยาลัยไม่ใช่เหรอ บนหน้าเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยก็ต้องมีเบอร์โทรศัพท์ของคุณสิครับ!
“ฉันไม่มีเบอร์โทรศัทพ์ของอวิ๋นซีหรอก!”
“ตาเฒ่าเซี่ยว คุณอย่าใจแคบไปหน่อยเลย อวิ๋นซีส่งของแทนใจให้ผมแล้ว อีกไม่นานผมก็จะกลายเป็หลานเขยของคุณ ต่อไปเราก็จะเป็คนในครอบครัวเดียวกันแล้วนะครับ คุณเ็ากับผมแบบนี้มันไม่ดีหรอกนะ” เย่ฝานต่อว่าต่อขานด้วยความไม่พอใจ
เซี่ยวฉืออายุมากแล้ว การได้ยินไม่ค่อยดีนัก เขาจึงปรับระดับเสียงโทรศัพท์ให้ดังขึ้น ทำให้เสียงของเย่ฝานดังลอดออกมาจากโทรศัพท์ ทำให้คนทั้งห้องทำงานได้ยินที่เย่ฝานพูดเกือบทั้งหมด
เซี่ยวฉือสังเกตเห็นว่าเพื่อนร่วมงานต่างหันมองมาทางเขา เขาอับอายจนทำอะไรไม่ถูก
เซี่ยวฉือเอามือปิดลำโพงโทรศัพท์ แต่เย่ฝานก็ยังไม่ละความพยายาม
“ตาเฒ่าเซี่ยว เอาอย่างนี้ดีไหม คุณให้เบอร์โทรอวิ๋นซีกับผม ครั้งหน้าผมจะเอายาบำรุงร่างกายครอบจักรวาลไปให้คุณ ยานั่นดีมากเลยนะ บำรุงธาตุเย็นซ่อมแซมไต ร่างกายแข็งแรง เหมาะกับคนชราที่แข้งขาอ่อนแรงไม่กระฉับกระเฉงอย่างคุณที่สุดแล้ว ถ้าคุณได้กินนะ จะดูอายุอ่อนลงเป็สิบๆ ปี ถึงจะแก่แล้วแต่ก็ยังปึ๋งปั๋งเหมือนหนุ่มๆ เชียวนะ”
“ไอ้สารเลว” เซี่ยวฉือกดตัดสายโทรศัพท์ทิ้งด้วยความโมโห
“อาจารย์เซี่ยว คุณไม่เป็อะไรใช่ไหม” อาจารย์วิชาประวัติศาสตร์ที่นั่งอยู่ข้างๆ ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เซี่ยวฉือมองใบหน้าเปื้อนยิ้มของอาจารย์ที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็อับอายขึ้นมาทันที
เซี่ยวฉือฝืนยิ้มแล้วพูดว่า “ไม่! ไม่เป็อะไร!”
เซี่ยวฉือกลอกตามองบน คิดในใจว่านี่มันเื่อะไรกัน! ไอ้เย่ฝาน ไอ้ปัญญาอ่อนสมควรตาย!
“อาจารย์เซี่ยว คุณไม่เป็ไรจริงๆ เหรอ? สีหน้าของคุณดูไม่ดีเลยนะ ใครโทรมาหาล่ะ!” อาจารย์สื่อซึ่งอาจารย์สาขาวิชาประวัติศาสตร์ยังคงถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เซี่ยวฉือกัดฟันพูดว่า “คนปัญญาอ่อนคนหนึ่งโทรมา”
อาจารย์สื่อหัวเราะพลางพูดว่า “อาจารย์เซี่ยว คุณนี่นิสัยดีจริงๆ เลยนะ เจอคนปัญญาอ่อนโทรมาก็ไม่ตัดสายทิ้งั้แ่แรก”
สีหน้าของเซี่ยวฉือพลันซีดเผือด เขาด่าเย่ฝานในใจเป็สิบๆ ครั้ง “เ้าหมอนั่นถึงแม้สมองจะมีปัญหา แต่ก็นับว่ามีความสามารถอยู่บ้าง”
“ก็ใช่น่ะสิครับ! โทรศัพท์มาหาอาจารย์เซี่ยวเพื่อขอเบอร์โทรศัพท์ของไป๋อวิ๋นซี คนธรรมดาที่ไหนจะกล้าทำ เ้าหมอนั่นเป็อะไรกับคุณชายไป๋เหรอครับ! ทำไมผมถึงได้ยินว่าเขาจะกลายเป็หลานเขยของคุณในไม่ช้า” อาจารย์สื่อพูดในสิ่งที่ได้ยินทั้งหมด
เซี่ยวฉือ “...ตาเฒ่าสื่อ หูคุณคงจะไม่ดี คุณฟังผิดแล้วล่ะ”
อาจารย์สื่อตอบกลับอย่างไม่เชื่อ “อย่างนั้นหรือ?”
เย่ฝานมองสายโทรออกที่ถูกตัดก็พูดอย่างกลัดกลุ้มว่า “ตาเฒ่านี่ อารมณ์ร้อนจริงๆ! ฉันบอกว่าจะมอบยาบำรุงให้กับเขา กลับมาตัดสายทิ้งซะได้”
เฉียนอวี้เห็นใบหน้าบูดเบี้ยวของเย่ฝานในใจรู้สึกเสียใจ ทำไมเขาต้องปากมาก แนะนำให้เย่ฝานหาข้อมูลของเซี่ยวฉือในเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยที่เขาทำงานอยู่ด้วย
เย่ฝานถอนหายใจ แล้วพูดว่า “ดูท่าทางฉันต้องหาวิธีอื่นแล้วล่ะ บางทีฉันคงต้องไปหาพ่อค้าขายหยกเ้าเล่ห์คนนั้นเพื่อถามเบอร์โทรศัพท์ของอวิ๋นซีจากเขา ฉันกำลังอยากได้หยกอยู่พอดี ครั้งก่อนที่เจอเขาทำไมถึงลืมถามได้นะ”
เฉียนอวี้ “…” คุณชายเย่? นายคิดว่านายอยากได้ แล้วคุณชายไป๋จะให้นายเหรอ?
เย่ฝานลูบคางของตน ในที่สุดสายตาของเขาก็ไปหยุดอยู่ที่เฉียนอวี้ “นายมาหาฉัน มีธุระอะไรหรือเปล่า?”
เฉียนอวี้ถามด้วยความระมัดระวัง “คุณชายเย่ ยันต์นั่นคุณยังขายอยู่ใช่ไหม”
“อ๋อ คราวก่อนที่นายจองไว้จำนวนหนึ่งสินะ แต่ว่ายันต์ของฉันขายให้กับร่างทรงคนหนึ่งไปหมดแล้ว ตอนนี้ก็เลยยังไม่มี” เย่ฝานพูด
เฉียนอวี้ “...ร่างทรง?”
“ได้ยินว่าเป็นักพรตแซ่จางจากเขาหลงหู่อะไรนี่แหละ เป็คนที่มีความรู้งูๆ ปลาๆ!” เย่ฝานพูดพร้อมกับส่ายหน้า
เฉียนอวี้กล่าวด้วยความตะลึง “นักพรตจางแห่งเขาหลงหู่!” เขาเป็ลำดับต้นๆ ของเขาหลงหู่เชียวนะ! นึกไม่ถึงว่าแม้แต่คนจากเขาหลงหู่ก็ไม่อยู่ในสายตาของเย่ฝาน
“นายรู้จักเหรอ?” เย่ฝานมองเฉียนอวี้ก่อนถาม
เฉียนอวี้พยักหน้ารับคำ “ผมต้องรู้จักสิครับ!”
“ดูท่าทางร่างทรงคนนั้นก็มีชื่อเสียงอยู่เหมือนกันนะ” เย่ฝานเอ่ย
เฉียนอวี้ “…”
“เอาไว้มีเวลาว่างเมื่อไร ฉันจะวาดยันต์แคล้วคลาดปลอดภัยให้นายจำนวนหนึ่งก็แล้วกัน ่นี้ฉันไม่ค่อยมีเวลาว่างเลย” แม้ว่าเงินที่ได้จากเฉียนอวี้จะไม่มาก แต่เขาก็ไม่คิดจะเกี่ยงเงินน้อย ระยะนี้เขาได้รับของล้ำค่ามามากมาย คงต้องหาเวลาปรุงยา เพื่อเพิ่มพูนพละกำลังและความสามารถของตน
เฉียนอวี้รีบกล่าว “เื่นี้ไม่รีบร้อนครับ คุณทำธุระให้เสร็จก่อนก็ได้”
เย่ฝานพยักหน้าแล้วพูดว่า “ก็ดี” รอให้เขาฝึกฝนจนทะลวงขั้นที่สามไปได้ ถึงตอนนั้นใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีก็สามารถวาดยันต์ได้หลายแผ่น
“คุณชายเย่ ครั้งก่อนคุณไปคฤหาสน์ของเถ้าแก่ทังมา! ไปทำอะไรหรือครับ?” เฉียนอวี้อดถามอีกฝ่ายไม่ได้
“ฉันเคยรักษาโรคให้เขา เขาเลยให้ฉันไปเป็แขกที่บ้าน ฉันคิดว่าน่าจะเป็อีกทางหนึ่งที่จะได้เงินก้อนใหญ่ ก็เลยรักษาอาการป่วยให้กับพ่อค้าอสังหาริมทรัพย์ที่เห็นแก่ได้คนนั้น ได้เงินมาตั้งห้าสิบล้านแหนะ แสดงว่าเ้าหมอนั่นมีรายได้เข้ามาทุกวัน” เย่ฝานกล่าวพลางครุ่นคิด
เฉียนอวี้ขมวดคิ้วคิดในใจว่า คุณชายเย่ก้าวหน้าไปอย่างคาดไม่ถึงเลยจริงๆ พ่อค้าอสังหาริมทรัพย์คนนั้นที่เขาพูดถึงก็คือทังหย่งจินไม่ผิดแน่ ดูท่าทางแล้วความเปลี่ยนแปลงของกลุ่มธุรกิจสกุลทังใน่นี้ คงต้องมีความเกี่ยวข้องกับเย่ฝานแน่ๆ หากคุณปู่ตระกูลเย่ทราบก็คงเสียดายไม่น้อย
