จ้าวอี้ไม่ได้กลับเมือง J ในคืนแรก ข้อมูลของคดีนี้ได้จัดการโดยสมบูรณ์ เขาจำเป็ต้องนำสำเนากลับไป
ไม่รอเวลานาน เพียงวันเดียวเท่านั้น ทำงานนี้สมบูรณ์อย่างราบรื่นที่อี้เกอ จ้าวอี้จองตั๋วเครื่องบินเรียบร้อย แล้วเรียกแท๊กซี่เตรียมไปสนามบิน
บนรถแท๊กซี่มีหนังสือพิมพ์ให้ลูกค้าได้เปิดดู
จ้าวอี้จึงหยิบมาพลิกอ่าน
ธุรกิจอาหารครอบครัวหลี่ตอนนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุงแก้ไขในขนาดใหญ่ นางสาวหลี่เยว่หรูเ้าของได้ประกาศ ว่าจะปรับปรุงเสร็จสมบูรณ์ในเร็ววันนี้ และจำเริ่มธุรกิจอีกครั้ง และยืนยันว่าธุรกิจอาหารครอบครัวหลี่จะไม่ถูกแบ่งส่วน แต่จะแบ่งเงินปันผลให้ลูกนอกกฎหมายจำนวนมากของหลี่ต้าเฮิงรวมไปถึงหลิวฉิน หลิวฉินแสดงท่าทีต่อการรายงานนี้ ว่าจะยืนหยัดในสิทธิที่ตนเองควรมี ใช้กฎหมายเป็อาวุธในการปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง...
ฉือผิงฮุยหัวหน้าผู้ตรวจการตำรวจทางตอนใต้ได้รวมอยู่ในคดีการติดสินบน จากความเข้าใจของรายงานนี้ คือมีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับคดีของหลี่เทียนิ ทุกท่านกรุณาติดตามรายงานนี้อย่างใกล้ชิด...
มากมายก่ายกอง ต่างเกี่ยวข้องกับเื่นี้
เพิ่งกลับถึงเมือง J จ้าวอี้ก็ได้รับข่าวร้าย
นั่นก็คือเฉินตงป่วย...หรือใจนป่วย
จ้าวอี้หมดคำพูดกับข่าวนี้ คนตัวโตขนาดนี้ เื่ผ่านประสบการณ์ก็ไม่น้อย ทำไมถึงใจนป่วยได้?
นำความสงสัยนี้ จ้าวอี้ไปที่โรงพยาบาลที่เขาพักอยู่
เฉินตงกำลังเอนตัวพิงอยู่บนเตียง ดื่มเครื่องดื่มอย่างสบายใจ พูดอะไรบางอย่างอยู่ตลอด ทำให้เซี่ยตันที่อยู่ข้างๆหัวเราะไม่หยุด
"อะแฮ่ม! ดูท่าเฉินตงจะไม่เป็อะไร เป็ยังไงล่ะ?"
จ้าวอี้กระแอมสองคำ ตัดบทสนทนาของทั้งสองคน
“ไม่ใช่เื่ใหญ่ ตอนนั้นฉันใจริงๆ ตอนนี้คิดแล้วหลังยังเย็นวาบอยู่เลย” เฉินตงแกะๆ ปาก ราวกับนึกย้อนถึงสิ่งที่เผชิญในไม่กี่คืนนี้ และตัวสั่นอย่างอดไม่ได้
“หัวหน้ากลับมาแล้ว...” เซี่ยตันยืนขึ้น
“จริงแล้วเกิดอะไรขึ้น?”
จ้าวอี้ค่อนข้างไม่เข้าใจ
ความกล้าของเฉินตงไม่น้อย คนตายอะไรก็เห็นว่าไม่แปลกแล้ว โดยปกติแล้วย่อมไม่อาจทำเขาใได้
“ฉันเตรียมให้เฉินตงเข้าไปฌาปนสถาน เป็ผู้เฝ้าเวรดึก เฉินตงนายเล่าเถอะ”
เซี่ยตันคิด แล้วให้เฉินตงพูดเอง
เฉินตงกลืนน้ำลาย “ฉันไม่ยากนึกถึงที่นั่นแล้ว ที่นั่นแปลกประหลาดเกินไป...ตอนแรกยังดี แต่พอเที่ยงคืนฉันก็ได้ยินเสียงเคี้ยวสิ่งของกรอบแกรบ จากนั้นฉันก็เริ่มค้นหาที่มาของเสียงนี้ ก็ไม่พบอะไร เมื่อกลับมาถึงในห้อง ก็มีเสียงเคาะประตู เปิดประตูออกก็ไม่มีคน แค่ถึงตอนกลางคืนก็มีเสียงฝีเท้าด้านนอกไม่หยุด พอฉันเปิดประตูเสียงเท้าก็หยุด จากนั้นยังมีเสียงหัวเราะของผู้หญิง เสียงเด็กร้องไห้ สลับกันไปมา ประสาทที่แข็งแกร่งของฉันยังรับไม่ไหว”
เฉินตงค่อนข้างกลัวจริงๆ บนใบหน้ายังมีสีหน้าหวาดหวั่น
ตอนนี้เขาคืนสู่ความปกติ สามารถเรียกได้ว่าเขาประสาทกล้าแกร่ง ถ้าเป็คนปกติ คงกลัวจนเสียสติจริงแล้ว
“เลวร้ายขนาดนี้จริงเหรอ? งั้นนายไม่เรียกสามเณรไปด้วย?”
จ้าวอี้ขมวดคิ้ว เมื่อก่อนเพียงเคยได้ยิน เขาคิดว่าเป็เื่แกล้งคน แต่เฉินตงคงไม่หลอกเขาในเื่แบบนี้
“เรียกแล้ว คืนที่สองฉันก็เรียกสามเณรให้เฝ้าเวรด้วยกัน สามเณรสวดมนต์ก็ยังช่วยบ้าง แต่ใครจะรู้ว่าครึ่งคืนหลังหน้าต่างของเราก็ปรากฏผู้หญิงชุดแดง กรีดร้องทำให้สามเณรหยุดสวด ไม่งั้นทุกคนคงตายแล้ว...แม่มันเถอะ ฉันกลัวแทบตาย คืนแรกฉันได้ยินแค่เสียง วันที่สองสามเณรมาอยุ่ด้วย กลับเห็นผีเลย นายว่าน่ากลัวไหมล่ะ?”
เฉินตงพูดอย่างหวาดผวา
“สามเณรคิดเห็นยังไงต่อผู้หญิงชุดแดงคนนี้?”
จ้าวอี้ไม่เชื่อว่ามีผีจริง เขายังยืนยันว่านั่นคงเป็ส่วนหนึ่งที่พวกเขายังไม่รู้
“สามเณรไม่ได้พูดอะไร เขาบอกว่าฌาปนสถานก็เหมือนกับเมื่อก่อนคืออี้จวง เป็จุดรวมของิญญาเร่ร่อนและผีร้าย เกิดเื่อะไรก็ไม่แปลก”
คำพูดของเฉินตงทำให้จ้าวอี้จมอยู่ในความคิด จากนั้นจึงพูด “เตรียมให้ฉันเข้าไปฌาปนสถานเถอะ ฉันจะไปดูด้วยตนเองว่าผีนี้มีอยู่จริงหรือไม่”
คำพูดของเขาทำให้เซี่ยตันชะงักชั่วขณะ “หัวหน้า อันตรายเกินไปรึเปล่า?”
“ไม่เป็ไร ฉันเชื่อว่าแม้จะเป็สิ่งนั้นจริง ก็ไม่มีเื่อะไร ไม่งั้นทำไมถึงไม่ค่อยได้ยินว่าผู้เฝ้าเวรดึกเกิดเื่? เื่นี้ยังต้องค้นหาต่อไป!”
จ้าวอี้ยืนยันการตัดสินใจของตน
เซี่ยตันเห็นจ้าวอี้ยืนยัน ก็ไม่ชักจูงอะไรอีก
เธอโทรศัพท์ เตรียมเื่นี้ จากนั้นพูดกับจ้าวอี้ “ฉันติดต่อรองผู้อำนวยการของสำนักวัฒนธรรมแล้ว สถานะของนายคือหลานห่างๆ ของเขา เช่นนี้ฌาปนสถานก็คงปฏิเสธยาก เมื่อถึงตอนบ่าย รองผู้อำนวยกานท่านนี้จะพานายไปที่ฌาปนสถานด้วยตนเอง หัวหน้าว่าเป็ยังไง?”
“เธอจัดการได้เหมาะสมแล้ว”
นี่เป็เส้นสายของเซี่ยตัน จากด้านนี้ จ้าวอี้สู้เธอไม่ได้
ตามคาด รองผู้อำนวยการพาไปด้วยตนเอง ผู้อำนวยการฌาปนสถานต้อนรับพวกเขาอย่างกระตือรือร้น
อายุของเขาประมาณห้าสิบปีแล้ว เส้นผมขาวไปครึ่งหนึ่ง ดูแล้วเป็คนใจดี
“เสี่ยวจ้าวอา พวกเราต่างไม่ใช่คนไกล ฉันจะพูดตรงๆ กับนาย ผู้เฝ้าเวรดึกนี้ ค่าแรงแม้จะไม่ต่ำ แต่จัดการไม่ง่ายนะ ไม่งั้นนายลองพิจารณาสักหน่อย ปรึกาากับอาของนาย เปลี่ยนเป็งานอื่น? สองวันก่อนก็เป็คนบ้านเดียวกัน ผลคือทำได้สองวัน ก็บอกว่าไม่ทำแล้ว”
ผู้อำนวยการยิ้มตาหยี และบอกจ้าวอี้ไว้ก่อน
คนที่เขาพูดถึงคือใคร จ้าวอี้ย่อมรู้ดี
“ไม่เป็ไร ผอ. ผมเคยเป็ทหารมาก่อน มีความกล้ามาก ผมจำเป็ต้องทำงานนี้”
การตอบรับอย่างมั่นใจของจ้าวอี้ทำให้ผู้อำนวยการส่ายหน้า
“ก็ได้ ในเมื่อนายอยากทำ งั้นพูดถึงค่าจ้างและการดูแลของเราสักหน่อย...”
เงินเดือนสูงกว่ามาตรฐานไปมาก เงินเดือนเช่นนี้เรียกได้ว่าอยู่ระดับกลางค่อนไปสูงสำหรับเมือง J แต่จ้าวอี้ไม่ได้มาเพื่อเงินเดือนนี้ ย่อมไม่มีความเห็นอะไร
“เวลาทดลองงานหนึ่งเดือน ไม่มีปัญหาใช่ไหม? ระหว่างนี้นายสามารถไม่ทำได้ทุกเมื่อ...”
“...”
เรียกได้ว่า นี่เป็ข้อตกลงที่ใจกว้างมาก จ้าวอี้เซ็นชื่อของตนลงในสัญญาทดลองงาน
“เสี่ยวจ้าวอา ในเมื่อนายอยากทำจริง งั้นแันเตือนนายสักหน่อย ตอนกลางคืน ถ้าได้ยินหรือเห็นอะไร ไม่ต้องสนใจ ให้ปิดประตูหน้าต่างให้ดี อย่าออกไป รักษาชีวิตน้อยๆ ของตนเองสำคัญที่สุด” ผู้อำนวยการพูดอย่างจริงใจ
“คุณบอกว่าอาจเห็นหรือได้ยินอะไร? เฝ้าเวรกลางคืนไม่ใช่ต้องคุ้มครองไม่ให้สิ่งของของฌาปนสถานถูกขโมย?”
จ้าวอี้แสร้งถามอย่างไม่เข้าใจ
“เฮ้...โจรอะไรล่ะ? กล้ามาขโมยของที่ของเรา สิ่งที่มีค่าที่สุดของพวกเราที่นี่คือกล่องอัฐิแล้ว โจรจะคิดจะขโมยไปขาย? ก็ไม่มีคนซื้อ?”
คำพูดของผู้อำนวยการไม่โกหก ที่ไหนก็มีของหาย แต่ไม่เคยได้ยินว่าของในฌาปนสถานจะหาย แม้เป็โจรจนตรอก ก้ไม่อาจมาที่นนี่ มันโชคร้ายเกินไป
“งั้นทำไมคุณยังจ้างผู้เฝ้าเวรดึกเพื่อรักษาความปลอดภัย?”
ในฌาปนสถาน ผู้เฝ้าเวรดึกคือเฝ้าศพในห้องดับจิตเ่าั้ และรักษาความปลอดภัย คือรับผิดชอบส่วนอื่นเฉพาะหน้า
“แน่นอนว่าป้องกันไม่ให้มีคนบุกเข้ามา ถ้าใตายที่นี่ พวกเราไม่ยุ่งยากเหรอ? ไม่มีใครกล้าขโมยศพแน่ พวกขี้ขลาดแค่จะเข้ายังไม่กล้าเข้าไป นายน่ะ ภารกิจที่สำคัญก็คือก่อนฟ้ามืด ป้องกันไม่ให้มีแมวป่าหมาป่าอะไร ถ้าเข้าไปแทะศพเสียหาย นั่นก็วุ่นวายแล้ว ยังไงครอบครัวเ่าั้ก็ได้จ่ายเงินมาแล้ว ตอนกลางคืนดื่มเหล้าสักหน่อยให้พักผ่อนสบาย รู้สึกตัวอีกทีก็เช้าแล้ว”
นี่น่าจะเป็การเฝ้าเวรที่สบายที่สุดแล้ว เบื้องบนยังพูดเช่นนี้เอง ทำให้จ้าวอี้ค่อนข้างประหลาดใจ ทั้งเงินเดือนยังสูงขนาดนี้ แม้เป็เช่นนี้ โดยปกติแล้ว ก็มีเพียงคนอายุห้าสิบปีขึ้นไป คนที่ไม่มีทางเลือกถึงมาสมัครอาชีพนี้
“เอาล่ะ นายกลับไปเตรียมตัวหน่อยเถอะ เริ่มงานคืนนี้ ไม่มีปัญหาใช่ไหม?”
“ไม่มีปัญหา สัมภาระของผมได้นำมาแล้ว”
จ้าวอี้ไม่พูดอะไรอีก ผู้อำนวยการเตรียมคนหนึ่งคน พาเขาไปถึงห้องพัก
นี่เป็ห้องพัก ที่จริงก็คืออพาร์ทเมนท์เล็กๆ ที่ห่างจากห้องดับจิตด้านนอกเพียงกำแพงกั้น
อพาร์ทเมนท์ไม่เล็กไม่ใหญ่กำลังดี เตียงหนึ่งเตียง โต๊ะเก้าอี้ต่างไม่ขาด ยังมีโทรทัศน์ ปัจจัยไม่ค่อยแย่ มีหน้าต่างหนึ่งบาน เปิดหน้าต่างออก ด้านนอกคือแถวต้นหลิว มองไม่เห็นทิวทัศน์อื่น
นำสัมภาระวางเรียบร้อย ทำความสะอาดห้องอย่างง่ายๆ จ้าวอี้จึงตัดสินใจไปดูที่ห้องดับจิต
การเข้าไปในห้องดับจิตมีกฎ จำเป็ต้องสวมชุดกาวน์ขาวและสวมหน้ากากอนามัย ป้องกันไม่ให้ติดเชื้อ ยังไงศพมากมายขนาดนี้ กันไว้ก่อนดีกว่า
การตกแต่งของที่นี่เรียบง่าย
กลางห้องดับจิตมีเตียงหนึ่งเตียง บนเตียงปูผ้าสีแดงยาวจรดพื้น
้าวางศพหนึ่งศพ ช่างแต่งหน้าเพศหญิงสวมหน้ากากคนหนึ่งกำลังจัดการหน้าตาให้ งานนี้กลับไม่ง่าย
อายุของเธอเหมือนจะยังไม่เยอะ
รอบด้านต่างเป็ตู้แช่แข็ง จ้าวอี้ไม่ได้เปิดออก ด้านในนี้น่าจะเป็ศพ บางครั้งเพราะหลายสาเหตุ ศพจึงไม่อาจเผาได้ทันที ดังนั้น ศพในห้องดับจิตจึงมีไม่น้อย
จ้าวอี้ไม่ได้รบกวนการทำงานของเธอ แต่ดูรอบหนึ่ง ก็จากไป
ดูแล้วไม่มีอะไรผิดปกติ จ้าวอี้ตัดสินใจรอถึงกลางคืน ดูว่าอาจมีเื่อะไรเกิดขึ้น
ประมาณบ่ายสี่โมงครึ่ง พนักงานคนอื่นของฌาปนสถานก็เลิกงาน
จ้าวอี้วิ่งไปที่ไกลๆ ถึงจัดการอาหารเย็นของตนเองได้ ช่วยไม่ได้ สถานที่ผีสิงนี้ ในละแวกย่อมไม่มีร้านอาหารใด
เมื่อกลับมา ฟ้าก็ใกล้มืดแล้ว
ประตูใหญ่ของฌาปนสถานได้ล็อคไว้
ก๊อกๆๆ...
จ้าวอี้เคาะประตูกระจก เรียกเสียงดัง “เปิดประตู ฉันกลับมาแล้ว ฉันเป็ผู้เฝ้าเวรคนใหม่”
เรียกอยู่ประมาณสี่ห้ารอบ คนวัยรุ่นสองคนถึงออกมาด้วยกัน เมื่อเห็นจ้าวอี้ ถึงถอนใจยาว “แม่มัน พี่ชายเป็คนมาใหม่จริงๆ?”
“ฟ้าเพิ่งมืด พวกนายก็กลัวขนาดนี้?”
จ้าวอี้เข้าประตู เห็นสองคนจึงพูดล้อเล่น
“พี่ชายไม่รู้ ที่นี่ พอฟ้ามืดเราก็ไม่สนอะไรแล้ว ถ้าไม่ใช่ได้ยินนายเรียกชัดเจน วันนี้นายต้องไม่ได้เข้ามาแน่ ไปนั่งในห้องเราไหม?”
จ้าวอี้ไม่ปฏิเสธคำเชิญของสองคนนี้
เพียงเข้าประตู จ้าวอี้ก็ใสะดุ้ง
ห้องแปะเต็มไปด้วยยันต์สีเหลืองทั้งใหญ่เล็ก กระจกปากั้วอยู่ที่ด้านหลังของประตู ดาบต้นท้อวางอยู่บนโต๊ะ...สิ่งของเหล่านี้ สามารถเห็นได้ทั้งหมดในห้องนี้
“นี่เกินไปรึเปล่า”
จ้าวอี้พูดพลางหัวเราะ หาสักที่นั่งลง
“เราจะพูดกับนาย จุดนี้ไม่เกินไป นายไม่รู้ ว่าสองวันนี้ สิ่งสกปรกในฌาปนสถานเราเริ่มอาละวาดแล้ว ยังดี ที่สมบัติในห้องเราเยอะ พวกมันจึงไม่กล้าอาละวาดที่นี่...”
[1] ที่เก็บศพสมัยก่อน
