เรือนหญิงงามตั้งหันหน้าไปทางทิศเหนือ ข้างหลังเป็สวนดอกไม้ ด้านหน้าเรือนคือสวนป่าไผ่ ประตูหรูยี่ถูกทาด้วยสีเขียวน้ำมัน ถูกซ่อนอยู่ข้างหลังป่าไผ่และมีทางเดินเล็กๆ ซึ่งแม้ยังไม่เข้าไปในสวนก็ััได้ถึงความสงบสบายของบรรยากาศ
หลังผลักประตูเข้าไป ดวงตาของคนกลุ่มนั้นก็พบกับภาพป่าไผ่ด้วยเช่นกัน เมื่อเดินตรงเข้าไปตามทางเดินซึ่งถูกปูด้วยหินสีน้ำเงินจะเห็นเรือนหญิงงาม ที่นั่นเป็อาคารหน้ากว้างห้าห้องสองชั้น ระเบียงรอบๆ เสมือนได้โอบล้อมสวนไผ่ของเรือนไว้และเชื่อมต่อโดยตรงกับต้าวจั้วฝาง
“ที่แท้ที่นี่เป็สถานที่ที่นายท่านเคยอาศัยอยู่จริงๆ ด้วย เพียงแค่มองวิวทิวทัศน์ที่สวยงามนี้ ก็รู้สึกว่าไม่ธรรมดาเสียแล้ว” แม่นมจานกล่าวชื่นชมอย่างอดไม่ได้ “ในวังหลวงก็มีสถานที่เช่นนี้อยู่เหมือนกันเ้าค่ะ แต่ว่าไม่ได้ให้คนอยู่อาศัย จะให้เพียงบุคคลสูงศักดิ์ใช้สำหรับพักผ่อนในวันท่องเที่ยวเ้าค่ะ”
“วังหลวงรุ่งโรจน์สวยสง่า ผู้สูงศักดิ์ท่องเที่ยวพักในตึกเช่นนี้ก็เพื่อหาความสนุกในป่าก็เท่านั้นเ้าค่ะ” ฉินหยีหนิงย่อมไม่กล้าเปรียบเทียบเรือนของนางกับวังหลวง
แม่นมจานพยักหน้าเห็นด้วย
ท้องฟ้ามืดแล้ว มีคนจุดตะเกียงใต้ระเบียงทางเดินแล้ว เพราะฉินหวยหยวนได้ออกคำสั่งให้คนทำความสะอาดในเรือนทั้งหมดไว้ล่วงหน้า หลังจากฉินหยีหนิงขึ้นไปดูทั้งชั้นบนและดูชั้นล่างจนครบถ้วน นางก็ได้จัดแจงแบ่งห้องให้บ่าวอยู่อาศัย
บ่าวที่ทำงานบ้านยิบย่อยนั้นพักอยู่ที่ต้าวจั้วฝาง ห้องของฉินหยีหนิงนั้นอยู่ที่ชั้นสองตรงกลาง ห้องข้างซ้ายนั้นเป็ห้องของแม่นมจาน ห้องที่สองเป็ห้องที่ให้เหยาฉินกับยวี้ฉีอาศัยอยู่ ส่วนห้องทางขวาให้ปิงถาง ซงหลานและชิวหลู่ ห้องถัดไปให้แม่นมจู้และหลิ่วหยา
ห้องชั้นหนึ่งนั้นสว่างกว่ามาก ห้องทางซ้ายและขวาของห้องโถงใหญ่มีประตูไม้แกะสลักอยู่สองขั้นเป็รูปทรงคนโท แยกการใช้ประโยชน์ของห้องออกมาเป็ห้าห้อง
บนประตูไม้แกะสลักมีผ้าสีเขียวอ่อนผืนใหม่แขวนอยู่ด้วย อุปกรณ์การตกแต่งในเรือนที่ควรมี... ที่นี่ก็มีทั้งหมด มิหนำซ้ำบนชั้นวางยังมีต้นบอนไซปะการังแดงตั้งประดับซึ่งทำให้ดูหรูหราและสง่างามอย่างมาก
ฉินหยีหนิงสั่งให้บ่าวนำบัญชีจดรายการสิ่งของมาเพื่อตรวจดู จากนั้นนางก็ยิ้มแล้วส่งไปให้ชิวหลู่ ในขณะที่กำลังเดินไปยังห้องอ่านหนังสือทางด้านตะวันออก ได้เอ่ยขึ้นว่า “วันข้างหน้าเื่ในห้องเก็บของนี้ยกให้เ้าจัดการนะ”
ชิวหลู่รับมาและพยักหน้า “คุณหนูวางใจได้ กุญแจติดอยู่กับตัวของบ่าวมาโดยตลอดเ้าค่ะ”
ห้องอ่านหนังสือกว้างขวางใหญ่โต มีโต๊ะไม้หงมู่ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ บนโต๊ะมีที่ใส่พู่กันทำจากกระเบื้องเคลือบสีน้ำเงินขาว มีพู่กันหลายด้ามเสียบอยู่ในนั้น บางด้ามกลายเป็ขนพู่กันหัวล้านแล้ว แท่นวางพู่กันมีรูปแบบเรียบง่ายซึ่งถูกวางอยู่มุมหนึ่งบนโต๊ะ ส่วนแท่งหมึกวางอยู่บนแท่นวางพู่กัน และมันมีร่องรอยว่าถูกใช้งานไปแล้วค่อนข้างมาก นอกจากนั้นคือเครื่องเคลือบดินเผาสีขาวขนาดใหญ่ที่ใช้น้ำใสเพื่อล้างพู่กัน ดูเหมือนว่ามันเพิ่งถูกเพิ่มเข้ามา บนพื้นเป็ที่ตั้งของกระถางเครื่องลายครามสำหรับใส่กระดาษม้วน คาดว่าน่าจะเป็งานเก่าๆ ของฉินหวยหยวน
ฉินหยีหนิงนั่งอยู่บนเก้าอี้กลมคลุมด้วยฟูกหนา ข้างหลังเป็ชั้นวางหนังสือสูงจนถึงเพดานมีหนังสือจัดวางเรียงรายอยู่เต็มไปหมด นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วหัวเราะ
“ก็ไม่แปลกเลยที่ล่าวไท่จุนจะบอกให้ข้าติดความหอมของหมึกและหนังสือบ้าง ที่นี่ที่แท้ก็มีความหอมของหนังสืออยู่ด้วย”
ปิงถางพยักหน้า พลางชี้ไปยังหมึกที่ใช้ไปแล้วครึ่งหนึ่ง “หมึกนี้มีกลิ่นหอม ในชามถ่านยังมีเม็ดป๋อเหออยู่ด้วยนะเ้าคะ”
ฉินหยีหนิงตะลึงงันไปเล็กน้อยก่อนพูดชื่นชม “จมูกของเ้าช่างดีจริงๆ”
ปิงถางกล่าวด้วยความภาคภูมิใจ “ข้าได้รับการฝึกฝนมาั้แ่เด็ก สมุนไพรบางชนิดที่ผสมในยา ข้าก็สามารถบอกได้ทันทีเช่นกัน”
ฉินหยีหนิงพยักหน้า นางถอนหายใจและเอ่ยว่า “อาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่ ไม่มีทักษะอะไรเลยจะดีได้อย่างไร ข้าก็ควรเรียนรู้จากท่านอาจารย์ของข้าแล้วล่ะ”
จากนั้นก็ได้พูดกับเหยาฉิน “เมื่อสักครู่นี้ข้าเห็นกู่ฉิน1หนึ่งต้นแขวนอยู่บนผนัง พี่เหยาฉินมีความเชี่ยวชาญด้านนี้มากและข้า้าคำนับพี่ในฐานะอาจารย์นะ”
เหยาฉินหัวเราะก่อนกล่าวตอบ “ข้ามีทักษะเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเ้าค่ะ หากคุณหนูเห็นว่าดี ก็สามารถสอนให้ได้เ้าค่ะ”
“ความสามารถของพี่นั้นโดดเด่นมากๆ อย่าถ่อมตัวเลยนะ” ฉินหยีหนิงมองไปที่ยวี้ฉีอีกครั้ง “ยังมีหมากรุก ที่ข้าไม่มีความรู้เลยแม้แต่น้อย ยังจะขอให้พี่ยวี้ฉีช่วยสอนข้าด้วยนะ”
“คุณหนูเห็นคุณค่าของบ่าว บ่าวจะต้องทำอย่างเต็มที่เลยเ้าค่ะ” ยวี้ฉีตอบด้วยความชื่นชอบ
หลังจากจัดการสิ่งที่ควรทำในอนาคตแล้ว ฉินหยีหนิงจึงบอกให้ทุกคนไปพักผ่อนตามอัธยาศัย
ส่วนนางกลับไปที่ห้องนอน จากนั้นเดินไปนั่งหน้าโต๊ะเครื่องแป้งเพื่อถอดเครื่องประดับที่ผมออก รอให้ซงหลานช่วยดูแลล้างหน้าและเปลี่ยนชุดนอนเรียบร้อย ในที่สุดถึงได้ล้มตัวลงนอน
“ทรมานตัวเองมาทั้งวัน มันเหนื่อยล้ามากเลย นึกไม่ถึงว่ามันจะเหนื่อยมากกว่าการล่าสัตว์เสียอีก”
คืนนั้นหน้าที่เฝ้าเวรเป็ของซงหลาน นางวางผ้าปูรองนอนบนเตียงหลั่วฮั่นที่อยู่ถัดจากหน้าต่าง ตะเกียงถูกจุดไว้ดวงหนึ่ง นางสวมเสื้อคลุมตัวนอกไว้พร้อมปล่อยผมลงมา เดินไปดึงมุ้งกันยุงคลุมเตียงสีม่วงอ่อนให้ฉินหยีหนิง
“คุณหนูได้รับชัยชนะในวันนี้ ไม่แตกต่างอะไรกับการสู้รบเลยเ้าค่ะ จะไม่ให้เหนื่อยได้อย่างไรเล่าเ้าคะ?” ยามนั้นเรียกได้ว่าซงหลานมีความกตัญญูและความชื่นชมต่อฉินหยีหนิงอย่างมาก น้ำเสียงของนางมีความอ่อนโยน ทั้งยังมีความเคารพมากกว่าเดิมด้วย
ฉินหยีหนิงยกมือปิดปากหาว ดึงผ้าห่มคลุมร่างกายเป็ผลให้ร่างบอบบางในท่านอนตะแคงโค้งเว้าดั่งหยก และพึมพำอีกว่า “ซงหลานเ้าก็รีบนอนเถิด แผลของเ้ายังไม่หายดีเลย”
ซงหลานเพิ่งขยับไปหย่อนตัวบนเตียง นางยิ้มและเอ่ยขึ้น “เ้าค่ะ บ่าวจะเฝ้าคุณหนู คุณหนูนอนเถิดเ้าค่ะ”
**
ั้แ่ฉินหยีหนิงย้ายมาที่เรือนหญิงงาม ชีวิตของนางก็ยิ่งวุ่นวายมากขึ้น นอกจากกิจวัตรประจำวันที่ต้องไปคำนับล่าวไท่จุนกับซุนซื่อแล้ว ในตอนเช้านางเรียนกฎระเบียบร่วมกับบรรดาพี่สาวและน้องสาว จากนั้นต้องเรียนกับซีสีในตอนบ่าย ถ้ามีเวลาว่าง นางจะฝึกเขียนตัวอักษร เรียนทักษะการเล่นหมากรุกกับยวี้ฉี เรียนรู้การเล่นกู่ฉินกับเหยาฉิน เรียนเย็บปักถักร้อยกับซงหลานและปิงถาง ในหนึ่งวันนั้นนางยุ่งมาก ทั้งไม่มีเวลาแม้แต่จะพักในเวลากลางวัน
ถึงแม้ว่านางจะยุ่งมาก แต่ฉินหยีหนิงก็มีความสุขมากเช่นกัน
เมื่อก่อนนางยุ่งอยู่กับการทำมาหากินเพื่อความอยู่รอด นางจะหัวเราะเบาๆ หลังได้กินอิ่ม ดังนั้นนางจะมีเวลาศึกษาทักษะเหล่านี้ได้อย่างไร?
ตอนนี้นางสามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องกังวลเื่อาหารและเสื้อผ้า นางจึงไม่อาจสูญเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ได้ แต่กลับนึกไม่ถึงว่านางต้องวุ่นวายมากราวกับลูกข่างเช่นนี้ ปกติแล้วฉินหยีหนิงเป็คนที่เห็นสิ่งใดก็จดจำได้โดยไม่ลืม ทว่าเมื่อนางใช้ใจทุ่มเทแล้ว ทำให้การเรียนง่ายดายมากขึ้น ใช้เวลาเพียงหนึ่งเดือนครึ่งนางก็สามารถเรียนรู้ได้มหาศาล
ได้เห็นฉินหยีหนิงขยันมากถึงเพียงนั้น แม่นมจานซึ่งเป็ผู้สังเกตการณ์มาโดยตลอดย่อมถูกกระตุ้นด้วยทัศนคติเชิงบวกของเด็กสาวด้วย จึงอดไม่ได้ที่จะสอนนางเพิ่มขึ้นเป็การส่วนตัว ทำให้ฉินหยีหนิงได้รับประโยชน์มากมาย นางจึงรู้สึกขอบคุณแม่นมจานอย่างสุดซึ้ง
และแล้วเทศกาลล่าปา2ก็มาถึง
ฉินหยีหนิงตื่นั้แ่เช้าตรู่ นางถูกปิงถางทาแป้งร่ำพร้อมยาขี้ผึ้งสีขาวกลิ่นหอมที่ใบหน้า จากนั้นก็ใช้ยาขี้ผึ้งสีเขียวอ่อนเพื่อกำจัดรอยแผลเป็บนฝ่ามือและหลังมือ
ปิงถางเอ่ยขึ้น “รอยแผลเป็บนมือของคุณหนูเกือบหายเป็ปกติแล้ว หลังจากนี้ก็ใช้ขี้ผึ้งโอจื่อ3ให้ความชุ่มชื้นกับมือก็เพียงพอแล้วเ้าค่ะ”
ฉินหยีหนิงกำลังนอนอยู่บนเก้าอี้นวม ดวงตาทั้งสองข้างของนางปิดแต่ปากของนางขยับเล็กน้อย “ข้าก็รู้สึกว่าิับนมือของข้าอ่อนนุ่มขึ้น เมื่อก่อนนี้ิัของข้าหนามาก หนาเสียจนถูกเข็มเจาะบาดมือก็ยังไม่มีอาการเ็ปแต่อย่างใด เมื่อคืนนี้ข้าเรียนเย็บปักกับซงหลาน ถูกเข็มเจาะนิดเดียวโดยไม่ได้ตั้งใจ เืไม่ได้ไหลออกมา แต่ข้ามีความรู้สึกแล้ว”
ซงหลานกับชิวหลู่เดินเข้ามาพร้อมกับน้ำร้อนและผ้าเช็ดมือ เมื่อพวกนางได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะขึ้นมา “คุณหนูยังบอกว่าผิวของคุณหนูหยาบและหนาอีกหรือเ้าคะ? ตอนนี้ผิวของคุณหนูนุ่มอย่างกับเต้าหู้แล้ว เมื่อวานนี้บ่าวเคียงข้างของคุณหนูฮุ่ยเจี่ยร์ที่ชื่อว่าฟู่กุ้ย ยังกระซิบถามพวกเราว่าคุณหนูใช้อะไรทาหน้าด้วยเ้าค่ะ”
ปิงถางหัวเราะพลางเอ่ยถาม “แล้วพี่ตอบว่าอย่างไรเ้าคะ?”
ซงหลานตอบว่า “ข้าบอกว่า คุณหนูก็ใช้ขี้ผึ้งโอจื่อดอกกุหลาบที่จวนฉินมอบให้กับคุณหนูทั้งหลายในทุกๆ เดือนนั่นแหละ คุณหนูเป็ถึงลูกสาวของไท่ซือแหย่ ผิวจึงสวยงามเป็ธรรมชาติอยู่แล้ว หลังจากที่คุณหนูกลับมา คุณหนูก็ได้กินดีอยู่ดี ผิวก็เลยดีตามธรรมชาติเ้าค่ะ”
ปิงถางพยักหน้า “ใช่ ไม่จำเป็ต้องบอกพวกนางหรอก พวกนางคิดไม่ดีกับคุณหนู คุณหนูฮุ่ยหนิงย้ายไปอยู่ที่เรือนเสวี่ยลี่แล้วก็ยังไม่ยอมสงบอีก”
ฉินหยีหนิงเพียงแค่ครุ่นคิดโดยไม่พูดอะไร หลังจากผ่านไปหนึ่งเค่อ นางก็ล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นและหลังจากทาขี้ผึ้งโอจื่อ ฉินหยีหนิงถึงได้เอ่ยกับปิงถาง “ฝีมือของพวกเ้าดีถึงเพียงนี้ ใช้กับข้าเพียงคนเดียวช่างน่าเสียดายเหลือเกิน พวกเ้าเคยคิดที่จะขายขี้ผึ้งลดรอยแผลเป็และเพิ่มความชุ่มชื้นของพวกเ้าหรือไม่?”
ครั้นปิงถางได้ยินคำพูดนั้นกลับกะพริบตา นางเอ่ยขึ้นว่า “ฝีมือต้นตำรับของตระกูลข้า ไม่อยากเผยแพร่สู่ภายนอกเ้าค่ะ”
“เ้าก็แค่ทำยา แต่สามารถปรับเปลี่ยนยาและลดประสิทธิภาพเล็กน้อย จากนั้นสามารถใช้สามกล่องเพื่อรักษารอยแผลเป็ด้วยกล่องเดียว ผู้คนข้างนอกจะต้องแย่งกันซื้อ อีกทั้งในตอนนี้สถานการณ์ในแคว้นก็กำลังปั่นป่วน ข้าเองไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในวันข้างหน้า เ้าต้องมีเงินติดตัวไว้จะได้ปลอดภัย ถึงแม้ข้าจะมีเงิน และไม่เคยคิดทิ้งเ้า เพียงแต่ว่าสถานะของเ้านั้นพิเศษนัก เ้าจำเป็ต้องเตรียมพร้อมไว้ก่อนถึงจะดีนะ”
ปิงถางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างจริงจัง “ข้ารู้ว่าคุณหนูคิดเพื่อให้ข้าได้ดี ข้าขอคิดดูก่อนนะเ้าคะ”
“มันไม่จำเป็ต้องเร่งรีบถึงเพียงนั้น ถ้าเ้าสนใจที่จะทำกิจการเล็กๆ ข้าจะให้หัวหน้าจงช่วยติดต่อกับร้านค้าให้ เ้าทำเพียงคิดค้นและผสมขี้ผึ้งยาขึ้นมาอย่างที่เ้าสบายใจก็เพียงพอแล้ว อีกอย่างไม่เพียงเฉพาะขี้ผึ้งยาเท่านั้น แต่ยังสามารถนำเอาส่วนผสมของยารักษาแผล ส่วนผสมที่ทำให้ผิวพรรณดีขึ้น ผสมเข้าไปในขี้ผึ้งโอจื่อเพื่อทาหน้าก็ยังได้ หรือไม่ก็อาจจะใส่ส่วนผสมเหล่านี้ในแป้ง อย่างไรเสีย ผู้หญิงรักความสวยความงามเป็เื่ธรรมชาติอยู่แล้ว นอกจากนั้นไม่จำเป็ต้องให้มันได้ผลทันทีหลังทา เ้าทำให้ได้ผลช้าลงก็ยังได้ ในเมืองหลวงมีผู้หญิงตระกูลผู้ดีตั้งมากมายที่เต็มใจจะใช้เงินเพื่อความสวยความงาม”
ซงหลานและชิวหลู่ต่างก็พยักหน้า จากนั้นดึงตัวปิงถางพร้อมพูดว่า “คุณหนูพูดถูก ถ้าเ้ามีความสามารถนี้ ก็ควรจะทำดีกว่านะ จะได้มีเงินติดตัวบ้างอย่างไรเล่า”
ปิงถางครุ่นคิดถึงท่านพ่อที่สูงส่งของนาง ‘สูงส่ง’ ผลสุดท้ายกลับทำให้สกุลถางต้องเสียชีวิตทั้งครอบครัว เช่นนั้นพวกเขาคงไม่ถือสาอีกแล้ว นางยิ้มและเอ่ยขึ้น “ถ้าเช่นนั้น คุณหนูช่วยข้าติดต่อให้หน่อยนะเ้าคะ เงินที่ได้พวกเรามาแบ่งกัน”
“ข้าคงไม่ขอรับเงินของเ้า หากกิจการประสบความสำเร็จได้ วันข้างหน้าทุกอย่างที่ข้าใช้ทาบนใบหน้าก็สามารถใช้ได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินแล้วสิ” ฉินหยีหนิงใช้มือแตะไปที่ใบหน้าทรงกลมๆ รูปผิงกั่ว จากนั้นนางก็ยิ้มและขอให้ซงหลานหวีผมให้
ปิงถางมองฉินหยีหนิงจากทางด้านหลัง พร้อมยิ้มอย่างสุดซึ้ง
เทศกาลล่าปาแน่นอนว่าจะต้องกินโจ๊กล่าปา ต้าเยี่ยนยังมีวัฒนธรรมส่งโจ๊กล่าปาด้วยเช่นกัน ฉินหยีหนิงเพิ่งมาถึงเรือนสื่อเซี่ยว ยังไม่ทันได้ก้าวเท้าเข้าไปในเรือน นางก็ได้ยินเสียงหัวเราะที่มีความสุขแล้ว และอากาศจากห้องข้างในนั้นยังหอมหวานมากด้วยเช่นกัน
ฉินหยีหนิงถอดเสื้อคลุมยื่นให้กับซงหลานพร้อมรอยยิ้ม จากนั้นเดินเข้าไปยังห้องข้างใน นางคำนับล่าวไท่จุน ฮูหยินสองและฮูหยินสาม
ล่าวไท่จุนยิ้มรับและเอ่ยขึ้น “หยีเจี่ยร์มาแล้ว เข้ามาชิมโจ๊กจากวังตงเถิด”
วังตง?
ใช่แล้ว ตอนนี้องค์ชายรัชทายาทเป็ศิษย์ของฉินหวยหยวนแล้ว เทศกาลล่าปาแน่นอนว่าต้องส่งโจ๊กมาให้
ฮูหยินสามเอ่ยขึ้นมาด้วยความปลาบปลื้ม “พวกเราได้รับวาสนาจากลุงใหญ่ โจ๊กจากวังตง ใช่ว่าคนธรรมดาที่ไหนจะได้กินนะ ฉะนั้นรอวันไหนที่ข้ากลับไปที่บ้านพ่อแม่ของข้า ข้าก็จะได้มีเื่อวดอีกหนึ่งเื่แล้ว”
ฮูหยินสองยิ้มโดยไม่ได้พูดอะไรเลย
คำพูดของฮูหยินสามทำให้ล่าวไท่จุนหัวเราะออกมาอย่างขบขัน
และในขณะเดียวกันนั้น จี๋เสียงเดินเข้ามาด้วยฝีเท้ารวดเร็วพร้อมค้อมศีรษะคำนับ “เรียนล่าวไท่จุน เมื่อสักครู่มีป้าคนหนึ่งจากประตูสองมาบอกข่าวเ้าค่ะ บอกว่าฉี่ไท่คนเคียงข้างนายท่านใหญ่ได้แจ้งเื่ ครอบครัวฉาวเพิ่งส่งโจ๊กมาให้เมื่อสักครู่นี้เ้าค่ะ”
เพียงแค่ประโยคเดียว ก็ทำให้ล่าวไท่จุนมีความรู้สึกเกร็งจนทำตัวไม่ถูก
ก่อนหน้านี้ครอบครัวของนางกับตระกูลฉาวนั้นไม่เคยสานสัมพันธ์กัน เหตุใดถึงได้ส่งโจ๊กมาให้อย่างกะทันหันเล่า?
ล่าวไท่จุนยังไม่ทันได้ตอบแต่อย่างใด กลับมีเสียงฝีเท้าเดินมาอย่างเร่งรีบ คุณชายใหญ่ฉินหยูก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว พร้อมคำนับและเอ่ยพูดตรงหน้า “ล่าวไท่จุน คนสนิทของลุงใหญ่มาพูดเกรงว่าจะไม่เข้าใจ จึงให้ข้ามาบอกข่าวนี้โดยเฉพาะ ครอบครัวฉาวไม่รู้ว่าไปพูดอะไรต่อหน้าฮ่องเต้ ตอนนี้ฮ่องเต้และหวงโฮ่วได้มีพระราชโองการเรียกล่าวไท่จุน ท่านป้าใหญ่และน้องหยีเจี่ยร์เข้าวังเพื่อเข้าเฝ้าขอรับ"
********************
1 กู่ฉิน หรือ พิณโบราณ(古琴)เป็หนึ่งในสี่สิ่งที่วิญญูชนจีนในสมัยโบราณจะต้องศึกษาคือ “พิณ หมากรุก หนังสือ ภาพวาด”
2 เทศกาลล่าปา(腊八)ตามปฏิทินจันทรคติของจีนแล้ว คือวันขึ้นแปดค่ำเดือนสิบสอง ซึ่งเมื่อถึงเทศกาลล่าปา ทุกๆ บ้านจะต้องทำล่าปาโจว (腊八粥คือ โจ๊กสำหรับวันขึ้นแปดค่ำเดือนสิบสอง) ซึ่งมีส่วนผสมหลากหลายชนิด ได้แก่ ข้าวขาว ข้าวเหนียวดำ ถั่วลิสง ถั่วเขียว ถั่วแดง เม็ดบัว พุทราจีน เนื้อลำไยแห้ง มันเทศและเก๋ากี้ เป็ต้น หลังจากที่โจ๊กปรุงสุก ต้องเซ่นไหว้บรรพบุรุษก่อน หลังจากนั้นจะแบ่งให้ญาติมิตรและสุดท้ายทั้งครอบครัวจะรับประทานล่าปาโจวที่เอร็ดอร่อยด้วยกัน
3 ขี้ผึ้งโอจื่อ(沤子)เป็ชนิดของน้ำผึ้งที่มีกลิ่นหอมกึ่งเหลว และเป็ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในกลุ่มคนชนชั้นสูงในสมัยก่อน มันถูกสังเคราะห์จากน้ำตาลกรวด น้ำผึ้ง ผง น้ำมันและเครื่องเทศ ซึ่งทำให้ผิวขาวและดีนั่นเอง
